เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

MS บทที่ 10 ดาบเชือดหมู

MS บทที่ 10 ดาบเชือดหมู

MS บทที่ 10 ดาบเชือดหมู


MS บทที่ 10 ดาบเชือดหมู

เฉิงหลงซิงเรียกข้ารับใช้มาอีกคนนึงและมอบจดหมายให้เขา “เจ้าจงนำรายงานนี้มอบให้กับหัวหน้าของจันทราโลหิตซะ บอกให้พวกเขาทำตามนี้”

“ขอรับนายท่าน” ข้ารับใช้รับคำสั่งและเดินกลับออกไป

ภายในห้องลับแห่งนี้ นายเฝ้าประตูเตียนฉีคือหนึ่งในบุคคลที่ทรงอำนาจในไถไป๋ ยิ้มอย่างเย็นชา “โอ้ หวังว่าเจ้าเด็กนั่นคงจะรับไม่ได้กับเรื่องที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้และฆ่าตัวตายเสีย แค่นี้ก็ไม่มีใครรู้แล้วว่าความจริงนั้นเป็นเช่นไร ฮ่าฮ่าฮ่า!”

.

“ใต้เท้าขอรับ นี่คือฐานที่มั่นของเฉินหนง

อย่างแน่นอน”

หม่าจุนวูชี้ไปที่ป่าหินตรงหน้าพวกเขา

ป่าแห่งนี้ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของไถไป๋ที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยเสาหิน,ต้นหญ้าและต้นไม้นานาชนิด พร้อมด้วยงูและหนอนหลากหลายชนิดแฝงตัวไปตามใบหญ้าเหล่านั้น เมื่อยี่สิบปีก่อนเฉินหนงเป็นเหมือนแค่หมู่บ้านเล็กๆ ฐานที่มั่นรายล้อมไปด้วยรั้วมากมายราวกับว่าเป็นเขาวงกต แม้แต่กองทัพทหารนับพันก็ยังยากจะพิชิต

สำหรับผู้คนในไถไป๋แล้ว ป่าหินนี้เปรียบได้ดั่งนรกชูระที่ไม่อาจย่างกายเข้าไปได้

“เจ้ากลับไปเลยก็ได้นะ” หลีมู่กันมาบอกกับหม่าจุนวู แล้วจึงชักดาบออกมาพร้อมเดินไปที่ประตูหน้า

“ใต้เท้า...” ชายไว้หนวดคนนี้พยายามจะห้ามเขาแต่ก็ไม่กล้าเอ่ยปากออกมา เขาเดินเข้าไปกับหลีมู่ “ข้าจะไปกับท่านด้วย...”

เด็กหนุ่มโบกมือให้เขาโดยที่ไม่ได้หันกลับไปมอง “เจ้ารอข้าอยู่ที่นี่แหละ”

คำพูดนั้นทำให้หม่าจุนวูไม่กล้าขยับตัวราวกับว่าขาของเขาไร้เรี่ยวแรง

เขาหันกลับไปมองด้านหลังซึ่งเป็นกองทหารและข้าราชการระดับสูงของมณฑลนี้ หลายๆคนหลากชนชั้นต่างก็มารวมตัวกันที่นี่เพราะข่าวลือที่กระจายออกไป

หรือว่ากำลังมีภัยร้ายกำลังกัดกินมณฑลนี้กันนะ?

หม่าจุนวูเริ่มไม่เข้าใจสถานการณ์ตอนนี้

หลีมู่เดินเข้ามาจนถึงหน้าประตูทางเข้าของเฉินหนง

เสาหินคู่สูงกว่า 20 เมตร รองรับแผ่นประตูไม้หนักที่ถูกทาเป็นสีแดง พร้อมด้วยเหล่าทหารของฝ่ายเฉินหนงที่แต่งกายด้วยชุดสีแดงเลือดและมีกลิ่นของยาคละคลุ้งไปหมด พวกเขาจ้องมองมาที่หลีมู่ด้วยสายตาที่เยือกเย็น

“ฉีกงจิ้ง ผู้นำสูงสุดของเฉินหนง ออกมาพบกับข้าหน่อย”

จิตใจของเด็กคนนี้รุ่มร้อนดั่งไฟเผาด้วยความโกรธ

“เจ้าเป็นใคร?”

“ช้าก่อน...”

“เจ้าอยากตายรึไง? กล้าดียังไงมาระรานฝ่ายเฉินหนงแบบนี้”

หลังจากนั้นจึงปรากฎเป็นทหารอีกนับสิบนายเข้ามายืนรุมล้อมเขา

หลีมู่ไม่สนใจและตะโกน “ฉีกงจิ้ง รีบออกมาเถิด ข้ารู้ดีว่าเจ้ารู้จักข้า”

เสียงนั่นดุดันราวกับฟ้าผ่า ทำให้โสตประสาทใครหลายๆคนต้องปวดแสบไปตามๆกัน

เจ้าผู้พิพากษาตัวจ้อยนี่เป็นใครกัน? ทำไมถึงเสียงดังได้ขนาดนี้? เขาเป็นจ้าววรยุทธ์งั้นหรือ?

“เจ้ากล้าดียังไงถึงเรียกชื่อของผู้นำเราแบบนี้ จับเขา!”

น้ำเสียงเย็นชาตะโกนมาจากหลังประตู พร้อมกับสมาชิกเฉินหนงที่กรูกันเข้ามา

หลีมู่เร่งพลังไปที่ขาของเขาและพุ่งตัวออกไปข้างหน้าด้วยความรวดเร็วราวกับรถวิ่ง

พื้นดินใต้เท้าของเขากระเพื่อมราวกับใยแมงมุม

สมาชิกเฉินหนงทั้งหลายตามสถานการณ์ไม่ทัน เขาเห็นแค่ภาพติดตาและร่างของมนุษย์ที่เคลื่อนที่ผ่านพวกเขาไปเท่านั้น และหลีมู่ก็หายตัวไปจากตรงหน้าพวกเขาแล้ว

“อะไรน่ะ?”

หม่าจุนวูตะลึงที่เห็นภาพเหล่านั้น

ความเร็วระดับนั้น... แม้แต่ระดับปราณร่วมก็ยังไม่สามารถทำได้เลยนะ... หรือว่าผู้พิพากษาจะเป็นจ้าววรยุทธ์ด้วย?

ผู้คนที่มามุงดูต่างก็ฮือฮากับสิ่งพวกเขาเห็นเช่นกัน

จากนั้น

ตู้ม!

เกิดเสียงปะทุกัมปนาทดังก้องไปทั่วบริเวณ

หลีมู่พุ่งตัวเข้าไปกระโดดถีบขาคู่ใส่ประตูนั่นอย่างรุนแรงจนแตกกระจาย

ทุกคนที่เห็นภาพเหล่านั้นได้แต่อ้าปากค้าง ใครจะไปคิดละว่าประตูหนักกว่าหลายสิบตันนั่นจะถูกถีบจนกระจุยกระจายได้ขนาดนั้น พร้อมกับพื้นดินที่สั่นไหวไปทั่วบริเวณที่เกิดจากแรงถีบอีกด้วย มันเป็นภาพที่บ้าเกินจะบรรยายแล้ว

“พระเจ้า...”

“หา?”

“บ้าอะไรวะเนี่ย?”

“เป็นไปได้ยังไง?”

“พลังอะไรวะนั่น?”

เสียงฮือฮาดังขึ้นในหมู่มวลชนด้านหลังหม่าจุนวู พวกเขาคิดอะไรไม่ออกแล้วหลังจากที่ได้เห็นภาพนี้

รวมไปถึงตัวหม่าจุนวูเองด้วย

แม้ว่าเขาจะเป็นอาจารย์จากฝ่ายไถไป๋ เขาก็ไม่เคยพลังที่รุนแรงขนาดนี้มาก่อน หลีมู่เจ้าเด็กหนุ่มดูไม่มีพิษภัยกลับกลายเป็นอสูรกายบ้าพลังได้ขนาดนี้ มันไม่ใช่แค่ระดับปราณร่วมแล้วเขาคือระดับที่สูงกว่านั้น...

“ฉีกงจิ้ง เจ้าขี้ขลาดออกมาได้แล้ว ไม่งั้นข้าจะถล่มรังหนูของเจ้าซะ”

เสียงตะโกนของหลีมู่ดังราวกับฟ้าผ่าไปทั่วบริเวณ

ประตูไม้ที่พังทลายลงนั้นได้ลากให้เสาหินถล่มลงมาด้วย ทำเอาสมาชิกเฉินหนงทั้งหลายถูกทับไปตามๆกัน พวกเขาทั้งหลายกรีดร้องด้วยความหวาดผวา

ก่อนหน้านี้ฝ่ายเฉินหนงดูเป้นสถานที่ที่คนธรรมดาไม่ควรย่างกายเข้ามา แต่ในตอนนี้มันกำลังกลายเป็นรังนางแอ่นที่ถูกทำลายด้วยไม้เพียงแท่งเดียว

หลีมู่ส่งพลังไปที่เท้าของเขาก่อนที่จะกระโดดขึ้นไปสูงกว่า 10 เมตร เพื่อไปนั่งอยู่เหนือซากประตูพร้อมกับเสียงดัง ตู้ม

“เจ้ามันบ้าไปแล้ว! เจ้ากล้าทำลายประตูได้ยังไง? ไปลงนรกซะ”

เสียงกู่ร้องพร้อมร่างที่พุ่งเข้ามาด้วยคมดาบ ราวกับเหยี่ยวบินอยู่เหนือเวหา ในมือของเขาถือดาบใหญ่ทั้งสองข้างและต้องการจะตัดหัวหลีมู่

โคตรจะน่ากลัวเลย

อย่างไรก็ตามด้วยพลังเชียนเถียน การตอบสนองของหลีมู่นั้นเกินมนุษย์ธรรมดาไปแล้ว เขามองภาพรอบข้างที่เคลื่อนที่ช้าลงได้ เด็กหนุ่มขยับแค่เพียงสองก้าวไปทางด้านข้างก็หลบการโจมตีนั้นได้แล้ว

แม้จะเป็นการเคลื่อนไหวโดยสัญชาตญานของเขาก็จริง แต่ทุกคนรอบตัวเขาต่างก็เห็นว่าเขาเคลื่อนไหวด้วยความรวดเร็วและนุ่มนวล ไม่ต่างอะไรจากปรมาจารย์เลย

เคร้ง!

ประกายไฟเกิดขึ้น

ดาบใหญ่ของเขาตัดหินจนขาดสะบั้น

“เจ้าเป็นใครกัน?” หลีมู่มองไปที่เขา

เขาคือชายวัย 40 ร่างผอมบางไว้ผมยาวสีเทา ใส่ชุดเกราะสีดำและกลิ่นที่ดูอันตรายตามร่างกาย

หลังจากที่ได้ยินคำถามนั่นเขาก็สะบัดอาวุธออกจนสุดแขนด้วยความภูมิใจ “ข้าคือ สูฉี ฉายาของข้าคือ ดาบใหญ่สะบั้นนภา หนึ่งในสี่

ผู้วิเศษหลิงกงแห่งเฉินหนง ไม่ว่าเจ้าจะเป็นใครแต่กล้าดีแบบนี้ข้าไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่”

“สี่ผู้วิเศษหลิงกง?” หลีมู่ชายตามองไปที่เขา “เจ้าคือคนที่บุกเข้าไปในโรงหมอและฆ่าทหารของข้าพร้อมกับพาตัวฉางหลีไปใช่ไหม?”

“ฮ่าฮ่าฮ่า ใช่แล้ว นั่นแหละข้าเอง แล้วจะทำไม?” สูฉีขำออกมา

เขารู้จักผู้พิพากษาน้อยคนนี้อยู่แล้ว แต่ด้วยคำสั่งเบื้องบนทำให้เขาต้องทำเป็นไม่รู้จักไปก่อน

‘เจ้านายของข้า เฉิงหลงซิงบอกให้ข้าจัดการกับเจ้าต่อหน้าสาธารณะชน มีหรือที่ข้าจะปฏิเสธ... ฮ่ะ! ข้าหักแขนหักขาเจ้านั่นและจะค่อยๆทำให้เจ้านั่นต้องเจ็บปวด!’ สูฉีคิดในใจ

“เป็นเจ้าเองสินะ”

หลีมู่โกรธจัดแต่พยายามทำเป็นสงบนิ่ง เขาเก็บดาบเข้าฝักและจัดแจงเสื้อผ้าให้เรียบร้อยก่อนเข้าสู้แล้วจึงชักดาบออกมาอีกครั้ง

เด็กหนุ่มพยายามทำให้การต่อสู้ระหว่างระดับสูงด้วยกันให้กลายเป็นการต่อสู้ที่ทุกคนเข้าถึงได้ เพื่อเป็นการแสดงให้หลายๆคนเห็นว่าเขาทรงพลังแค่ไหน

ซึ่งนั่นทำให้ผู้คนที่มามุงดูต้องตกตะลึงอีกครั้ง

ในจังหวะที่หลีมู่ชักดาบออกมาเขาส่งพลังไปที่เท้าของเขาและพุ่งตัวออกไปข้างหน้าพร้อมด้วยเสียงโซนิคบูม ส่งผลให้หินใต้เท้าของเขาแตกกระจายและพื้นดินสั่นสะเทือน

เขาพุ่งไปด้วยความรวดเร็วปานสายฟ้า

“อะไรน่ะ?”

สูฉีไม่เชื่อในสายตาตนเอง จากนั้น

ฉัวะ!

แสงดาบส่องสว่าง จากนั้นไม่นานหลีมู่ก็ปรากฎตัวชึ้นด้านหลังของสูฉีห่างไปสิบเมตร

เขาต้องพยายามบังคับข้าตัวเองให้หยุดลงเนื่องจากเขาเร่งการใช้พลังมากเกินไป

เคร้ง!

ดาบใหญ่สองเมตรขาดเป็นสองท่อน

“จะ เจ้า... เฮ้ย?”สูฉีเอามือจับรอบต้นคอและพูด “เจ้าใช้... วิชายุทธ์อะไรกัน?”

หลีมู่มองไปที่ดาบของเขาก่อนจะตอบกลับ “วิชาดาบเชือดหมู”

เขาเลือกชื่อนี้มาเพราะว่ามันดูเหมือนกับว่าเขากำลังใช้มีดเชือดคอหอยของหมูอยู่จริงๆ

...

จบบทที่ MS บทที่ 10 ดาบเชือดหมู

คัดลอกลิงก์แล้ว