- หน้าแรก
- เลิกกับแฟนเฮงซวย แล้วมาช่วยเลี้ยงลูกแฝดท่านประธาน
- บทที่ 29 ผมนึกว่าเขาจะเป็นคนสนิทของคุณหนูใหญ่
บทที่ 29 ผมนึกว่าเขาจะเป็นคนสนิทของคุณหนูใหญ่
บทที่ 29 ผมนึกว่าเขาจะเป็นคนสนิทของคุณหนูใหญ่
บทที่ 29 ผมนึกว่าเขาจะเป็นคนสนิทของคุณหนูใหญ่
"ตงเซิงเทรดดิ้งเหรอ? โห... เจ๋งเป้งเลย! ที่นั่นเงินเดือนดีสวัสดิการเยี่ยมยอดสุดๆ" เสี่ยวหยาที่เมื่อครู่ยังนึกเห็นอกเห็นใจเจียงหลินที่ตกงาน แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นว่าเขาไม่ได้ตกอับเลยสักนิด หนำซ้ำยังได้ที่ใหม่ที่ดีกว่าเดิมอีกต่างหาก
สวี่หลานแปลกใจ "ปีนี้ตงเซิงเทรดดิ้งปิดรับสมัครเด็กรุ่นใหม่ไปนานแล้วนี่นา... แถมไม่ค่อยเห็นรับคนนอกด้วยนะ..."
เธออดไม่ได้ที่จะมองสำรวจเจียงหลินอีกครั้ง
"เป็นตำแหน่งแบบสัญญาจ้างภายนอก หรือว่า...?"
"ตำแหน่ง Management Trainee ครับ" เจียงหลินตอบ "ไม่ได้ต้องเดินทางไปไหนหรอกครับ"
สวี่หลานพยักหน้า "คนเก่งอยู่ที่ไหนก็ฉายแสงจริงๆ ออกจากฉางไห่ปุ๊บก็ได้งานใหม่ทันทีทันใด เด็กรุ่นใหม่นี่ไฟแรงกันจริงๆ"
"เงินเดือนเยอะกว่าที่นี่ไหม?" เสี่ยวหยากระซิบถามเสียงเบา "ถึงบริษัทจะห้ามถามเงินเดือนกัน แต่เด็กใหม่ฉางไห่สตาร์ตไม่ถึงหกพันหยวนใช่ไหมล่ะ?"
"ก็... มากกว่านิดหน่อยครับ"
ดวงตาของเสี่ยวหยาแทบจะลุกเป็นไฟด้วยความอิจฉา "น่าอิจฉาชะมัด!"
"ตกงานคราวนี้ถือว่าคุ้มสุดๆ ไปเลยนะเนี่ย"
ผู้จัดการหวังเดินผ่านมาทางแผนกพอดี นึกขึ้นได้ว่าวันนี้เจียงหลินต้องออกงานแล้ว เลยกะจะแวะมาดูหน้าเสียหน่อย แต่ผิดคาด นอกจากเจ้าเด็กนี่จะไม่ได้ดูเศร้าซึมแล้ว กลับหัวเราะร่าเริง หน้าตาเบิกบานมีความสุขเสียอย่างนั้น
เขาอดสงสัยไม่ได้ เรื่องนี้มันก็ไม่ยุติธรรมจริงๆ นั่นแหละ แต่ซ่งเทียนเว่ยโทรมาขอร้องให้เขาช่วยจัดการเรื่องนี้โดยเฉพาะ เขาเองก็ปฏิเสธไม่ได้
อีกอย่าง ก็แค่เด็กฝึกงานตัวเล็กๆ คนหนึ่ง
ไม่มีความสำคัญอะไร
"เจียงหลิน ยังไม่ไปอีกเหรอ?"
เสี่ยวหยาเองก็รู้จากสวี่หลานมาบ้างว่าผู้จัดการหวังจงใจบีบเจียงหลินออก พอเห็นเขาเดินเข้ามา เธอเลยแกล้งพูดเสียงดังฟังชัด "เขาไม่รีบหรอกค่ะ บริษัทใหม่อยู่ใกล้แค่นี้เอง เดินทอดน่องไปไม่กี่นาทีก็ถึง"
"งั้นเหรอ?" ผู้จัดการหวังเลิกคิ้วประหลาดใจ โดยปกติแล้วคนอย่างเจียงหลินที่โดนไล่ออก แถมยังพลาดโอกาสสมัครงานรอบมหาลัยไปแล้ว น่าจะหางานดีๆ ยากนะ
เพิ่งโดนไล่ออกตะกี้ แล้วก็ได้งานใหม่ทันทีเลย?
เขาครุ่นคิดแล้วก็พอจะเข้าใจ "แถวนี้ก็มีบริษัทเล็กบริษัทน้อยอยู่เยอะเหมือนกัน ทำงานที่ไหนก็เหมือนกันแหละ อยู่ที่ความสามารถส่วนตัวมากกว่า"
เขาคิดไปเองว่าเจียงหลินคงได้งานบริษัทห้องแถวเล็กๆ แถวนี้
"ฉันก็ว่าผู้จัดการหวังพูดถูกนะ" เสี่ยวหยาพยักหน้าเห็นด้วย "เจียงหลิน ไปอยู่ 'ตงเซิงเทรดดิ้ง' แล้วก็ตั้งใจทำงานล่ะ อย่าลืมคำสอนของผู้จัดการหวังนะ"
คิ้วของผู้จัดการหวังขมวดเข้าหากัน "ตงเซิงเทรดดิ้ง?"
ถ้าบอกว่าฉางไห่เทรดดิ้งดีแล้ว ตงเซิงเทรดดิ้งนี่ยิ่งกว่าดีเยี่ยมเสียอีก แถมยังเข้ายากแสนยาก ปีนี้ได้ข่าวว่ารับแต่เด็กจากมหาวิทยาลัยชั้นนำไม่กี่แห่งเท่านั้น
"เจียงหลิน... เธอได้งานที่ตงเซิงเหรอ?"
"ครับ เดี๋ยวเก็บของเสร็จผมก็จะไปแล้ว"
ผู้จัดการหวังนึกไม่ถึงว่าเจ้าเด็กนี่จะดวงดีขนาดนี้ ดูเหมือนการกลั่นแกล้งของซ่งเทียนเว่ยจะไม่เพียงแต่กดหัวเจียงหลินไม่ได้ แต่กลับกลายเป็นการถีบส่งให้เขาได้ดิบได้ดีกว่าเดิมเสียอีก
นี่มันโชคหล่นทับชัดๆ
หลังจากเจียงหลินเดินออกไป ผู้จัดการหวังก็โทรหาซ่งเทียนเว่ยทันที "ประธานซ่งครับ เจียงหลินออกไปแล้วนะครับ"
"หึ เด็กรุ่นใหม่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง สมควรโดนสั่งสอนซะบ้าง" ซ่งเทียนเว่ยยิ้มกริ่มอย่างพึงพอใจเมื่อได้รับโทรศัพท์
เขานั่งเอนหลังพิงเก้าอี้ทำงาน จ้องมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ จินตนาการภาพเจียงหลินเดินคอตกออกจากบริษัทอย่างหมดหวัง
กล้าดียังไงมาว่าเขาแก่แล้วไม่อยากฟังคำสั่งสอน?
คราวนี้ล่ะ เขาจะได้สั่งสอนให้หลาบจำ!
จะได้รู้ซะบ้างว่าในสังคมนี้ เขาเหนือกว่าเจียงหลินหลายขุม
แค่คำพูดประโยคเดียวของเขาก็ทำให้คนอย่างมันตกงานได้ง่ายๆ
ป่านนี้เจียงหลินคงยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำไมถึงโดนไล่ออก หรือต่อให้รู้ ก็คงได้แต่โกรธแค้นทำอะไรไม่ได้
ซ่งเทียนเว่ยยิ้มอย่างสะใจ "ขอบคุณมากนะครับผู้จัดการหวัง ไว้คราวหน้าผมจะเลี้ยงข้าว"
ผู้จัดการหวังยังไม่วางสาย แต่พูดต่อว่า "ได้ยินว่าเขาไปเริ่มงานที่ตงเซิงเทรดดิ้งต่อเลยครับ"
"อะไรนะ?!"
ซ่งเทียนเว่ยขมวดคิ้ว เสียงสูงปรี๊ดขึ้นมาทันที เขาตั้งใจจะใช้อำนาจที่มีบดขยี้เจียงหลินให้จมดิน
ทำไมถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้?
"ตงเซิงเทรดดิ้งเนี่ยนะ? ทำไมถึงรับคนอย่างเจียงหลินเข้าทำงาน? พวกเขาไม่เช็คประวัติหรือไง? ถึงได้รับคนที่โดนคุณไล่ออกเข้าไป?"
"เรื่องนี้ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันครับ ผมคงไปก้าวก่ายฝ่ายบุคคลของตงเซิงไม่ได้"
ซ่งเทียนเว่ยวางสายแล้วลุกพรวดจากเก้าอี้ อารมณ์ดีๆ เมื่อครู่หายวับไปกับตา
หนิงเสวี่ยเดินถือชาเข้ามาในห้อง เธอสวมชุดเดรสดูสง่างาม "ประธานซ่งคะ ชาค่ะ"
"เสี่ยวเสวี่ย เจียงหลินมันมีเส้นสายอะไรหรือเปล่า?"
"เจียงหลินเหรอคะ? บ้านเขาอยู่ต่างจังหวัด พ่อแม่ก็เป็นชาวนา" หนิงเสวี่ยนึกย้อนความหลัง น้ำเสียงเจือแววดูแคลนโดยไม่รู้ตัว "ตระกูลเขาทำนามาสามชั่วคนแล้ว จะไปมีเส้นสายอะไรได้คะ?"
ซ่งเทียนเว่ยพยักหน้า ไม่พูดอะไรต่อ
ในเมื่อเขาจัดการเจียงหลินไม่สำเร็จ ขืนพูดไปก็จะเสียหน้าเปล่าๆ ไม่จำเป็นต้องให้หนิงเสวี่ยรู้เรื่องนี้
เขาคิดดูแล้ว เจียงหลินมันคงแค่ดวงดีเกินเหตุเท่านั้นแหละ
แต่คนเรามันจะโชคดีไปตลอดได้ยังไง คอยดูเถอะ!
หนิงเสวี่ยทำเสียงอ่อนหวาน วางมือลงบนไหล่ของซ่งเทียนเว่ย "เทียนเว่ยคะ พ่อกับแม่โทรมาถามว่า... เทศกาลไหว้บ๊ะจ่างนี้ คุณจะไปเยี่ยมบ้านฉันไหมคะ..."
"เราคบกันมานานขนาดนี้แล้ว น่าจะไปหาผู้ใหญ่บ้างนะคะ?"
ซ่งเทียนเว่ยเริ่มรำคาญ แต่ในเมื่อเขาเป็นผู้ชายคนแรกของหนิงเสวี่ย และตอนนี้ก็อยู่กินด้วยกัน ความสัมพันธ์ก็ถือว่าดีพอสมควร
เขาจะเมินเฉยต่อความรู้สึกของหนิงเสวี่ยไปเสียทีเดียวก็คงไม่ได้
"เอาไว้คราวหน้าดีกว่า ช่วงนี้งานผมยุ่งมาก เดี๋ยวผมจะโอนเงินให้คุณสักสองสามพันหยวน คุณส่งไปให้พ่อกับแม่แล้วบอกว่าเป็นน้ำใจจากผมก็แล้วกัน"
"ช่วงเทศกาลผมยุ่งจริงๆ คุณก็รู้นี่นา เรื่องงานสำคัญที่สุด"
หนิงเสวี่ยรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย เรื่องบ้านที่เคยคุยกันไว้ก็เงียบหายไป ตอนนี้เขาก็ยังไม่กระตือรือร้นที่จะไปพบพ่อแม่เธอเพื่อตกลงปลงใจอีก
เธอเดาใจซ่งเทียนเว่ยไม่ออกเลยจริงๆ
ซ่งเทียนเว่ยพูดปลอบใจ "อย่าทำหน้าบึ้งสิ เดี๋ยวผมให้เงินคุณเพิ่มอีกสักสองสามพัน คุณชวนเพื่อนๆ ไปเที่ยวกันนะ"
หนิงเสวี่ยถึงได้ยิ้มออก "ก็ได้ค่ะ"
...
ตงเซิงเทรดดิ้ง
หลังจากเจียงหลินวางข้าวของที่โต๊ะทำงานเรียบร้อยแล้ว
ผู้จัดการเหยาเสวี่ยเหอก็เดินมาพาเขาเดินชมบริษัท ผู้จัดการฝ่ายบุคคลคนนี้ปกติงานยุ่งรัดตัว แต่กลับดูแลเอาใจใส่เขาเป็นพิเศษ
เธอพาเขาเดินมาหยุดที่หน้าห้องทำงานผู้จัดการทั่วไป
ภายในห้องว่างเปล่า
เจียงหลินเลิกคิ้วสงสัย "พี่เหยาครับ นี่ห้องผู้จัดการทั่วไปไม่ใช่เหรอครับ? พี่มีธุระต้องทำต่อไหม? ถ้ามี เดี๋ยวผมกลับไปทำงานก่อนก็ได้นะครับ"
"ไม่เป็นไรจ้ะ รอสักครู่นะ ท่านผู้จัดการติดประชุมอยู่ เดี๋ยวก็คงเสร็จแล้ว" ผู้จัดการเหยาเสวี่ยเหอผายมือเชิญเจียงหลินนั่งลงบนโซฟา "ท่านบอกว่าอยากพบเธอน่ะ"
เจียงหลินขมวดคิ้ว นึกในใจว่าแม้ตงเซิงเทรดดิ้งจะเป็นบริษัทระดับไฮเอนด์ แต่ผู้บริหารกลับดูเข้าถึงง่ายอย่างเหลือเชื่อ
ระดับผู้จัดการทั่วไปอยากพบพนักงานธรรมดาๆ อย่างเขาเนี่ยนะ?
ติดดินสุดๆ
ขณะที่กำลังคิดอยู่นั้น
เสียงฝีเท้าก็ดังมาจากด้านนอก ตามด้วยชายคนหนึ่งปรากฏตัวที่ประตู เขาดูอายุราวสามสิบต้นๆ สวมชุดสูทดูภูมิฐาน แม้จะไม่สูงมาก แต่ใบหน้าดูจริงจังและเคร่งขรึม
ลู่เฉียงพินิจมองเจียงหลินอย่างละเอียดด้วยความฉงน เดิมทีเขาคิดว่าเจียงหลินคงเป็นคนสนิทของคุณหนูใหญ่ เป็นพวกเขี้ยวลากดินที่พูดประโยคเดียวแต่มีความหมายแฝงนับสิบ
เขาเครียดจนนอนไม่หลับมาหลายวัน กลัวว่าจะโดนเด็กเส้นคนนี้เบียดตกเก้าอี้
แต่พอมองดูเจียงหลิน... ทำไมคนที่คุณหนูใหญ่ส่งมาถึงได้ดูใสซื่อบริสุทธิ์ขนาดนี้?
ดวงตาคู่นั้น...
ไร้เดียงสาชะมัด
เหมือนเด็กมหาลัยทั่วไปชัดๆ
แล้วเขาก็นึกขึ้นได้ว่า ตามข้อมูลในประวัติ เจียงหลินก็เพิ่งจบมหาลัยจริงๆ นั่นแหละ
ลู่เฉียงยังคงตีหน้าขรึม มองรอยยิ้มของเจียงหลินแล้วเตือนตัวเองว่าอย่าเพิ่งประมาท หมอนี่อาจจะเป็นหมาป่าห่มหนังแกะก็ได้
เจียงหลินรู้สึกแปลกใจมาก ทำไมสายตาของผู้จัดการทั่วไปที่มองมาที่เขาถึงได้ดูจริงจังและเคร่งเครียดขึ้นเรื่อยๆ แบบนั้นล่ะ?
หน้าเขาไปทำอะไรให้ไม่พอใจหรือเปล่าเนี่ย?