“โยนความเกลียดชังไปให้ตระกูลซวนหยวนอย่างนั้นหรือ…”
จวนซวี่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าช้าๆ
ผู้คนผู้ชอบธรรมที่เขาเคยปล่อยไปรวมถึงชนเผ่าร่วมสายเลือดบางส่วนที่ไม่ได้สังกัดตระกูลเซวียนหยวนล้วนแต่เกลียดชังตระกูลนั้นทั้งสิ้น
เพราะในสายตาของพวกเขาต้นตอของความหวาดกลัวก็คือตระกูลเซวียนหยวน พวกเขาไม่เคยรู้เลยว่าเมื่อใด “การจับสลาก”จะตกมาถึงตัวเอง ในสภาพแวดล้อมเช่นนั้นการเกลียดชังตระกูลเซวียนหยวนจึงเป็นเรื่องปกติอย่างยิ่ง
ส่วนชาวเทียแมทเพียงยืนอยู่เบื้องบนควบคุม “สุนัข” ของตนจากระยะไกล
คำสาป ความแค้นและเสียงก่นด่าใดๆก็ไม่มีวันพุ่งขึ้นไปถึงพวกเขา
จักรพรรดิ์จวินมองจวนซวี่แล้วกล่าวเสียงเรียบ
“ดังนั้นเจ้าก็เข้าใจแล้วว่า ศัตรูที่แท้จริงของเรามีเพียงชาวเทียแมทมาโดยตลอด”
“ข้า…จะเป็นเจ้าเมืองที่ดีได้จริงหรือ?”
จวนซวี่ถามน้ำเสียงแฝงความไม่มั่นใจ
เขาไม่ใช่คนที่มั่นใจในตัวเองนักหรือจะพูดให้ตรงกว่านั้นเขาขาดความเชื่อมั่น ภายในตระกูลเซวียนหยวนเขาไม่เคยถูกนับว่าเป็นผู้โดดเด่นที่สุด
“เจ้าเป็นได้แน่”
จักรพรรดิ์จวินกล่าวอย่างหนักแน่น
“เจ้ามีหัวใจที่เชื่อในความเสมอภาคและไม่ยอมก้มหัวให้ความอยุติธรรม”
จวนซวี่ไม่กล่าวสิ่งใดอีก
เขาเพียงพยักหน้าเงียบๆยอมรับคำพูดนั้นไว้ในใจ
—
กาลเวลาเร่งรุดอีกครั้ง
ฉินมู่มาถึงอีกหลายหมื่นปีให้หลัง
ภาพตรงหน้าคือสถานที่ทำการผ่าตัดถ่ายโอนจิตสำนึก ภายนอกโรงพยาบาลตั้งเรียงรายไปด้วยเครื่องมือจำนวนมาก
การผ่าตัดถ่ายโอนจิตสำนึกกำลังดำเนินอยู่
ผู้รับผิดชอบหลักคือจวนซวี่ ส่วนผู้ที่ถูกถ่ายโอนจิตสำนึก หากจะพูดให้ถูกต้องก็ไม่อาจเรียกว่า “มนุษย์” ได้อีกต่อไป
มันคือสมองที่ยังมีจิตสำนึกหลงเหลืออยู่
เสียงเครื่องจักรดังขึ้นเป็นจังหวะ
ปี๊บ… ปี๊บ… ดู๊ด—ดู๊ด—
สัญญาณเตือนดังขึ้นแต่ก็ไม่เชิงว่าจะเป็นสัญญาณเตือนเสียทีเดียว
จวนซวี่หยุดการทำงานทันที
“สิ่งมีชีวิตนี้ใช้ไม่ได้ ไม่ตรงตามเงื่อนไขของภาชนะถ่ายโอนจิตสำนึก”
จวนซวี่กล่าวเสียงต่ำ
ก่อนหน้านี้เขาเคยคิดว่าเพียงแค่ป้องกันคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าพิเศษได้การผ่าตัดถ่ายโอนจิตสำนึกก็น่าจะสำเร็จ
แต่ปัญหาก็เกิดขึ้น เมื่อคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าถูกปิดกั้นร่างที่รับการถ่ายโอนกลับพังทลายลงโดยสิ้นเชิง
ข้อเท็จจริงนี้เพิ่งถูกค้นพบหลังจากการทดลองผ่าตัดซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“ไม่มีวิธีอื่นแล้วหรือครับ ท่านเจ้าเมือง?”
นักศึกษาแพทย์ที่ยืนอยู่ข้างๆเอ่ยถามสีหน้าหมดเรี่ยวแรง พวกเขาทุ่มเทกับการทดลองนี้มาหลายพันปีแทบจะหนึ่งหมื่นปีเต็ม
หนึ่งหมื่นปีของการทดลองแต่ผลลัพธ์กลับเป็น ‘ล้มเหลว’
ใครกันจะทนรับได้
แม้แต่ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกเป็นพิเศษ ในวินาทีนี้ก็อดตั้งคำถามกับตัวเองไม่ได้หรือพวกเขาเลือกเส้นทางผิดตั้งแต่แรกจึงเดินมาถึงจุดนี้ แม้แต่ในใจลึกๆของจวนซวี่ก็ยังเกิดความหลงทาง
แต่ในเวลานี้เขาคือหัวหน้าโครงการที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
ใครจะหลงทางก็ได้
แต่ไม่ใช่เขา
จวนซวี่สูดหายใจลึกตั้งสติใหม่แล้วพูดกับทีมงานรอบข้าง
“เอาล่ะ นี่ก็แค่ความล้มเหลวครั้งหนึ่งเท่านั้น การจะฝ่าการปิดล้อมของสิ่งมีชีวิตสี่มิติ มันจะง่ายดายได้อย่างไร”
เขากล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น จากนั้นจวนซวี่มอบหมายให้รองของเขารับหน้าที่ค้นหาต้นตอของปัญหาต่อไป
ส่วนตัวเขาเองเดินกลับไปยังสำนักงาน
ตอนนี้เขาคือเจ้าเมืองแห่งคุนหลุน
ทุกคนรู้ดีว่าตำแหน่งนี้มีความหมายเช่นไร
“แผน ‘ขวาฟู่ไล่ตามดวงอาทิตย์’ คืบหน้าไปถึงไหนแล้ว?”
“ทรงกลมไดสันระดับดาวฤกษ์สร้างเสร็จแล้ว ขณะนี้กำลังเตรียมประกาศแผนนี้ต่อสาธารณชนทั่วโลก”
ผู้ช่วยรายงาน
“แล้วฝ่าบาทล่ะ พระอาการเป็นอย่างไร?”
“ฝ่าบาทเหลือรอบเปลี่ยนสมองได้อีกไม่เกินสามครั้ง”
“สามหมื่นปีสินะ…”
จวนซวี่ขมวดคิ้ว
“ถ้าเทคโนโลยีถ่ายโอนจิตสำนึกไม่สำเร็จ พวกเราจะมีปัญหาใหญ่แน่นอน”
เขารู้ดีว่าแผนขวาฟู่ไล่ตามดวงอาทิตย์ถูกออกแบบมาเพื่อระยะเวลานับล้านปี
ไม่ใช่เพียงไม่กี่หมื่นปี
นี่คือโครงการที่ยิ่งใหญ่เกินจินตนาการ
ในประวัติศาสตร์มนุษยชาติทั้งหมดไม่เคยมีโครงการใดยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้
—
เมื่อแผนขวาฟู่ไล่ตามดวงอาทิตย์ถูกประกาศออกไป
ทั้งโลกก็ระเบิดขึ้นราวกับข้าวโพดคั่ว
ตูม—!
ผู้คนถกเถียงกันอย่างดุเดือด
ว่าทำไมต้องทำแผนการที่ยิ่งใหญ่ถึงขนาดนี้
ในข่าวจักรพรรดิ์จวินออกมาตอบด้วยตนเอง
“จากข้อมูลของโล่ผานกู่ด้านไกลของดวงจันทร์ พวกเราไม่เคยถูกลืม”
ผู้คนยิ่งสับสน
เหตุใดจักรพรรดิ์จวินจึงกล่าวเช่นนั้น
แล้วคำพูดถัดมาก็ทำให้ทุกคนรู้สึกหนาวเย็นไปถึงกระดูก
“มีหลักฐานเพียงพอที่ชี้ชัดว่า อุกกาบาตทั้งหมดคือการโจมตีที่อดีตเทพ—เทียแมทยิงมาจากแถบดาวเคราะห์น้อย”
“กล่าวอีกนัยหนึ่งโลกไม่เคยปลอดภัยเลย”
ในวินาทีนั้นบรรพชนแห่งโบราณต่างตระหนักถึงความจริงอันน่าสะพรึง
โลกไม่เคยสงบสุขอย่างแท้จริง
แม้ทุกอย่างจะดูสงบกลมเกลียว
แต่หากไม่มีโล่ผานกู่ โลกจะยังคงสงบเช่นนี้หรือ?
“แผนขวาฟู่ไล่ตามดวงอาทิตย์คือแผนที่เราวิจัยมาอย่างรอบคอบ หากโลกเป็นเพียงดาวเคราะห์ดวงเดียวที่ล่องลอยอยู่ในจักรวาล”
“เมื่อใดที่สูญเสียพลังงานแสงจากดวงอาทิตย์ เราจะไม่อาจอยู่รอดได้”
“อุกกาบาตกำลังมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จากอัตราการเพิ่มขนาดในช่วงที่ผ่านมา พวกมันอาจเติบโตถึงระดับดาวเคราะห์น้อยและดวงจันทร์จะไม่อาจป้องกันได้อีกต่อไป”
ในชั่วขณะนั้นพลังบางอย่างปะทุขึ้นในร่างของบรรพชนทุกคน
“แผนขวาฟู่ไล่ตามดวงอาทิตย์ต้องสำเร็จ!”
“เราต้องพาระบบสุริยะ ออกเดินทางไปด้วยกัน!”
ฉินมู่มองผู้คนเหล่านั้นที่เต็มไปด้วยไฟในดวงตา
ทุกคนพับแขนเสื้อขึ้น ทำในสิ่งที่ตนเองทำได้อย่างสุดกำลัง ไม่รู้เพราะเหตุใด จมูกของเขาถึงรู้สึกแสบขึ้นมาเล็กน้อย
เพราะเขารู้ดีถึงจุดจบ
“บางทีแม้พวกเขาจะรู้จุดจบ บรรพชนก็คงยังเลือกแผนขวาฟู่ไล่ตามดวงอาทิตย์อยู่ดีเหมือนเช่นครั้งนี้”
ฉินมู่ถอนหายใจเบาๆ หากไม่ใช่เพราะนีบีรุ โจมตีในจังหวะสำคัญ
แผนขวาฟู่ไล่ตามดวงอาทิตย์อาจประสบความสำเร็จไปแล้ว
—
นีบีรุ
ผู้เฝ้าสังเกตมีนิสัยชอบจับตาดูส่วนลึกของระบบสุริยะอยู่เสมอ
วันหนึ่งเขาเห็นจุดดำปรากฏขึ้นบนดวงอาทิตย์
“จุดมืดสุริยะเริ่มทำงานแล้วหรือ? ไม่สิ…ยังไม่ถึงช่วงเวลานั้น”
ผู้เฝ้าสังเกตพึมพำ
เขาเฝ้าดูต่อไปอีกร้อยปีแล้วก็พบว่าจุดมืดเหล่านั้นกลับมีรูปร่างเป็นสี่เหลี่ยม ซึ่งผิดปกติอย่างยิ่งเพราะจุดมืดสุริยะไม่เคยมีรูปทรงตายตัว ยิ่งไปกว่านั้นจุดมืดเหล่านั้นเหมือนกำลังเพิ่มขึ้นทีละพิกเซล
เขารู้สึกผิดปกติและบันทึกเรื่องนี้ลงในรายงาน
แต่บนดาวนีบีรุไม่มีใครให้ความสนใจ
จนกระทั่งหมื่นปีผ่านไป
ดวงอาทิตย์ถูกบดบังไปแล้วหนึ่งเปอร์เซ็นต์
ในตอนนั้นเองผู้เฝ้าสังเกตจึงรีบรายงานขึ้นไปอย่างตื่นตระหนก
“เจ้าคนโง่! พวกเขากำลังสร้างเครื่องยนต์ทรงกลมไดสัน!”
“เรื่องมันมาถึงขั้นนี้แล้ว เจ้าเพิ่งมารายงานข้า?!”
“การคัดเลือกนักบุญเทพรอบหน้า ไม่มีชื่อเจ้าแล้ว!”
หัวหน้าของเขากล่าวอย่างเย็นชา
ผู้เฝ้าสังเกตรู้สึกว่าความหวังทั้งหมดพังทลายลงในพริบตา
สำหรับชาวนีบีรุ การคัดเลือกนักบุญเทพคือเป้าหมายสูงสุดของชีวิต
ผู้เฝ้าสังเกตมองหัวหน้าของตนแล้วกล่าวเสียงสั่น
“ไม่…ท่านทำแบบนี้ไม่ได้”
“ข้าต้องได้เข้าร่วม การคัดเลือกนักบุญเทพ!”
“เจ้าอยากเข้าร่วมการคัดเลือกนักบุญเทพงั้นหรือ?”
มุมปากของผู้บังคับบัญชากระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นชา
“เจ้าก่อความผิดพลาดร้ายแรงในหน้าที่แล้วยังคิดว่าจะได้เป็นนักบุญเทพอีกหรือ?”
ผู้เฝ้าสังเกตพูดไม่ออกในทันที
ใบหน้าแดงก่ำอยากจะเอ่ยแก้ต่าง
เช่น ดวงอาทิตย์อยู่ไกลเกินไป
เช่น ดาวเทียมตรวจการณ์ของพวกเขาเองมีปัญหา
แต่สุดท้าย ผู้เฝ้าสังเกตก็ไม่พูดอะไรเลย
—
บนโลก
ซวนจวี่ซึ่งเสร็จสิ้นโครงการระยะแรกเริ่มต้นการวิจัยรอบใหม่เกี่ยวกับการผ่าตัดถ่ายโอนจิตสำนึก
เขากำลังมองหา “ภาชนะ” รูปแบบใหม่
ท้ายที่สุดในทะเลบริเวณรอบคุนหลุน เขาพบสิ่งมีชีวิตกึ่งมนุษย์กึ่งปลาคล้ายเงือก สิ่งมีชีวิตนี้เดิมทีไม่ได้มีรูปร่างเช่นนี้ แต่ตลอดหลายหมื่นปีหลังจากดีเอ็นเอของมันถูกเซวียนหยวนดัดแปลงมันก็ค่อยๆเปลี่ยนแปลงจนกลายเป็นรูปลักษณ์ในปัจจุบัน
หลังจากผ่าตัดทดลองหนึ่งครั้ง ซวนจวี่ก็ถอนหายใจยาว
การถ่ายโอนจิตสำนึกสำเร็จแล้ว
“การทดลองโคลนของเราประสบความสำเร็จ ขั้นต่อไปคือการผ่าตัดถ่ายโอนจิตสำนึกจริง”
ซวนจวี่กล่าว
ในความเป็นจริงเทคโนโลยีการถ่ายโอนจิตสำนึกถือว่าสมบูรณ์แล้ว ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวเทคโนโลยี แต่อยู่ที่ว่าเทคโนโลยีนี้เท่ากับการมอบ ‘สิทธิแห่งชีวิตนิรันดร์’ให้กับปัจเจกบุคคล ความยากแท้จริงคือการหลบเลี่ยงการตรวจจับของสิ่งมีชีวิตระดับมิติสูง
ไม่มีใครรู้ว่าหากถูกตรวจจับมากเกินไปจะก่อให้เกิดผลลัพธ์เช่นไร
—
เมื่อจักรพรรดิ์จวินทราบว่า เทคโนโลยีถ่ายโอนจิตสำนึกถูกทำให้สมบูรณ์แล้ว
เขากลับไม่ได้ดีใจนัก
“ถ้าทุกคนมีชีวิตเป็นอมตะ ดาวเคราะห์ของเราก็จะยิ่งแออัดขึ้นเรื่อยๆ”
รัฐมนตรีข้างกายถามอย่างระมัดระวัง
“แล้วพระดำริของฝ่าบาทคือ…?”
“เทคโนโลยีนี้จะถูกบรรจุเป็นลำดับมรดก”
จักรพรรดิ์จวินกล่าวเสียงนิ่ง
“หากไม่เกี่ยวข้องกับการสืบเผ่าพันธุ์ ไม่มีใครหรือแม้แต่ข้ามีสิทธิ์เข้ารับการถ่ายโอนจิตสำนึก”
รัฐมนตรีถึงกับตะลึง
เขาไม่คิดเลยว่าผู้ซึ่งควรเป็นผู้ได้ประโยชน์สูงสุดจะเป็นคนตั้งกฎนี้ด้วยตนเอง
แม้แต่ตัวจักรพรรดิ์จวินเองก็ไม่อาจใช้เทคโนโลยีนี้
“หากทุกคนเป็นอมตะและสามารถเปลี่ยนร่างได้อย่างอิสระ พวกเราจะไม่ก้าวหน้าอีกต่อไป”
จักรพรรดิ์จวินกล่าวช้าๆ
เขาเห็นทั้งอนาคตและความน่าสะพรึงของเทคโนโลยีนี้
“กระหม่อมเข้าใจ กระหม่อมจะจัดการบุคลากรทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีนี้ให้เรียบร้อย”
—
เมื่อบุคลากรทั้งหมดรวมถึงซวนจวี่ทราบว่าเทคโนโลยีถ่ายโอนจิตสำนึกจะถูกปิดผนึกและจะเปิดใช้งานเฉพาะในยามวิกฤตของการดำรงเผ่าพันธุ์เท่านั้น
ทุกคนต่างเข้าใจความคิดของจักรพรรดิ์จวิน
แต่ถึงอย่างนั้นความรู้สึกเศร้าก็ยังคงอยู่
—
ฉินมู่เฝ้ามอง ความคืบหน้าของแผน “ขวาฟู่ไล่ตามดวงอาทิตย์”
ความเร็วจริงเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ เขาประเมินไว้หนึ่งล้านปีอย่างมาก แต่ไม่จำเป็นต้องใช้เวลานานขนาดนั้นเลยเพียงห้าแสนปีก็สามารถสร้างทรงกลมไดสันครอบคลุมระบบสุริยะได้แล้ว
“นีบีรุ น่าจะสังเกตเห็นแล้ว”
ฉินมู่กล่าว
เป็นไปไม่ได้ที่นีบีรุจะไม่รู้ตัว
แม้จะอยู่ชายขอบของระบบสุริยะก็ควรเห็นความผิดปกตินี้แล้ว แต่แม้ทรงกลมไดสันจะสร้างเสร็จและฉินมู่เร่งเวลาไปอีกหลายแสนปี
เขาก็ยังไม่พบการโจมตีใดๆจากนีบีรุ
เรื่องนี้…แปลกมาก
ทั้งซวนจวี่และจักรพรรดิ์จวินต่างรู้สึกเช่นเดียวกัน
“นอกจากการโจมตีด้วยอุกกาบาต นี่คือการโจมตีจากต่างดาวเพียงอย่างเดียว”
ซวนจวี่กล่าว
จักรพรรดิ์จวินลูบคาง
“ต้องระวัง อย่าคิดว่าพวกมันไม่อันตรายเพียงเพราะยังไม่ลงมือ”
ซวนจวี่พยักหน้า
แม้เวลาจะผ่านไปนานเพียงใด จักรพรรดิ์จวินก็ยังคงระแวดระวังเทียแมท
—
วันนี้คือวันเริ่มต้นอย่างเป็นทางการของแผนขวาฟู่ไล่ตามดวงอาทิตย์
ระบบสุริยะทั้งหมดจะเริ่มออกเดินทางท่องไปในจักรวาล
“พวกเราไม่ได้เกิดมา เพื่อมีชีวิตรอด ในมุมเล็กๆของทางช้างเผือกเท่านั้น!”
“พวกเราถูกกำหนด ให้ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของจักรวาล!”
“และเราจะต้องสลัดการโจมตีอันชั่วร้ายของเทียแมทให้หลุดพ้น!”
จักรพรรดิ์จวินประกาศเสียงกึกก้อง
จากนั้นดวงอาทิตย์ก็เปล่งแสงเจิดจ้า ระบบสุริยะทั้งหมดถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกันด้วยแรงแม่เหล็กมหาศาล
“นี่คือขวาฟู่หมายเลขหนึ่ง เครื่องยนต์ดาวฤกษ์ทำงานปกติกำลังขับเคลื่อนระบบสุริยะไปยังตำแหน่งเป้าหมาย”
เมื่อขวาฟู่หมายเลขหนึ่งตั้งค่าการทำงานของเครื่องยนต์เสร็จ
ระบบสุริยะที่ไม่เคยเคลื่อนไหวมานับอสงไขยก็เริ่มเคลื่อนตัวอย่างช้าๆ
—
ฉินมู่บนโลกได้เห็นภาพนั้นกับตา หัวใจของเขาพลุ่งพล่านอย่างไม่อาจควบคุม
การได้เห็นผลงานยิ่งใหญ่ของบรรพชนบรรลุผลในที่สุด ทำให้ความตื่นเต้นปะทุขึ้นลึกในใจของฉินมู่
แม้เขาจะรู้ดีว่าการดิ้นรนครั้งนี้สุดท้ายก็ยังลงเอยด้วยความล้มเหลว
แต่หากไม่ต่อสู้ พวกเขาก็จะถูกเทียแมทกดขี่ตลอดไป บรรพชนกลัวความเป็นทาสมากกว่าความล้มเหลวและกลัวความมืดมิดนิรันดร์ยิ่งกว่าความตาย
หลังจากเดินทางไปได้หลายร้อยปี ฉินมู่ยังเคยเปิดไลฟ์สดครั้งหนึ่ง
เขาพาผู้ชมไปชมผานกู่
ให้ทุกคนได้เห็นว่าเทคโนโลยีระดับสูงสุดหน้าตาเป็นเช่นไร
ในตอนนั้นผู้คนต่างอ้าปากค้างด้วยความตะลึง
—
การขับเคลื่อนทั้งระบบสุริยะ
นี่คือเทคโนโลยีที่เกินขอบเขตความเข้าใจของมนุษย์
หรือจะพูดให้ถูกคือไม่มีใครเชื่อว่าเทคโนโลยีเช่นนี้มีอยู่จริง
—
บนดาวนีบีรุ
“เมื่อไร เราจะทำลายเครื่องยนต์ของพวกมันเสียที?!”
ชาวนีบีรุถามเซวียนหยวน
เพราะกอร์นได้แต่งตั้งเซวียนหยวนให้เป็นผู้บัญชาการปฏิบัติการต่อต้านโลก
ในเวลานี้กอร์นใกล้ถึงจุดจบแล้ว เพราะไม่สามารถเข้ารับการถ่ายโอนจิตสำนึกได้
อายุขัยของเขาเหลือไม่ถึงหนึ่งพันปี
เทียแมทจำนวนมากที่ติดตามเขามาด้วยก็เข้าสู่ช่วงสุดท้ายเช่นกัน สมองของพวกเขาไม่สามารถรองรับการผ่าตัดถ่ายโอนจิตสำนึกได้อีกต่อไป
กล่าวได้ว่าชีวิตของพวกเขากำลังเดินทางเข้าสู่ปลายทางแล้ว
ทุกสัญญาณล้วนชี้ชัดว่า เผ่าเทียแมทกำลังจะล่มสลาย
กอร์นเองไม่อาจยอมรับที่จะเห็นอารยธรรมเทียแมทสูญสิ้นไปในยุคของตน
ดังนั้นเขาจึงเริ่มสร้างฐานโคลนนิงขึ้นมา แม้จะต้องโคลนเผ่าเทียแมทรุ่นใหม่ทั้งหมด อารยธรรมเทียแมทก็ไม่อาจดับสูญในรุ่นของเขาได้เด็ดขาด
ด้วยเหตุนี้ความคิดทั้งหมดของกอร์นในเวลานี้จึงเหลือเพียงเป้าหมายเดียว
ทำอย่างไรก็ได้เพื่อให้เผ่าเทียแมทดำรงอยู่ต่อไป
ซึ่งในความเป็นจริงมันขัดแย้งโดยสิ้นเชิงกับแนวคิดดั้งเดิมของเขาในการ “สร้างระบบสุริยะ”
—
เซวียนหยวนมองชาวนีบีรุที่ยืนอยู่ข้างกาย
นอกจากเทพเจ้าแล้ว เขาไม่เคยก้มหัวให้ใคร
“โฮบิลู เปิดใช้งานเครื่องขับเคลื่อนดาวเคราะห์”
เซวียนหยวนกล่าวด้วยน้ำเสียงกดดัน
“ข้าต้องการเข้าใกล้โลก ภายในหนึ่งปี”
ท่าทีของเขา แข็งกร้าวและวางอำนาจราวกับออกคำสั่งจากเบื้องบน
สิ่งนี้ทำให้โฮบิลูเกิดความไม่พอใจอย่างรุนแรง
หากไม่ใช่เพราะกอร์นกำชับเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า โฮบิลูคงโยนเซวียนหยวนและพวกพ้องของเขาลงไปในเตาหลอมตั้งนานแล้ว
---