- หน้าแรก
- ทั้งสำนักมีแต่พวกคลั่งรัก มีเพียงข้าที่บ้าดีเดือด
- บทที่ 26 สำนักอู๋ซั่งหาคนปกติยาก
บทที่ 26 สำนักอู๋ซั่งหาคนปกติยาก
บทที่ 26 สำนักอู๋ซั่งหาคนปกติยาก
บทที่ 26 สำนักอู๋ซั่งหาคนปกติยาก
"วันนี้มีนกย่างด้วยหรือ? อาจารย์อาเล็ก นกย่างหน้าหนาวนี่แหละสุดยอด อร่อยจัง"
นับตั้งแต่วันที่หลินตู้เป็นฝ่ายชวนคุยก่อน หยวนเย่ก็กล้าชวนนางคุยบ้างแล้ว
หลินตู้ร้องอือ "นานๆ ทีก็ต้องมีเมนูใหม่บ้าง อร่อยก็พอแล้ว"
"นกนี่มาจากไหนหรือขอรับ? สำนักเราปราณวิญญาณหนาแน่น นกที่เลี้ยงไว้ก็ฉลาด ปราดเปรียว ข้าเคยลองจับตอนฝึกกระบี่ ยังจับไม่ได้เลย บินเร็วยิ่งกว่าปรอท"
โม่หลินคีบนกขึ้นมากัดคำหนึ่ง ดูเหมือนอาจารย์อาเล็กจะชอบรสหวานเค็มเป็นพิเศษ แต่ก็อร่อยไม่หยอก
หลินตู้ครุ่นคิดครู่หนึ่ง "อ้อ อากาศมันหนาวจัด นกมันหนาวจนแข็ง ตกลงมาจากต้นไม้เองน่ะ"
โม่หลินร้องอ้อ กัดอีกคำ นกตัวนี้ทอดจนกรอบ เคี้ยวได้ทั้งกระดูก กลืนลงคอได้เลย "อากาศหนาวจริงๆ นั่นแหละ"
เดือนสิบเอ็ดแล้ว สำนักอู๋ซั่งอยู่บนภูเขาสูงทางเหนือ แม้หิมะยังไม่ตก แต่ก็เริ่มมีแม่คะนิ้งแล้ว
"แต่ว่า... ปีนี้เป็นฤดูหนาวที่อบอุ่นไม่ใช่หรือเจ้าคะ?" เซี่ยเทียนอู๋เอ่ยขึ้น
มือที่ถือตะเกียบของหลินตู้สั่นเล็กน้อย "ใช่ ฤดูหนาวอบอุ่น อาจจะเป็นนกที่บินมาจากทางใต้ ปรับตัวไม่ได้ ก็เลย... โป๊ะ แข็งตาย"
"ก็เป็นไปได้" เซี่ยเทียนอู๋คล้อยตาม
"จริงสิ เทียนอู๋ ยาที่เจ้าหลอมเสียแล้วระเบิดได้เมื่อคราวก่อนยังอยู่ไหม? ขอข้าหน่อยสิ ข้าจะเอาไปใช้ในแดนลี้ลับ เอาไว้ปาเล่นแทนระเบิดสายฟ้า"
หลินตู้มองเซี่ยเทียนอู๋ แววตาจริงใจ
เซี่ยเทียนอู๋เงียบไปครู่หนึ่ง "อาจารย์อาเล็ก นั่นคือยาฮั่วหรง (กำมะหยี่ไฟ) เจ้าค่ะ"
ยาฮั่วหรง ชื่อมีคำว่าไฟ แต่ความจริงเป็นยาธาตุอุ่นที่อ่อนโยนมาก ช่วยบำรุงหยินและไต
หลินตู้รู้สึกผิดมาก "ขอโทษที ข้าไม่ได้จะว่าเจ้าไม่..."
"ข้าหมายความว่า ยาฮั่วหรงที่หลอมเสียแรงระเบิดมันไม่พอหรอกเจ้าค่ะ เปลี่ยนเป็นยาจื้อหลง (มังกรย่าง) ที่หลอมเสียดีกว่าไหมเจ้าคะ? อันนั้นแรงถึงใจกว่า"
เซี่ยเทียนอู๋มีใบหน้างดงามหาใดเปรียบ มีเพียงไฝเสน่ห์ที่หางตาที่ดูโดดเด่น ตอนที่นางพูดประโยคพวกนี้ สีหน้ายังคงเรียบเฉย เหมือนกำลังพูดเรื่องดินฟ้าอากาศปกติ
หลินตู้โล่งใจ เดิมทีนึกว่าจะทำร้ายความรู้สึกของหลานศิษย์รองเข้าแล้ว แต่เห็นได้ชัดว่า—
ศิษย์สำนักอู๋ซั่ง หาคนที่มีกระบวนการคิดปกติยากจริงๆ
หลินตู้รู้สึกว่าวันเวลาเช่นนี้ช่างดีงาม ดีจนนางเกือบลืมจุดประสงค์ที่มาสำนักอู๋ซั่ง
จนกระทั่งวันออกเดินทางไปแดนลี้ลับ ท่ามกลางศิษย์หลายร้อยคนในจงโจว นางก็ได้พบกับตู้เสา นางเอกของภารกิจแรกที่นางทำสำเร็จ
ตู้เสาผู้ที่ปรารถนาจะช่วยเหลือผู้คน
ตู้เสาก็มองเห็นหลินตู้ในปราดเดียว ไม่ใช่เพราะตั้งใจมองหา แต่เป็นเพราะคนสำนักอู๋ซั่งไปที่ไหนก็โดดเด่น และในบรรดาสี่คนนั้น บุคลิกของหลินตู้ช่างดึงดูดสายตาเหลือเกิน
เด็กน้อยไม่ใช่ไม้ไผ่เหลืองผอมแห้งในชุดเขียวมอซอเหมือนตอนเจอกันครั้งแรกแล้ว นางดูมีความเป็นอยู่ที่ดี ดีจนเหมือนเกิดใหม่ เว้นแต่ผิวที่ยังคงขาวซีดเกินไป และกลิ่นอายที่เหมือนหิมะบางๆ บนภูเขาไกลโพ้น ไม่ว่าจะอยู่ในชุดหรูหราหรือชุดผ้าป่านหยาบๆ
ใครเห็นเด็กคนนั้น จิตใจก็จะเกิดความสงสารและอยากเข้าหาโดยไร้สาเหตุ... นางดูบอบบางและโดดเดี่ยวเหลือเกิน
หลินตู้สัมผัสได้ถึงสายตาที่เปี่ยมด้วยความเมตตาเอ็นดูเป็นพิเศษ ความเมตตานี้ผิดปกติเกินไป นางจึงจับต้นตอของสายตานั้นได้อย่างง่ายดาย ตู้เสา
เมื่อก่อนนางก็เคยมองแมวที่บ้านที่ค่อยๆ อ้วนท้วนขึ้นด้วยสายตาแบบนี้เหมือนกัน
หลินตู้เคยเลี้ยงแมว เคยเก็บแมวหูพับที่ถูกทิ้งและเริ่มป่วยมาตัวหนึ่ง นางเสียเงินไปหลายหมื่นหยวนแต่ก็ยื้อชีวิตมันไว้ได้ไม่นาน
ตอนเก็บมา แมวตัวนั้นผอมโซจนเห็นกระดูกสันหลัง มักจะนอนหมอบอย่างไร้เรี่ยวแรง
หลินตู้รู้ว่าแมวตัวนั้นเจ็บปวดมาก นางทำได้เพียงใช้เงินยื้ออาการป่วยของมันให้ดีที่สุด ในที่สุดเนื้อบนหลังก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้น ไม่ใช่ลูบไปเจอแต่กระดูกอีกต่อไป มันเริ่มมานอนกรนในอ้อมกอดของนาง
ตอนนั้นนางก็มองแมวด้วยสายตาแบบนี้
ตอนนี้ตู้เสาก็มองนางด้วยสายตาแบบนี้เช่นกัน
หลินตู้บอกไม่ถูกว่ารู้สึกอย่างไร นางคิดว่า แมวตัวนั้นมาเพื่อเยียวยาชีวิตที่สิ้นหวังของนางในช่วงเวลาสั้นๆ
ตอนนี้ บางทีนางอาจจะมาเพื่อเยียวยาชีวิตที่(ไม่ควรจะ)สิ้นหวังของพวกเขาก็เป็นได้
หลินตู้ยิ้มให้ตู้เสาจากไกลๆ แต่ไม่รู้ว่ามีกี่คนที่เหม่อลอยไปเพราะรอยยิ้มนั้น
รอยยิ้มนั้นไม่ใช่รอยยิ้มเกียจคร้านไร้ความหมายที่นางมักจะมี ผู้เยาว์ผู้เย็นชาเพียงแค่ยิ้มบางๆ ก็เหมือนหิมะละลายในฤดูใบไม้ผลิ ได้กลิ่นอายของสายน้ำในฤดูใบไม้ผลิขึ้นมาทันที
ไม่ใช่แค่ตู้เสาที่ชะงัก หนีจิ่นเซวียนก็มองจนเคลิ้ม
ผ่านไปครู่หนึ่ง เสียงถามไถ่ก็ดังขึ้นระงมในฝูงชน "ศิษย์ชุดเขียวของสำนักอู๋ซั่งคนนั้นคือใคร?"
แดนลี้ลับในวันนี้ ตามคำพูดของหลินตู้คือไก่อ่อนจิกกันเอง แต่ละสำนักส่งผู้ฝึกตนขอบเขตจิตพิณและขอบเขตแรกเริ่มมา ส่วนน้อยในนั้นคือศิษย์ใหม่ที่เพิ่งเข้าสำนักในปีนี้
หลินตู้หันไปดีดนิ้ว หนีจิ่นเซวียนถึงได้สติกลับมา
นางคำนวณเวลา "อีกหนึ่งเค่อ (15 นาที) แดนลี้ลับจะเปิด แผนที่แดนลี้ลับพวกเจ้าเก็บไว้ให้ดี ถ้าเจออันตรายให้ตะโกนเรียกข้า"
ศิษย์สามคนมองอาจารย์อาเล็กตรงหน้า แล้วมองหน้ากันเอง รู้สึกว่าประโยคนี้ของอาจารย์อาเล็กน่าจะพูดสลับกัน
แม้ระดับพลังของนางจะสูงสุดในบรรดาพวกเขาสี่คน แต่นางร่างกายอ่อนแอ ไม่มีกำลังป้องกันตัว เจออันตรายจะทำยังไง?
ได้ยินมาว่าเสื้อคลุมขนจิ้งจอกขาวลายเมฆและนกกระเรียนบนตัวหลินตู้ เป็นเสื้อคลุมเวทที่เฟิ่งเฉาค้นออกมาจากคลังสมบัติสำนักเป็นพิเศษ บนนั้นสลักค่ายกลป้องกันระดับนิลขั้นสองเอาไว้
แต่ทั้งสามคนไม่ได้แย้งหลินตู้ ต่างพยักหน้าอย่างว่าง่าย ตั้งใจว่าเข้าแดนลี้ลับไปแล้วจะรีบตามหาอาจารย์อาเล็กเป็นคนแรก
ป้ายประจำตัวศิษย์ของสำนักพวกเขามีค่ายกลตรวจจับ สามารถระบุตำแหน่งศิษย์สำนักเดียวกันในบริเวณใกล้เคียงได้
หลินตู้ดูออกว่าพวกเขาไม่เชื่อนาง แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร
ความจริงเป็นคนขี้โรคก็ดีเหมือนกัน อย่างน้อย ตอนที่นางมาถึง นางก็ได้ยินใครบางคนในฝูงชนกำลังโม้เหม็นอย่างโอหัง
"พรสวรรค์อันดับหนึ่งแห่งทำเนียบชิงอวิ๋น? วันนี้ข้าจะคอยดู ว่าไอ้อันดับหนึ่งนี่มันจะแน่สักแค่ไหน จะรับกระบี่ข้าได้เกินสิบกระบวนท่าไหม"
"ก็ไม่รู้ว่าไอ้อันดับหนึ่งนี่หน้าตาเป็นยังไง เป็นแค่เด็กน้อยผมยังไม่ขึ้น จะถือดาบไหวหรือเปล่าก็ไม่รู้"
หลินตู้ได้ยินแล้วก็แค่หัวเราะหึ
คนพวกนี้เดาถูกจริงๆ นางหลินตู้ถือดาบไม่ไหวจริงๆ นั่นแหละ
ส่วนจะรับกระบี่ได้เกินสิบกระบวนท่าไหม นั่นก็ต้องดูว่าหมอนั่นจะมีปัญญาฟันออกมาถึงสิบกระบวนท่าหรือเปล่า
เพื่อเป็นการให้เกียรติ หลินตู้แสดงเจตจำนงว่าจะไม่ใช้พัดฝูเซิง
ดังนั้นพอมีคนเข้ามาแนะนำตัว แล้วถามว่าใครคือหลินตู้ ศิษย์ทั้งสามคนก็มายืนขวางหน้าหลินตู้พร้อมกัน "เจ้าตามหาอาจารย์อาเล็กมีธุระอันใด?"
"ไม่มีอะไร แค่อยากยลโฉม ผู้มีพรสวรรค์อันดับหนึ่ง"
ผู้มาเยือนเป็นผู้ฝึกกระบี่ ดูท่าทางอายุยี่สิบสามสิบปี อยู่ขอบเขตจิตพิณขั้นสมบูรณ์แล้ว ในจงโจวก็นับว่าเป็นยอดคนรุ่นใหม่ เป็นหนึ่งในหัวกะทิของผู้ฝึกตนที่มาในครั้งนี้
เขากวาดตามองคนทั้งสี่ของสำนักอู๋ซั่ง สุดท้ายสายตาหยุดอยู่ที่เยี่ยนชิงซึ่งแบกดาบเหล็กนิลไว้บนหลัง แววตาร้อนแรง กระเหี้ยนกระหือรืออยากประลอง
ขนตาหลินตู้ขยับ นางหลังจากสร้างรากฐานถือว่าเปลี่ยนโฉมใหม่ ส่วนสูงก็เพิ่มขึ้นไม่น้อย อายุสิบสามเป็นช่วงทองของการยืดตัวในเด็กผู้หญิงอยู่แล้ว พอบวกกันเข้าไป นางสูงเกือบเท่าเยี่ยนชิงที่อายุสิบเจ็ดแล้ว ดังนั้นต่อให้สามคนมายืนบัง ก็บังนางไม่มิดจริงๆ
นางยกมือขึ้น ปล่อยลมปราณเบาๆ แหวกหนีจิ่นเซวียนและหยวนเย่ที่ขวางอยู่ด้านหน้าออกไป แล้วมองชายหนุ่มร่างกำยำตรงหน้าอย่างสงบนิ่ง "ข้าน้อยหลินตู้ ศิษย์สายตรงรุ่นที่เก้าสิบเก้าแห่งสำนักอู๋ซั่ง พรสวรรค์อันดับหนึ่งแห่งทำเนียบชิงอวิ๋น ท่านตามหาข้าอยู่หรือ?"