- หน้าแรก
- ทั้งสำนักมีแต่พวกคลั่งรัก มีเพียงข้าที่บ้าดีเดือด
- บทที่ 20 ความมั่นใจแบบหน้ามืดตามัว
บทที่ 20 ความมั่นใจแบบหน้ามืดตามัว
บทที่ 20 ความมั่นใจแบบหน้ามืดตามัว
บทที่ 20 ความมั่นใจแบบหน้ามืดตามัว
หลินตู้กลืนโอสถหนิงปี้ลงไป ตอนนี้นางคุ้นเคยกับการกลืนยาเม็ดสดๆ แล้ว
ทันทีที่กลืนยาลงไป นางก็รู้ถึงความแตกต่างระหว่างผลงานของระบบกับผลงานของเจียงเหลียง
โอสถของเจียงเหลียงใช้ตอนที่หัวใจนางบีบตัวเจ็บปวดอย่างรุนแรง แต่ทำได้เพียงระงับอาการ ทว่าพอได้กินโอสถหนิงปี้เม็ดนี้ ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในชีวิตประจำวันของนางก็หายไป ความรู้สึกอ่อนแอที่สัมผัสได้ถึงความไม่สบายของหัวใจตลอดเวลา ราวกับถูกห่อหุ้มด้วยขี้ผึ้งหนืดๆ ตัดขาดไปอย่างสิ้นเชิง
นางถอนหายใจเบาๆ สมกับเป็นระบบจริงๆ
เดิมทีคิดว่าจะพึ่งพาเจียงเหลียงไปก่อนแล้วค่อยถีบหัวส่งทีหลัง ดูท่าคงต้องรอให้ตัวเองหายดีสนิทก่อนค่อยว่ากัน
นางสูดหายใจลึก โรคเรื้อรังที่ปอดและอวัยวะภายในถูกโอสถเสริมปราณสลายโรคละลายไปครึ่งหนึ่ง การว่ายทวนน้ำในน้ำพุเย็นตลอดสองเดือน และการโจมตีด้วยยาขมเกือบครึ่งเดือน ตอนนี้อวัยวะภายในทะลวงไปได้เกือบแปดส่วนแล้ว
ยาเม็ดที่สองนี้ บางทีเอามาใช้ทะลวงเพื่อสร้างรากฐานน่าจะเหมาะที่สุด
หลินตู้กลืนยาเม็ดที่เก็บไว้เม็ดนั้นลงไป
"สบาย" นางครางออกมาอย่างผ่อนคลาย แล้วเริ่มนั่งสมาธิอย่างจริงจัง
พลังยาที่เย็นสดชื่นกระจายตัวออกจากกระเพาะ จากนั้นเส้นลมปราณก็โคจรนำพาพลังงานไปอย่างรวดเร็ว หลินตู้สูดหายใจลึก แล้วเริ่มหายใจตามวิธีที่เหยียนเหย่สอนนางมาตลอด
ผู้เยาว์นั่งขัดสมาธิบนเตียงน้ำแข็ง นัยน์ตาขาวด้านล่างที่บางครั้งฉายแววเย็นชาหรือดุร้ายคู่นั้นปิดสนิทผ่อนคลาย ใบหน้าทั้งใบจึงเผยความสงบสุขที่หลุดพ้นจากโลกีย์
ผ่านไปเพียงไม่กี่อึดใจ ปราณวิญญาณจากรอบทิศราวกับมีมังกรยักษ์จอมตะกละเพิ่มขึ้นมาในทะเลลึก ม้วนตัวพัดพาเข้ามา ก่อตัวเป็นพายุหมุนขนาดใหญ่รอบตัวผู้เยาว์
ในขณะเดียวกัน ชายหนุ่มผมขาวที่นั่งนิ่งอยู่บนลั่วเจ๋อก็ลุกขึ้นยืน ก้าวเดียวก็มาโผล่ที่หน้าถ้ำหินแห่งหนึ่ง
เขายืนอยู่หน้าปากถ้ำ จิตสัมผัสกวาดผ่านป้ายไม้ที่แขวนด้วยเชือกป่านหน้าประตู บนนั้นมีตัวอักษรหวัดๆ เขียนไว้ไม่กี่คำว่า "ห้ามรบกวน"
เหยียนเหย่หัวเราะหึ ใบหน้าเผยรอยยิ้ม "ไอ้เด็กแสบ ฝีมือไม่เท่าไหร่ ลูกเล่นเยอะนักนะ"
ชายหนุ่มยกมือขึ้น ของบางอย่างที่เปล่งแสงสีเงินจางๆ พุ่งออกมาจากแขนเสื้อ ตกลงรอบๆ ถ้ำ จากนั้นเชื่อมต่อกันอย่างรวดเร็วเป็นเขตอาคม แสงสีเงินวาบขึ้น แล้วจางหายไปในอากาศอย่างรวดเร็ว
เหยียนเหย่หันหลังเดินจากไป ทิวทัศน์ด้านหลังยังคงเป็นปกติ ราวกับเขาไม่เคยมาที่นี่
หลินตู้ไม่รับรู้ถึงสิ่งใดๆ ภายนอกเลย
นางสัมผัสได้ว่าปราณวิญญาณที่ตนดูดซับเข้ามามีมากขึ้นเรื่อยๆ ปราณเหล่านี้ไหลเวียนไม่หยุดในร่างกาย ภายในตันเถียนแน่นขนัดจนบรรยายไม่ถูก ราวกับจะระเบิดออกมา
หลินตู้อยากจะหยุดดูดซับปราณวิญญาณ แต่ก็ไม่สามารถควบคุมได้เลย ร่างกายนี้เหมือนจอมตะกละที่ไม่รู้จักพอ เกรงว่าต่อให้เป็นงานเลี้ยงฉลองที่ไหลมาตามสายน้ำก็คงลงท้องนางไปหมด
นางทำได้เพียงอดทนต่อความอึดอัดจากการเบียดเสียดปะทะกันของปราณวิญญาณในตันเถียน แม้แต่เส้นลมปราณในร่างกายก็ยังถูกปราณวิญญาณจำนวนมหาศาลชะล้างอย่างต่อเนื่อง เหมือนพยายามจะยัดช้างเข้าไปในตู้เย็นที่ชื่อว่าหลินตู้
นางถูกบังคับให้แบกรับความเจ็บปวดเช่นนี้ เหมือนกับทุกครั้งที่อยู่ในน้ำพุเย็นจนหมดแรงแล้วถูกน้ำหลากซัดไปสู่ทะเลสาบน้ำนิ่ง ใจสู้แต่แรงไม่พอ ทำได้เพียงปล่อยวาง ปล่อยให้มันท่วมท้นไป
ในที่สุด ปราณวิญญาณในตันเถียนก็มากขึ้นเรื่อยๆ แน่นขึ้นเรื่อยๆ แต่ตันเถียนกลับยืดหดไม่ได้
เป็นที่รู้กันดีว่า ก๊าซจะกลายเป็นของเหลวภายใต้ความดันสูง
วินาทีที่ของเหลววิญญาณปรากฏขึ้นในตันเถียน หลินตู้ก็โล่งอก
ใครจะรู้ว่านางยังไม่ทันได้ผ่อนคลายจริงๆ ปราณวิญญาณจำนวนมากกว่าเดิมก็ทะลักเข้าสู่ร่างกาย
หลินตู้อุดก็ไม่อยู่ เลยนอนแผ่หราปล่อยจอย ปล่อยให้น้ำวิญญาณในตันเถียนค่อยๆ เพิ่มขึ้น มองดูหยดน้ำเล็กๆ ที่เปล่งแสงระยิบระยับนับไม่ถ้วนค่อยๆ หลอมรวมเข้าด้วยกัน
พายุหมุนปราณวิญญาณจากพายุทอร์นาโดที่บ้าคลั่งค่อยๆ เล็กลง กลายเป็นกระแสลมหมุนธรรมดา
เมื่อดวงจันทร์ลับขอบฟ้าและดวงอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้า ร่างกายของหลินตู้ก็เข้าสู่สภาวะอิ่มตัวในที่สุด
นางลืมตาขึ้น ยกมือปัดประตูถ้ำเปิดออกแล้วเดินออกไป
เหนือศีรษะควรจะเป็นท้องฟ้าแจ่มใสยามกลางวัน แต่ขณะนี้เมฆดำทะมึนปกคลุมเมือง ไม่เห็นแสงตะวัน
หลินตู้มองออกไปไกล พบว่าที่อื่นยังคงเป็นท้องฟ้าแจ่มใส
นางยืนนิ่งอยู่กับที่ พบว่าอาจารย์ของตนยืนอยู่ไกลๆ กำลังมองนางอย่างเงียบงัน
"อาจารย์ ท่านเชื่อหรือไม่ สวรรค์ยังต้องฟังข้า เช่นตอนนี้ ข้าสั่งให้ฟ้าผ่าข้า มันก็ไม่กล้าผ่าคนอื่น"
หลินตู้พูดพลางชูมือขึ้น "สายฟ้าจงมา"
เหยียนเหย่หนังตากระตุก ด่าในใจว่าไอ้เด็กบ้า
เมฆเคราะห์ที่หนาทึบขึ้นเรื่อยๆ สัมผัสได้ถึงบุคคลที่ถูกเลือก แสงสีม่วงวาบผ่านเมฆดำ หลินตู้รู้สึกชาไปทั้งตัวทันที
นางไม่ทันสังเกตว่า วินาทีที่ทัณฑ์สายฟ้าฟาดลงมา ดูเหมือนจะถูกเขตอาคมที่มองไม่เห็นสกัดกั้นไว้ทีหนึ่ง สายฟ้าที่ตกกระทบตัวนางเล็กลงไปมาก และดูหม่นแสงลงไปเยอะ
ผ่านไปเกือบหนึ่งวินาที ในขณะที่นางเจ็บจนอยากจะด่าบุพการี เสียงระเบิดตูมก็ตามมากลบเสียงด่าของนาง
ดีมาก โลกผู้บำเพ็ญเพียรก็ฝืนกฎฟิสิกส์ไม่ได้ แสงเร็วกว่าเสียง
ความคิดนี้ผุดขึ้นในสมองหลินตู้เป็นอย่างแรก จากนั้นนางสัมผัสถึงกระแสไฟฟ้าที่วิ่งพล่านในตัว นางจึงลองพยายามรวบรวมพลังวิญญาณเพื่อจัดการกับกระแสไฟฟ้าเหล่านี้
ในตอนที่นางจัดการเสร็จอย่างยากลำบาก ทัณฑ์สวรรค์สายที่สองก็ฟาดลงมาโดยไม่มีสัญญาณเตือน
สายที่สาม สายที่สี่... หลินตู้ได้กลิ่นเนื้อย่างไฟฟ้า
แล้วสบถออกมาประโยคหนึ่ง "ข้าคงไม่อยากกินเนื้อย่างไปอีกครึ่งเดือน"
นางฝืนนั่งลงกับพื้น หลับตาลง ไม่สนแล้วว่าเป็นสายที่เท่าไหร่ รูขุมขนทั่วร่างเหมือนโดนไฟฟ้าสถิตในหน้าหนาว ความเจ็บปวดในชั่วพริบตานั้นแฝงความชาหนึบเล่นงานทุกตารางนิ้วของผิวหนัง
หลินตู้ไม่มีเวลาสนใจภายนอกร่างกาย ได้แต่เพ่งจิตดูภายใน เส้นลมปราณ อวัยวะภายใน และกระดูกทั่วร่างกำลังถูกสายฟ้าขัดเกลา
และไม่รู้ว่าเป็นเพราะสาเหตุจากปราณวิญญาณหรือไม่ สติของนางยังคงแจ่มชัด
เหยียนเหย่เป็นคนตาบอด เขาใช้ตามองไม่ได้ เวลานี้ก็ใช้จิตสัมผัสไม่ได้เช่นกัน มิฉะนั้นจะรบกวนการตัดสินของสวรรค์ เขาทำได้เพียงเงี่ยหูฟังความเคลื่อนไหวทางนั้น
หลินตู้ไม่เคยร้องเจ็บต่อหน้าเขาสักคำ ตอนนี้ก็เช่นกัน เขาไม่ได้ยินปฏิกิริยาตอบรับใดๆ จากหลินตู้เลย
นี่เป็นการเดิมพันครั้งใหญ่ ต่อให้ค่ายกลที่เขาวางไว้จะช่วยกันความเสียหายได้ระดับหนึ่งภายใต้ขอบเขตที่สวรรค์อนุญาต แต่สำหรับหลินตู้ที่ร่างกายอ่อนแอ ก็ถือว่าแค่บรรเทาได้เล็กน้อยเท่านั้น
เพราะมีจิตสัมผัสที่แผ่ออกไปแทนดวงตา เหยียนเหย่จึงไม่ใส่ใจเรื่องตาบอดของตัวเองมานานมากแล้ว แต่วันนี้เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่า ถ้าตามองเห็นได้ก็คงจะดี
หลายปีมากแล้ว น่าจะตั้งแต่เริ่มบำเพ็ญเพียร เขาไม่เคยมีความคิดแบบนี้อีกเลย
เหยียนเหย่กระพริบตาเบาๆ ขนตายาวสีขาวสั่นไหวราวกับหิมะร่วงจากกิ่งไม้
"หลินตู้ยังมีชีวิตอยู่" เสียงหนึ่งดังขึ้นข้างหูเขา
เหยียนเหย่เลิกคิ้วอย่างแปลกใจ แผ่จิตสัมผัสออกไปเล็กน้อย ตกกระทบเพียงด้านหลังของตน "เจียงเหลียง?"
"เคราะห์สายฟ้านี้ รุนแรงกว่าทัณฑ์สวรรค์หนึ่งเก้าทั่วไป ค่ายกลของเจ้ากันไว้ได้ห้าส่วน ก็ยังมีความรุนแรงเท่ากับทัณฑ์สวรรค์หนึ่งเก้าปกติอยู่ดี"
เจียงเหลียงลูบเครา ไม่มองเหยียนเหย่ สายตาจับจ้องไปที่สายฟ้าเคราะห์
"ไม่น่าเป็นไปได้นะ เคราะห์สายฟ้าของข้าตอนนั้น ก็แค่แรงกว่าทัณฑ์สร้างรากฐานทั่วไปสามส่วนเอง หรือว่าศิษย์ข้าจะมีพรสวรรค์สูงกว่าข้าอีก?"
เหยียนเหย่ขมวดคิ้ว "สวรรค์แก่จนเลอะเลือนแล้วหรือเปล่า? หรือแค่ไม่อยากให้หลินตู้รอด?"
"เจ้าระวังคำพูดหน่อย" เจียงเหลียงขัดจังหวะเขา
เหยียนเหย่หันหน้าหนี สีหน้าฉายแววกังวล "สายสุดท้ายแล้ว"
"หลินตู้ทำได้ นางแข็งแกร่งกว่าที่เราคิด" เจียงเหลียงเว้นจังหวะ แล้วเสริมว่า
"ขอแค่ยังมีลมหายใจ ข้าก็ดึงกลับมาได้"
เหยียนเหย่เดาะลิ้น
คนของสำนักอู๋ซั่ง แต่ละคนล้วนมีความมั่นใจแบบหน้ามืดตามัวในสิ่งที่ตนถนัดที่สุดเสมอ