- หน้าแรก
- ทั้งสำนักมีแต่พวกคลั่งรัก มีเพียงข้าที่บ้าดีเดือด
- บทที่ 17 ข้ากินหวาน ไม่กินขม
บทที่ 17 ข้ากินหวาน ไม่กินขม
บทที่ 17 ข้ากินหวาน ไม่กินขม
บทที่ 17 ข้ากินหวาน ไม่กินขม
"เจ้ามีโรค ป่วยหนักด้วย"
เจียงเหลียงมองดูผู้เยาว์ตรงหน้า เอ่ยเสียงขรึม
เขารู้ว่าตนเองเพิ่งมีศิษย์น้องเล็กเพิ่มมาอีกหนึ่งคน อายุห่างกันถึงแปดร้อยกว่าปี
เขายิ่งรู้ดีว่า อาจารย์อาเล็กของเขานั้น ก็เข้าสำนักปีเดียวกับเขานี่เอง
เจียงเหลียงกลัวคนแปลกหน้าอย่างรุนแรง แต่คนคนนั้นกลับเดินมาข้างกายเขาด้วยตนเอง บอกเขาว่าตัวเองตาบอด มองไม่เห็นความประหม่าของเขา และไม่กลัวว่าเขาจะพูดผิด ดังนั้นไม่ต้องกลัว
เจียงเหลียงเคยพูดกับอาจารย์อาเล็กผู้นั้นว่า "ข้าจะต้องรักษาดวงตาของท่านให้หายให้ได้ ต่อให้เป็นลิขิตสวรรค์ ข้าก็จะฝืนลิขิตสวรรค์ให้ดู"
แต่หลังจากนั้นแปดร้อยปี เขาฝืนลิขิตสวรรค์ ช่วยชีวิตผู้คนนับไม่ถ้วน แต่กลับรักษาดวงตาที่บอดแต่กำเนิดคู่นั้นไม่ได้
ต่อเหยียนเหย่ เขารู้สึกละอายใจ
แปดร้อยปีให้หลัง คนที่เขาจนปัญญาจะรักษาคนนั้น กลับรับศิษย์ที่มีชะตาชีวิตร่วงโรยเหมือนกันมาเป็นศิษย์น้องเล็กสุดของเขาในรุ่นนี้
ใบหน้าเจียงเหลียงฉายแววขมขื่น ก่อนจะหัวเราะเยาะในใจ
ที่แท้เคราะกรรมทั้งชีวิตของเขา ล้วนต้องมาตกอยู่ที่ศิษย์อาจารย์คู่นี้หรือนี่
เขาหันไปมองเซี่ยเทียนอู๋ พบว่านางกำลังขมวดคิ้วด้วยความกังวล "ท่านอาจารย์ อาจารย์อาเล็กนาง... ยังพอรักษาได้ไหมเจ้าคะ?"
บนใบหน้าหลินตู้มีรอยยิ้ม ใบหน้าที่ยิ้มแย้มอย่างเกียจคร้านไม่ยี่หระต่อสิ่งใดนั้น ซ้อนทับกับใบหน้าเมื่อแปดร้อยปีก่อน
เจียงเหลียงเหม่อลอยไปครู่ใหญ่ ก่อนจะก้มหน้าสูดหายใจเข้าลึกๆ "ชาติที่แล้วคงติดหนี้พวกเจ้าศิษย์อาจารย์คู่นี้จริงๆ พับผ่าสิ"
พูดจบ เขาก็คว้าข้อมือหลินตู้มาจับชีพจร หลับตาลง
เซี่ยเทียนอู๋กราบอาจารย์มาเก้าสิบกว่าปี นี่เป็นครั้งแรกที่เห็นอาจารย์ของนางเลิกใช้เส้นไหม หันมาจับชีพจรด้วยตัวเอง ถึงขั้นปิดกั้นการได้ยินและการดมกลิ่นเพื่อตัดสิ่งรบกวน
"อวัยวะภายในและความบกพร่องอื่นๆ อาจารย์ของเจ้ากำลังหาวิธีชดเชยให้เจ้าอยู่ แต่ว่าหัวใจนี่สิ..."
คนเราหากชีพจรหัวใจบกพร่อง ไม่สมบูรณ์แต่กำเนิด ยิ่งมีชีวิตอยู่ไปแต่ละวัน หัวใจก็จะยิ่งเสื่อมถอยลงไปเรื่อยๆ
ต่อให้ถมสมบัติวิเศษลงไป ก็ทำได้แค่ชะลอ ไม่อาจซ่อมแซมให้สมบูรณ์ได้
ซ้ำร้ายหัวใจของคนผู้นี้ยังพิเศษ ไม่ใช่เลือดเนื้อ แต่คล้ายแก้วที่แตกร้าว เปลี่ยนก็เปลี่ยนไม่ได้ หากร่างกายสมบูรณ์ เกรงว่าคนผู้นี้ คงจะเป็นคนแรกในโลกผู้บำเพ็ญเพียรที่เส้นทางการบำเพ็ญไร้อุปสรรค ใช้เวลาสั้นที่สุดในการบรรลุเป็นเซียน
แต่คนที่มีชีพจรหัวใจบกพร่อง อวัยวะภายในยังทะลวงไม่สมบูรณ์เช่นนี้ เข้าสู่วิถีได้สองเดือน กลับกำลังจะสร้างรากฐานแล้ว
เจียงเหลียงคิดไม่ตก ว่าคนผู้นี้ได้รับความรักจากสวรรค์ หรือความริษยาจากสวรรค์กันแน่
"ปกติเจ้า ไม่รู้สึกทรมานตรงไหนเลยหรือ?"
หลินตู้กระพริบตา "ท่านหมายถึงแน่นหน้าอก หายใจสั้น ไม่สามารถทำกิจกรรมหนักๆ เป็นเวลานาน หรือแม้แต่ขยับตัวแรงหน่อยหัวใจก็จะเจ็บปวดรุนแรงเหมือนแตกเป็นเสี่ยงๆ น่ะหรือ?"
นางยิ้มกว้าง "ถ้าหมายถึงเรื่องนั้น ก็รู้สึกไม่สบายอยู่นิดหน่อย"
ผู้เยาว์ยิ้มมองสองศิษย์อาจารย์ที่มีสีหน้าเคร่งเครียด "เอาน่า คุยกันได้ อย่าเครียดสิ"
"ข้าหลินตู้หน้าตาดี พรสวรรค์เลิศ ใครเห็นใครรัก แถมทำอาหารอร่อย ในใต้หล้านี้คนคนเดียวจะเหมาข้อดีไปหมดได้ยังไง?"
นางยกยอตัวเองอย่างหน้าไม่อาย แล้วพูดปลอบใจต่อว่า "รักษาได้ก็รักษา รักษาไม่ได้ก็ช่างเถอะ เป็นตายมีฟ้าลิขิต ความร่ำรวยอยู่ที่สวรรค์ ข้าชื่อหลินตู้ ย่อมข้ามผ่านไปได้ด้วยตัวเอง พวกท่านวางใจเถอะ"
นางไม่เคยหวังพึ่งให้สำนักมารักษาหรอก ไม่อย่างนั้นจะมีระบบไว้ทำไมกัน
"ยาที่จัดให้นี้ กินวันละเม็ด เพื่อทะลวงอวัยวะภายใน ชดเชยส่วนที่ขาด ข้าจะปรุงยาชะลอความเสื่อมของหัวใจให้เจ้าอีก ให้ศิษย์พี่ของเจ้าคอยหาตำรายาซ่อมแซมหัวใจตอนออกไปหาประสบการณ์ข้างนอกด้วย แล้วก็... เจ้ากลัวเจ็บไหม? ถ้าเจ้า..."
"ข้าไม่กลัว เจ็บนิดหน่อยเอง" หลินตู้โบกมือ "ข้าไม่ได้สำออยขนาดนั้น"
"อ้อ งั้นก็ช่างเถอะ ข้าจะบอกว่าถ้าเจ้ากลัวเจ็บ ข้าสามารถปรุงยาที่ช่วยกดความไม่สบายตัวไว้ชั่วคราว และช่วยให้เจ้าเคลื่อนไหวได้สะดวกขึ้น"
เจียงเหลียงลูบเครา "ในเมื่อเจ้าไม่ต้องการ..."
"แต่ว่ากันตามตรง คนเราควรจะอยู่อย่างสบายไม่ใช่หรือ ศิษย์พี่ รบกวนท่านช่วยปรุงยานั่นให้ข้าเถอะ" หลินตู้เปลี่ยนท่าที ประสานมือยิ้ม
"ข้ากินหวาน ไม่กินขม"
ถ้ายู่อย่างสบายได้ใครจะอยากเจ็บตัวกันล่ะ
เซี่ยเทียนอู๋อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม "ท่านอาจารย์ อาจารย์อาเล็กนาง... จะยื้อได้นานแค่ไหนเจ้าคะ?"
เจียงเหลียงเห็นหลินตู้มีท่าทีเปิดเผย จึงไม่ได้ปิดบัง "ถ้าไม่ชะลอไว้ ก็มีเวลาแค่ปีเดียว แต่ถ้าใช้สมบัติวิเศษยื้อชีวิตไปเรื่อยๆ บวกกับพลังบำเพ็ญที่เพิ่มขึ้น ก็อาจจะยื้อไปได้เรื่อยๆ ก็เป็นได้"
ทั้งสามคนไม่ทันสังเกตว่า ที่นอกประตูโรงครัวมีเด็กสาวคนหนึ่งยืนนิ่งเงียบอยู่ สวมชุดกระโปรงผ้าโปร่งสีชมพูที่เหมาะกับแสงแดดฤดูใบไม้ผลิที่สุด ปิ่นทองรูปผีเสื้อประดับอัญมณีสีชมพูบนศีรษะสั่นไหวเบาๆ
ใบหน้าที่มักจะมีรอยยิ้มประดับอยู่เสมอของหนีจิ่นเซวียนในยามนี้ไร้ซึ่งรอยยิ้ม ดวงตาตากลมโตฉายแววไม่อยากจะเชื่อ
นางรู้มาตลอดว่า อาจารย์อาเล็กเป็นผู้มีพรสวรรค์อันดับหนึ่งในบรรดาศิษย์ใหม่ที่เข้าสำนัก เวลาพวกผู้อาวุโสเกี่ยงกันไม่ยอมทำอาหาร นางก็จะคว้าตะหลิวมาทำอาหารให้พวกศิษย์ที่ยังไม่บรรลุขั้นงดอาหารกินจนอิ่มท้อง นางมักจะยิ้มแย้มมองดูนางกินข้าว ซื้อปิ่นทองให้ แบ่งขนมให้
แต่นางไม่รู้เลยว่า หลินตู้ไม่ใช่แค่ร่างกายอ่อนแอธรรมดา แต่เป็น...
คนที่กำลังจะตายและต้องทนทุกข์ทรมานเช่นนั้นอยู่ตลอดเวลา
"ข้ากินหวาน ไม่กินขม"
น้ำเสียงผ่อนคลายของผู้เยาว์ดังออกมาจากข้างใน หนีจิ่นเซวียนยกมือปาดหน้า แขนเสื้อสีชมพูเปียกชื้นไปด้วยหยดน้ำ
นางเงยหน้าขึ้น กำหมัดแน่น ตัดสินใจแน่วแน่
ตอนที่หลินตู้เปิดประตูออกมา ก็พบหนีจิ่นเซวียนนั่งอยู่บนโต๊ะ ดวงตาแดงก่ำเหมือนกระต่าย จึงถามด้วยความแปลกใจ "เป็นอะไรไป? วันนี้อาจารย์เจ้าดุหรือ? ไม่น่าใช่นะ"
หนีจิ่นเซวียนร่าเริงแต่พรสวรรค์สูงส่ง ในนิยายแม้ตอนแรกจะเป็นดอกไม้ขาวบริสุทธิ์ แต่ก็เป็นดอกไม้ขาวที่ทรหดอดทนและพยายาม แถมโชคยังดีมาก ถือเป็นตัวนำโชคตัวน้อย ความโชคร้ายทั้งชีวิตชาตินี้ไปกองอยู่ที่จอมมารคนเดียว
ทำไมวันนี้ถึงร้องไห้ได้ล่ะ? นับดูวันเวลา จอมมารจะมาตอนหนีจิ่นเซวียนอยู่ขอบเขตเหินเมฆนี่นา
หนีจิ่นเซวียนส่ายหน้า "ตอนมาขี่กระบี่ไม่ดี ทรายเลยเข้าตาน่ะเจ้าค่ะ"
หลินตู้ยิ้มขำ ล้วงนิยายออกมาจากอกเสื้อเหมือนหลอกเด็ก "เอ้า เอาไป กลางคืนแอบดูในผ้าห่มนะ อย่าให้อาจารย์เจ้าเห็นล่ะ"
หนีจิ่นเซวียนรับหนังสือมา ถามอย่างงุนงง "นี่คืออะไรหรือเจ้าคะ?"
"ของดี" หลินตู้หัวเราะฮิฮิ
"นิยายที่นิยมที่สุดในตีนเขาตอนนี้ อย่าทำหน้าเศร้าสิ เจ้ายิ้มแล้วสวยออก"
เจ้ากระต่ายน้อยนี่เก็บอาการไม่อยู่ อารมณ์ความรู้สึกเขียนไว้บนหน้าหมด
หนีจิ่นเซวียนพอคิดว่าตัวเองตั้งใจจะดูแลอาจารย์อาเล็ก แต่กลับกลายเป็นว่าอาจารย์อาเล็กต้องมาปลอบใจตัวเอง ใบหน้าเล็กๆ ก็หมองลงอีก น้ำตาคลอเบ้า แล้วพยายามฝืนยิ้มออกมาจนหน้าแดงก่ำ
หลินตู้มองรอยยิ้มยับยู่ยี่ที่ดูแย่กว่าร้องไห้อย่างจนใจ "เป็นอะไรไปเนี่ย เอาอย่างนี้ อีกสองวันข้าจะพาเจ้าไปดูงิ้ว ดีไหม? ยิ้มหน่อยน่า"
หนีจิ่นเซวียนพยายามกลั้นอารมณ์ พยักหน้าแรงๆ แล้วอาสาตักข้าวให้หลินตู้ พอหลินตู้จะจัดชาม ก็ได้ยินนางถือทัพพีร้องบอกเสียงดัง "อาจารย์อาเล็กวางไว้ ข้าทำเองเจ้าค่ะ"
หลินตู้มองนางอย่างประหลาดใจ "เป็นอะไรไป วันนี้ถูกอาจารย์เจ้าว่ามาหรือ? ถึงต้องทำตัวขยันขันแข็ง?"
แม่หนูน้อยส่ายหน้า ใช้ทัพพีกดข้าวลงไปในชามอย่างแรง "อาจารย์อาเล็กนั่งเถอะเจ้าค่ะ ต่อไปงานหนักงานสกปรกพวกนี้ข้าจะทำเอง"
นางพูดพลางกดลงไปอีกแรงๆ
ข้าวชามที่หลินตู้ได้รับมาหนักกว่าปกติเกือบสองเท่า ตะเกียบต้องออกแรงแทงถึงจะลง
นางมองข้าวที่แทบจะถูกหนีจิ่นเซวียนอัดเป็นอิฐบล็อกอย่างเงียบงัน "จิ่นเซวียน เจ้าคงจะตำแป้งโมจิเก่งน่าดูนะ"
อนาคตไกลนะเด็กคนนี้ ในเนื้อเรื่องไม่ได้บอกไว้นี่ว่าเด็กคนนี้เป็นโลลิต้าจอมพลัง
ก้นชามข้าวเหล็กของนางถูกกดจนนูนออกมาเลย