- หน้าแรก
- เพิ่งจบมหาลัย จะให้ไปคุมโรงงานเนี่ยนะ
- บทที่ 63 มหกรรมดึงตัวคน
บทที่ 63 มหกรรมดึงตัวคน
บทที่ 63 มหกรรมดึงตัวคน
ก่อนเดินทางกลับเผิงเฉิง หม่าอวี่เถิงเรียกจูหลิงอวี้และจางเคอมาคุยพร้อมกัน
"หลิงอวี้ พอกลับไปถึง ให้จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทลูกแห่งใหม่ทันที ให้รับผิดชอบธุรกิจวัสดุลิเธียมโดยเฉพาะ ใช้ชื่อว่า... เล่ยเถิงลิเธียม"
"จางเคอ"
"ครับท่านประธาน เชิญสั่งมาได้เลย"
"คุณรับตำแหน่งหัวหน้าคณะทำงานเตรียมการของบริษัทใหม่ รับผิดชอบเรื่องการสร้างโรงงานที่ซินอวี๋ทั้งหมด ทั้งคน เงิน และของ ผมจะสนับสนุนคุณเต็มที่"
หม่าอวี่เถิงมองบุคลากรคนสำคัญที่เขาอุตส่าห์ดึงตัวมาได้อย่างยากลำบาก แล้วออกคำสั่งสุดท้าย
"เรื่องคนงาน โดยเฉพาะบุคลากรทางเทคนิค คุณไม่ต้องยั้งมือ ทุ่มเงินเดือนสูงๆ เข้าล่อ ไปดึงตัวคนมาจากรัฐวิสาหกิจโลหะวิทยา สถาบันวิจัยวัสดุและโลหะชั้นนำของประเทศมาให้หมด! ไม่ว่าจะเป็นวิศวกรหรือนักวิจัย ขอแค่มีฝีมือจริง ให้เงินเดือนเพิ่มไปเลยสองเท่า!"
"เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหา ผมต้องการให้คุณสร้างทีมเทคนิคระดับท็อปของประเทศขึ้นมาให้ได้ ในเวลาที่สั้นที่สุด!"
ชั่วพริบตาเดียว คลื่นลมในวงการก็ปั่นป่วนไปทั่ว
ณ ห้องทำงานหัวหน้าวิศวกร ของกลุ่มบริษัทโลหะวิทยาขนาดใหญ่ของรัฐแห่งหนึ่ง
ผู้ช่วยเคาะประตูห้องเบาๆ ก่อนเปิดเข้าไป "หัวหน้าวิศวกรหวังครับ... ท่าน... ท่านตัดสินใจจะไปจริงๆ เหรอครับ?"
ชายวัยกลางคนที่ถูกเรียกว่าหัวหน้าวิศวกรหวังพยักหน้า ขณะกำลังเก็บหนังสือและเอกสารบนโต๊ะลงกล่อง
"ทางเล่ยเถิงอินดัสเตรียล ยื่นข้อเสนอที่ผมปฏิเสธไม่ได้มาให้"
"ข้อเสนออะไรครับ?"
"พวกเขาไม่ได้ให้แค่เงิน แต่พวกเขาสัญญาว่าจะสร้างห้องปฏิบัติการวัสดุลิเธียมโคบอลต์ออกไซด์ที่ทันสมัยที่สุดในประเทศให้ผมดูแลแบบเบ็ดเสร็จ และยังมอบสายการผลิตใหม่เอี่ยมให้ผมได้ลงมือทำตามแนวคิดของตัวเองด้วย"
หัวหน้าวิศวกรหวังเงยหน้าขึ้น
"อยู่ที่นี่ รายงานเทคนิคที่ผมเขียน ต้องรออนุมัติเป็นทอดๆ ครึ่งปียังไม่ได้เริ่มทำ แต่อยู่ที่นั่น... ผมมีสิทธิ์ขาด"
ผู้ช่วยเงียบกริบ พูดไม่ออก
อีกด้านหนึ่ง ณ สถาบันวิจัยคณะวัสดุศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งหนึ่ง
กลุ่มนักวิจัยระดับปริญญาเอกรุ่นใหม่กำลังจับกลุ่มคุยกันอย่างออกรส
"ได้ข่าวไหม? รุ่นพี่ถูกเล่ยเถิงอินดัสเตรียลซื้อตัวไปแล้วนะ ให้เงินเดือนปีละตั้งสองแสนหยวน แถมยังมีค่าตั้งตัวที่เผิงเฉิงให้อีกต่างหาก!"
"สองแสน? พระเจ้ายอดมันจอร์จมาก! พวกเราทำงานแทบตาย ปีหนึ่งรวมโบนัสโครงการแล้วได้กี่ตังค์เอง?"
"ประเด็นสำคัญคือได้เปลี่ยนผลงานวิจัยให้กลายเป็นสินค้าจริงด้วยนะ ไม่เหมือนพวกเราตอนนี้ ทำแต่วิจัยทฤษฎีบนหอคอยงาช้าง ห่างไกลจากการใช้งานจริงเป็นโยชน์"
นักวิจัยสวมแว่นคนหนึ่งที่ยืนฟังอยู่ ขยับแว่นทีหนึ่ง เตรียมตัวกลับไปค้นเบอร์ติดต่อของเล่ยเถิงอินดัสเตรียลทันที
"พี่น้องครับ ผมขอยื่นเรซูเม่ล่วงหน้าก่อนเลยนะ!"
...
ณ ห้องประชุมของกลุ่มบริษัทโลหะวิทยาขนาดใหญ่ของรัฐ
บรรยากาศหนักอึ้งจนหายใจไม่ออก ที่หัวโต๊ะประชุมขนาดใหญ่ ผู้บริหารผมดอกเลาฟาดจดหมายลาออกลงบนโต๊ะอย่างแรง เสียงดังสนั่นห้อง
"เหลวไหลสิ้นดี! ไม่เห็นหัวกฎระเบียบกันแล้วหรือไง!"
หน้าอกของเขากระเพื่อมแรงด้วยความโกรธ นิ้วชี้ไปที่ชื่อบนจดหมาย
"หวังเค่อฉินทำงานกับเรามาเกือบยี่สิบปี ไต่เต้าจากช่างเทคนิคจนเป็นถึงหัวหน้าวิศวกร บริษัทเราดูแลเขาไม่ดีตรงไหน? นึกจะไปก็ไป เกียรติยศองค์กรอยู่ที่ไหน? การอุทิศตนเพื่อชาติอยู่ที่ไหน?"
ห้องประชุมเงียบกริบ ไม่มีใครกล้าปริปาก
"แล้วก็พวกคุณด้วย!" สายตาของผู้บริหารกวาดมองผู้บริหารระดับกลางที่นั่งอยู่
"หัวหน้าวิศวกรคนหนึ่ง กับแกนนำเทคนิคข้างล่างอีกสิบกว่าคน ลาออกพร้อมกันยกแผง? ฝ่ายบุคคลมัวทำอะไรกันอยู่! ทำไมถึงไม่รู้ระแคะระคายเลยสักนิด?"
หัวหน้าฝ่ายบุคคลเหงื่อแตกพลั่ก ลุกขึ้นยืนอธิบายเสียงอ่อย
"ท่านครับ เราเรียกพวกเขามาคุยหมดแล้วครับ... พยายามเอาเกียรติยศองค์กร เอาคุณูปการต่อชาติมาโน้มน้าวรั้งตัวไว้ แต่ว่า..."
"แต่อะไร? พูดมา!"
"แต่ทางเล่ยเถิงลิเธียม... ให้เยอะเกินไปครับ"
เสียงของหัวหน้าฝ่ายบุคคลเบาลงไปอีก
"เงินเดือนของหัวหน้าวิศวกรหวัง ทางนั้นเบิ้ลให้สองเท่าทันที แถมยังสัญญาว่าจะให้เขามีส่วนร่วมสร้างสายการผลิตใหม่ด้วย ทางเรา... ทางเราสู้ข้อเสนอนี้ไม่ได้ครับ"
"เงิน เงิน เงิน! รู้จักแต่เงิน! ไอ้พวกคนทรยศเห็นแก่เงิน!"
ผู้บริหารโกรธจนตัวสั่น
"ไอ้เล่ยเถิงลิเธียมอะไรนี่ มันคือศัตรูของวงการชัดๆ! มาซื้อตัวคนแบบหน้าด้านๆ ทำลายระบบตลาด! ผมจะฟ้องเบื้องบน!"
ทว่า หลายคนในที่ประชุมต่างรู้ดีแก่ใจว่าคำด่าทอเหล่านี้ช่างไร้น้ำหนักเหลือเกิน อีกฝ่ายไม่ได้ให้แค่เงิน แต่ให้เวที ให้ความเคารพ และให้พื้นที่แสดงฝีมือที่คนทำงานเทคนิคใฝ่ฝัน จะเอาอะไรไปรั้งเขาไว้? เอาการวาดฝันสวยหรู หรือเอาคำขวัญปลุกใจงั้นเหรอ? ยุคสมัย... มันเปลี่ยนไปนานแล้ว
...
ในขณะเดียวกัน ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น
ภายในร้านกาแฟบรรยากาศดีแห่งหนึ่ง จางเคอดันเอกสารชุดที่สี่ ซึ่งเป็นชุดสุดท้ายที่เขาเตรียมมาอย่างประณีต ไปตรงหน้าชายวัยกลางคนท่าทางภูมิฐาน หลูฉี ศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยโตเกียว ชาวจีนโพ้นทะเล ผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้าของโลกด้านวัสดุขั้วบวกแบตเตอรี่ลิเธียม
"ศาสตราจารย์หลูครับ ผมทราบมาว่าทางมหาวิทยาลัยปักกิ่งก็ได้ส่งคำเชิญให้ท่านกลับไปเป็นอาจารย์ที่นั่น"
จางเคอเปิดประเด็นตรงไปตรงมา นี่เป็นครั้งที่สามแล้วที่เขาบินมาโตเกียวด้วยตัวเอง หลังจากถูกปฏิเสธไปสองครั้ง หลูฉียกกาแฟขึ้นจิบ ท่าทีห่างเหินแต่สุภาพ
"คุณจาง เจตนาของคุณผมเข้าใจดี การกลับไปรับใช้ชาติเป็นความปรารถนาของผมมาตลอด การได้ไปสอนหนังสือที่จิงต้า (ม.ปักกิ่ง) สร้างบุคลากรด้านวัสดุศาสตร์ให้ประเทศ ผมมองว่ามันมีความหมายมากกว่าการไปอยู่บริษัทเอกชนครับ"
"การรับใช้ชาติ ไม่ได้มีแค่เส้นทางเดียวนะครับ"
จางเคอพูดไม่เร็ว แต่หนักแน่นทุกคำ
"ท่านอยู่ที่จิงต้า กว่าจะปั้นนักศึกษาให้เก่งได้สักคนต้องใช้เวลาสี่ปี ปริญญาเอกยิ่งนานกว่านั้น ผลงานวิจัยของท่าน จากเปเปอร์กว่าจะออกจากห้องแล็บ กว่าจะเข้าสู่การผลิตจริง อาจต้องใช้เวลาสิบปี หรือนานกว่านั้น"
เขาหยุดเว้นจังหวะ จ้องตาหลูฉี
"แต่อยู่ที่เล่ยเถิง เรามีทีมงานที่เก่งที่สุดในประเทศ มีเงินทุนพร้อมที่สุด แนวคิดทางเทคนิคของท่าน เราสามารถนำเข้าสู่กระบวนการทดลองผลิตได้ภายในสามเดือน และเห็นผลลัพธ์บนสายการผลิตได้ภายในครึ่งปี ผลิตภัณฑ์ของเราจะบุกตลาดโลกไปแข่งกับ โซนี่ ซันโย พานาโซนิค แบบตาต่อตาฟันต่อฟัน"
จางเคอดันเอกสารชุดนั้นเข้าไปใกล้อีกนิด
"ถ้าเราชนะ ส่วนแบ่งการตลาดที่เราแย่งมาได้ ก็คือส่วนแบ่งของประเทศเรา ศาสตราจารย์ครับ แบบนี้... จะเรียกว่ารับใช้ชาติได้ไหมครับ?"
หลูฉีเงียบไป เขาต้องยอมรับว่าคำพูดของจางเคอ กระแทกใจส่วนที่เขารู้สึกโหยหาที่สุด ความฝันสูงสุดของนักวิชาการ คืออะไร ถ้าไม่ใช่การได้เห็นผลงานวิจัยของตัวเองเปลี่ยนโลก?
"ท่านประธานหม่าฝากบอกมาว่า ขอแค่ท่านยอมตกลง เล่ยเถิงลิเธียมจะก่อตั้ง 'ห้องปฏิบัติการวัสดุลิเธียม' ที่เป็นเอกเทศให้ท่านโดยเฉพาะ"
จางเคอทิ้งไพ่ตายใบสุดท้าย
"ท่านจะมีอำนาจในการบริหารจัดการ แต่งตั้งบุคลากร และกำหนดทิศทางเทคโนโลยีของห้องแล็บทั้งหมด นอกจากนี้ บริษัทจะจัดสรรงบวิจัยให้ท่านไม่ต่ำกว่าปีละ สิบล้านหยวน"
ปีละสิบล้าน! ต่อให้เป็นคนระดับหลูฉี ได้ยินตัวเลขนี้ มือที่ถือถ้วยกาแฟยังชะงักค้างกลางอากาศ นี่ไม่ใช่แค่เรื่องเงิน แต่มันคือความไว้วางใจ คือการให้อำนาจ และคืออิสระในการทำงานที่สถาบันวิจัยไหนๆ ก็ให้ไม่ได้ ก่อนหน้านี้ที่คุยกับจิงต้า ก็แค่ตำแหน่งศาสตราจารย์ธรรมดา กับเงินทุนตั้งต้นไม่กี่แสนหยวนเท่านั้น
หลูฉีถอนหายใจยาว วางถ้วยกาแฟลง แล้วหยิบเอกสารตรงหน้าขึ้นมา "ผมขอดูสัญญาจ้างอย่างเป็นทางการหน่อย"
จางเคอยิ้มกว้าง "สัญญาอยู่ในกระเป๋าผมแล้วครับ"