- หน้าแรก
- สาวน้อยสู้ชีวิตกับมิติบำบัดใจ
- บทที่ 36 - อุบัติเหตุกลางทาง
บทที่ 36 - อุบัติเหตุกลางทาง
บทที่ 36 - อุบัติเหตุกลางทาง
บทที่ 36 - อุบัติเหตุกลางทาง
★★★★★
เขตภูเขาเสินหนงไม่ได้เป็นแค่ป่าสงวนปิดตายเหมือนอุทยานแห่งชาติในบางประเทศ แต่เป็นเขตบริหารพิเศษที่ผสมผสานระหว่างแหล่งท่องเที่ยวและชุมชนเข้าด้วยกัน ภายในพื้นที่จึงมีเทือกเขาสลับซับซ้อนและมีหมู่บ้านกระจายตัวอยู่ตามหุบเขา ภาพรวมจึงเป็นเหมือน "ข้ามเขาไปก็เจอเขา แต่ในหุบเขาก็ยังมีบ้านคน" ดูราวกับดินแดนสวรรค์บนดิน
อำเภอฝางตั้งอยู่ติดกับเขตเสินหนง ส่วนตำบลจิ่วเต้านั้นอยู่ใกล้ยิ่งกว่า ถ้าไม่นับปัจจัยอื่น แค่ข้ามภูเขาหลังหมู่บ้านในตำบลจิ่วเต้าไปก็เข้าสู่เขตเสินหนงแล้ว
เล่ออวิ้นเลือกใช้ทางลัดเพื่อไปยังตำบลตงซีในเขตเสินหนงซึ่งอยู่ติดกับตำบลจิ่วเต้า เพราะถ้าขับรถไปตามถนนสายหลักจะต้องอ้อมโลกเป็นวงกลมเสียเวลาเปล่าๆ
ทางลัดนั้นไม่ได้เดินสะดวกนัก หลายช่วงมีแค่รถจักรยานและมอเตอร์ไซค์เท่านั้นที่ผ่านได้ รถเก๋งหมดสิทธิ์โดยสิ้นเชิง บางช่วงถึงกับเป็นแค่ทางเดินเท้าเล็กๆ ที่วัวแพะเดินจนเป็นทาง
โบราณว่าคนเก่งย่อมใจกล้า เล่ออวิ้นอาจไม่มีวิทยยุทธ์เหาะเหินเดินอากาศเหมือนจอมยุทธ์ในนิยาย แต่เธอมีมิติวเศษเป็นตัวช่วย จึงปั่นจักรยานวิบากผ่านเส้นทางภูเขาได้ราบรื่นราวกับปั่นบนพื้นราบ
แม่หนูน้อยออกเดินทางตั้งแต่เจ็ดโมงเช้า ถึงจะใช้ทางลัดและปั่นเร็วจี๋ แต่กว่าจะถึงหมู่บ้านจางซู่ในตำบลตงซีซึ่งเป็นจุดที่ใกล้ตำบลจิ่วเต้าที่สุด ก็ปาเข้าไปหนึ่งชั่วโมงเต็ม
ภายในเขตสงวนจะเก็บค่าเข้าชมเฉพาะจุดท่องเที่ยวหลัก ส่วนถนนหนทางเชื่อมหมู่บ้านนั้นรถจักรยานหรือรถพลังงานสะอาดสามารถสัญจรได้อิสระ
เล่ออวิ้นไม่ได้แวะพัก เธอปั่นเลาะไปตามถนนหมู่บ้านมุ่งหน้าสู่ตัวตำบลตงซี เป้าหมายคือต้องไปถึงเขต "ประตูสวรรค์แดนใต้" หรือหนานเทียนเหมิน และเขตป่านปี้ซึ่งลือกันว่ามีมนุษย์เงาะป่าอาศัยอยู่ให้ได้หลังเที่ยง ขอแค่ได้เข้าป่าลึก เธอก็จะเหมือนมังกรคืนสมุทร เสือคืนพงไพร ได้โลดแล่นอย่างอิสระเสรี
ถนนในเขตท่องเที่ยวราดยางอย่างดี ทางจากหมู่บ้านจางซู่ไปตัวตำบลตงซีจึงเรียบกริบ เล่ออวิ้นใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็มาถึงชานเมืองตงซี แต่พอเข้าเขตตัวตำบลได้นิดเดียว ก็เห็นคนกลุ่มใหญ่บนถนนกำลังวิ่งกรูไปทางเดียวกัน
จมูกของเล่ออวิ้นไวเป็นพิเศษ เธอได้กลิ่นคาวเลือดฉุนกึก และได้ยินเสียงคนมุงคุยกันเซ็งแซ่ว่า "น่ากลัวจัง" บ้าง "เลือดออกเยอะมาก" บ้าง เดาได้ทันทีว่าข้างหน้าต้องมีอุบัติเหตุ
เธอเร่งฝีเท้าปั่นแซงรถที่จอดเรียงรายข้างทาง จนไปถึงจุดไทยมุงที่มีทั้งชาวบ้านและนักท่องเที่ยวเบียดเสียดกันแน่นขนัด
เล่ออวิ้นกะว่าจะปั่นอ้อมไป แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจจอดรถล็อคไว้แล้วเดินเบียดฝูงชนเข้าไป "พี่ชาย พี่สาว ขอทางหน่อยจ้า"
กลางวงล้อมนั้นคือฉากอุบัติเหตุ รถเก๋งสีดำจอดเอียงขวางถนน ข้างกันมีซากมอเตอร์ไซค์ที่ถูกชนจนยับเยินไม่มีชิ้นดี
ดูจากสภาพการณ์แล้ว น่าจะเป็นรถเก๋งเสียหลักพุ่งชนมอเตอร์ไซค์
ล้อหลังของมอเตอร์ไซค์ถูกทับอยู่ใต้ท้องรถเก๋ง ถัดไปข้างหน้ามีจักรยานอีกสองคันล้มคว่ำพังยับเยิน และมีนักท่องเที่ยวแบกเป้สองคนนั่งเจ็บอยู่กับพื้น
ข้างรถเก๋งมีคนนั่งเหม่อลอยอยู่สองคน คนหนึ่งกลัวจนตัวอ่อนปวกเปียก อีกคนตัวสั่นเทา น่าจะเป็นเจ้าของรถเก๋ง
ห่างจากหน้ารถเก๋งไปสักหนึ่งถึงสองเมตร มีชายสวมหมวกกันน็อคนอนตะแคงจมกองเลือด บริเวณหน้าอกเสื้อเชิ้ตลายสก๊อตชุ่มไปด้วยเลือดจนแทบกลายเป็นสีแดงสด
แขนข้างหนึ่งของเขาหักผิดรูปเหนือข้อศอก กระดูกแทงทะลุเนื้อออกมาจนเห็นรอยตัดขาวๆ เลือดไหลทะลักออกมาเป็นจังหวะเหมือนน้ำพุ
บางคนกำลังโทรแจ้งตำรวจ บางคนถ่ายรูป บางคนพยายามจะเข้าไปดูอาการและช่วยห้ามเลือด
พวกไทยมุงส่วนใหญ่แค่มาดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น พอเห็นภาพสยดสยองก็หน้าซีดรีบเดินหนี มีพวกใจกล้าหน่อยยืนรอตำรวจมาจัดการ จับกลุ่มวิจารณ์หรือออกความเห็น แต่ก็ไม่มีใครกล้าเข้าไปใกล้มากเพราะกลัวความซวย
พอได้ยินเสียงเด็กสาวร้องขอทาง คนที่ยืนบังอยู่ก็หันมามอง เห็นเป็นเด็กมัธยมตัวเล็กๆ ยังไม่ทันตัดสินใจว่าจะหลบให้ดีไหม เธอก็อาศัยความตัวเล็กมุดผ่านเข้าไปแล้ว
เล่ออวิ้นแทรกตัวเข้าไปจนเห็นภาพเหตุการณ์ชัดเจน กลิ่นคาวเลือดและภาพสยดสยองทำเอาเธอแค่ย่นจมูกนิดหน่อย ตอนเด็กๆ ปู่เคยพาไปดูศพคนตาย ตอนประถมก็เคยเห็นรถชนจังๆ มาแล้ว จิตใจเธอจึงเข้มแข็งพอที่จะไม่ตื่นกลัวกับภาพตรงหน้า
ถึงครั้งแรกที่เห็นเลือดจะเก็บไปฝันร้ายหลายคืน แต่พอนานเข้าก็ชิน ยิ่งตอนนี้เธอตั้งเป้าจะเป็นหมอ เมื่อเห็นคนเจ็บอยู่ตรงหน้าก็ต้องยื่นมือเข้าช่วย ถือซะว่าเป็นการฝึกงานภาคสนามฟรีๆ
พลเมืองดีสองสามคนที่กำลังจะเข้าไปขยับตัวคนเจ็บให้นอนหงาย ต้องชะงักเมื่อได้ยินเสียงตวาดแหลม "อย่าขยับตัวเขานะ!"
ทุกคนหันขวับไปมอง เห็นเด็กสาวผมสั้นหน้ากลมผิวนวลเหมือนเด็กมัธยมวิ่งเข้ามา ก็ถามอย่างงุนงง "ทำไมขยับไม่ได้ล่ะน้อง"
บรรดาไทยมุงรอบนอกก็มองเด็กสาวสะพายเป้ด้วยความสงสัย
"ซี่โครงซี่ที่สี่กับห้าด้านซ้ายของเขาหัก ถ้าไปโดนตัวเขาอาจทำให้ถึงตายได้" เล่ออวิ้นวิ่งเข้าไปหาพร้อมอธิบาย
"รู้ได้ไงว่ากระดูกหัก มองทะลุได้เรอะ"
"แค่ดูก็รู้ว่ากระดูกหักกี่ซี่ นี่มันเทวดาชัดๆ"
"ขี้โม้หรือเปล่า จะเก่งขนาดนั้นได้ไง"
เสียงซุบซิบกังขาเริ่มดังขึ้นจากวงนอก
"น้องสาวคนสวย เป็นหมอเหรอครับ" หลิวเซี่ยงหยางสังเกตสายตาเพื่อนร่วมทีมแล้วเดาใจออก จึงเป็นฝ่ายเอ่ยทักทายแม่หนูน้อยแก้มใสที่วิ่งเข้ามา
"ทวดกับปู่ของหนูเป็นหมอ หนูเรียนทฤษฎีมาตั้งแต่เด็ก พอจะดูอาการคนเจ็บเป็นบ้าง" เล่ออวิ้นไม่กลัวคนแปลกหน้า เธอนั่งยองๆ ข้างคนเจ็บ กดจุดที่แขนและหน้าอกเขาอย่างคล่องแคล่ว แล้วปลดกระดุมเสื้อเขาออก
ชายหนุ่มที่ช่วยกดแขนคนเจ็บอยู่ ถึงกับตะลึง เมื่อกี้เขาพยายามห้ามเลือดยังไงก็ไม่หยุด แต่พอเด็กสาวคนนี้กดไม่กี่ที เลือดที่พุ่งกระฉูดกลับค่อยๆ ไหลช้าลง
สกัดจุดห้ามเลือดงั้นเหรอ
หลิวเซี่ยงหยางตกตะลึง รีบส่งสายตาให้เพื่อนร่วมทีมช่วยกันดึงเสื้อของเจ้าของมอเตอร์ไซค์ที่ยัดอยู่ในกางเกงออกมา แล้วแหวกเสื้อออกเพื่อให้เด็กสาวตรวจดูแผล
พออกเสื้อเปิดออก ทุกคนก็เห็นชัดเจนว่าหน้าอกข้างซ้ายของชายคนนั้นยุบลงไป และมีปลายกระดูกขาวๆ แทงทะลุผิวหนังออกมาประมาณหนึ่งข้อนิ้ว
"ซี่โครงหักจริงๆ ด้วย แถมทิ่มทะลุออกมาอีก" ชายหนุ่มที่อยู่ข้างเล่ออวิ้นหันไปบอกทุกคน
"โห สุดยอด ไม่ต้องถอดเสื้อก็รู้ว่าแผลอยู่ตรงไหน"
พวกไทยมุงเริ่มเปลี่ยนท่าทีเป็นทึ่ง
หลิวเซี่ยงหยางมองเด็กสาวจับชีพจรคนเจ็บ แล้วอ้อมไปด้านหลังเพื่อตรวจกระดูกสันหลัง เขาเห็นสีหน้าเธอเปลี่ยนไปนิดหนึ่ง จึงถามด้วยความอยากรู้ "น้องสาว อาการเขาหนักมากไหม"
[จบแล้ว]