- หน้าแรก
- สาวน้อยสู้ชีวิตกับมิติบำบัดใจ
- บทที่ 17 - พ่อมาหา
บทที่ 17 - พ่อมาหา
บทที่ 17 - พ่อมาหา
บทที่ 17 - พ่อมาหา
★★★★★
เวลาไม่เคยรอใคร ท่ามกลางความตื่นเต้นและตึงเครียดของเด็ก ม.6 เผลอแป๊บเดียวเดือนพฤษภาคมก็ผ่านพ้น เข้าสู่เดือนมิถุนายน
วันที่ 1 มิถุนายน วันเด็กสากล
ฟ้าสาง เล่ออวิ้นตื่นนอน เก็บที่นอนเรียบร้อยแล้วปีนลงจากเตียงชั้นบน ม่านเตียงชั้นล่างถูกรูด "พรึ่บ" เปิดออก หัวยุ่งๆ โผล่ออกมาพร้อมรอยยิ้มแฉ่ง "หนูน้อยเล่อเล่อ สุขสันต์วันเด็กจ้า!"
"สุขสันต์วันเด็กจ้ะ หนูน้อยพุงกะทิ" เล่ออวิ้นยิ้มตอบ เอื้อมมือไปบิดแก้มเพื่อนที่เสนอหน้ามาให้บิดถึงที่
"หนูน้อยเล่อเล่อ พี่สาวสิบแปดแล้วนะจ๊ะ เด็กต่ำกว่าสิบสี่ถึงจะเรียกว่าเด็ก นี่วันของเธอต่างหาก" ตู้เมี่ยวซูสะบัดหน้าหนีมือปลาหมึก แล้วฉีกยิ้มกว้างกว่าเดิม "เล่อเล่อ สุขสันต์วันเกิดนะ!"
เล่ออวิ้นเกิดวันที่ 6 มิถุนายน 2002 ตรงกับวันแรม 11 ค่ำ เดือน 4 ตามปฏิทินจันทรคติ (ในต้นฉบับจีนคือ 26 ค่ำ เดือน 4) คนบ้านนอกมักฉลองวันเกิดตามปฏิทินจีน ซึ่งวันนี้ตรงกับวันเกิดทางจันทรคติของเธอพอดี และเป็นวันครบรอบวันเกิดปีที่สิบสี่ของเธอด้วย แต่ถ้านับตามปฏิทินสากล เธอจะครบสิบสี่ปีเต็มในวันที่ 6 มิถุนายน ซึ่งเป็นวันก่อนสอบเกาเข่าหนึ่งวัน
"ขอบใจนะเสี่ยวตู้จึ" เล่ออวิ้นชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนจะกล่าวขอบคุณจากใจจริง อีกหกวันก็จะสอบแล้ว ทุกคนเครียดกันจนแทบจะกินหัวกันเอง ไม่นึกว่ายัยพุงกะทิจะยังจำวันเกิดเธอได้ น้ำใจนี้ช่างประเสริฐนัก
"ตัดคำว่าเสี่ยวออกพี่จะดีใจกว่านี้นะจ๊ะ" ตู้เมี่ยวซูบ่นอุบอิบที่โดนเรียกชื่อเล่นอีกแล้ว มือที่ซ่อนอยู่ข้างหลังยื่นออกมา พร้อมแลบลิ้นทะเล้น "อะนี่ ของขวัญวันเกิด อย่ารังเกียจนะว่าพี่สาวงก เค้กอาจจะก้อนเล็กไปหน่อย แต่มันก็คือเค้กนะเออ"
เล่ออวิ้นมองเห็นของขวัญในมือเพื่อน เป็นเค้กเด็กก้อนจิ๋วน่ารักน่าเอ็นดู เธอยื่นสองมือรับมา "ขอบใจมากนะตู้จึ"
"ยัยเล่อเล่อ พูดขอบคุณเฉยๆ พี่ไม่รับนะจ๊ะ ต้องจุ๊บแก้มพี่ทีหนึ่งถึงจะดูจริงใจ" ตู้เมี่ยวซูทำท่าทางหื่นกาม จ้องแก้มยุ้ยๆ ของเพื่อนตาเป็นมัน อยากฟัดแก้มยัยเล่อเล่อใจจะขาด
จุ๊บเหรอ?
เรื่องแค่นี้จิ๊บๆ เล่ออวิ้นวางของขวัญลงบนเตียง ยื่นหน้าเข้าไป "จุ๊บ" แก้มตู้เมี่ยวซูหนึ่งที แล้วใส่ตีนหมาวิ่งหนีทันที
"เฮ้ยๆๆ พี่จะเอาเฟรนช์คิส ไม่เอาแบบแมลงปอแตะน้ำนะยัยเล่อเล่อ อันนี้ไม่นับ เอาใหม่..." ตู้เมี่ยวซูกระโดดลงจากเตียง ใส่รองเท้าวิ่งไล่กวดเพื่อน
เพื่อนร่วมห้องอีกหกคนมองหน้ากันเลิ่กลั่ก แล้วก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ต่างคนต่างอยู่กันต่อไป
เพราะจุ๊บเดียวแท้ๆ ทำเอาตู้เมี่ยวซูอารมณ์ดีไปทั้งเช้า ไล่กวดเล่ออวิ้นจนถึงห้องเรียนก็ยังไม่ได้เฟรนช์คิสสมใจ
การสอบเกาเข่าจ่อคอหอยเข้ามาทุกที บรรยากาศความกดดันแผ่ซ่านไปทั่วทุกมุมโรงเรียน ห้องเรียน ม.6 ยิ่งอึมครึมหนัก
นักเรียนทุกคนเดินเข้าห้องเรียนด้วยฝีเท้าเบากริบ กลัวจะรบกวนสมาธิคนอื่น คนที่อยู่ในห้องก็ทำอะไรเงียบเชียบ ต่างคนต่างเร่งสปีดอ่านหนังสือเฮือกสุดท้าย หวังว่าความรู้ที่ยัดเข้าไปตอนนี้จะไปโผล่ในข้อสอบพอดี
ในสถานการณ์เช่นนี้ เล่ออวิ้นกลับว่างงานสุดๆ ว่างจริงๆ นะ หนังสือเรียนและเอกสารทุกอย่างถูกสแกนเข้าสมองหมดแล้ว ว่างจัดจนสแกนข้อสอบไปอีกเป็นสิบชุด ตอนนี้ไม่มีอะไรให้อ่านแล้ว คนอื่นอ่านหนังสือ แล้วเธอจะทำอะไรดีล่ะ?
ด้วยความเบื่อหน่าย เธอเลยใช้หนังสือบังหน้า แอบเล่น "ดักฟัง" และ "เอกซเรย์ชาวบ้าน" ฟังเสียงห้องข้างบนข้างล่างว่ามีอะไรเม้าท์มอยกันบ้าง ส่องเพื่อนคนนั้นทีคนนี้ทีเพื่อฝึกสกิลเนตรทิพย์ เล่นไปได้สองคาบก็ไม่มีอะไรตื่นเต้น พอคาบสามได้ยินเสียงฝีเท้าเดินมา ก็รีบทำท่าตั้งใจเรียน
ครูหลัวย่องมาที่ประตูหลัง แอบดูลาดเลาเห็นนักเรียนตั้งใจเรียนกันดี บรรยากาศน่าชื่นใจ ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปคงเข้าห้องสอบกันได้อย่างราบรื่น
แกเดินอ้อมมาประตูหน้า ย่องเงียบไปหยุดข้างโต๊ะเล่ออวิ้น เรียกเบาๆ "เล่ออวิ้น ออกมาหาครูหน่อย"
หือ?
เครื่องหมายคำถามเด้งขึ้นมาในหัวเล่ออวิ้น ช่วงนี้เธอก็ทำตัวเรียบร้อยดีนี่นา ไม่ได้ตบใคร ไม่ได้ก่อเรื่อง ครูเรียกทำไมหว่า? คิดไม่ออกแต่ก็ย่องตามครูออกไป
ครูหลัวพาเดินไปตรงบันไดหนีไฟ หันมาเห็นลูกศิษย์ตัวน้อยก้มหน้าทำท่าทางสงบเสงี่ยมเจียมตัว ก็อดอมยิ้มไม่ได้ "เล่ออวิ้น วันนี้ทำไมไม่ดื้อแล้วล่ะ?"
"หนูยังไม่รู้ว่าทำผิดอะไรค่ะ ต้องรู้ข้อหาก่อนถึงจะตัดสินใจได้ว่าจะดื้อดีไหม"
ครูหลัวเกือบหลุดขำ ไม่นึกว่าลูกศิษย์ที่สอนมาสามปีจะมีมุมตลกหน้าตายแบบนี้ กะว่าจะแกล้งขู่ให้ตกใจเล่น แต่เห็นว่าใกล้สอบแล้วเดี๋ยวเด็กจะเครียด เลยรีบเข้าเรื่อง "เล่ออวิ้น พ่อเธอมาหาน่ะ รออยู่ที่ป้อมยาม ไปหาพ่อซะนะ จำไว้ว่าต้องกลับมาก่อนฟ้ามืด ครูให้ลาแค่ครึ่งวัน"
"คะ? พ่อ... พ่อมาเหรอคะ? ครูไม่ได้หลอกหนูใช่มั้ย?" เล่ออวิ้นสมองรวนไปชั่วขณะ พ่อจะมาโรงเรียนได้ไง?
"จะหลอกทำไมล่ะ รีบไปเถอะ อย่าให้พ่อรอนาน"
"เย้!" พอแน่ใจว่าครูไม่ได้อำ เล่ออวิ้นดีใจจนกระโดดตัวลอย ใส่เกียร์หมาวิ่งปรู๊ดไปทันที วิ่งไปได้หน่อยก็หันกลับมาโค้งให้ครู ตะโกน "ขอบคุณค่ะ" แล้ววิ่งต่อ
ฟังเสียงฝีเท้าตึงตังลงบันไดไป ครูหลัวยิ้มกว้างขึ้นเรื่อยๆ หวังว่าปีนี้เล่ออวิ้นจะทำผลงานได้ยอดเยี่ยมเหมือนตอนซ้อมทำข้อสอบ ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ปีนี้โรงเรียนมัธยมสามอาจจะมีเด็กสอบได้ที่หนึ่งของจังหวัดก็ได้
เล่ออวิ้นวิ่งลงจากตึกเรียน ใส่สปีดวิ่งร้อยเมตรควบตะบึงไปที่หน้าประตูโรงเรียน
ใกล้สอบเกาเข่า ความปลอดภัยของนักเรียนคือเรื่องใหญ่ โรงเรียนแทบจะปิดตาย ประตูโรงเรียนปิดสนิท ห้ามคนนอกเข้าเด็ดขาด
พ่อของเล่ออวิ้นยืนรออยู่ที่ประตูเล็กข้างประตูใหญ่ เสื้อเชิ้ตกับกางเกงสแล็คเก่าๆ แต่ซักสะอาดสะอ้าน แขนขวาหนีบไม้ค้ำยันรักแร้ มือซ้ายเกาะลูกกรงประตูเหล็ก บนหลังสะพายเป้ยีนส์ซีดๆ ชะเง้อคอพยายามมองเข้าไปข้างในอย่างร้อนรน พอเห็นลูกสาววิ่งมาไกลๆ มือที่เกาะลูกกรงก็กำแน่น แผ่นหลังที่เคยโค้งงอเพราะความลำบากยืดตรงขึ้นทันที ลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนของเขามาแล้ว
พ่อเล่ออวิ้นชื่อเล่อชิง ปีนี้อายุเพิ่งจะสี่สิบ สูงร้อยเจ็ดสิบสาม หน้าตาดีใช้ได้ สมัยหนุ่มๆ ก็เป็นคนหล่อประจำตำบล แต่ต่อมาขาขวาหัก ลงน้ำหนักไม่ได้ ต้องใช้ไม้ค้ำช่วยเดิน
แม้จะอายุแค่สี่สิบ แต่ความลำบากตรากตรำทำให้เขาดูเหมือนคนอายุห้าสิบ ผมเริ่มมีสีขาวแซม หลังที่เคยเหยียดตรงก็เริ่มค้อมลงเพราะแบกภาระหนัก
ถึงกระนั้น ใบหน้าที่ผ่านโลกมาอย่างโชกโชนก็ยังดูสงบนิ่ง ไม่เหมือนคนจนทั่วไปที่มักจะทำหน้าอมทุกข์ ดูแล้วสัมผัสได้ถึงความซื่อสัตย์และจริงใจ
ยามหน้าประตูอุตส่าห์ยกเก้าอี้มาให้นั่งรอ แต่พ่อเล่ออวิ้นใจร้อนนั่งไม่ติด พอเห็นลูกสาววิ่งเข้ามาใกล้ หลังที่งอลงเพราะกาลเวลาก็ยืดตรงขึ้น ใบหน้าฉายแววตื่นเต้นดีใจ "เล่อเล่อ เล่อเล่อ พ่ออยู่นี่ลูก!"
[จบแล้ว]