เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 20 - นายไปจับพระถังซัมจั๋งมา

บทที่ 20 - นายไปจับพระถังซัมจั๋งมา

บทที่ 20 - นายไปจับพระถังซัมจั๋งมา


การที่เจียงเข่อเข่อเป็นสาวน้อยเวทมนตร์ ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อชีวิตของเจียงซือมากนัก

หลังจากกลับจากสำนักงานควบคุมภัยพิบัติ ชีวิตประจำวันของทั้งคู่ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ไปโรงเรียนตามปกติ เสื้อผ้าอาหารการกินก็จัดการใครมัน

แต่เรื่องที่เขาไปหาเฟิงซิ่นจื่อ น่าจะรู้จากอิ๋นเหลียน

ตอนเย็นเขากินข้าวเสร็จจะออกไป เข่อเข่อก็เดินเข้าครัวไปทำข้าวตัวเอง ตอนเดินสวนกัน เธอก็พูดขึ้นมาลอยๆ ประโยคหนึ่ง

"อย่าแส่หาเรื่อง"

ความจริงก็ไม่ได้แส่หาเรื่องสักหน่อย

ไม่อยากจะอธิบาย กลับเข้าห้องแล้ว เจียงซือเริ่มสัมผัสพลังเวทในตัว

พลังเวทที่ดูดซับจากอสูรระดับ B นั้นมหาศาลและพลุ่งพล่านกว่าที่เคย แต่ก็ยังอยู่ในกรอบของระดับ 'ผลิบาน'

ความจริงในมุมมองของเจียงซือ ระดับ 'แตกหน่อ' กับ 'ต้นกล้า' ก็คือการสร้างรากฐาน

สองระดับนี้คือการเพิ่มปริมาณพลังเวทอย่างต่อเนื่อง และทำความคุ้นเคยกับการหมุนเวียนพลังเวท ขอแค่ใช้เวลาสั่งสมประสบการณ์ สาวน้อยเวทมนตร์ทุกคนก็สามารถเลื่อนจากแตกหน่อเป็นต้นกล้าได้

จะบอกว่าสาวน้อยเวทมนตร์เหมือนการถ่ายพลังก็ได้ จู่ๆ ก็ยกระดับคนธรรมดาให้มีรากฐานระดับต้น

เพียงแต่ร่างสร้างรากฐานต้องแปลงร่างถึงจะได้มา

และในช่วงสร้างรากฐาน ไม่ว่าจะแตกหน่อหรือต้นกล้า ก็เป็นแค่การดูดซับพลังเวทจากเมล็ดพันธุ์แห่งปาฏิหาริย์

จนกระทั่งก้าวเข้าสู่ 'ผลิบาน'

เจียงซือเรียกมันว่าระดับจินตานมีเพียงก้าวเข้าสู่ระดับผลิบาน สาวน้อยเวทมนตร์ถึงจะควบคุมเมล็ดพันธุ์แห่งปาฏิหาริย์ได้อย่างแท้จริง หรือกระทั่งสร้างเมล็ดพันธุ์ขึ้นมาใหม่ ทำให้มันผลิบาน

ปัญหาเดียวคือเมล็ดพันธุ์แห่งปาฏิหาริย์ไม่ได้อยู่ในตัว แต่อยู่ข้างนอก เป็นจินตานที่ดูไม่ค่อยปกติ

แต่ไม่เป็นไร เจียงซือเรียกมันว่า 'ตันนอก'

เขาจำได้ว่าในวิชาของนิยายเซียนหลายเรื่อง มีวิชามารแบบนี้อยู่ คือใช้ตันนอกฝืนก้าวเข้าสู่ระดับจินตาน

ขอแค่แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ตันนอกที่ว่าก็จะต้องกลายเป็น 'ตันใน' หรือช่วยให้เขาสร้างตันในได้สักวัน

แม้ทฤษฎีนี้ตอนเล่าให้ปิงถังฟัง สาวน้อยที่โดนเขากรอกความรู้เรื่องเซียนมาสามปี ยังรู้สึกว่ามันแถๆ ไปหน่อย

แต่เจียงซือรู้สึกว่าตัวเองเจอกฎเกณฑ์แล้ว...

หลังจินตานก็คือหยวนอิงหรือก็คือระดับ 'บานสะพรั่ง' หลังผลิบาน น่าจะต้องทำลายเมล็ดพันธุ์ให้แตกออกอย่างสมบูรณ์ กลายเป็นรูปร่างมนุษย์หรืออะไรสักอย่าง

ดังนั้นถ้าอยากทะลวงสู่ระดับบานสะพรั่ง ต้องทำให้เมล็ดพันธุ์แห่งปาฏิหาริย์เปลี่ยนรูปร่างให้ได้

ครึ่งปีมานี้เจียงซือลองมาหลายวิธี แต่ไม่ว่าจะดูดซับพลังเวทไปเท่าไหร่ ก็ยากที่จะทำให้เมล็ดพันธุ์แห่งปาฏิหาริย์เปลี่ยนรูปร่าง

อาจจะต้องการตัวช่วยจากภายนอก หรือความเข้าใจของตัวเอง

นอกจากตามหาเมล็ดพันธุ์แห่งปาฏิหาริย์แล้ว แผนการหลอมรวมพลังสาวน้อยเวทมนตร์ภายในสำนักชิงอวิ๋นก็ยังดำเนินต่อไป แต่เพราะการวิจัยคุณสมบัติพื้นฐานของพลังเวทยังไม่เพียงพอ ทำให้ความคืบหน้าล่าช้า ต้องใช้เวลา

การทะลวงระดับเร่งรีบไม่ได้ ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม

ตั้งแต่ชาติก่อนจนถึงวันนี้ สิ่งที่เจียงซือมีมากที่สุดคือความอดทน ขนาดทางตันเขายังเดินจนทะลุมาได้ นับประสาอะไรกับหนทางสู่สวรรค์ที่ชัดเจนอยู่ตรงหน้า แค่เดินเร็วเดินช้าต่างกัน จะรีบไปทำไม?

เขาจะเดินไปจนสุดทาง จนถึงจุดสูงสุดให้ได้!

ลองโคจรพลังเวทในร่างเนื้อรอบหนึ่ง แล้วสลายไปอย่างเงียบเชียบ

แต่สัมผัสได้ว่ามีพลังเวทซึมเข้าไปในเลือดเนื้อบ้าง

เก็บเล็กผสมน้อย สักวันกายเนื้อต้องบรรลุธรรม

การฝึกฝนที่เต็มไปด้วยความหวัง ผ่อนคลายและมีความสุขใกล้จะจบลง เตรียมตัวจะนอน เจียงซือก็ได้ยินเสียง "โครม" ดังมาจากข้างล่าง ตามด้วยเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดของน้องสาว

การฝึกจบลงแล้ว กำลังจะนอน เจียงซือเปิดประตูชะโงกหน้าลงไปดู

เจียงเข่อเข่อล้มอยู่บนพื้น ดัมเบลที่เขาใช้ฝึกปกติกระแทกอยู่ใต้ชั้นวางทีวีตรงข้ามเธอ

ดัมเบลไม่แพง เขาทำเอง ก้อนเหล็กสองข้างไม่เท่ากัน เพราะเครื่องออกกำลังกายในสำนักชิงอวิ๋นขนกลับบ้านลำบาก เขาเลยทำอุปกรณ์ง่ายๆ ไว้ใช้ที่บ้านแก้ขัด

บาร์เบลอันข้างล่างนี้ความจริงเจียงซือเลิกใช้ไปครึ่งปีแล้ว เพราะไม่มีผลต่อการเพิ่มพลังของเขา

ช่วงก่อนตั้งใจจะเพิ่มน้ำหนัก แต่ลุงร้านเชื่อมเหล็กบอกว่ารวมค่าเหล็กกับค่าแรงคิดร้อยหยวน

ยิ่งแก่ยิ่งหน้าเลือด

ทิ้งไว้มุมห้องรับแขกตั้งนานไม่ได้แตะ ฝุ่นจับจนเขรอะ แถมมีสนิมเกาะนิดหน่อย

ช่วงนี้อากาศชื้นด้วย

เจียงเข่อเข่อเงยหน้ามองเขาแวบหนึ่ง แล้วลุกขึ้นวิ่ง สวมรองเท้าแตะขาดๆ ที่นิ้วเท้าโผล่ออกมา วิ่งตึกตักไปที่ทีวี ยกบาร์เบลกลับไปวางที่มุมห้อง

"ทำอะไรน่ะ?"

"ออกกำลังกายหลังอาหาร"

"เธอเกลียดการออกกำลังกายที่สุดไม่ใช่เหรอ?"

"เรื่องของฉัน" เจียงเข่อเข่อนวดเอวตัวเองไปด้วย

เมื่อกี้คงเอวเคล็ด

เจียงซือหยิบกอเอี๊ยะที่พ่อแม่เคยซื้อไว้จากตู้ใต้ทีวี เป็นยาแก้ฟกช้ำดำเขียว

ความจริงซื้อไว้ให้เขา เพราะตอนนั้นฝึกหนัก พ่อแม่กลัวเขาบาดเจ็บ

แต่ความจริงเขาไม่เคยใช้เลยสักครั้ง

การควบคุมร่างกายตัวเองให้สมบูรณ์แบบ ฝึกจนถึงขีดสุดโดยไม่บาดเจ็บ

ถ้าอยากเข้าวิถีด้วยกายเนื้อ นี่เป็นวิชาสำคัญที่สุดที่ต้องเรียนรู้

เจ็บตัวทีหนึ่งต้องพักเป็นสิบวันครึ่งเดือน เสียเวลาฝึก เจียงซือที่เน้นประสิทธิภาพไม่ยอมให้เกิดเรื่องแบบนั้นเด็ดขาด

"จะเป็นสาวน้อยเวทมนตร์ ก็ต้องแข็งแกร่งขึ้นหน่อย" เจียงเข่อเข่อมองกอเอี๊ยะที่เจียงซือโยนมาแทบเท้า น้ำเสียงยังคงเย็นชา "นายไม่มีอุปกรณ์ที่คนใช้ได้เลยเหรอ?"

"ร้อยห้ากิโล มาตรฐานคนทั่วไป"

"คนทั่วไปที่นายว่ามันสัตว์ประหลาดที่ไหนยะ" เก็บกอเอี๊ยะขึ้นมา เจียงเข่อเข่อเกาะผนังเดินกระย่องกระแย่งกลับห้อง "พรุ่งนี้ฉันหาอย่างอื่นใช้เอง"

กลับเข้าห้อง รอสักพัก ได้ยินเสียงพี่ชายกลับเข้าห้องไปแล้ว

เจียงเข่อเข่อถึงเปิดประตู ย่องเบาออกมาอีกครั้ง

มองดูก้อนเหล็กสีดำหนักอึ้งนั่น ใบหน้าฉายแววดื้อรั้น "ไม่เชื่อหรอก!"

หยิบเมล็ดพันธุ์แห่งปาฏิหาริย์ออกมา กดเสียงเบาที่สุดตอนแปลงร่าง

แสงสีแดงส่องสว่างตอนแปลงร่าง ทำเอาห้องรับแขกแดงเถือก

รีบควบคุมพลังเวท กดดันพลังที่รั่วไหลให้น้อยที่สุด เงยหน้ามอง ยืนยันว่าเจียงซือไม่รู้ตัว

เธอถึงยื่นมือไปจับก้อนเหล็กนั่นอีกครั้ง

ออกแรงฮึบ ยกบาร์เบลขึ้นมา

"ก็ไม่เท่าไหร่..."

เธอตั้งใจจะพูดแบบนี้ แต่ในสภาพที่กดพลังเวทไว้ ต่อให้ใช้ร่างสาวน้อยเวทมนตร์ ยกก้อนเหล็กนี่ เธอก็รู้สึกถึงน้ำหนักที่น่าตกใจและความกินแรง

เจียงเข่อเข่อเคยเห็นเจียงซือใช้อันนี้ออกกำลังกาย ยกขึ้นยกลงสบายๆ แถมใช้มือเดียวยกได้ ยังอ่านหนังสือไปทำท่าไปได้อีก

สัตว์ประหลาดจริงๆ ใช่ไหม?

ต่อให้จู่ๆ มีคนมาบอกว่า พี่ชายสายเลือดเดียวที่เหลืออยู่ของเธอความจริงเป็นอสูรภัยพิบัติ เจียงเข่อเข่อก็ไม่สงสัยเลย

แต่ก็เป็นไปได้ว่าเธออ่อนแอเกินไป...

ในฐานะสาวน้อยเวทมนตร์ระดับแตกหน่อหน้าใหม่ ปริมาณพลังเวทและความแม่นยำในการควบคุมต่ำเตี้ยเรี่ยดิน

แยกกับอาจารย์จื่อหยวนแล้ว เธอไปทดสอบกับเงินมา ผลลัพธ์ไม่น่าดูชม

ในหมู่สาวน้อยเวทมนตร์หน้าใหม่ ถือว่าค่อนข้างอ่อน

เงินปลอบใจเธอว่า ตอนแรกความสามารถเริ่มต้นของชุ่ยเชวี่ยก็ไม่โดดเด่น แต่ก็ยังกลายเป็นสาวน้อยเวทมนตร์ระดับท็อปได้

แต่เจียงเข่อเข่อไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นคนเก่งกาจอะไรแบบนั้น

ไม่โดดเด่น ก็จะไม่โดดเด่นไปตลอด ไม่มีทางพลิกล็อก ดังระเบิดเถิดเทิงได้หรอก

แต่ว่า เธออยากเก่งขึ้น

ถ้าไม่เก่งขึ้น ก็อาจจะไม่ได้เจออาจารย์จื่อหยวนอีก และตามเธอไม่ทัน เป็น เพื่อนที่ดีต่อกันไม่ได้

พอนึกว่าจะได้เป็นเพื่อนกับอาจารย์จื่อหยวน ใจของเจียงเข่อเข่อก็ร้อนรุ่มขึ้นมาอีกครั้ง

ใช้พลังเวท ควบคุมให้ละเอียด อาศัยก้อนเหล็กสีดำนี่ เธอเริ่มฝึกฝนความสามารถของตัวเองอย่างจริงจัง

...

เช้าตรู่ เจียงซือลงมาจากห้องนอน ก็เห็นพื้นบุบ แล้วก็บาร์เบลที่เบี้ยวนิดหน่อย

เมื่อวานเขารู้แหละว่าเจียงเข่อเข่อแปลงร่างเป็นสาวน้อยเวทมนตร์ ยัยบื้อนี่คุมพลังรั่วไหลไม่เป็นเลย จะไม่ให้รู้สึได้ไง

เจียงซืออยากจะถามเป็นครั้งแรก:

ไม่หลับไม่นอนทั้งคืน จะเอาระเบิดพลังเวทมาทารุณกรรมบาร์เบลทำไม?

ต่อให้จะฝึกควบคุมพลังเวท ก็ไม่เห็นต้องมางกๆ เงิ่นๆ ทั้งคืน

เขาโดนเสียงบาร์เบลตกพื้นปลุกตั้งหลายรอบ

ตอนเจียงซือออกมา เจียงเข่อเข่อก็ออกมาจากห้อง ขอบตาดำคล้ำ มองดูพื้นเละเทะฝีมือตัวเอง หันหน้าหนี "เมื่อวานไม่ระวัง..."

ไม่ระวังทั้งคืนเลยนะ

"บ่ายนี้เธอไปหาอารอง ให้เขามาช่วยซ่อมพื้น อารองเคยติดหนี้ที่บ้านแสนหก ซ่อมพื้นไม่คิดตังค์หรอก"

"อืม"

เจียงเข่อเข่อพยักหน้า "ขอโทษ"

"คราวหน้าไปทำในสวน"

"รู้แล้ว"

เย็นชาส่วนเย็นชา ทะเลาะส่วนทะเลาะ ทำผิด เจียงเข่อเข่อก็ยอมรับผิดแต่โดยดี

ดูจากจุดนี้ อาการต่อต้านของน้องสาวถือว่าไม่รุนแรงเท่าไหร่

เขาสะพายเป้ เข้าครัวไปหยิบหมั่นโถวเหลือลูกนึง กับกับข้าวเหลือเมื่อคืนนิดหน่อย แล้วไปโรงเรียน

วันนี้วันเสาร์ เจียงเข่อเข่ออยู่ ม.ต้น ไม่ต้องไปโรงเรียน

แต่เจียงซืออยู่ ม.5 โรงเรียนมีเรียนชดเชยวันเสาร์

เจียงซือโดดเรียนเป็นประจำ แต่เรียนชดเชยวันเสาร์ไม่โดด

เพราะวันเสาร์คนน้อย มีแต่เด็ก ม.5 มาเรียน ม.6 ใกล้สอบแล้ว วันเสาร์ไม่เรียนชดเชย

เลยเจอนักเรียนที่เดินคนเดียวได้ง่าย เปิดโอกาสให้พวกนักเลงนอกโรงเรียน

โรงเรียนที่ 4 อยู่ในทำเลเปลี่ยว นักเลงพวกนี้มาเบ่งแถวนี้วันเสาร์ โรงเรียนก็จับยาก

เป็นคู่ซ้อมที่ดีที่สุดของเจียงซือ

ถึงจะอ่อนไปหน่อย แต่ก็สัมผัสได้ถึงความก้าวหน้าในการต่อสู้จริง

กระสอบทรายที่สวนกลับได้หาไม่ง่ายนะ

แถมเรียนชดเชยเช้านี้ไม่มีเลข เขาตั้งใจจะไปนั่งเรียน

ไม่ใช่ว่าเจียงซือเรียนเลขไม่รู้เรื่อง แต่เขาจำเลข ม.ปลาย ได้แม่นหมดแล้ว เรียนไปคะแนนก็ไม่เพิ่ม

แถมคะแนนรวมเลขของเขาไม่ฉุดเกรด

ดังนั้นเรียนเลขเสียเวลาเปล่า

วิชา ม.ปลาย ที่เขาลืมมากที่สุดคือภาษาจีนกับอังกฤษ ของพวกนี้ต่อให้จำได้ นานๆ ไม่ได้แตะก็ลืมหมด

เลข ฟิสิกส์ หรือเคมีเขายังพอไหว ทบทวนหน่อยก็หาความรู้สึกตอนทำโจทย์คืนมาได้

เขาไม่แม่นเรื่องตัวอักษร แต่พวกสูตรสมการนี่จำแล้วลืมยาก

ต้องรักษาคะแนนให้อยู่ในระดับพอไปวัดไปวาได้ อย่างน้อยก็ต้องติดมหาลัยชั้นนำ เพราะมหาลัยชั้นนำในเป่ยไฮ่ มีคณะวิจัยคุณสมบัติพื้นฐานของพลังเวทสาวน้อยเวทมนตร์ และวิจัยลึกมาก มีวิทยานิพนธ์และรายงานระดับสูงรองรับ

ประสิทธิภาพดีกว่ามานั่งงมเองเยอะ

มหาลัยรองๆ ไม่ได้เรื่อง มหาลัยรองๆ ในเป่ยไฮ่ ระดับทฤษฎีวิชาเอกสาวน้อยเวทมนตร์ขยะทั้งนั้น

ส่วนอาชีวะ เด็กอาชีวะในเป่ยไฮ่ไม่คู่ควรจะวิจัยสาวน้อยเวทมนตร์

ดังนั้นเป้าหมายของเจียงซือคือรักษาคะแนนรวมไว้ที่มหาลัยชั้นนำ สอบเข้ามหาลัยที่วิจัยสาวน้อยเวทมนตร์ลึกๆ ไปเรียนรู้พลังและความรู้เกี่ยวกับสาวน้อยเวทมนตร์ให้ลึกซึ้ง

ข้อมูลที่สำนักชิงอวิ๋นหามาได้ตื้นเขินเกินไป อยากรู้งานวิจัยทฤษฎีสาวน้อยเวทมนตร์ล้ำๆ ต้องสอบเข้ามหาลัยไปหาเอง เพราะงานวิจัยหลายอย่างพอจบแล้วจะโดนสำนักงานล็อกไว้ ไม่เปิดเผย

และเส้นสายของตงจวินในมหาลัยก็ค่อนข้างจำกัด

ด้านหนึ่งบ้านเธอไม่ค่อยยุ่งกับคนในมหาลัย อีกด้านคือศิษย์ในสำนักชิงอวิ๋นยังอายุไม่ถึงเกณฑ์เข้ามหาลัย ใช่แล้ว แม้แต่ซูซานที่เป็นไส้ศึกก็เป็นเด็ก ม.ปลาย แค่ตอนนี้ดรอปเรียนไปทุ่มเทกับงานสำนักงาน

เจียงซือเงยหน้ามองโรงเรียนที่ 4 ที่อยู่ไกลลิบ ใจลอยไปถึงมหาลัยแล้ว

เขากะว่าเทอมปลาย ม.5 จะลองสอบเข้ามหาลัยดู รออีกปีสำหรับเขามันนานไปหน่อย

"ไม่มีเงินเหรอ? ดูแต่งตัวดีขนาดนี้ ไม่มีเงินได้ไง อย่าเกร็งน่า ถือว่าผูกมิตร วันหลังพวกพี่เลี้ยง..."

เสียงคุ้นหูแว่วมาไม่ไกล

ความจริงยังห่างจากโรงเรียนพอสมควร พวกนักเลงไม่กล้าเข้าใกล้โรงเรียนมาก แต่ทางไปโรงเรียนมักจะมีทางเปลี่ยว ถ้ามาสาย แล้วคิดจะลักไก่เดินทางลัด

ก็จะโดนพวกนักเลงดักได้ง่ายๆ

นักเรียนโรงเรียนที่ 4 ที่โดนนักเลงสามคนล้อมไว้ เจียงซือไม่รู้จัก และไม่จำเป็นต้องรู้จัก

เขาเดินตรงเข้าไปหานักเลงสามคนนั้น

"ไอ้เป๋"

ไอ้เป๋คือลูกพี่ของสามคนนั้น ขาเป๋ข้างหนึ่ง

โดนเจียงซือเตะหัก ยังไม่หายดี

หน้าตอบ แก้มตอบเหมือนลิง แต่ความโหดเหี้ยมระหว่างคิ้ว ใครเห็นก็กลัว

ไอ้หมอนี่เคยเข้าสถานพินิจ เคยฟันคน ฟันแขนขาดไปข้างหนึ่ง

นี่คือสาเหตุที่มันดังในวงการ โหด

ความจริงแถวโรงเรียนที่ 4 เดิมทีอิทธิพลมันใหญ่ที่สุด ถิ่นก็ใหญ่ มีลูกน้องเดินตามเป็นสิบทุกวัน

ในรุ่นเดียวกัน ถือเป็นตัวน่ากลัว

ได้ยินคนเรียกไอ้เป๋ หันกลับมา ความโหดเหี้ยมบนหน้าแทบปิดไม่มิด "อยากตายเหรอวะ!"

แต่พอหันมาเห็นเจียงซือ ก็ชะงักกึก

ความโหดเหี้ยมในตาหายวับ กลายเป็นใสซื่อบริสุทธิ์

ลูกน้องอีกสองคนข้างๆ รีบปล่อยนักเรียนโรงเรียนที่ 4 คนนั้น นักเรียนคนนั้นวิ่งแน่บไปโรงเรียน แต่ไม่มีใครสน

ต่างพากันก้มหัวปะหลกๆ ส่งยิ้มให้เจียงซือ ยื่นบุหรี่ให้ด้วย "พี่เจียง วันนี้พี่เจียงว่างมาโรงเรียนเหรอครับ?"

"เรียนชดเชย"

เจียงซือมองไอ้เป๋ "มา"

ในบรรดานักเลงทั้งหมด ไอ้เป๋ใจถึงสุด

โดนเขาอัดไปไม่รู้กี่รอบ ยังไม่ยอมแพ้ ยังกล้าสู้

ดังนั้นเจียงซือเจอหน้ามันทีไร ประโยคแรกคือคำนี้

"มาสู้กัน"

ไอ้เป๋ถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยสัญชาตญาณ ลูกกระเดือกขยับ

สู้กับเจียงซือมาสามรอบ

แต่ละรอบโดนอัดยับเยิน หมดสภาพ

จากลูกน้องเป็นสิบ โดนอัดจนเหลือแค่สองคนที่ยังยอมตามมัน

มันหันไปมองลูกน้องสองคนสุดท้าย ก้มหน้าเงียบกริบ "ไม่สู้แล้ว"

เพียะ เพียะ เพียะ!

เสียงตบหน้าดังสนั่นสามที หน้าสามคนมีรอยนิ้วมือแดงเถือก

เจียงซือตบเรียงตัวคนละที แล้วปัดมือ "เอ้า งั้นก็คนละที โรงเรียนที่ 4 ถิ่นฉัน เด็กโรงเรียนที่ 4 ฉันคุม คราวหน้ามาซ่าอีก"

เขากดเสียงต่ำ "ตีตายนะ"

กับนักเลงพวกนี้ มีแต่ขู่ตรงๆ แบบนี้ถึงจะได้ผล

แน่นอนถ้าไม่ต้องรับผิดชอบ ตีให้ตายจริงๆ สักคนจะได้ผลกว่า

เรื่องนี้ไม่ใช่รสนิยมส่วนตัวของเจียงซือ เห็นเรื่องไม่ยุติธรรมแล้วทนไม่ได้อะไรเทือกนั้น

แต่เป็นข้อตกลงกับ ผอ.

ขอแค่กันพวกนักเลงไม่ให้มายุ่งกับเด็กโรงเรียนที่ 4 ตอนไปกลับโรงเรียน โรงเรียนจะผ่อนผันเรื่องเขาโดดเรียนให้

สุดท้ายเพราะไปแหยมเจียงซือ โดนอัดร้องพ่อจ๋าแม่จ๋า นิ้วขาดไปนิ้วหนึ่ง ผอ. ถึงได้ระบายแค้น สมใจอยาก

ผอ. เลยตกลงกับเจียงซือ ขอแค่เจียงซืออัดนักเลงแถวนี้จนไม่กล้ายุ่งกับเด็กโรงเรียนที่ 4 เขาจะโดดเรียนยังไงก็ตามใจ

แค่ข้อตกลงนี้ในโรงเรียนไม่ค่อยมีคนรู้ ครูประจำชั้นของเจียงซือไปหา ผอ. ขอให้ไล่เจียงซือออกตั้งหลายรอบ ผอ. ก็บ่ายเบี่ยงบอกว่าจะอบรมสั่งสอนเด็กทุกคนให้ดี...

คำขู่เดียว ลูกน้องสองคนหน้าซีดเผือก ยิ้มแหยๆ "ไม่กล้าครับ ไม่กล้า"

ไอ้เป๋หน้าเขียว เดี๋ยวแดงเดี๋ยวขาว ลูบหน้าที่โดนตบจนร้อนผ่าว

แรงตบมหาศาลทำเอาหัวมันมึน เหมือนโดนแผ่นเหล็กร้อนนาบหน้า

แสบยิบๆ

พอเจียงซือไปแล้ว ลูกน้องสองคนสุดท้ายก็พูดอย่างรู้สึกผิด "ขอโทษครับลูกพี่ ที่บ้านมีธุระ ผมไปก่อนนะ"

"พ่อกับแม่ผมตีผมยับเลยคราวที่แล้ว บอกให้เลิกเป็นนักเลง หางานให้ทำแล้ว วันหลังคงมาอยู่เป็นเพื่อนลูกพี่ไม่ได้แล้วครับ"

หาข้ออ้างต่างๆ นานา ไม่รอให้มันตอบ ก็เดินหนีไปดื้อๆ

ไอ้เป๋ยืนนิ่งอยู่นาน ขอบตาแดง เดินเข้าไปในซอยลึก หยิบก้อนอิฐข้างทางทุ่มใส่กำแพงเต็มแรง!

แล้วเตะซ้ำอีกหลายทีอย่างบ้าคลั่ง

"น่าสมเพชจังนะ"

จู่ๆ เสียงผู้หญิงแหบพร่าก็ดังขึ้นข้างๆ ทำเอาไอ้เป๋สะดุ้ง หญิงชราสวมชุดคลุมดำเดินออกมาจากกำแพงในซอย...

จากกำแพง?

ไอ้เป๋ขยี้ตา พบว่าเดินออกมาจากกำแพงจริงๆ

"คนธรรมดาเจอสัตว์ประหลาดที่ยืมพลังสาวน้อยเวทมนตร์แบบนั้น ย่อมไม่มีทางสู้ได้อยู่แล้ว ไม่ใช่แกอ่อนแอ ไม่ใช่แกไม่พยายาม แต่จุดเริ่มต้นของแกกับมันต่างกัน ไม่ยุติธรรมเลยใช่ไหม?"

ไอ้เป๋จ้องมอง สายตาเหม่อลอยเป็นพักๆ แล้วพยักหน้า "ไม่ยุติธรรม..."

หญิงชราหยิบเมล็ดพันธุ์ออกมาจากอกเสื้อ

เมล็ดพันธุ์สีดำสนิท เต็มไปด้วยความเศร้าโศกและความไม่ยินยอม แผ่กลิ่นอายอัปมงคล

"ขอแค่แกได้พลัง ได้พลังที่เอาชนะมันได้ แกก็จะทวงคืนทุกอย่างที่เสียไปได้ กระทั่งเหยียบมันไว้ใต้เท้า ล้างอายที่ผ่านมาได้ทั้งหมด สิ่งแลกเปลี่ยนก็แค่ความเจ็บปวดนิดหน่อย แก... อยากได้ไหม?"

ไอ้เป๋ลังเลชั่วขณะ แล้วใบหน้าของเจียงซือก็ลอยขึ้นมาในหัว แววตาของมันพลันบ้าคลั่ง "อยากได้ อยากได้! อยากได้!!"

"เอาไปสิ"

แม่มดมองดูเมล็ดพันธุ์ฝังลงไปที่หน้าผากอีกฝ่ายแล้วเริ่มงอกเงย แสยะยิ้ม "ของกึ่งสำเร็จรูป ก็พอใช้ได้ ไปจับตัวเจียงซือมาให้ฉัน"

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 20 - นายไปจับพระถังซัมจั๋งมา

คัดลอกลิงก์แล้ว