- หน้าแรก
- ข้ามมิติเซียนมาเลี้ยงอสูร
- บทที่ 3 - รวบรวมปราณระดับสาม
บทที่ 3 - รวบรวมปราณระดับสาม
บทที่ 3 - รวบรวมปราณระดับสาม
บทที่ 3 - รวบรวมปราณระดับสาม
◉◉◉◉◉
กลับถึงเรือนไม้ ปิดประตูให้แน่นหนา
ตอนนี้ชีวินไม่มีอารมณ์จะไปสนใจท่าทีของคนอื่น เขานั่งลงบนเตียงอย่างร้อนใจ เปิดหน้าต่างสถานะตัวละครขึ้นมา จ้องมองไปที่ช่องเคล็ดวิชา
"เคล็ดวิชาอายุวัฒนะจากขั้นเริ่มต้นทะลวงสู่ขั้นชำนาญขาดอีกแค่ 111 แต้ม แต่ข้ามีแก่นพลัง 135 แต้ม คืนนี้ก็ทะลวงขั้นได้แล้ว"
เคล็ดวิชาคือพื้นฐานของการฝึกตน เจ้าของร่างเดิมก็เพราะความเข้าใจในเคล็ดวิชาอายุวัฒนะไม่เพียงพอ จึงติดอยู่ที่รวบรวมปราณระดับสอง โชคไม่ดีนิดหน่อยเลยทะลวงขั้นสามไม่สำเร็จ
แต่ตอนนี้ชีวินสามารถเพิ่มแต้มให้เคล็ดวิชาได้แล้ว พัฒนาได้อย่างรวดเร็ว
ไม่รอช้า เขารวบรวมสมาธิไปที่เคล็ดวิชาอายุวัฒนะทันที ความคืบหน้า 890 พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจนเต็ม 1000 แล้วเพิ่มไปอีก 1 แต้ม
ทะลวงขั้น
ในชั่วพริบตาที่ทะลวงขั้น สมองของเขาราวกับมีแรงบันดาลใจระเบิดออกมา บรรลุแจ้งในบัดดล เนื้อหาบางส่วนที่เคยไม่เข้าใจมาก่อนก็กระจ่างแจ้งในทันที
"เป็นอย่างนี้นี่เอง"
"อย่างมากสามวัน แค่สามวันข้าก็จะสามารถนำปราณเข้าสู่ร่างทะลวงขั้นรวบรวมปราณระดับสามได้อีกครั้ง"
ชีวินมองดูหน้าต่างสถานะตัวละครด้วยความตื่นเต้น ตอนนี้ข้อมูลเคล็ดวิชาด้านบนเปลี่ยนไปแล้ว
【เคล็ดวิชา】 เคล็ดวิชาอายุวัฒนะ ขั้นชำนาญ (1/10000)
"ขั้นเริ่มต้น 1000 แต้ม ขั้นชำนาญต้องใช้ 10000 แต้มเลยเหรอ"
"คำนวณจากแก่นพลังวันละ 135 แต้ม ข้าต้องใช้เวลาอย่างน้อย 74 วัน นานเกินไปแล้ว"
ชีวินเห็นความคืบหน้าหนึ่งหมื่นแต้มแล้วรู้สึกปวดฟัน
74 วันยังว่าช้า ถ้าหากให้คนที่ฝึกฝนมาสิบกว่าปียังไม่ถึงขั้นชำนาญรู้เข้า คงจะแค้นจนอยากจะฆ่าเขาให้ตายแล้วบดกระดูกเป็นผงแน่
ต้องรู้ว่าเคล็ดวิชาฝึกตนนั้นต้องใช้เวลาหลายปี หลายสิบปีในการศึกษา คนจำนวนมากฝึกฝนจนถึงขั้นชำนาญก็จะหยุดอยู่กับที่ มีเพียงคนที่มีญาณทิพย์สูงเท่านั้นจึงจะสามารถก้าวต่อไปได้
ส่วนเคล็ดวิชาที่ลึกซึ้งกว่านั้น มักจะต้องให้ผู้ฝึกตนใช้เวลาทั้งชีวิตในการศึกษา
หากสามารถทะลวงขั้นได้ง่ายๆ ขั้นสร้างฐานขั้นแก่นทองคงจะเกลื่อนกลาดไปทั่วแล้ว
"รอทะลวงถึงขั้นรวบรวมปราณระดับสามก่อนค่อยว่ากัน ช่วงนี้ก็เก็บแก่นพลังไว้ก่อน"
ชีวินคิดอยู่ครู่หนึ่ง ตัดสินใจว่าจะไม่เพิ่มแต้มให้เคล็ดวิชาอายุวัฒนะอีก เคล็ดวิชาอายุวัฒนะเป็นเคล็ดวิชาที่พบเห็นได้ทั่วไปในโลกของผู้ฝึกตน ย่อมไม่ดีเท่าเคล็ดวิชาของสำนักหมื่นลักษณ์แน่นอน
หลังจากได้เคล็ดวิชาใหม่ในขั้นรวบรวมปราณระดับสามแล้ว เขาก็ตั้งใจจะเปลี่ยนไปฝึกเคล็ดวิชานั้น เพื่อที่หนทางในอนาคตจะได้ไปได้ไกลกว่านี้
จริงๆ แล้วคืนนี้เขาก็สามารถลองทะลวงขั้นได้ แต่ในมือค่อนข้างฝืดเคือง เหรียญปราณไม่มาก ไม่มีพลังปราณเพียงพอให้ดูดซับ มีบทเรียนจากเจ้าของร่างเดิมอยู่ เขาต้องมั่นใจว่าปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์
ผ่านไปหนึ่งคืน วันรุ่งขึ้นเขาก็ถูกกาญจน์เรียกไปเลี้ยงไก่อีก
สามวันผ่านไปในพริบตา
สามวันนี้กาญจน์ให้เขาไปทางตะวันออก เขาก็ไม่ไปทางตะวันตกเด็ดขาด
ท่าทีที่เชื่อฟังนั้นทำให้ความเป็นศัตรูของกาญจน์ที่มีต่อเขาลดลงไปบ้าง ทุกวันจะพูดจาแดกดันเขาก็ไม่เคยโต้ตอบ ไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้สั่งสอนตัวเอง
"จำนวนแก่นพลังถึง 429 แต้มแล้ว เหรียญปราณก็เตรียมพร้อมแล้ว"
หลังจากชีวินทำงานเสร็จ กลับมาที่เรือนไม้ เขาก็หยิบเหรียญปราณออกมาสิบห้าเหรียญ
ในจำนวนนี้มีสามเหรียญที่กาญจน์ให้มา ที่เหลือเป็นส่วนที่เหลือจากการใช้ศิลาปราณชั้นเลิศหนึ่งก้อนที่เขาพกมาจากตระกูล
เขานั่งนิ่งอยู่บนเตียง ปรับลมหายใจจนสงบแล้วจึงกำเหรียญปราณไว้ในฝ่ามือเริ่มดูดซับ
โคจรเคล็ดวิชาอายุวัฒนะ ดูดซับพลังปราณ เหรียญปราณทีละเหรียญกลายเป็นเถ้าถ่านสลายไป
"โคจรพลังรอบเล็กในจุดตันเถียน"
"พลังปราณจงขึ้น ทะลวง"
พร้อมกับที่ชีวินตัวสั่นสะท้าน พลังปราณในร่างก็ทะลวงผ่านด่านไปได้
ในจุดตันเถียน พลังปราณเพิ่มมากขึ้น รวบรวมปราณระดับสาม
"ก่อนหน้านี้ใช้คาถาร่ายฝนได้สามครั้ง ตอนนี้น่าจะใช้ได้ห้าครั้ง"
ชีวินลืมตาขึ้น ปลายนิ้วปรากฏพลังปราณขึ้นมาเล็กน้อย ในใจก็คาดคะเน
แต่เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องรอง สิ่งสำคัญคือเขาสามารถฝึกฝนเคล็ดวิชาของสำนักหมื่นลักษณ์ได้แล้ว
เหตุผลที่ผู้ฝึกตนอิสระทั่วไปอ่อนแอกว่าศิษย์ในสำนัก ก็เพราะเคล็ดวิชาของพวกเขาด้อยกว่าศิษย์ในสำนัก ความแตกต่างก็เหมือนกับคนหนึ่งสามารถเรียกฝนเรียกวายุได้ แต่อีกคนกลับสามารถย้ายภูเขาถมทะเลได้
จะเห็นได้ว่าเคล็ดวิชามีความสำคัญเพียงใด
"รวบรวมปราณระดับสามแล้วเหรอ"
กาญจน์เห็นชีวินก็ขมวดคิ้ว กำลังจะเอ่ยปากด่าทอ
แต่ชีวินกลับพูดขึ้นก่อน พร้อมกับคารวะ "ต้องขอบคุณบารมีของศิษย์พี่กาญจน์ ข้าจึงทะลวงถึงขั้นรวบรวมปราณระดับสามได้อย่างหวุดหวิด"
กาญจน์อ้าปากค้าง เค้นคำพูดออกมาได้ประโยคหนึ่ง ข่มขู่ว่า "อย่าคิดว่าทะลวงขั้นได้แล้วจะเก่งกาจอะไรนักหนา ว่ากันตามระดับพลังข้ายังสูงกว่าเจ้าอยู่ขั้นหนึ่ง พรุ่งนี้ก็มาเลี้ยงไก่ต่อ ไม่อย่างนั้นจะหาว่าข้าไม่เตือน"
ชีวินฝืนยิ้มประจบประแจงจนตัวเองยังรู้สึกขยะแขยง พูดว่า "การได้ช่วยศิษย์พี่กาญจน์ถือเป็นเกียรติของข้า ข้าจะตั้งใจเลี้ยงไก่อย่างแน่นอน"
"อืม นี่เหรียญปราณของวันนี้ เลี้ยงเสร็จก็ไสหัวไปได้แล้ว"
กาญจน์โดนประจบเข้าไปก็รู้สึกสบายใจ โยนเหรียญปราณให้เหรียญหนึ่งแล้วก็เดินจากไป ส่วนเรื่องที่ชีวินจะแกล้งทำเป็นเชื่อฟังแต่ลับหลังไม่ทำตาม ไม่เลี้ยงไก่จนเสร็จแล้วหนีไปก่อนนั้น เขาคิดว่าชีวินคงไม่กล้า
หลังจากมองส่งอีกฝ่ายจากไปแล้ว ชีวินก็เงยหน้าขึ้น เผยรอยยิ้มเย็นชา
"ข้าจะทนเจ้าอีกสักพัก"
พูดจบ เขาก็ถือชามเล็กๆ ไปเลี้ยงไก่
หลังจากเก็บเกี่ยวแก่นพลังได้ 135 แต้มสำเร็จ ชีวินก็ไม่ได้ไปดูแลแปลงนาทิพย์ แต่กลับมุ่งหน้าไปยังหอการค้าของยอดเขาชั้นนอก
วันที่ทะลวงถึงขั้นรวบรวมปราณระดับสามและไปรับเคล็ดวิชานั้น เป็นวันหยุดที่หาได้ยากของพวกศิษย์รับใช้
ชีวินมาถึงหอการค้า พบกับศิษย์ชั้นนอกที่นั่งลงทะเบียนอยู่ที่เคาน์เตอร์ แล้วเอ่ยปากว่า "สวัสดีศิษย์พี่ ข้ามีระดับพลังถึงขั้นรวบรวมปราณระดับสามแล้ว มารับเคล็ดวิชาของสำนัก"
ศิษย์ชั้นนอกคนนั้นลุกขึ้นมองเขา หลังจากยืนยันระดับพลังแล้วก็พูดว่า "เจ้าตามข้ามา"
พวกเขาเดินไปยังห้องที่เต็มไปด้วยหนังสือและเอกสาร พบกับผู้คุมชุดสีน้ำเงินคนหนึ่ง
"ผู้คุมหวัง ศิษย์รับใช้ผู้นี้มีพลังถึงขั้นรวบรวมปราณระดับสามแล้ว มารับเคล็ดวิชาของสำนัก"
หวังซิงเซิงมองชีวินแวบหนึ่ง แล้วหยิบหนังสือเล่มเล็กๆ ออกมาหลายเล่ม แนะนำว่า
"สำนักหมื่นลักษณ์มียอดเขาสืบทอดห้ายอด ยอดแรกคือยอดเขากระบี่เหิน เป็นสถานที่สืบทอดของผู้ฝึกตนสายกระบี่ เจ้าแห่งศาสตราทั้งปวง มีวิชากระบี่สามภพ วิชากระบี่ห้าธาตุ วิชากระบี่ไผ่เขียว และวิชากระบี่อื่นๆ อีกมากมาย"
"ยอดที่สองคือยอดเขาดาบราชันย์ เป็นสถานที่สืบทอดของผู้ฝึกตนสายดาบ เคล็ดวิชาทรงพลังอำนาจ พลังทำลายล้างน่าตกตะลึง"
"ยอดที่สามคือยอดเขาหม้อหยก เป็นสถานที่สืบทอดของผู้ฝึกตนสายศาสตรา เชี่ยวชาญด้านการป้องกัน สามารถรับมือศัตรูร้อยคนได้ด้วยตัวคนเดียว"
"ยอดที่สี่คือยอดเขาวิชาอาคม เป็นสถานที่สืบทอดของผู้ฝึกตนสายเวทมนตร์ วิชาอาคมห้าธาตุมีครบทุกอย่าง การควบคุมศาสตราเวทไม่ด้อยไปกว่าใคร"
"ยอดที่ห้าคือยอดเขาสัตว์อสูร เป็นสถานที่สืบทอดของผู้ฝึกตนสายอสูร และยังเป็นต้นกำเนิดของสำนักหมื่นลักษณ์ของเราด้วย แต่ช่วงไม่กี่ปีมานี้ตกต่ำลงไปมาก"
"เจ้าจะเลือกเคล็ดวิชาของยอดเขาสืบทอดแห่งใด"
การเลือกสำคัญมาก บางคนเลือกผิดแล้วก็ไม่มีทางได้เสียใจ
ส่วนบางคนเลือกถูก ก็อาจจะทำให้หนทางแห่งการบำเพ็ญราบรื่น
เมื่อคืนชีวินคิดอย่างละเอียดแล้ว ในใจก็มีคำตอบอยู่แล้ว เขาเอ่ยปากว่า "ผู้น้อยเลือกยอดเขาสัตว์อสูร"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หวังซิงเซิงและศิษย์ชั้นนอกคนนั้นก็ประหลาดใจเล็กน้อย
อยู่ที่นี่มานาน พวกเขารู้ดีว่าพวกศิษย์รับใช้จะเลือกอะไร โดยพื้นฐานแล้วจะเลือกยอดเขากระบี่เหิน ถึงแม้ว่ายอดเขากระบี่เหินจะเป็นยอดเขาที่มีคนมากที่สุดในห้ายอดเขา การแข่งขันดุเดือดที่สุด พวกเขาก็ไม่หวาดหวั่น
เพียงเพราะไม่มีใครไม่ใฝ่ฝันถึงความสง่างามของผู้ฝึกตนสายกระบี่ที่สามารถฟันกระบี่เดียวเปิดประตูสวรรค์ได้
แต่ศิษย์รับใช้ตรงหน้า กลับเลือกยอดเขาสัตว์อสูรที่ไม่มีใครสนใจมานานแล้ว นี่ทำให้พวกเขาทั้งสองคนประหลาดใจ
แต่การตัดสินใจอยู่ในมือของชีวิน พวกเขาก็จะไม่เข้าไปยุ่ง
"เคล็ดวิชาอสูรเล่มต้นหนึ่งเล่ม เคล็ดวิชาหลอมจิตเล่มต้นหนึ่งเล่ม ข้อควรระวังสำหรับผู้ฝึกตนสายอสูรหนึ่งเล่ม"
"เอาไปเถอะ หลังจากเปิดทิวทัศน์ภายในได้แล้วค่อยมาที่นี่อีกครั้ง ข้าเฒ่าจะพาเจ้าไปที่ยอดเขาสัตว์อสูรเพื่อเลือกสัตว์อสูรเริ่มต้น"
ชีวินรับของมาแล้วก็กล่าวลาด้วยรอยยิ้มเต็มหน้า