เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 80 - สังหารหมู่ พญายมเดินดิน

บทที่ 80 - สังหารหมู่ พญายมเดินดิน

บทที่ 80 - สังหารหมู่ พญายมเดินดิน


บทที่ 80 - สังหารหมู่ พญายมเดินดิน

"เรื่องครั้งนี้แม้จะจบลงแล้ว แต่หงจิ่วเซี่ยงเสียหน้าครั้งใหญ่ ย่อมไม่ยอมจบง่ายๆ แน่ พวกเราต้องเพิ่มความระมัดระวัง" ในบ้านพักใต้หอสะกดมาร หลี่เต้าเสวียนกำลังสนทนากับหวังซินหลง

หวังซินหลงตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ

จู่ๆ เขาก็ได้ยินเสียงดังสนั่น เงยหน้าขึ้นมอง เห็นควันดำพวยพุ่งออกมาจากหอสะกดมารบนลานกว้าง

"เกิดอะไรขึ้น!?" คิ้วของหวังซินหลงกระตุกอย่างแรง "ชีพจรธรณีผันผวนหรือ แต่ต่อให้ผันผวนก็ไม่น่าจะเกิดสภาพนี้ได้นี่นา"

"น่าจะเป็นเพราะปีศาจและภูตผีจำนวนมากหลุดจากผนึก" หลี่เต้าเสวียนเงยหน้ามองเช่นกัน แต่น้ำเสียงสงบกว่ามาก

"เพิ่งจะเป็นเจ้าหอได้ไม่นาน ก็เกิดเรื่องใหญ่ขนาดนี้เลยหรือ"

หวังซินหลงกังวล "พวกเราไปช่วยไหม ปีศาจเยอะขนาดนั้น รับมือยากนะ"

"วางใจเถอะ" หลี่เต้าเสวียนยิ้ม ละสายตาจากหอสะกดมาร พูดอย่างใจเย็นว่า "เขาแก้ปัญหาพวกนี้ได้"

"ที่เราควรห่วงไม่ใช่เขา แต่เป็นพวกปีศาจในหอสะกดมารต่างหาก... ปล่อยเขาไปเถอะ"

"งั้นหรือ" หวังซินหลงทบทวนประโยคนี้อย่างละเอียด ยากจะปิดบังความตกตะลึง

...

...

...

หอสะกดมาร ชั้นที่ห้า

หลี่สวินฮ่าวกำลังใช้ขลุ่ยไม้ไผ่เขี่ยตะขาบสองตัวในกล่อง

ตะขาบสองตัวนี้ แต่ละตัวใหญ่เท่าแขนผู้ใหญ่ ยาวกว่าหนึ่งเมตร บนกระดองหลังมีรูพิษยั้วเยี้ย

คนทั่วไปเห็นภาพนี้ คงตกใจจนพูดไม่ออก

แต่หลี่สวินฮ่าวกลับมีสีหน้าดีใจ

"อีกนิดเดียว ก็จะเพาะพันธุ์พิษร้ายที่สยบปีศาจระดับดุร้ายได้สมบูรณ์แล้ว" หลี่สวินฮ่าวหัวเราะเสียงฟู่ๆ "เร็วๆ นี้แหละ อีกไม่นาน"

เขาล้วงหญ้าพิษสีน้ำเงินม่วงสองต้นออกมาจากอกเสื้อ ฉีกแล้วใส่ลงไปในกล่องตรงหน้า

แต่ตะขาบสองตัวนั้นกลับทำเหมือนมองไม่เห็น

ส่งเสียงขู่ฟ่อ

แล้วสะบัดขาที่มีหนาม ส่ายหัวส่ายหางปีนออกจากกล่อง มุดเข้าไปในรอยแตกมุมกำแพง

เห็นภาพที่ผิดปกติอย่างยิ่งนี้

หลี่สวินฮ่าวชะงัก เงยหน้าขึ้น แล้วก็สัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนรุนแรงที่ส่งผ่านมา

"แย่แล้ว!" เขาหน้าถอดสี "ความเคลื่อนไหวนี้ มันคือปีศาจจำนวนมากหลุดจากผนึกชัดๆ แถมยังเป็นชั้นเจ็ดด้วย"

"บัดซบ!"

หลี่สวินฮ่าวทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะ

เขากำหมัดแน่น ลุกขึ้นยืน มองไปรอบๆ สุดท้ายสายตาไปหยุดที่จ้าวซงอู๋ซึ่งอยู่ไม่ไกล

เขารู้สึกว่าสถานการณ์ตอนนี้กลืนไม่เข้าคายไม่ออก หากบุ่มบ่ามขึ้นไปชั้นเจ็ด พลาดนิดเดียวอาจไม่เหลือแม้แต่ซาก

แต่ถ้าทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น

เกิดเรื่องร้ายแรงขนาดนี้ จะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นได้ยังไงกัน!

ขณะที่หลี่สวินฮ่าวกำลังขมวดคิ้วลังเล ดวงตาที่สามกลางหน้าผากจ้าวซงอู๋ก็ส่องแสงสีแดงจางๆ

เขาเอื้อมมือไปหยิบกระบองเหล็กเหลี่ยมขนาดใหญ่และหนักอึ้งมาจากชั้นวางอาวุธข้างๆ ถือไว้ในมือ กล้ามเนื้อเกร็งแน่น เดินตรงไปที่ชั้นเจ็ดโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย

"แม่งเอ๊ย ซวยจริง!"

หลี่สวินฮ่าวกระทืบเท้า ตะโกนลั่น "ท่านผู้เฒ่าจ้าว รอข้าด้วย"

เขาวิ่งเหยาะๆ ตามไป จ้าวซงอู๋แม้จะอารมณ์ร้ายไปหน่อย แต่เวลามีเรื่องก็ลุยจริง อยู่กับเขาแล้วรู้สึกปลอดภัย

แต่เจ้าหอคนใหม่นั่น

ดูท่าทางก็สุขุมรอบคอบดี ทำไมถึงก่อเรื่องใหญ่โตขนาดนี้ได้นะ

หลี่สวินฮ่าวคิดไม่ตก เอาเถอะ ที่นี่อยู่ไม่ไกลจากชั้นเจ็ด นี่เป็นเหตุผลที่จัดให้ที่พักผู้อาวุโสอยู่ที่ชั้นห้า ก็เพื่อความสะดวกในการจัดการเวลาเกิดเหตุฉุกเฉิน พอถึงชั้นเจ็ด คำตอบทุกอย่างก็จะเฉลยเอง

...

...

...

ชั้นที่เจ็ด

ปีศาจจำนวนมากหลุดออกมา กลิ่นอายปีศาจก่อตัวเป็นควันดำลุกโชน ภาพเหล่าปีศาจเต้นเร่าชวนสยดสยอง

แม่นางไป๋หันกลับมา ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ และความน้อยใจเล็กน้อย

กระบี่แวววาวในมือชี้ไปที่ซูเหิง

"ท่านทำอะไรลงไป" ซูเหิงเอ่ยถาม

"ทำไมท่านถึงปล่อยปีศาจออกมาหมดเลย" แม่นางไป๋ถาม "ไม่ระวัง หรือตั้งใจ"

...ตั้งใจแบบไม่ระวัง

ซูเหิงคิด

โบราณว่าขุนนางใหม่ไฟแรง

ในเมื่อหลี่เต้าเสวียนกำชับเขาไว้เป็นพิเศษแล้วว่า ขอแค่ไม่ให้ปีศาจในหอสะกดมารหนีออกไป ก็เชิญเขาป่วนข้างในได้ตามสบาย

งั้นซูเหิงก็ไม่เกรงใจแล้ว

อาหารพวกนี้บังอาจมาทำกำเริบเสิบสาน พูดจาสามหาวต่อหน้าเขา

ซูเหิงไม่คิดจะโอ๋พวกมันเลยสักนิด ปีศาจชั้นเจ็ดเยอะเกินไปจริงๆ สมควรแก่เวลาที่จะต้องล้างบางกันสักรอบแล้ว

ซูเหิงยื่นมือไปคีบคอเสื้อแม่นางไป๋

หิ้วนางขึ้นมาด้วยมือเดียวเหมือนหิ้วตุ๊กตา แล้ววางไว้ข้างหลัง

ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ปลด "ภูตผีร่ำไห้" ที่สะพายอยู่ด้านหลังออกมา ซูเหิงถือดาบยักษ์รูปร่างประหลาดนี้กลับหัว

ร่างกายของเขาขยายใหญ่ขึ้น ดวงตาทอประกายสีแดงจางๆ

ข้างหลัง

แม่นางไป๋มองแผ่นหลังของซูเหิง

แผ่นหลังที่กว้างขวางกำยำนั้น เหมือนกำแพงสูงใหญ่ กั้นนางออกจากเหล่าปีศาจในทันที กลิ่นอายบ้าคลั่งเย็นยะเยือกเหล่านั้นก็หายไป

"หรือว่าเขาคนเดียว จะจัดการปีศาจทั้งชั้นเจ็ดได้จริงๆ?" แม่นางไป๋รู้สึกว่าความคิดตัวเอง ช่างเพ้อฝันเกินไปหน่อยแล้ว

และตรงหน้าซูเหิง พวกปีศาจก็พบว่าซูเหิงยืนขวางทางออกพอดี

อยากจะออกไป ต้องล้มเขาให้ได้ก่อน

"ฆ่ามัน!" ปีศาจพันผ้าพันแผลกรีดร้อง "ฆ่ามันได้ เราก็ออกไปจากหอสะกดมารได้แล้ว"

พูดจบ มันก็พุ่งเข้าใส่ซูเหิงเป็นตัวแรก

"ซี้ด..."

ซูเหิงสูดหายใจเข้าลึก หน้าอกขยาย

เส้นเลือดในดวงตาแตกกระจาย ความตื่นเต้นค่อยๆ ไต่ระดับขึ้น

ภูตผีร่ำไห้กวาดออกไปในแนวขวาง เสียงหวีดหวิว ทิ้งรอยโค้งสีเลือด ผ่าร่างปีศาจผ้าพันแผลออกเป็นสองท่อน

เลือดไหลออกมาไม่มาก

ใต้ผ้าพันแผล เส้นเลือดจำนวนนับไม่ถ้วนงอกออกมา เชื่อมร่างกายสองท่อนให้สมานกันอย่างรวดเร็ว

"เปล่าประโยชน์!" ปีศาจผ้าพันแผลกรีดร้อง "ข้าเป็นอมตะ เจ้าฆ่าข้าไม่ได้หรอก"

มันหัวเราะ กึก กึก กึก อ้าปากกว้าง เผยฟันแหลมคมสีเหลืองเหมือนฉลาม พุ่งเข้ามากัดคอหอยซูเหิงราวกับสัตว์ป่า

"ฆ่าไม่ได้!?"

ซูเหิงกางนิ้วทั้งห้า บีบอากาศจนระเบิด คว้าหัวของมันไว้ในมือ

"ก็แค่มีเกราะป้องกันปีศาจตกค้างอยู่นิดหน่อย คิดว่าตัวเองไร้เทียมทานจริงๆ เรอะ" ซูเหิงแค่นหัวเราะเย็นชา ทุ่มมันใส่กำแพงด้านซ้าย

ตู้ม

กำแพงสั่นสะเทือนอย่างแรง

หลุมยักษ์ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางกว่าสองเมตร ปรากฏขึ้นข้างตัวซูเหิง

กลางหลุม หัวของปีศาจระเบิดเละเหมือนแตงโมเน่า เลือดและมันสมองกระเด็นไปทั่ว

ร่างกายที่แหลกเหลวของมันยังพยายามดิ้นรนจะสมานตัว

แต่พลังเหมันต์มหาศาลทะลักเข้าไป แช่แข็งร่างกายของมันในพริบตา กลายเป็นตัวอย่างทดลองที่น่าสยดสยอง

ซูเหิงเดินหน้าต่อ ก้าวไปอีกก้าว

ในหอสะกดมาร ปีศาจจำนวนมากหยุดชะงัก ความบ้าคลั่งค่อยๆ เลือนหาย มองซูเหิงด้วยความหวาดกลัว

"ไม่ต้องกลัว!" เฒ่าพิษสวรรค์ตะโกนเสียงเหี้ยม "มันมีแค่คนเดียว"

ตึง

ตึง

ตึง

พื้นสั่นสะเทือนเบาๆ

ก้อนเนื้อยักษ์ก้อนหนึ่งชนกระแทกผู้คนสองข้างทาง พุ่งเข้าใส่ซูเหิง

ร่างกายสีม่วงดำ ปากกว้างเหมือนปลาดุก คือโม่เหนียนที่เคยเจอมาก่อน ร่างกายของมันขยายใหญ่ขึ้นอีก แผ่กลิ่นอายดุดันไม่กลัวตาย จนซูเหิงยังต้องทำหน้าเคร่งขรึมขึ้นเล็กน้อย

ขาของเขาแยกออกเล็กน้อย ย่อตัวลงต่ำ

ส่งแรงจากเท้า

พลังดั่งมังกรคลั่งผ่านเอว กระดูกสันหลัง สุดท้ายไปรวมที่หมัดเหล็กสีดำสนิท

ตูม

ซูเหิงชกหมัดตรงออกไป

พลังบ้าคลั่งบีบอัดอากาศ ก่อตัวเป็นคลื่นกระแทกรูปกรวย

ร่างของปีศาจปลาดุกชะงักกึก ท้องยุบลงไปอย่างรุนแรง ปากที่มีหนวดส่งเสียงโหยหวน

ร่างกายของมันสั่นระริก ควบคุมไม่ได้ พองตัว ฉีกขาด

พรวด พรวด พรวด!

เลือดพุ่งออกจากตาและจมูก

สุดท้าย ร่างทั้งร่างของมัน เหมือนลูกโป่งที่สูบลมมากเกินไป ระเบิดดังปัง เลือดเนื้อสาดกระจายไปทั่วทุกมุมของหอสะกดมาร

"ฮ่าฮ่าฮ่า!" ซูเหิงอาบเลือดทั้งตัว คำรามลั่น "ฆ่า!"

ภูตผีร่ำไห้กวาดแกว่ง หมัดเหล็กทุบทำลาย

พลังในกายลุกโชนดั่งเปลวเพลิง แผ่ซ่านไปทั่วทิศ

ที่ใดที่ซูเหิงเดินผ่าน ล้วนเป็นทุ่งสังหารนองเลือด ไม่มีปีศาจตนใดขวางได้

เพียงไม่กี่อึดใจ หอสะกดมารที่เคยวุ่นวายก็เงียบสงบลง พื้นเจิ่งนองไปด้วยเลือดหนาจนท่วมข้อเท้า เหยียบย่างลงไปมีเสียงดังเฉอะแฉะ

เฒ่าพิษสวรรค์หน้าซีดเผือด

คิ้วเขากระตุกยิกๆ ความเยือกเย็นอำมหิตเมื่อครู่หายวับไปกับตา

หันหลังวิ่งกลับไปที่กรงขังเดิมของตัวเอง เขาเริ่มเสียใจที่ปากดีไปท้าทาย

เจ้านี่...

มันบ้าชัดๆ ทำอะไรไม่เกรงกลัวใครหน้าไหน

แถมฝีมือยังแข็งแกร่งจนน่ากลัว

ฟึ่บ

ฝ่ามือใหญ่ กางนิ้วออก กดหัวเฒ่าพิษสวรรค์ไว้กลางอากาศ

"ข้ายังจำเจ้าได้นะ คิดจะหนีไปไหน" ซูเหิงก้มหน้าลง ฉีกยิ้มกว้างจนหน้าตาบิดเบี้ยว

ร่างกายเฒ่าพิษสวรรค์สั่นเทาอย่างคุมไม่อยู่

"พลังชีวิตของเจ้าดูเหมือนจะอึดพอดู ดีมาก แบบนี้เจ้าจะได้ตายทรมานขึ้นอีกหน่อย"

ซูเหิงเอ่ยเสียงต่ำ

เขาปักภูตผีร่ำไห้ลงพื้น สองมือจับแขนเฒ่าพิษสวรรค์คนละข้าง

กระชากทีเดียว แขนขาของเฒ่าพิษสวรรค์ก็ขาดกระเด็นออกจากร่าง จากนั้นสองมือกางออก รวบร่างที่เหลือปั้นเป็นก้อนเนื้อ

ปัง

ซูเหิงตบฝ่ามือลงไป

พร้อมกับเสียงกรีดร้อง เฒ่าพิษสวรรค์ปะทะเข้ากับผนังอย่างจัง

เสียงระเบิดดังสนั่น เฒ่าพิษสวรรค์ระเบิดโพละ เหลือเพียงเศษเนื้อและเลือดติดอยู่ที่รอยยุบบนผนัง

"ฟู่ว..."

เฒ่าพิษสวรรค์สิ้นชีพ บนทางเดินไม่มีปีศาจเหลืออีก

ยังมีปีศาจบางตัวอาศัยจังหวะชุลมุนหนีกลับเข้ากรงขังตัวเองไปแล้ว ว่านอนสอนง่ายเหมือนเด็กดี

กระทั่งปีศาจบางตัว ต่อให้ซูเหิงเปิดกรงขังให้ ก็ไม่ยอมหนี ยอมนั่งนิ่งอยู่ในคุกต่อไป

"ทำไมไม่หนีล่ะ"

มองดูร่างชุดแดงในกรงขัง ซูเหิงเอ่ยอย่างเสียดาย "ถ้าเจ้าหนี ข้าก็จะได้กินเจ้าแล้วเชียว"

หลี่หงซิ่วเงยหน้าขึ้น หน้าซีดเผือด แววตาดำมืด

นางจ้องมองซูเหิงอยู่นาน ก่อนจะพูดว่า "ขอบคุณ"

"หืม"

เห็นสีหน้าสงสัยของซูเหิง หลี่หงซิ่วก็พูดเบาๆ ว่า "ขอบคุณที่ไว้ชีวิตพี่น้องในหอแดง"

นางเพิ่งรู้จากปากหลี่เต้าเสวียนทีหลังว่า แม้หอแดงจะพังพินาศ

แต่คนข้างใน ยังมีชีวิตอยู่กันครบ

พอลองมาคิดดูดีๆ ตอนนั้นซูเหิงบุกหอแดง

พวกพี่น้องเข้าไปขวาง ถ้าเขาใจร้ายกว่านี้อีกนิด คงไม่มีใครรอด

"หึหึ" ซูเหิงหัวเราะเย็นชา "คิดว่าชมข้า แล้วข้าจะปล่อยเจ้าไปงั้นรึ"

"ข้าสมควรได้รับโทษ" หลี่หงซิ่วกล่าวเรียบๆ

นางก้มหน้าซุกเข่าอีกครั้ง ขดตัวเป็นก้อน ไม่พูดอะไรอีก

สำหรับพวกนี้ ซูเหิงขี้เกียจจะยุ่งด้วย ใช้ป้ายคำสั่งกระตุ้นค่ายกลอีกครั้ง ปิดผนึกกรงขัง

จากนั้นก็เรียกสปอร์จำนวนมากออกมา เปลี่ยนเลือดและซากเนื้อให้กลายเป็นเนื้อไท่ซุ่ย

ส่วนเศษซากที่เหลือ...

"ขนของพวกนี้ไปที่ห้องของข้าด้วย" ซูเหิงตบไหล่แม่นางไป๋

เคร้ง

แม่นางไป๋ตาค้าง

กระบี่ในมือหลุดร่วง ตกพื้นเสียงดัง

เขาเดินลงบันไป มุ่งหน้าสู่เขตที่พักชั้นห้า

ระหว่างทางสวนกับจ้าวซงอู๋และหลี่สวินฮ่าวพอดี ซูเหิงไม่ได้ทักทาย เดินผ่านไปเฉยๆ

ทิ้งให้ทั้งสองคนมองหน้ากันเลิ่กลั่ก

"เกิดอะไรขึ้น" หลี่สวินฮ่าว งงเป็นไก่ตาแตก เขาเดินต่อโดยสัญชาตญาณ ขึ้นไปถึงชั้นเจ็ด

กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งโชยมา ทางเดินเต็มไปด้วยเลือดและแขนขาที่ขาดกระเด็น ส่วนในกรงขังคือเหล่าปีศาจที่นั่งตัวสั่นงันงก

หลี่สวินฮ่าวกลืนน้ำลายเอือกใหญ่ ขยี้ตาแรงๆ

ถึงแน่ใจว่าตัวเองไม่ได้ตาฝาด

"เชี่ย โคตรโหด! รอบนี้ได้พญายมเดินดินมาของจริงว่ะ" หลี่สวินฮ่าวกระโดดเหยงๆ ด้วยความตื่นเต้น อดกำหมัดแน่นไม่ได้

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 80 - สังหารหมู่ พญายมเดินดิน

คัดลอกลิงก์แล้ว