- หน้าแรก
- หนึ่งคำแลกหนึ่งแต้มเทพ
- บทที่ 66 - เส้นผมปริศนา
บทที่ 66 - เส้นผมปริศนา
บทที่ 66 - เส้นผมปริศนา
บทที่ 66 - เส้นผมปริศนา
"ดังนั้น..." โจวไป่ทงสูดลมหายใจเข้าลึก สีหน้าครุ่นคิด
"แผนการในตอนนี้ มีเพียงสองวิธีเท่านั้นที่จะรักษาความมั่นคงของตระกูลไว้ได้" ซีเหมินซิงกล่าว "ประการแรกคือต้องทำให้ตัวเองแข็งแกร่ง ประการที่สองคือควบคุมทรัพยากร จำกัดการเติบโตของผู้อื่น"
"เจ้าหมายถึงพันธมิตรเจ็ดตระกูลรึ" โจวไป่ทงเบิกตากว้าง
"ตอนนี้คงเหลือแค่พันธมิตรหกตระกูลแล้ว" ซีเหมินซิงกล่าว "ข้าไม่อยากเห็นอนาคตที่เหลือแค่ห้าหรือสี่ตระกูล
หกตระกูลใหญ่ต้องก้าวเดินไปพร้อมกัน ร่วมเป็นร่วมตาย นี่คือก้าวแรก
ก้าวที่สอง คือการเข้าควบคุมหอสะกดมาร เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่ง
ก้าวที่สาม คือแผ่ขยายอิทธิพลไปทั่วทั้งมณฑล ควบคุมต้นตอของทุกสิ่ง เพียงเท่านี้พวกเราถึงจะนอนหลับได้อย่างไร้กังวล"
"ถ้าเกิดไปยั่วโมโหตาแก่ปีศาจอย่างหลี่เต้าเสวียนเข้าจะทำยังไง ใครจะไปรับมือไหว ใครจะสู้มันได้"
โจวไป่ทงโต้ตอบอย่างดุเดือด "ไหนจะตระกูลหงอีก
ตระกูลนั้นมีอิทธิพลมากที่สุด ความทะเยอทะยานก็สูงที่สุด หงจิ่วเซี่ยงคนเดียวก็รับมือยากพอแล้ว ตอนนี้ยังมีตัวประหลาดอย่างหงติ่งเทียนโผล่มาอีก การร่วมมือกับตระกูลหง ก็ไม่ต่างอะไรกับการขอกยืมหนังเสือมาห่ม"
"นี่แหละคือเหตุผลที่ข้ามาคุยกับพี่โจว"
ซีเหมินซิงยิ้มบางๆ "ให้หงจิ่วเซี่ยงและหงติ่งเทียนไปงัดข้อกับหลี่เต้าเสวียน ให้พวกมันบาดเจ็บทั้งสองฝ่าย ปัญหาทั้งสองอย่างก็จะถูกแก้ไขไปพร้อมกัน"
"แน่นอนว่าพวกมันไม่ใช่คนโง่ แผนของเราคงไม่สำเร็จง่ายดายนัก
ตามหลักควรจะเป็นเช่นนั้น แต่หงติ่งเทียนต้องการของสิ่งหนึ่ง ซึ่งของสิ่งนั้นอยู่ในหอสะกดมาร หลี่เต้าเสวียนไม่ยอมให้ ส่วนตระกูลหงก็วางอำนาจบาตรใหญ่เกินไป ขนาดรองเจ้ากรมคนก่อนที่ดูแลหอสะกดมารยังถูกพวกมันวางแผนทำร้าย เพื่อจะดันคนของตัวเองขึ้นมาคุมอำนาจ"
"และนี่ คือโอกาสของพวกเรา" ซีเหมินซิงยิ้ม "ไม่รู้ว่าพี่โจว ยินดีจะช่วยข้าสักแรงหรือไม่"
มองดูซากศพและคราบเลือดที่เกลื่อนกลาดในป้อมปราการดิน โจวไป่ทงเงียบไปครู่ใหญ่ สุดท้ายก็พยักหน้า
เขาเอ่ยปากเพียงคำเดียว "ตกลง"
...
...
...
สองวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ตลอดสองวันนี้ ซูเหิงทำตัวราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขาเก็บตัวฝึกวิชาอย่างหนัก เร่งสะสมแต้มสถานะเพื่อยกระดับวิชาเถาเถี่ย
วิชาเถาเถี่ยเป็นถึงวิชาหลักของตระกูลใหญ่ การจะฝึกให้เข้าขั้นพื้นฐานต้องใช้แต้มสถานะมหาศาล
โชคดีที่ตอนนี้ซูเหิงมีทรัพยากรเหลือเฟือ
ทั้งยาดีที่หน่วยปราบมารมอบให้ และเนื้อปีศาจที่ค้นเจอจากคลังสมบัติของตระกูลหลัว
บวกกับก้อนเนื้อไท่ซุ่ยจำนวนมาก
ซูเหิงกินเนื้อปีศาจแทนข้าว ทำให้แต้มสถานะพุ่งพรวด
เพียงสองวัน เขาก็สะสมได้ถึงหกสิบแต้ม ในที่สุดก็สามารถอัพเกรดวิชาเถาเถี่ยขึ้นสู่ขั้นที่หนึ่งได้
ดึกสงัดใต้แสงจันทร์สว่างจ้า ลมแม่น้ำพัดโชย เงาไผ่ในลานบ้านไหวเอนส่งเสียงเสียดสี บางครั้งก็ได้ยินเสียงนกขมิ้นร้องใสๆ แว่วมา
ซูเหิงนั่งขัดสมาธิบนเบาะรองนั่งตรงระเบียงไม้ สวมชุดคลุมยาวของผู้อาวุโสตระกูลหลัวคลุมทับร่างกาย
เขาเหยียดหลังตรง หลุบตาลง สีหน้าสงบนิ่ง ท่วงท่าสุขุมคัมภีรภาพ
สองมือประสานที่จุดตันเถียน ทำท่ามุทราไท่จี๋
หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลง
ซูเหิงหายใจเข้าออกยาวๆ
เขาเทแต้มสถานะทั้งหกสิบแต้มลงไปในวิชาเถาเถี่ยที่ยังไม่บรรลุ แล้วตั้งสมาธิรับรู้ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับร่างกาย
เริ่มจากความรู้สึกคันยิบๆ อย่างรุนแรงที่กระเพาะอาหาร ตามด้วยการบีบเกร็งอย่างหนักหน่วง
น้ำย่อยไหลย้อนขึ้นมาตามหลอดอาหาร แสบร้อนไปตลอดทาง
แต่ซูเหิงไม่ได้คายน้ำย่อยออกมา เขายังคงรักษานั่งสมาธิ เพื่อไม่ให้การเคลื่อนไหวร่างกายไปกระทบต่อผลลัพธ์ของวิชา
ความเจ็บปวดจากการบีบเกร็งค่อยๆ สงบลงด้วยร่างกายที่แข็งแกร่ง ตามมาด้วยความรู้สึกชาหนึบ
ความรู้สึกนี้ซูเหิงคุ้นเคยดี
มันคล้ายกับการเติบโตและขยายตัวของเนื้อเยื่อกลายพันธุ์ในกล้ามเนื้อ
กระเพาะรอง ไม่ได้หมายถึงการสร้างกระเพาะอาหารใบใหม่ขึ้นมาในร่างกาย
แต่เป็นการดัดแปลงส่วนปลายของหลอดอาหาร ซึ่งคล้ายกับโครงสร้างของวัว วัวเป็นสัตว์เคี้ยวเอื้อง มีสี่กระเพาะ
ได้แก่ กระเพาะผ้าขี้ริ้ว กระเพาะรังผึ้ง กระเพาะสามสิบกลีบ และกระเพาะแท้
นอกจากกระเพาะแท้ที่เป็นกระเพาะสุดท้ายแล้ว อีกสามกระเพาะที่เหลือล้วนเป็นเนื้อเยื่อหลอดอาหารที่เปลี่ยนรูปไป
กระเพาะรองของซูเหิงก่อตัวขึ้นเหนือกระเพาะอาหาร
มันไม่มีความสามารถในการย่อย แต่เป็นเหมือนมิติอิสระที่สามารถกักเก็บอาหารได้จำนวนมาก
แม้จะไม่ได้เพิ่มประสิทธิภาพการย่อยโดยตรง แต่ก็ช่วยขยายระยะเวลาในการย่อย ซึ่งให้ประโยชน์มหาศาล
อย่างแรกคือทำให้มั่นใจได้ว่าระบบย่อยอาหารจะทำงานตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง เพื่อสะสมแต้มสถานะ
อย่างที่สองคือความอึดที่เพิ่มขึ้น
ตอนนี้ซูเหิงยังไม่รู้ขีดจำกัดของกระเพาะรอง
แต่คาดว่า แม้จะเป็นแค่ขั้นแรกเริ่ม การกินอิ่มเพียงครั้งเดียวก็น่าจะอยู่ได้หลายวันโดยไม่ต้องกินหรือดื่มอะไรอีก
ไม่ใช่แค่ความอึดที่เพิ่มขึ้น ความเร็วในการฟื้นฟูบาดแผลและการฟื้นคืนพลังปราณก็จะสูงขึ้นด้วย เหมือนกับการพกถังน้ำมันขนาดใหญ่ติดตัว ทำให้สามารถเร่งเครื่องเต็มกำลังได้โดยไม่มีขีดจำกัด
โครกคราก
พร้อมกับการบีบตัวเบาๆ ที่หน้าท้อง ความรู้สึกหิวโหยเล็กน้อยก็แล่นเข้ามา
ซูเหิงลืมตาขึ้น ใบหน้าฉายแววปิติ "สำเร็จ"
"ลองทดสอบขีดจำกัดของกระเพาะรองดูหน่อยดีกว่า" ซูเหิงสั่นกระดิ่งที่แขวนอยู่หน้าประตู ไม่นานก็มีเด็กรับใช้ชุดเขียวนำอาหารมาส่ง
มณฑลไป่ฮวามีประชากรหนาแน่น การค้าเจริญรุ่งเรือง
และหอเจียงยวี่ ในฐานะสถานที่รับรองระดับสูงสุด ย่อมมีคนรับใช้และพ่อครัวสแตนด์บายตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง
อยากกินอะไรก็แค่สั่ง บิลทั้งหมดส่งไปเก็บที่หน่วยปราบมาร
ขาหมูน้ำแดง พระกระโดดกำแพง ซุปแปดเซียน เอ็นกวางตุ๋น และอาหารขึ้นชื่อจากแม่น้ำกวนเจียง ถูกลำเลียงเข้ามาในห้องของซูเหิงอย่างต่อเนื่องราวกับสายน้ำ
เขาฟาดเรียบไม่เหลือ
ไม่ว่าจะเป็นผักผลไม้ เนื้อสัตว์ หรือกระดูก ทั้งหมดถูกกลืนลงท้องไปในคำเดียว
เด็กรับใช้เจ็ดแปดคนเดินส่งอาหารกันขาขวิด ห้องครัวเปิดไฟสว่างโล่เร่งไฟเต็มกำลัง ถึงจะพอตามความเร็วในการกินของซูเหิงได้ทัน
นี่ยังไม่รวมที่ซูเหิงกินเนื้อไท่ซุ่ยและวัตถุดิบปีศาจสลับไปด้วยเพื่อปรับสมดุลโภชนาการ
มื้อนี้ กินกันยาวนานเกือบหนึ่งชั่วโมง
กว่าซูเหิงจะกินเสร็จ
เด็กรับใช้ทั้งเจ็ดคนก็เหนื่อยจนหลังแอ่น เหงื่อท่วมตัวเหมือนเพิ่งขึ้นมาจากน้ำ
ถ้าไม่ใช่เพราะได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี คงลงไปนั่งหอบแฮกๆ กับพื้นแล้ว
"คุณชาย ท่านช่างเจริญอาหารจริงๆ" พ่อบ้านวัยกลางคนที่เป็นหัวหน้าเดาะลิ้น ยกนิ้วโป้งให้ซูเหิง
มื้อนี้ แค่วัตถุดิบอย่างเดียวก็ปาเข้าไปห้าหกร้อยจินแล้ว
จานชามที่มีสำรองในหอเจียงยวี่ถูกใช้จนเกลี้ยง ช่วงหลังถึงกับต้องยกกระทะเหล็กของพ่อครัวออกมาใส่อาหารมาเสิร์ฟ
ถ้วยโถโอชามกองพะเนินเทินทึกอยู่บนโต๊ะและพื้นห้องตรงหน้าซูเหิง ราวกับภูเขาลูกย่อมๆ
บดบังร่างสูงสองเมตรกว่าของซูเหิงไปเกือบครึ่ง
เมื่อกี้พวกเด็กรับใช้เหนื่อยจนแทบขาดใจ ตอนนี้พอตั้งสติได้ ก็มองซูเหิงด้วยสายตาหวาดหวั่น
ถ้าไม่ใช่เพราะเบื้องบนกำชับไว้ว่าเป็นแขกคนสำคัญ
พวกเขาคงนึกว่าซูเหิงตรงหน้า คือปีศาจจำแลงกายมาแน่ๆ
ซูเหิงใช้ผ้าขาวเช็ดคราบมันที่มุมปาก ถูกจ้องแบบนี้เขาก็รู้สึกเขินอยู่บ้าง
เขาล้วงทองคำก้อนออกมาจากอกเสื้อ ยื่นให้เด็กรับใช้เหล่านั้นพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน "ครั้งนี้ลำบากพวกเจ้าแล้ว รับสิ่งนี้ไปถือว่าเป็นค่าเหล้าจากข้า"
"คุณชายพูดอะไรอย่างนั้น" พ่อบ้านละล่ำละลัก "นี่เป็นหน้าที่ของพวกเราอยู่แล้ว จะรับเงินท่านได้อย่างไร"
ค่าครองชีพในมณฑลไป่ฮวาสูงลิ่ว
แต่สิ่งที่ซูเหิงหยิบออกมาไม่ใช่เงินตำลึง แต่เป็นทองคำก้อน นี่มันน่าตกใจเกินไปแล้ว
พ่อบ้านพยายามปฏิเสธ แต่เด็กรับใช้ข้างๆ อยากจะรับไว้ใจจะขาด
แสงสีทองนั้นช่างยั่วยวน พวกเขาได้แต่กลืนน้ำลายลงคอ ดวงตาฉายแววปรารถนา ยืนอึ้งพูดไม่ออก
"ถ้าไม่รับ ก็ถือว่าไม่ไว้หน้าข้า" ซูเหิงแกล้งทำหน้าดุ ยัดทองคำใส่มือพวกเขา
ทองพวกนี้ขุดมาจากสมบัติลับของบรรพชนตระกูลสวี
เป็นของที่มีค่าน้อยที่สุดในบรรดาสมบัติเหล่านั้น
เมื่อมาถึงระดับนี้ ทรัพย์สินทางโลกเริ่มไม่มีค่าในสายตาเขาแล้ว
มันไม่มีประโยชน์
ของอย่างเนื้อปีศาจ เป็นสิ่งที่เงินซื้อไม่ได้
พวกเด็กรับใช้ยิ้มแก้มปริ ปากฉีกถึงรูหู ความเหนื่อยล้าหายเป็นปลิดทิ้ง รีบเก็บกวาดห้องให้ซูเหิงจนสะอาดเอี่ยมอ่อง
เมื่อประตูปิดลง ห้องกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง
ซูเหิงเดินไปที่หน้ากระจก ปลดเสื้อคลุมออก เห็นกล้ามเนื้อหน้าท้องเป็นลอนชัดเจน
ไม่มีส่วนไหนปูนออกมาเพราะกินเข้าไปเยอะแยะเลย
เขาอุทานในใจว่า "มหัศจรรย์"
อาศัยแสงจันทร์สว่างที่ส่องผ่านหน้าต่าง ซูเหิงเห็นใบหน้าตัวเองในกระจกกำลังยิ้ม
แต่สีหน้าของซูเหิงกลับค่อยๆ เคร่งขรึมลง เขาจำได้ว่า เมื่อกี้เขาไม่ได้ยิ้มนะ
เสียงแมลงร้องระงมจากสนามหญ้าด้านนอก นอกจากนั้นไม่มีเสียงอื่นใด ห้องทั้งห้องเงียบสงัดจนน่ากลัว
จ้องมองเงาในกระจก ซูเหิงหรี่ตาลงเล็กน้อย
เขาลูบคาง แล้วเงาในกระจกก็ทำท่าเดียวกัน
ซูเหิงขมวดคิ้ว ยื่นมือไปแตะผิวกระจก
ฟึ่บ
ทันทีที่สัมผัสโดน แสงสีดำสายหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในกระจก แล้วพุ่งกระโจนออกมา
ซูเหิงกางนิ้วทั้งห้า บีบอากาศจนระเบิด คว้าสิ่งที่พุ่งเข้ามาไว้ในกำมือ
ก้มลงมอง เห็นเป็นกระจุกเส้นผมสีดำสนิท
เส้นผมละเอียดที่ยุ่งเหยิงราวกับสิ่งมีชีวิต ส่งเสียงดังฉ่าๆ ในมือซูเหิง
เส้นผมจำนวนนับไม่ถ้วนดิ้นพล่าน พยายามจะทิ่มแทงผิวหนังของซูเหิงเพื่อฝังรากลงไปในร่างกาย แต่กลับเจาะผิวหนังชั้นนอกของเขาไม่เข้าแม้แต่น้อย
"ลูกไม้ตื้นๆ"
ซูเหิงเงยหน้า แล้วจับเส้นผมในมือยัดเข้าปากกลืนลงไปดื้อๆ
แม้ท่าทางจะดูประหลาดไปหน่อย แต่ความรู้สึกที่มันกรีดร้องและดิ้นรนอยู่ในปาก ก็ให้รสชาติแปลกใหม่ดีพิลึก
น่าเสียดาย...
พอมันไหลลงสู่กระเพาะรอง น้ำย่อยม้วนตัวมาห่อหุ้ม ไม่นานก็เงียบเสียงไป
"น่าจะเป็นพวกภูตรับใช้ที่ปีศาจสร้างขึ้น ไม่ได้มีอันตรายอะไรมากนัก" ซูเหิงประเมิน
เขาลูบคาง อดคิดไม่ได้ว่า "ข้าไปติดเจ้าสิ่งนี้มาตอนไหน แล้วทำไมมันถึงมาโจมตีข้า"
[จบแล้ว]