- หน้าแรก
- อดีตยอดเซียนกึ่งเทพ ขอหนีรักมาพักร้อนเป็นอาจารย์หญิงในโลกมนุษย์
- บทที่ 36 - ทวีปชางหลิว
บทที่ 36 - ทวีปชางหลิว
บทที่ 36 - ทวีปชางหลิว
บทที่ 36 - ทวีปชางหลิว
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
หรงชิงส่งเสียงในลำคออย่างไม่บ่งบอกอารมณ์ สภาพของอารามหินขาวกับตัวเธอในตอนนี้ก็เหมือนผีเน่ากับโลงผุ จะมามัวรังเกียจกันไปทำไม
"ท่านนักพรตล้อเล่นแล้ว" หรงชิงเงยหน้าขึ้น "เรื่องความร่วมมือในเมื่อตกลงกันแล้ว ข้าไม่กลับคำง่ายๆ หรอก เพียงแต่..."
"เพียงแต่อะไร"
"เพียงแต่ความห่างชั้นของทั้งสองฝ่าย ไม่ต้องให้ข้าพูด ท่านเองก็น่าจะรู้ดีที่สุด"
หรงชิงพูดเรียบๆ "การจะลดช่องว่างนี้ลง มีอยู่แค่สองทาง คือลดทอนกำลังฝ่ายตรงข้าม และเพิ่มความแข็งแกร่งให้ฝ่ายเรา ก่อนหน้านี้ข้าบอกท่านไปแล้วว่าข้ามีค่ายกลที่สามารถระบุตำแหน่งที่พวกมันจะรับทัณฑ์สายฟ้าได้ หากประสานกับเจตจำนงแห่งกระบี่คุ้มกายของข้า ก็ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสต่อกร"
"ส่วนเรื่องเพิ่มความแข็งแกร่งให้ฝ่ายเรา..." หรงชิงมองไปที่อวิ๋นถง "ข้ามีวิธีที่จะบรรลุระดับจู้จีได้ในระยะเวลาสั้นๆ เพียงแต่จำเป็นต้องใช้สถานที่ที่มีพลังวิญญาณหนาแน่นอย่างมาก เรื่องนี้ ไม่ทราบว่าท่านพอจะช่วยสงเคราะห์ข้าได้หรือไม่"
แคว้นจิงขาดแคลนพลังวิญญาณ หรงชิงเองก็ไม่อยากผลาญพลังวิญญาณบริสุทธิ์จากดินแดนลึกลับที่สะสมอยู่ในร่าง ดังนั้นการขอความช่วยเหลือจากพันธมิตรจึงเป็นทางเลือกที่ดี
อารามหินขาวต้องมีแหล่งพลังวิญญาณของตัวเองอยู่แล้ว สถานที่ฝึกตนของพวกเขาไม่มีทางอยู่ในแคว้นจิงแน่ หรงชิงจะออกไปตามหาเองก็ได้โดยการเหาะออกจากแคว้นจิง แต่พลังปราณที่เหลืออยู่ไม่พอให้เธอทำแบบนั้น หากเหาะออกไปเจอกับทะเลกว้างใหญ่แล้วแหล่งพลังงานดันอยู่ไกลลิบหรือซ่อนอยู่ในที่ลึกลับ สถานการณ์ของเธอจะย่ำแย่ทันที
อวิ๋นถงไม่ตอบรับหรือปฏิเสธในทันที เขาเงียบไปครู่หนึ่ง
หรงชิงไม่รู้ว่าเขากำลังคำนวณอะไรอยู่ แต่ตอนนี้เธอมีความอดทนมากพอ
ภายในห้องหนังสือเงียบสงัดลงชั่วขณะ ลมหายใจของผู้ฝึกตนนั้นแผ่วเบาจนแทบสัมผัสไม่ได้ หากไม่ขยับตัวก็เหมือนก้อนหินที่จมดิ่ง
"สถานที่ที่มีพลังวิญญาณหนาแน่น มีอยู่แห่งหนึ่งจริงๆ" อวิ๋นถงเอ่ยขึ้นช้าๆ
หรงชิงขยับตัวเข้าไปใกล้เล็กน้อย แสดงท่าทีตั้งใจฟัง
ซานสิงที่ยืนอยู่ข้างกายอวิ๋นถงได้ยินดังนั้น ก็รับรู้ได้ถึงการตัดสินใจของอาจารย์ เขารู้สึกตึงเครียดขึ้นมาเล็กน้อย แต่ก็รู้สึกโล่งอกอย่างประหลาด
"สถานที่แห่งนั้น มีชื่อว่า ทวีปชางหลิว"
"ตั้งอยู่ในน่านน้ำทางตอนใต้ของแคว้นจิง ขนาดของทวีปนี้ใหญ่กว่าแคว้นจิงมากนัก ที่แปลกประหลาดกว่านั้นคือ มันล่องลอยไปมาในทะเลไม่หยุดนิ่ง หากไม่มีของยืนยันตัวตน ไม่มีทางเข้าไปได้เด็ดขาด"
"โห? เคยมีคนนอกบุกรุกเข้าไปได้ไหม" หรงชิงสนใจขึ้นมาทันที
ปกติเวลามีคนบอกว่าคนนอกเข้าไม่ได้ สุดท้ายมักจะโดนตบหน้าฉาดใหญ่เสมอ
อวิ๋นถงเหลือบมอง "ไม่เคยได้ยินมาก่อน"
"แล้วถ้าเป็นยอดฝีมือระดับสูงมาด้วยตัวเองล่ะ จะหาเจอไหม"
"สูงแค่ไหน" อวิ๋นถงคิดในใจ แม่นางคนนี้ช่างซักไซ้จริง
"ระดับฮั่วเสินขึ้นไป?"
"ทวีปชางหลิวไม่มีผู้ฝึกตนระดับฮั่วเสิน ด้วยลูกไม้ของผู้ฝึกตนระดับฮั่วเสิน ความลับของทวีปชางหลิวคงถูกไขได้ในไม่ช้า" อวิ๋นถงกล่าว "แต่จนถึงตอนนี้ ความมหัศจรรย์ของทวีปนี้ก็ยังคงเป็นปริศนาที่ยังไม่มีใครแก้ได้"
"ภายในทวีปชางหลิว พลังวิญญาณหนาแน่นอย่างแน่นอน หากพวกข้าไม่ได้ถูกจำกัดด้วยพรสวรรค์ที่มีมาแต่กำเนิด ระดับพลังคงไปไกลกว่านี้แล้ว" อวิ๋นถงยิ้มขื่น "ศิษย์เอกทั้งสามของข้า ล้วนมาจากทวีปชางหลิว และทุกคนล้วนมี รากวิญญาณคู่ ด้วยความสามารถอันน้อยนิดของข้ายังรับศิษย์รากวิญญาณคู่ได้ สหายอวี๋ลองคิดดูเถิดว่าผู้ที่มี รากวิญญาณเดี่ยว ในทวีปชางหลิว จะมีมากมายขนาดไหน เรียกได้ว่าเดินชนกันให้วุ่น!"
รากวิญญาณเดี่ยวถือเป็นพรสวรรค์ที่ดีที่สุดในโลกผู้ฝึกตน หากไม่ใช่สำนักใหญ่ยักษ์ เป็นไปไม่ได้ที่จะได้รับศิษย์เช่นนี้ จะบอกว่ามีเยอะจนเดินชนกัน... ฝันไปหรือเปล่า!
ความไม่เชื่อที่ฉายชัดบนใบหน้าของหรงชิง ย่อมไม่รอดพ้นสายตาของอวิ๋นถง
แต่ความจริงมันเป็นเช่นนั้น ราวกับว่าวาสนาทั้งหมดของแคว้นจิงถูกถ่ายโอนไปยังทวีปชางหลิว แห่งหนึ่งแห้งแล้งพลังวิญญาณ อีกแห่งกลับผลิตอัจฉริยะผู้ฝึกตนออกมาไม่ขาดสาย ความแตกต่างนี้ แม้แต่อวิ๋นถงที่ควรจะชินชากับมันมานานแล้ว ก็ยังอดตื่นตะลึงในใจไม่ได้
"สิ่งที่ท่านพูดมา ข้าเชื่อ" หรงชิงถามต่อ "ท่านพาคนนอกเข้าทวีปชางหลิว จะไม่มีปัญหาหรือ"
"ตามหลักการแล้ว ไม่ได้" อวิ๋นถงยิ้ม "แต่ไม่ว่าจะเป็นทางโลกหรือทางธรรม กฎเกณฑ์ย่อมมีช่องโหว่ให้ลอดเสมอ"
"อารามหินขาวของข้า มีชื่อเสียงและถ้ำฝึกตนอยู่ที่ทวีปชางหลิว การจะพาคนนอกเข้าไป มีวิธีอยู่หนึ่งวิธี" แววตาของอวิ๋นถงวูบไหว "ขึ้นอยู่กับว่าสหายอวี๋จะยินดีหรือไม่"
"เชิญว่ามา"
"ขอเพียงสหายอวี๋ยอมเป็นศิษย์ของอารามหินขาว แม้จะเป็นเพียง ศิษย์ในนาม ก็สามารถรับรองให้สหายเข้าทวีปได้โดยไม่ถูกขับไล่"
หรงชิงฟังแล้วนิ่งเงียบไปชั่วครู่ยังไม่ตอบรับ
อวิ๋นถงรีบเสริม "เป็นแค่ศิษย์ในนามเท่านั้น วิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแบบนี้ คิดว่าสำนักของสหายอวี๋คงไม่ถือสาหาความกระมัง"
ในโลกผู้ฝึกตน ตามธรรมเนียมแล้วห้ามย้ายสำนัก แต่ก็มีข้อยกเว้นบ้าง เช่น หากศิษย์มีพรสวรรค์โดดเด่นมากและต้องการที่พำนักที่ดีกว่า การไปเป็นศิษย์ในนามของสำนักใหญ่ก็ถือเป็นวิธีที่ดี แม้จะไม่ใช่ศิษย์สายตรง แต่ก็ถือว่ามีความสัมพันธ์เกื้อกูลกัน
"ท่านพูดถูก" หรงชิงตอบช้าๆ "สำนักข้าไม่ได้ห้ามเรื่องการไปเป็นศิษย์ในนามของผู้อื่น"
เธอหัวเราะเบาๆ ชักจะน่าสนใจแล้วสิ
"ตกลง ข้ารับปากเรื่องนี้" หรงชิงมองอวิ๋นถง "ไม่ทราบว่าจะออกเดินทางไปทวีปชางหลิวได้เมื่อไหร่"
อวิ๋นถงถอนหายใจโล่งอก "ได้ทุกเมื่อ ทวีปชางหลิวจำกัดแค่สถานะของผู้เข้า แต่ไม่ได้จำกัดเวลา"
คำพูดนี้ของอวิ๋นถงพูดอย่างไม่ใส่ใจ แต่คนฟังกลับเก็บมาคิด
หรงชิงได้ยินแล้วไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่จดจำไว้เงียบๆ
เธอลางสังหรณ์ว่า คำพูดนี้มีความเชื่อมโยงอย่างมากกับความลับของทวีปชางหลิว
"รอข้าสักหนึ่งชั่วยาม แล้วค่อยออกเดินทาง"
"ได้" อวิ๋นถงพยักหน้าทำท่าเหมือนไม่รีบร้อน แต่ในใจจริงๆ ร้อนรนแทบแย่
หนึ่งชั่วยาม ฟังดูไม่นาน แต่เขากลัวว่าจะเกิดเหตุเปลี่ยนแปลง การพาอวี๋หรงไปทวีปชางหลิวนับเป็นการเสี่ยงภัยอย่างยิ่ง แต่ถ้าไม่ใช่เพราะถูกกลุ่มนักพรตหน้ากากผีบีบจนหน้าแตกยับเยิน แถมของรักของหวงยังถูกหมายปอง เขาคงไม่กล้าเดินหมากเสี่ยงตายตาเดียวนี้หรอก
อยากมั่งคั่งต้องกล้าเสี่ยง สัจธรรมข้อนี้เขาเข้าใจมาตั้งแต่ยังเป็นผู้ฝึกตนตัวจ้อยระดับเลี่ยนชี่ พอมาเป็นจินตานเจินเหรินรับศิษย์มากมายกลับกลายเป็นคนขี้ขลาดไปเสียได้ สูู้ตอนนั้นที่เด็ดขาดไม่ได้เลย อวิ๋นถงหัวเราะเยาะตัวเองในใจ เงยหน้ามองหรงชิง "พวกข้าศิษย์อาจารย์ จะรอสหายอวี๋อยู่ที่นี่เพื่อออกเดินทางพร้อมกัน"
"ขอบคุณ" หรงชิงไม่พูดพร่ำทำเพลง โค้งคำนับอวิ๋นถงหนึ่งครั้ง แล้วเดินตรงออกจากห้องหนังสือไป
พอพ้นประตูห้องหนังสือ ก็เห็นอวิ๋นหนงยืนนิ่งอยู่ใต้ซุ้มประตู
เงาไม้ร่มรื่นทาบทับลงบนซุ้มประตู อวิ๋นหนงยืนอยู่ในเงาไม้นั้น แต่ความงามของนางกลับไม่ถูกบดบังแม้แต่น้อย ริมฝีปากอิ่มยังคงแดงระเรื่อ ดวงตาสีดดำขลับยังคงใสกระจ่างดั่งสายน้ำ
พอได้ยินเสียงเปิดประตู นางก็หันขวับมามองอย่างระแวดระวัง รวดเร็วจนเหมือนนางไม่เคยละสายตาไปทางอื่นเลย
หรงชิงสบตากับอวิ๋นหนง เกิดความรู้สึกเหมือนผ่านไปเนิ่นนาน ภายในห้องหนังสือคือตัวแทนของโลกผู้ฝึกตน ส่วนภายนอกห้องหนังสือคือโลกมนุษย์ที่เธอคุ้นเคย มีประตูบานเดียวคั่นกลาง แต่กลับแบ่งแยกสองโลกออกจากกันอย่างชัดเจน
"คุยกันเรียบร้อยแล้ว" หรงชิงเอ่ยปากก่อน "อีกหนึ่งชั่วยาม ข้าจะเดินทางไปทวีปชางหลิวพร้อมกับพวกท่าน"
ประโยคนี้ หรงชิงไม่รู้สึกว่ามีปัญหาอะไร แต่กลับเห็นดวงตาของอวิ๋นหนงเบิกกว้างขึ้นทันที
การเปลี่ยนแปลงทางสีหน้านี้เกิดขึ้นเพียงวูบเดียว ก่อนจะถูกอวิ๋นหนงผู้มีความคิดอ่านเกินวัยกดข่มไว้ แต่จะรอดพ้นสายตาของหรงชิงที่จ้องมองอยู่ตลอดได้อย่างไร
ตรงไหนที่มีปัญหา? หรงชิงทบทวนเงียบๆ เวลา? หรือสถานที่?
"เจ้าค่ะ" อวิ๋นหนงยิ้มอย่างฝืนๆ "ศิษย์รู้อยู่แล้วว่าด้วยความสามารถของท่านครู ย่อมได้รับการยอมรับจากท่านอาจารย์"
นางเห็นหรงชิงทำสีหน้าเรียบเฉยและเดินจากไปโดยไม่พูดอะไร ก็เม้มปากแน่น ก้าวเท้าแผ่วเบาจนแทบไร้เสียงไปหยุดที่หน้าประตูห้องหนังสือ แล้วเคาะเบาๆ "ศิษย์อวิ๋นหนง ขอพบท่านอาจารย์"
"เข้ามา" เสียงเย็นชาของซานสิงดังออกมาจากข้างใน
[จบแล้ว]