- หน้าแรก
- เมื่อผมโสด โลกก็เปลี่ยน
- บทที่ 45 พี่มีของขวัญจะให้
บทที่ 45 พี่มีของขวัญจะให้
บทที่ 45 พี่มีของขวัญจะให้
"โจวหยาง ฉันคุ้นเคยกับที่นี่ เดี๋ยวฉันสั่งอาหารเองเลยแล้วกันนะ!" ซูจิ้งรีบตัดบท
"ได้ครับ!"
หลังจากซูจิ้งสั่งอาหารเสร็จ เธอก็เริ่มชวนโจวหยางคุย
"ฉันได้ยินมาว่าคุณกำลังคบหาดูใจอยู่กับผู้หญิงในแผนกบริหารเหรอ?" ซูจิ้งถาม
"หา? เปล่าครับ!" โจวหยางตอบ
"ตอนนี้เป็นเวลาเลิกงานแล้ว ระหว่างเราไม่มีความสัมพันธ์แบบเจ้านายลูกน้อง พูดคุยกันได้ตามสบาย" ซูจิ้งกล่าว
ความจริงแล้ว เป็นเพราะลวี่เวยเที่ยวไปป่าวประกาศให้คนอื่นฟังไปทั่วว่าเธอกับโจวหยางเป็นคนรักกัน
เรื่องนี้จึงแว่วเข้าหูซูจิ้ง ปกติแล้วเธอไม่ค่อยสนใจเรื่องส่วนตัวของลูกน้องเท่าไหร่ แต่วันนี้เมื่อมีโอกาสได้มานั่งทานข้าวด้วยกันและไม่มีหัวข้อจะคุย เธอจึงลองถามดู
"ผมไม่มีอะไรต้องปิดบังครับ" โจวหยางกล่าว "ผมกับลวี่เวยจากแผนกบริหารเคยเป็นแฟนกันจริงๆ แต่ตอนนี้เลิกกันไปนานแล้วครับ!"
"อ้อ!" ซูจิ้งพยักหน้าเข้าใจ "แล้วกับพวกคนในวงการนักเลงพวกนั้นล่ะ คุณไปรู้จักกันได้ยังไง?"
"นั่นเป็นเรื่องบังเอิญครับ!"
โจวหยางเล่าเรื่องที่เขาได้ช่วยห้ามเลือดให้เฉียวโหย่วเหลียงในวันที่ไปพบลูกค้าให้ซูจิ้งฟัง
ซูจิ้งนึกย้อนไปถึงตอนที่ปวดประจำเดือนแล้วโจวหยางช่วยกดจุดให้ ภายในใจของเธอก็เริ่มรู้สึกหวั่นไหว "วิชาการแพทย์ของคุณยอดเยี่ยมขนาดนี้ ความจริงคุณไปเป็นหมอก็ได้นะ ทำไมถึงเลือกมาทำสายงานขายล่ะ?"
โจวหยางยิ้มบางๆ "เพื่อความฝันครับ!"
"ความฝัน?" ซูจิ้งดูจะไม่ค่อยเข้าใจนัก
โจวหยางอธิบาย "การเป็นหมอรักษาสามัญชนทำได้เพียงช่วยชีวิตคนได้ทีละส่วน แต่หากผมสามารถก้าวขึ้นสู่จุดที่สูงพอ จนสามารถทำให้วิชาความรู้ที่สืบทอดมาแต่บรรพบุรุษขจรขจายไปได้กว้างขวาง เมื่อนั้นผมถึงจะช่วยชีวิตคนได้ทั้งใต้หล้าครับ"
ในวินาทีนี้ แววตาของโจวหยางเปล่งประกายเจิดจ้าอย่างแรงกล้า จนทำให้ซูจิ้งรู้สึกสั่นสะท้อนในอก
ไอ้หมอนี่ แอบมีความคิดแบบพวกเพ้อฝันจูนิเบียวอยู่เหมือนกันนะเนี่ย!
ทว่าในสังคมปัจจุบัน คนหนุ่มที่มีอุดมการณ์และปณิธานแรงกล้าขนาดนี้ช่างหาได้ยากเหลือเกิน
ความบริสุทธิ์ใจและความฝันของโจวหยางนั้น เป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การยกย่อง
ด้วยเหตุนี้ ภาพลักษณ์ของโจวหยางในสายตาของซูจิ้งจึงเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น
เมื่ออาหารมาเสิร์ฟ ทั้งสองคนก็นั่งทานไปคุยไปอย่างออกรส
"รสชาติเยี่ยมเลยครับ!" โจวหยางเอ่ยชม
ซูจิ้งยิ้มตอบ "แน่นอนสิ วันไหนฉันเลิกงานกลับบ้านแล้วไม่มีเวลาทำกับข้าว ก็จะแวะมาทานที่นี่ตลอดแหละ"
"สมกับเป็นผู้อำนวยการซูจริงๆ ครับ ตาถึง รสนิยมดีเลิศ!" โจวหยางเอ่ยปากชม
ผู้หญิงทุกคนย่อมชอบคำชื่นชม ต่อให้แข็งแกร่งอย่างซูจิ้งก็ไม่เว้น ภายในใจของเธอรู้สึกปลอดโปร่งสบายใจขึ้นมาก
"ผู้อำนวยการซูครับ เมื่อกี้ผมได้ยินเถ้าแก่บอกว่าพี่ยังโสดอยู่เลยเหรอครับ?" โจวหยางถามต่อ "ผู้หญิงที่ยอดเยี่ยมอย่างพี่ ทำไมถึงยังไม่มีใครมาสอยไปอีกครับ? นี่มันไม่สมเหตุสมผลเลยนะ!"
"กำลังคุยเรื่องของคุณอยู่ดีๆ จะวกกลับมาเรื่องของฉันทำไม?" ซูจิ้งแสร้งทำหน้าดุ
"โธ่ เรื่องของผมเล่าจบหมดแล้ว คราวนี้ก็ต้องตาพี่บ้างสิครับ!" โจวหยางคะยั้นคะยอ
"คุณนี่คำถามเยอะจริงๆ เลยนะ!"
"เล่ามาเถอะครับ!"
"เงียบแล้วก้มหน้าทานข้าวไป!"
"ไม่ยุติธรรมเลยครับ!" โจวหยางวางตะเกียบลงพลางทำหน้ามุ่ย "เมื่อกี้พี่เพิ่งบอกเองว่านี่เป็นเวลาเลิกงาน พอถึงทีพี่บ้างกลับมาวางมาดเจ้านาย พูดอย่างทำอย่างนี่นา!"
"คุณ...!" ซูจิ้งขมวดคิ้วแน่น ผ่านไปครู่หนึ่งเธอก็ถอนหายใจออกมา "ฉันมีคู่หมั้นแล้ว"
"หา?" โจวหยางจ้องมองซูจิ้งด้วยความประหลาดใจ
"แต่ฉันไม่ได้รักเขา!" ซูจิ้งกล่าวต่อ "ที่ฉันต้องย้ายออกมาอยู่คนเดียวแบบนี้ ก็เพื่อหนีเขานั่นแหละ"
"ถ้าไม่ชอบก็บอกเลิกไปสิครับ!" โจวหยางเสนอ
"พวกเราไม่ได้เริ่มคบกันในฐานะแฟนด้วยซ้ำ จะเอาอะไรไปบอกเลิกล่ะ?" ซูจิ้งอธิบาย "คู่หมั้นของฉันเป็นประธานเครือบริษัทแห่งหนึ่ง เป็นคนที่ครอบครัวจัดการหาไว้ให้"
"อ้อ เป็นแบบนี้นี่เอง!" โจวหยางรำพึง "สมกับเป็นผู้หญิงที่ยอดเยี่ยมอย่างผู้อำนวยการซูจริงๆ ต้องระดับท่านประธานถึงจะคู่ควร"
"ฉันไม่สนใจเรื่องพวกนั้นหรอก!" ซูจิ้งยืนยัน "เรื่องรวยหรือไม่รวย กับความชอบหรือไม่ชอบ มันคนละเรื่องกัน ที่ฉันออกมาดิ้นรนเองหลายปีแบบนี้ ก็เพื่อให้ครอบครัวได้เห็นว่า ฉันมีความสามารถในการหาเงินด้วยตัวเองได้มากพอ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาท่านประธานที่ไหนมาแต่งงานด้วย!"
โจวหยางพยักหน้าเห็นด้วย "ถ้าแฟนเก่าผมมีความคิดเหมือนพี่สักนิด เราสองคนก็คงไม่ต้องเลิกกันหรอกครับ!"
คำพูดนี้แฝงไว้ด้วยความนัยที่ลึกซึ้ง การที่เขาเอาซูจิ้งไปเปรียบเทียบกับอดีตคนรัก เป็นการลดช่องว่างความสัมพันธ์ระหว่างกันให้ใกล้ชิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว
ซูจิ้งตัดบท "เลิกพูดเรื่องนี้เถอะ ทานข้าวกันได้แล้ว!"
หลังจากทานเสร็จ โจวหยางตั้งท่าจะขับรถไปส่งซูจิ้งที่บ้าน แต่เธอกลับยิ้มแล้วปฏิเสธ "ไม่ต้องไปส่งหรอก ห้องเช่าของฉันอยู่ในหมู่บ้านนี้เอง ฉันเดินกลับเองได้ อย่าลืมนะว่าพรุ่งนี้ห้ามมาเข้างานสายเด็ดขาด!"
ซูจิ้งกลับมาสวมวิญญาณผู้อำนวยการสาวผู้เย็นชาอีกครั้ง พี่สาวข้างบ้านที่แสนอ่อนโยนเมื่อครู่หายวับไปกับตา
โจวหยางถอนหายใจ "ครับ ผู้อำนวยการซู ผมลาล่ะครับ!"
"โจวหยาง!" จู่ๆ ซูจิ้งก็เรียกชื่อเขาขณะที่เขากำลังเปิดประตูรถ
"มีอะไรครับผู้อำนวยการซู?" โจวหยางหยุดชะงักหันกลับไปมอง
"วันนี้... ขอบคุณนะ!" ซูจิ้งพูดจบก็รีบหันหลังเดินหนีไปทันที เพราะในตอนนี้ใบหน้าของเธอร้อนผ่าวราวกับถูกไฟเผา และเธอไม่อยากให้โจวหยางเห็นมัน
"ไม่เป็นไรครับผู้อำนวยการซู พี่เป็นบอสของผม ผมก็ต้องดูแลเป็นธรรมดาอยู่แล้ว!" โจวหยางยังพูดไม่ทันจบ ซูจิ้งก็หายลับเข้าไปในเขตหมู่บ้านเสียแล้ว
"เฮ้อ ผู้อำนวยการซูนี่ทำงานไวและเฉียบขาดเสมอต้นเสมอปลายจริงๆ เลยแฮะ!"
โจวหยางขึ้นรถขับออกไป
เมื่อกลับมาถึงคฤหาสน์ ถังอวี้เหมยกำลังนั่งเหม่อลอยอยู่ในห้องโถงกว้าง
"เหมยเจี่ย ทำไมยังไม่นอนครับ?" โจวหยางทักถาม
"หัวเธอไปโดนอะไรมา?" ถังอวี้เหมยเห็นโจวหยางเดินเข้ามาก็รีบปรี่เข้าไปหาทันที
"อ้อ ไม่มีอะไรครับ วันนี้ไปพบลูกค้าแล้วบังเอิญเดินชนน่ะครับ!" โจวหยางโกหกคำโต
"ทำไมถึงไม่ระวังแบบนี้ล่ะ!" ถังอวี้เหมยพูดด้วยความห่วงใย
"เหมยเจี่ย นี่ก็เกือบห้าทุ่มแล้ว ทำไมพี่ถึงยังไม่นอนอีกครับ?" โจวหยางเปลี่ยนเป็นรองเท้าสลิปเปอร์แล้วเดินมานั่งที่โซฟาคู่กับถังอวี้เหมย "มีเรื่องไม่สบายใจเหรอครับ?"
"ก็ไม่เชิงหรอกจ้ะ!" ถังอวี้เหมยฝืนยิ้มออกมาบางๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองโจวหยางด้วยสายตาจริงจัง "สัปดาห์หน้าพี่จะต้องไปอเมริกาแล้วนะ"
"หา?"
ใบหน้าของโจวหยางแข็งค้างไปทันที
ถึงแม้ถังอวี้เหมยจะเคยเกริ่นเรื่องนี้ไว้ก่อนหน้าแล้ว แต่เมื่อได้รับแจ้งกะทันหันแบบนี้ เขาก็ยังอดตกใจไม่ได้อยู่ดี
"เหมยเจี่ย ทำไมเร็วขนาดนี้ล่ะครับ?" โจวหยางถาม
"การขยายตลาดที่อเมริกาเหนือเริ่มขึ้นแล้ว พี่ต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจไปที่นั่นอย่างเต็มที่ จะเลื่อนเวลาออกไปอีกไม่ได้แล้วล่ะ!" ถังอวี้เหมยอธิบาย "ความจริง พี่ควรจะต้องเดินทางไปตั้งแต่สัปดาห์นี้ด้วยซ้ำ"
"แล้วทำไม...?" โจวหยางสงสัย
"ก็พี่นังไม่ได้มอบ 'ของขวัญ' ให้เธอเลยนี่นา!"
ถังอวี้เหมยจ้องมองโจวหยางด้วยแววตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักใคร่ ดวงตาคู่สวยคู่นั้นดูนุ่มนวลราวกับสายน้ำที่ชวนให้ลุ่มหลง
โจวหยางสะดุ้งสุดตัว "เหมยเจี่ยถึงขั้นยอมเลื่อนเวลาเดินทางไปอเมริกาเหนือตั้งหนึ่งสัปดาห์เพื่อรอเขาอย่างนั้นเหรอ?"
"เหมยเจี่ย!" โจวหยางพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ เมื่อคิดว่าพี่สาวที่แสนอ่อนโยนคนนี้จะหายไปจากชีวิตชั่วคราว และไม่รู้ว่าจะได้เจอกันอีกเมื่อไหร่ ภายในใจเขาก็รู้สึกวูบโหวงอย่างบอกไม่ถูก
"เหมยเจี่ย อย่าให้ผมเป็นสาเหตุทำให้พี่เสียงานเลยครับ!" โจวหยางพยายามปรับอารมณ์ "ของขวัญของผมไว้พี่กลับมาค่อยให้เมื่อไหร่ก็ได้ เรื่องงานของพี่สำคัญกว่านะครับ!"
"ไม่จ้ะ พี่ตั้งใจแล้วว่าก่อนจะไป พี่ต้องมอบของขวัญชิ้นนี้ให้เธอให้ได้!"
พูดจบ ถังอวี้เหมยก็ลุกขึ้นยืน มือหนึ่งกุมมือของโจวหยางไว้ แล้วถามด้วยน้ำเสียงหวานเชื่อม "โจวหยาง เธอชอบพี่ใช่ไหม?"
"ครับ!" โจวหยางพยักหน้าตอบรับ
จะบอกว่าไม่ชอบก็คงเป็นการโกหก ถังอวี้เหมยในลุคสาวใหญ่ผู้ทรงเสน่ห์ ที่มีความสดใสดั่งสาวแรกรุ่นผสมผสานกับความรัญจวนของหญิงสาวที่ผ่านโลกมานั้น คือเพชฌฆาตฆ่าเด็กหนุ่มชัดๆ
การที่ทั้งคู่เคยจูบกันอย่างดูดดื่มในห้องน้ำครั้งนั้น ก็เป็นหลักฐานที่ชัดเจนเพียงพอแล้วว่าต่างฝ่ายต่างมีใจให้กัน
"งั้น เธออยากจะได้ตัวพี่ไหม?"
ถังอวี้เหมยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล พร้อมกับใช้แขนเรียวขาวเนียนดุจต้นหอมโอบรอบคอของโจวหยางไว้
โจวหยางรู้สึกสะท้านไปถึงหัวใจ
ในที่สุดนาทีนี้ก็มาถึง! เขาเดาไว้อยู่แล้วว่าถังอวี้เหมยต้องการจะมอบกายให้เขา
ทว่าเมื่อได้ยินเธอพูดออกมาจากปากจริงๆ ภายในใจของโจวหยางก็ยังคงเกิดพายุโหมกระหน่ำอย่างรุนแรง
"ทำไมล่ะ? หรือว่าเธอไม่อยาก?" ถังอวี้เหมยจ้องมองโจวหยางด้วยแววตาคาดหวัง
"ไม่ใช่ว่าไม่อยากครับ!" โจวหยางตอบ "แต่ว่า... เราสองคนมันจะเหมาะสมเหรอครับ?"
"ตอนนี้พี่หย่าแล้วและก็ยังโสด ส่วนเธอก็ไม่มีแฟน การที่ชายหญิงจะรักกันมันมีปัญหาตรงไหนล่ะ? ทั้งกฎหมายและศีลธรรมก็อนุญาตให้ทำได้ ไม่ใช่เหรอจ๊ะ?" ถังอวี้เหมยพูดพลางคว้าข้อมือโจวหยางให้โอบรัดที่เอวของเธอไว้ "กอดพี่ให้แน่นๆ สิ!"
(จบบท)