- หน้าแรก
- เมื่อผมโสด โลกก็เปลี่ยน
- บทที่ 44 ยอดคนจริงๆ
บทที่ 44 ยอดคนจริงๆ
บทที่ 44 ยอดคนจริงๆ
"หา?" เฉียวโหย่วเหลียงอดไม่ได้ที่จะแสดงความประหลาดใจ "ฝั่งนั้นมีกี่คน?"
"ห้าหกคนครับ" อาหู่ตอบกลับ
"ตัวคนเดียวซัดร่วงไปห้าหกคนเลยเหรอ สุดยอด!" เฉียวโหย่วเหลียงรำพึงออกมาอย่างทึ่งๆ
ในฐานะลูกพี่ใหญ่ในวงการที่ผ่านโลกมาโชกโชนและพบเจอคนเก่งมานับไม่ถ้วน เขาได้รับรู้ว่าการที่ใครสักคนจะสู้แบบหนึ่งต่อสิบได้จริงเหมือนในอินเทอร์เน็ตคุยโวนั้น แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยในชีวิตจริง
แน่นอนว่า หากเป็นมือสังหารที่เชี่ยวชาญการฆ่าหรือทหารหน่วยรบพิเศษก็อาจจะทำได้
แต่นั่นมันไกลห่างจากโลกของคนธรรมดาเกินไป
ต้องอย่าลืมว่า โจวหยางเป็นเพียงพนักงานขายของอีพีเอส ภายใต้ภูมิหลังแบบนี้ เขากลับสามารถจัดการนักเลงห้าหกคนได้ด้วยตัวคนเดียว พรสวรรค์ด้านนี้เห็นได้ชัดว่าไม่ธรรมดาเลย!
เฉียวโหย่วเหลียงรู้ซึ้งถึงความล้ำค่าของบุคลากรประเภทนี้
การต่อยตีเก่งไม่ได้แสดงแค่ความกล้าหาญเท่านั้น แต่มันยังสะท้อนถึงความฉลาด ไหวพริบ ความเยือกเย็น และจิตใจที่เข้มแข็ง ซึ่งเป็นปัจจัยที่หาได้ยากยิ่ง
ยิ่งไปกว่านั้น เขายังมีวิชาการแพทย์ที่สูงส่ง ยอดคนระดับนี้ปกติจะหาเจอได้ยากมาก
รอบกายเฉียวโหย่วเหลียงอาจจะมีขุนพลเก่งๆ มากมาย แต่ในใจเขาตอนนี้ โจวหยางถูกจัดไว้ในระดับที่เหนือกว่าทุกคน
"คุณโจวบาดเจ็บตรงไหนไหม?" เฉียวโหย่วเหลียงรีบถามด้วยความเป็นห่วง
"คุณโจวได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยครับ" อาหู่รายงาน
"รีบพาสคุณโจวไปโรงพยาบาลด่วน ส่วนเรื่องที่เหลือ ฉันจะเคลียร์กับหลี่จิ่วหาวเอง!" เฉียวโหย่วเหลียงสั่งการ
"รับทราบครับ!"
หลังจากวางสาย เฉียวโหย่วเหลียงกดโทรหาหลี่จิ่วหาวทันที
เสียงสัญญาณดังอยู่นานกว่าอีกฝ่ายจะกดรับสาย และยังคงใช้น้ำเสียงยี่วนกวนประสาทเหมือนเดิม "พี่เหลียง มีอะไรอีกเหรอครับ? ก็บอกแล้วไงว่าจะปล่อยคนให้ ไม่เห็นต้องโทรมาจิกกันขนาดนี้เลย ผมเองก็มีงานต้องทำนะพี่!"
เฉียวโหย่วเหลียงลอบยิ้มเย็นในใจ "ที่ฉันโทรมาครั้งนี้ ไม่ได้จะโทรมาเร่งให้แกปล่อยคน แต่ฉันโทรมาแสดงความห่วงใยแกน่ะ!"
"ห่วงใยผม?" หลี่จิ่วหาวชะงักไป "ห่วงเรื่องอะไรครับ?"
"คนของแกหมอบกระแตกันหมดแล้ว บาดเจ็บหนักแค่ไหนล่ะนั่น?" เฉียวโหย่วเหลียงเริ่มรู้สึกสะใจ "โธ่เอ๊ย ฉันบอกให้แกปล่อยคนดีๆ แกก็ดันจะหาเรื่องใส่ตัว คราวนี้เป็นไงล่ะ ลูกน้องโดนอัดน่วมเลย แกน่ะมันรนหาที่ตายแท้ๆ!"
ประโยค "รนหาที่ตาย" เฉียวโหย่วเหลียงเน้นเสียงหนักแน่น เจตนาคุกคามนั้นชัดเจนอย่างยิ่ง
หลี่จิ่วหาวเริ่มมึนตึ๊บ "พี่หมายความว่ายังไง?"
"หมายความว่ายังไงน่ะเหรอ?" เฉียวโหย่วเหลียงหัวเราะหึ "แกก็ลองโทรไปถามลูกน้องแกดูเองสิ! อ้อ เตือนไว้อีกอย่างนะ อย่าริอ่านมาเป็นศัตรูกับฉัน แกมันยังไม่มีปัญญาพอ!"
พูดจบ เฉียวโหย่วเหลียงก็กดวางสายทันที
หลี่จิ่วหาวโกรธจัด เขาพุ่งไปกดโทรหาเฮ่อเฉวียนด้วยอารมณ์พลุ่งพล่าน
เพียงไม่กี่วินาที เฮ่อเฉวียนก็รับสาย
"เรื่องที่สั่งให้ทำ ไปถึงไหนแล้ว?" หลี่จิ่วหาวตะคอกถาม
"พี่หาว... โอ๊ย! พี่หาวครับ พวกเราโดนไอ้เด็กนั่นอัดเละเลยครับ!" เฮ่อเฉวียนโอดครวญ "พี่น้องบาดเจ็บกันระนาว ส่วนไอ้เด็กนั่นก็มีคนมารับตัวไปแล้วครับ!"
"เชี่ย ไอ้พวกสวะ!"
หลี่จิ่วหาวโกรธจนคว้ากาน้ำชาทุ่มลงพื้นแตกกระจาย น้ำชาและเศษกระเบื้องกระเด็นว่อน
"ใครมารับมันไป?" หลี่จิ่วหาวเค้นถาม
"มันชื่ออาหู่ครับ เป็นลูกน้องของเฉียวโหย่วเหลียง!" เฮ่อเฉวียนตอบ
"แล้วลูกน้องเฉียวโหย่วเหลียงเป็นคนลงมืออัดพวกแกใช่ไหม?" หลี่จิ่วหาวถามต่อ
"ไม่ใช่ครับพี่หาว เป็นไอ้เด็กที่ชื่อโจวหยางนั่นแหละครับ มันคนเดียวเลย..."
เฮ่อเฉวียนพูดถึงตรงนี้ก็รู้สึกอับอายเกินกว่าจะพูดต่อให้จบ
หลี่จิ่วหาวได้ฟังก็โกรธจนกัดฟันแทบหัก
มิน่าล่ะ เฉียวโหย่วเหลียงถึงได้มั่นใจนัก ที่แท้มันก็รู้เรื่องก่อนเขาแล้วนี่เอง
"แล้วทำไมแกไม่รายงานฉันทันทีวะ?" หลี่จิ่วหาวแผดเสียง
"โอ๊ย... พี่ครับ ผมเจ็บจนแทบจะหายใจไม่ออก เพิ่งจะพอขยับปากพูดได้นี่แหละครับพี่หาว!" เฮ่อเฉวียนพยายามอธิบาย
สาเหตุที่เขาไม่รีบโทรรายงานหลังจากเกิดเรื่อง ความจริงคือเขายังคิดไม่ออกว่าจะอธิบายกับหลี่จิ่วหาวอย่างไรดี
คนตั้งห้าหกคน กลับโดนไอ้เด็กเมื่อวานซืนจัดการเรียบในพริบตา ถ้าพูดออกไปคงไม่มีที่ให้เอาหน้าไปซุกที่ไหนอีกแล้ว
"สวะ! ไอ้พวกสวะเอ๊ย!" หลี่จิ่วหาวกดวางสายด้วยโทสะพลางกัดฟันกรอด "เฉียวโหย่วเหลียง แล้วเราจะได้เห็นดีกัน"
...
ทางด้านนี้ อาหู่และลูกน้องตั้งใจจะไปส่งโจวหยางและซูจิ้งที่โรงพยาบาล แต่โจวหยางปฏิเสธ
"ผมไม่เป็นไรครับ ไปเองได้ ลำบากพวกคุณมากแล้ว" โจวหยางกล่าว
"พูดอะไรอย่างนั้นครับคุณโจว พวกผมยังแทบไม่ได้ช่วยอะไรเลย!" อาหู่ตอบ
ในตอนนั้นเองโทรศัพท์ของอาหู่ก็ดังขึ้น เป็นเฉียวโหย่วเหลียงที่โทรมา
"คุณเฉียวครับ ขอบคุณมากที่ช่วยนะครับ!" โจวหยางรับสายแล้วกล่าวทักทาย
"เฮ้อ น่าอายจริงๆ!" เฉียวโหย่วเหลียงกล่าว "ครั้งนี้คุณจัดการเรื่องทั้งหมดได้ด้วยตัวเอง ไม่ถือว่าผมได้ช่วยอะไรเลย เพราะฉะนั้นสิทธิ์ในการใช้นามบัตรทองคำยังอยู่เหมือนเดิมนะ วันหลังถ้ามีเรื่องอะไร โทรหาผมได้ตลอด"
"ฮ่าๆๆ ได้ครับ!" โจวหยางตอบ
"คุณโจวครับ ผมได้ยินจากอาหู่ว่าคุณบาดเจ็บนิดหน่อย ให้พวกอาหู่พามารักษาที่โรงพยาบาลเจียงเหรินดีไหมครับ?" เฉียวโหย่วเหลียงเสนอ "ค่าใช้จ่ายทั้งหมดผมจัดการเอง"
ความจริงเขาต้องการใช้โอกาสนี้เพื่อพบหน้าโจวหยางนั่นเอง
"ไม่ต้องลำบากหรอกครับคุณเฉียว แถวนี้มีโรงพยาบาลอยู่ใกล้ๆ พอดี" โจวหยางบอก "ผมรักษาระแวกนี้สะดวกกว่า รบกวนบอกให้พี่น้องของคุณกลับไปพักผ่อนเถอะครับ!"
ในเมื่อโจวหยางยืนกรานเช่นนั้น เฉียวโหย่วเหลียงจึงไม่กล้าเซ้าซี้ และสั่งให้อาหู่พาลูกน้องถอยกลับไป
หลังจากทุกคนแยกย้ายไปแล้ว โจวหยางก็ขับรถพาสูจิ้งไปทำแผลที่โรงพยาบาลใกล้ๆ
โจวหยางคอยดูแลซูจิ้งอย่างละเอียดลออ ทั้งไปจองคิวรับบัตรนัดและพยุงเธอไปที่ห้องทำแผล บริการทุกระดับประทับใจจริงๆ
ผลการตรวจปรากฏว่า ซูจิ้งได้รับบาดเจ็บเพียงภายนอกเท่านั้น ไม่มีส่วนไหนหักหรือฉีกขาดด้านใน พักรักษาตัวไม่นานก็หายเป็นปกติ
ในทางกลับกัน โจวหยางต่างหากที่ต้องรีบไปหาหมอ เพราะแผลที่หัวของเขาจำเป็นต้องล้างแผลและฆ่าเชื้อโดยด่วน
"ไม่เป็นไรครับ ช่วยจัดการให้คุณผู้หญิงคนนี้ก่อน เดี๋ยวผมค่อยไปจัดการของตัวเองทีหลัง" โจวหยางกล่าว
ภาพที่เห็นทำให้หัวใจของซูจิ้งสั่นไหววูบด้วยความอบอุ่น
โจวหยางไม่ห่วงแผลของตัวเอง แต่กลับทุ่มเทดูแลเธออย่างเต็มที่ ผู้ชายแบบนี้แหละที่เหมาะจะมาเป็นทั้งแฟนและสามีที่สุด
"โจวหยาง ไม่ต้องห่วงฉันหรอก คุณไปทำแผลของคุณก่อนเถอะ!" ซูจิ้งบอก
"งั้นผมไปทำแผลแป๊บนึงนะครับ!"
เมื่อเห็นว่าซูจิ้งไม่เป็นอะไรมากแล้ว โจวหยางจึงยอมไปทำแผลตามคำขอ
หลังจากทำแผลเสร็จเรียบร้อย โจวหยางก็ขับรถส่งซูจิ้งกลับบ้าน
ในตอนนี้เวลาล่วงเลยไปจนเกือบสามทุ่มครึ่งแล้ว
"หิวหรือยัง?" ซูจิ้งถามโจวหยาง
"นิดหน่อยครับ!" โจวหยางตอบ
ตั้งแต่ตอนที่ออกมาทำงาน พวกเขาก็ยังไม่ได้ทานมื้อค่ำกันเลย
"ไปเถอะ เดี๋ยวฉันจะพาไปร้านอาหารเด็ดๆ ร้านหนึ่ง!" ซูจิ้งชวน
"ได้เลยครับ!"
ทั้งคู่ลงจากรถและเดินเข้าไปในร้านอาหารเปิ่นปังขนาดไม่ใหญ่นัก
"อ้าวคนสวย มาอีกแล้วเหรอ!" เถ้าแก่เจ้าของร้านจำซูจิ้งได้ จึงทักทายอย่างเป็นกันเอง พอเหลือบไปเห็นโจวหยางที่เดินตามหลังมา เขาก็โพล่งขึ้นทันที "โอ้โฮ ในที่สุดคุณก็มีแฟนซะทีนะเนี่ย แฟนหนุ่มหล่อใช้ได้เลยนะเนี่ย! เอ๊ะ แล้วนี่ทำไมหัวถึงบาดเจ็บแบบนั้นล่ะ?"
ซูจิ้งหน้าแดงซ่าน "อุบัติเหตุนิดหน่อยค่ะ!"
"โธ่เอ๊ย ต้องระวังหน่อยนะพ่อหนุ่ม หัวกระแทกแรงๆ เดี๋ยวจะกลายเป็นคนเอ๋อไปซะก่อน!" เถ้าแก่หันมาคุยกับโจวหยาง "เพิ่งจะได้แฟนสวยขนาดนี้มาครอง ถ้ากลายเป็นคนเอ๋อไปนี่น่าเสียดายแย่ เดี๋ยวคนอื่นจะคาบไปกินซะเปล่าๆ!"
โจวหยางรู้สึกเขินจนทำตัวไม่ถูก เขาแอบปรายตามองซูจิ้งแวบหนึ่ง ซึ่งในตอนนี้ใบหน้าของเธอก็แดงก่ำราวกับเมฆยามเย็นที่งดงามหยาดเยิ้ม
"เถ้าแก่คะ เขาไม่ใช่แฟนฉันค่ะ เป็นเพื่อนร่วมงาน!" ซูจิ้งรีบปฏิเสธ "สั่งอาหารเถอะค่ะ!"
"อ้อๆ ที่แท้ก็ยังอยู่ในช่วงทำคะแนนสินะ พ่อหนุ่ม สู้ๆ เข้าล่ะ!" เถ้าแก่รีบส่งเมนูอาหารให้ทันที
คำพูดนั้นยิ่งทำให้ซูจิ้งหน้าแดงหนักกว่าเดิม เธอเหลือบไปมองโจวหยางและบังเอิญสบตากันพอดี พริบตานั้นซูจิ้งถึงกับทำตัวไม่ถูกด้วยความขัดเขินอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
(จบบท)