- หน้าแรก
- เพราะจนหรอกนะถึงยอมไปฟัดกับมังกร
- บทที่ 8 - การเจรจาต่อรอง
บทที่ 8 - การเจรจาต่อรอง
บทที่ 8 - การเจรจาต่อรอง
โบราณว่า 'ลูกเดินทางไกล แม่ห่วงหาอาทร' สำหรับกรณีพิเศษของหลินเหนียนต้องเป็น 'น้องเดินทางไกล พี่สาวห่วงหา' แต่แมนดี้ไม่เคยได้ยินสำนวนที่ว่า 'ลูกเดินทางไกล ห่วงหาพี่สาว' มาก่อนเลยในชีวิต
"ดังนั้นผมขอปฏิเสธ" หลินเหนียนพยักหน้ายืนยัน
"ไม่สิ นายจะปฏิเสธได้ยังไง... ไม่ใช่ ฉันหมายความว่า นายจะทิ้งประตูสู่คาสเซลไปด้วยเหตุผลตลกๆ แบบนี้เนี่ยนะ?" แมนดี้รู้สึกเหมือนหายใจไม่ทั่วท้อง สถานการณ์ตอนนี้มันหลุดโลกไปไกลกว่าทุกบทบาทสมมติที่เธอซ้อมมา เธอถึงขั้นเตรียมแผนว่าถ้าหลินเหนียนบอกว่าเมาเครื่องบิน เธอจะติดต่อวิทยาลัยให้จองตั๋วเรือสำราญส่งเขาไปอเมริกาด้วยซ้ำ
"คุณคิดว่ามันตลกเหรอ?" หลินเหนียนชะงักไปครู่หนึ่งก่อนถามเสียงเบา
แมนดี้พูดไม่ออกไปชั่วขณะ
คิดไม่ถึงจริงๆ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวหลินเหนียน แต่อยู่ที่พี่สาวของหลินเหนียน เธอเคยเห็นแต่พ่อแม่ร้องห่มร้องไห้ไม่อยากให้ลูกไปเรียนต่อนอก แต่ไม่เคยเห็นลูกร้องห่มร้องไห้เป็นห่วงพ่อแม่ที่อยู่เมืองจีน สถานการณ์แบบนี้จะให้เธอแพ็กพี่สาวหลินเหนียนส่งไปอเมริกาด้วยหรือไง? ศาสตราจารย์แมนสไตน์รู้เข้าคงสับหัวเธอแบะแน่
"ฉันว่าเรายังคุยกันได้นะ" แมนดี้พยายามตั้งสติ "เอาอย่างนี้ไหม นายไปเรียนพรีคอลเลจกับเราที่ซานอันโตนิโอ เดี๋ยวฉันให้ทางวิทยาลัยช่วยหางานให้พี่สาวนายที่เมืองจีน..."
"ไม่ต้องหรอก ผมบอกแล้วไงว่าไม่ว่าจะซานอันโตนิโอหรืออิลลินอยส์มันก็ไกลเกินไป" หลินเหนียนพูดเสียงเรียบ "ขอบคุณมากที่โรงเรียนให้ความสำคัญ ผมรู้สึกเป็นเกียรติมาก แต่ที่ปฏิเสธเพราะเหตุผลส่วนตัวจริงๆ หวังว่าโรงเรียนของคุณจะไปรับสมัครเด็กหัวกะทิคนอื่นในโรงเรียนเราแทนนะ ส่วนผมก็ช่างมันเถอะ"
คำปฏิเสธที่สุภาพนุ่มนวลนี้ทำเอาหน้าแมนดี้เขียวคล้ำ 'ช่างมันเถอะ' งั้นเหรอ? นายช่างมันได้ยังไง! นายคิดว่าปฏิเสธแล้วปัญหามันจบที่นาย แต่ถ้านายปฏิเสธ คนที่มีปัญหาคือฉันต่างหากโว้ย!
ปล่อยให้ลูกผสมที่ถูกประเมินไว้ระดับ A แถมยังอยู่ในช่วงหมิ่นเหม่จะตื่นรู้ให้ลอยนวลอยู่ข้างนอก ใครจะรู้ว่าวันดีคืนดีเมืองชายทะเลแห่งนี้อาจจะมีข่าวดังเรื่องพลังลึกลับฆ่าคนตาย ถึงตอนนั้นคนที่ถูกส่งมาจะไม่ใช่เจ้าหน้าที่ฝ่ายรับสมัครสาวสวยสดใสอย่างเธอ แต่จะเป็นแก๊งเพชฌฆาตเลือดเย็นจากฝ่ายบริหาร!
แต่เรื่องพวกนี้แมนดี้บอกหลินเหนียนตรงๆ ไม่ได้ เรื่องวุ่นวายพวกนั้นต้องเซ็นสัญญาปกปิดความลับก่อนถึงจะเปิดเผยได้ แต่การเซ็นสัญญาก็หมายถึงตกลงเข้าเรียน มันเป็นวงจรอุบาทว์ชัดๆ
"แต่ผมลองคิดดูแล้ว จริงๆ เราก็น่าจะพอคุยกันได้อยู่นะ" หลินเหนียนเงียบไปครู่หนึ่งจู่ๆ ก็พูดขึ้น
แมนดี้สำลักน้ำลายไอโขลกๆ ออกมาอย่างแรง "พูดอะไรอย่าเว้นช่วงนานสิ! ถ้าคุยได้ก็คุยมาเลย นายมีเงื่อนไขอะไรว่ามา ขอแค่ไม่หลุดโลกเกินไป วิทยาลัยเราจะพยายามตอบสนองให้เต็มที่"
พอพูดออกไป เธอก็รู้สึกแปลกๆ เหมือนตอนนี้เธอกลายเป็นนักเรียนที่มาอ้อนวอนขอเข้าเรียน ส่วนหลินเหนียนกลายเป็นเจ้าหน้าที่รับสมัครเสียอย่างนั้น
"ผมอยากข้ามชั้นพรีคอลเลจ แล้วเข้าเรียนปีหนึ่งที่วิทยาเขตหลักของพวกคุณเลย" หลินเหนียนจ้องตาแมนดี้แล้วพูดอย่างจริงจัง
"หา?" แมนดี้อึ้งไป เงื่อนไขนี้ผิดคาดไปหน่อย แต่ลังเลอยู่พักหนึ่งเธอก็พูดว่า "เดี๋ยวนะ ข้อเรียกร้องของนายมันเกินอำนาจตัดสินใจของฉัน ฉันต้องขอคำสั่งจากหัวหน้าก่อนว่าจะอนุมัติไหม"
หลินเหนียนยกกาแฟขึ้นจิบเป็นเชิงว่าตามสบาย เขารอได้
แมนดี้หยิบ iPhone 3 จากกระเป๋า สไลด์หน้าจอโทรออก พอปลายสายรับเธอก็รีบพูด "หนูเอง แมนดี้ค่ะ ศาสตราจารย์แมนสไตน์ การเจรจาทางนี้มีปัญหานิดหน่อยค่ะ"
"ค่ะ ใช่ เขาบอกว่าจะขอเสนอเงื่อนไขข้อหนึ่ง ไม่งั้นจะปฏิเสธประตูสู่คาสเซลทันที..."
"เปล่าค่ะ ปัญหามันอยู่ที่เงื่อนไขนี้แหละ เขาต้องการเข้าเรียนล่วงหน้า ข้ามชั้นพรีคอลเลจไปเข้าปีหนึ่งเลย" พูดจบแมนดี้ก็เงียบไป เพราะปลายสายก็เงียบไปเหมือนกัน หลินเหนียนที่นั่งอยู่ตรงข้ามไม่ได้พูดอะไร แค่นั่งจิบกาแฟเงียบๆ
สักพักแมนดี้ก็เงยหน้ามองหลินเหนียน "ศาสตราจารย์แมนสไตน์อยากคุยกับนาย เขาเป็นประธานคณะกรรมการระเบียบวินัยและอาจารย์ฝ่ายการเงิน มีอำนาจตัดสินใจเรื่องข้อเรียกร้องของนาย"
"ได้ครับ" หลินเหนียนวางแก้วกาแฟแล้วนั่งตัวตรง แมนดี้กดเปิดลำโพง
"หลินเหนียนใช่ไหม?" เสียงจากปลายสายเป็นเสียงชายชรา ความประทับใจแรกคือความเคร่งขรึมและเข้มงวด แต่คำพูดต่อมากลับดูเป็นมิตรอย่างเหลือเชื่อ "ฉันได้ยินจากแมนดี้ว่าเธอต้องการเข้าเรียนคาสเซลก่อนกำหนด? เธอบอกเหตุผลได้ไหมว่าทำไม?"
"เพราะตามหลักการแล้ว มหาวิทยาลัยไม่ควรมีเกณฑ์เรื่องอายุ ขอแค่มีความรู้เพียงพอที่จะผ่านการสอบ และแสดงความสามารถในการเรียนรู้ที่สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานก็น่าจะเข้าเรียนได้ ผมคิดว่าระดับการเรียนของผมสามารถข้าม ม.6 ไปเรียนที่วิทยาลัยของคุณได้เลย" หลินเหนียนเรียบเรียงคำพูดแล้วกล่าวช้าๆ "และด้วยนิสัยของผม ผมไม่ชอบเป็นฝ่ายถูกกระทำ นักเรียนของคุณเคยเกริ่นเรื่องทุนการศึกษา ผมอยากได้ทุนการศึกษาอย่างสมศักดิ์ศรีด้วยผลการเรียน เพื่อจะได้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในชีวิตด้วยตัวเองอย่างอิสระ"
"สรุปคือเธอทำเพื่อทุนการศึกษา?" ศาสตราจารย์แมนสไตน์ถามตรงๆ
"ใช่ครับ" หลินเหนียนยอมรับอย่างไม่ปิดบัง "ผมอยากเข้าเรียนก่อนกำหนดเพื่อรับทุนการศึกษา"
"ที่แท้นายก็ต่อรองราคามาตลอดเลยเหรอเนี่ย" แมนดี้กุมขมับฟุบลงกับโต๊ะ เธอคิดหัวแทบแตกก็ไม่นึกว่าหลินเหนียนที่แสดงนิสัยรักอิสระมาตลอดจะอ้อมค้อมมาตั้งนานเพียงเพื่อเรื่องทุนการศึกษา
หลินเหนียนมองแมนดี้แล้วพูดใส่โทรศัพท์ "นี่เป็นประเทศที่คนซื้อผักกาดขาวลดราคาห้าสิบสตางค์ยังต่อรองกันได้เป็นครึ่งชั่วโมงนะครับ"
แมนดี้นวดขมับ ทุนการศึกษา 36,000 ดอลลาร์ ไม่ใช่เงินน้อยๆ แต่สำหรับวิทยาลัยคาสเซลถือเป็นเศษเงิน ถ้าปัญหาคือเรื่องเงิน การรับสมัครครั้งนี้ก็ไม่มีปัญหาอะไรแล้ว
"ถ้าเป็นนักเรียนทั่วไปฉันคงปฏิเสธ แต่ถ้าเป็นเธอ การเข้าเรียนก่อนกำหนดไม่ใช่เรื่องเป็นไปไม่ได้" ศาสตราจารย์แมนสไตน์กล่าว "นอกจากเรื่องนี้เธอมีอะไรจะเสริมอีกไหม? ฉันอยากให้เธอรู้ว่าวิทยาลัยของเรามีความจริงใจที่จะปั้นนักเรียนที่ยอดเยี่ยมให้ประสบความสำเร็จ และเธอคือนักเรียนที่ยอดเยี่ยมในสายตาเรา เราให้ความสำคัญกับความต้องการของเธอเป็นพิเศษ ถ้ามีคำถามอะไรก็ถามมาให้หมดตอนนี้เลย"
หลินเหนียนเงียบไปหลายวินาทีก่อนเอ่ยปาก "ในประเทศมีนักเรียนที่เรียนดีเยอะแยะ ทำไมถึงต้องเป็นผม"
"ไม่ ฉันขอแก้คำพูดหน่อย เธอไม่ใช่แค่ 'เรียนดี' แต่เธอคือ 'โดดเด่น' " ศาสตราจารย์แมนสไตน์พูดเสียงเรียบ
หลินเหนียนเงยหน้ามองแมนดี้ทันที เขาเริ่มตระหนักว่าตั้งแต่แรก คนพวกนี้ใช้คำว่า "โดดเด่น" มาชมเชยเขาตลอด ไม่ใช่แค่คำว่าดีเยี่ยมทั่วไป
ดีเยี่ยม กับ โดดเด่น เป็นคำชมทั้งคู่ แต่ความหมายต่างกันมหาศาล
ตอนนี้ หลินเหนียนเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไม "วิทยาลัยคาสเซล" แห่งนี้ถึงดั้นด้นมาหาเขาถึงที่
"เธอเข้าใจแล้วสินะ" ศาสตราจารย์แมนสไตน์สัมผัสได้ถึงความเงียบของหลินเหนียนจึงหัวเราะเบาๆ "อีกอย่าง ฉันได้ยินแมนดี้บอกว่าเธอเป็นห่วงพี่สาวที่ต้องอยู่เมืองจีนคนเดียวใช่ไหม?"
"ใช่ครับ แผนเดิมของผมคือกะว่าจะเบิกทุนการศึกษาล่วงหน้า แล้วเช่าบ้านแถวมหาวิทยาลัยให้เธอไปอยู่ด้วย" หลินเหนียนตอบตามตรง
"วิทยาลัยคาสเซลตั้งอยู่ในเขตป่าเขาห่างไกล วิธีเดียวที่จะไปถึงคือรถไฟด่วนสาย CC1000 รอบวิทยาลัยไม่มีเมือง มีแต่ทุ่งร้างและป่าสน ดังนั้นสี่ปีต่อจากนี้เธอคงต้องอยู่หอพัก" ศาสตราจารย์แมนสไตน์กล่าว "แต่ฉันยินดีมอบสิทธิพิเศษ... ทางโรงเรียนยินดีมอบสิทธิพิเศษให้เธอ เธอสามารถพาพี่สาวมาที่วิทยาลัยได้ เราจะจัดหางานที่เหมาะสมกับเธอให้"
"ศาสตราจารย์!" แมนดี้ร้องเสียงหลง
ศาสตราจารย์แมนสไตน์ไม่สนใจเธอ พูดต่อว่า "แต่ก่อนจะเข้าสู่รั้ววิทยาลัย เธอต้องเซ็นสัญญาปกปิดความลับ สัญญาว่าจะไม่เปิดเผยข้อมูลใดๆ ที่ได้ยิน ได้เห็น หรือรับรู้ภายในวิทยาลัย ฉันถึงจะมีสิทธิ์ยื่นเรื่องต่ออธิการบดีเพื่อขอให้เธอเข้ามาทำงานในส่วนกลางพร้อมกับเธอได้"
"สิทธิพิเศษนี้มันยิ่งใหญ่มาก" คราวนี้แม้แต่หลินเหนียนยังอดหวั่นไหวไม่ได้ "ผมขอเวลาพิจารณาหน่อย"
แมนดี้ที่นั่งอยู่ตรงข้ามแทบจะเป็นบ้าตาย รู้อยู่ว่าสิทธิพิเศษมันเวอร์วังอลังการขนาดไหน แล้วนายจะยังพิจารณาอะไรอีกหา? หลินเหนียนไม่รู้ว่าคาสเซลเป็นโรงเรียนแบบไหน แต่เธอเรียนมาสองปีย่อมรู้ดีที่สุด ข้อเสนอที่แมนสไตน์ยื่นให้นี้แทบจะไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ ถึงในโรงเรียนจะมี "คนปกติ" ทำงานอยู่บ้าง แต่นักเรียนที่หอบเครือญาติมาเรียนด้วยนี่เป็นเคสแรกเลยมั้ง
"เธอมีความกังวลอะไรอีก? พูดออกมาให้หมด" ศาสตราจารย์แมนสไตน์ไม่โกรธที่หลินเหนียนลังเล กลับพูดด้วยน้ำเสียงที่เป็นมิตรยิ่งกว่าเดิม แมนดี้เพิ่งเคยเห็นอาจารย์ตัวเอง "ใจดีมีเมตตา" ขนาดนี้เป็นครั้งแรก
"การไปต่างประเทศไม่ใช่เรื่องเล็ก ต่อให้ผมตกลง ผมก็ต้องปรึกษาพี่สาวก่อน ผมต้องเคารพการตัดสินใจของเธอ" หลินเหนียนอธิบาย
"เรื่องนั้น!" พอได้ยินประโยคนี้ แมนดี้ก็ลุกพรวดขึ้นทันที ตาวาวโรจน์ "ฉันเตรียมการไว้แล้ว!"
หลินเหนียนมองแมนดี้อย่างงุนงง แต่ไม่นานความงุนงงก็เปลี่ยนเป็นความตกตะลึง
ด้านหลังแมนดี้ ในบูธที่นั่งอีกฝั่งของร้านกาแฟ มีคนลุกขึ้นเดินตรงเข้ามานั่งลงข้างๆ หลินเหนียน แล้วพูดใส่โทรศัพท์ iPhone 3 ที่เปิดลำโพงอยู่ว่า "ไม่ต้องพิจารณาแล้วค่ะ รบกวนถามศาสตราจารย์ว่าเราจะนัดคุยรายละเอียดกันได้เมื่อไหร่คะ?"
"อีกสามวัน ที่ห้องเอ็กเซ็กคูทีฟสวีท โรงแรมรีเจ้นท์ ฉันจะรอพวกเธอที่นั่น" ได้ยินเสียงบุคคลที่สาม ศาสตราจารย์แมนสไตน์ที่ปลายสายก็อดชื่นชมในใจไม่ได้ว่าลูกศิษย์ตัวเองฉลาดขึ้นมาบ้างแล้ว
"พี่?" หลินเหนียนมองหลินเสวียนที่อยู่ในชุดพนักงานเสิร์ฟซึ่งมานั่งข้างๆ ด้วยความประหลาดใจ แล้วกวาดตามองไปรอบร้านกาแฟเหมือนเพิ่งนึกอะไรได้
แมนดี้พยักหน้า "ขอโทษด้วยที่ฉันมาหาพี่สาวนายที่ทำงานก่อนโดยไม่ได้บอกนาย ก่อนที่นายจะมาถึงฉันคุยรายละเอียดกับเธอไปเยอะแล้ว แต่สุดท้ายเธอก็บอกว่าจะขอฟังความเห็นของนายก่อน เมื่อกี้ตอนเราคุยกันเธอก็นั่งอยู่โต๊ะข้างๆ ตลอด"
"เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ คุยกันต่อหน้าดีที่สุด" หลินเสวียนพยักหน้าเห็นด้วยกับข้อเสนอที่จะนัดคุยในอีกสามวัน โดยทำเมินสายตาตัดพ้อที่หลินเหนียนส่งมา
"งั้นก็ดีที่สุด ฉันมีธุระต่อ ขอวางสายก่อนนะ" พูดจบ ศาสตราจารย์แมนสไตน์ก็วางสายไปอย่างพึงพอใจ
"ถ้าอีกสามวันเราตกลงกันได้ที่โรงแรมรีเจ้นท์ จะต้องเดินทางไปวิทยาลัยเมื่อไหร่?" หลินเสวียนนั่งคู่กับหลินเหนียน พอเธอเข้าร่วมวง บทบาทการเจรจาก็เปลี่ยนมือจากหลินเหนียนมาสู่เธอทันที
ตอนนี้ข้อตกลงเบื้องต้นผ่านฉลุย แมนดี้ก็ถอนหายใจโล่งอก เลิกเกร็งแล้วเอนหลังพิงโซฟาจิบกาแฟสบายใจ "แน่นอนว่ายิ่งเร็วยิ่งดี วันที่ 12 เราก็เปิดเทอมแล้ว ขั้นตอนเอกสาร การส่งมอบงาน และการปฐมนิเทศต้องไปทำที่โรงเรียนล่วงหน้า เวลาเราค่อนข้างกระชั้นชิด"
"หลังเข้าเรียนแล้วตารางเรียนจะเป็นยังไง เปิดเทอมน่าจะเป็นเทอมสองของปีหนึ่ง หลินเหนียนต้องเรียนชดเชยวิชาของเทอมแรกเองเหรอ?" หลินเสวียนถาม
"ตรงนี้แหละที่ยุ่งยาก เขาพลาดวิชาของปีหนึ่งเทอมแรกไปทั้งเทอม หลักสูตรของโรงเรียนเราค่อนข้างพิเศษ มีวิชาภาคปฏิบัติที่ต้องใช้อุปกรณ์เฉพาะทางเยอะมาก ถ้าเข้ามาแทรกกลางคันฉันกลัวเขาจะตามเพื่อนไม่ทัน... จริงๆ ฉันแนะนำให้เขาเข้าไปนั่งเรียนร่วมสักครึ่งปี แล้วเทอมหน้าค่อยเริ่มเรียนพร้อมกับเด็กปีหนึ่งรุ่นใหม่" แมนดี้แนะนำ
"เรื่องนั้นคุณไม่ต้องห่วง ฉันมั่นใจในตัวเขา" หลินเสวียนตัดบท "ว่าแต่โรงเรียนของคุณเน้นวิชาเอกด้านไหน?"
"มันไม่ใช่เรื่องความมั่นใจนะ" แมนดี้ยิ้มแห้งๆ "หลักสูตรโรงเรียนเราพิเศษมาก วิชาเอกก็เลยพิเศษตามไปด้วย รายละเอียดบอกได้หลังจากเซ็นสัญญาแล้วเท่านั้น แต่สิ่งเดียวที่ฉันบอกได้คือ เราการันตีงานทำหลังเรียนจบ"
"การันตีให้ไปล้างห้องน้ำก็เรียกว่าการันตีงานทำ" หลินเหนียนแทรกขึ้นมา
"ต่อให้ล้างห้องน้ำ ก็เป็นการล้างห้องน้ำในทำเนียบขาว" แมนดี้สวนกลับ
"แล้วมันไม่ใช่ล้างห้องน้ำหรือไง" หลินเหนียนเริ่มเสียใจที่ตกลงเร็วไปหน่อย
ดูเหมือนจะเห็นแววตาเสียใจของหลินเหนียน แมนดี้รีบหยุดปากเสียแล้วแก้ตัว "โรงเรียนของเรามีชื่อเสียงมากในแวดวงสังคมชั้นสูง บัณฑิตที่จบไปเป็นที่ต้องการตัวสุดๆ ไม่แพ้พวกจบฮาร์วาร์ดหรือเคมบริดจ์เลยนะ"
"แต่ผมได้ยินมาว่าเด็กจบเคมบริดจ์หลายคนจบมาก็ไปล้างห้องน้ำเหมือนกัน" หลินเหนียนยังไม่จบ
แมนดี้คิดในใจ วันนี้นายจะจองเวรกับเรื่องล้างห้องน้ำให้ได้เลยใช่ไหม?
"รายละเอียดเอาไว้คุยกันอีกสามวันเถอะค่ะ" หลินเสวียนยื่นมือถือคืนให้พร้อมรอยยิ้มงดงาม "วันนี้รบกวนคุณแมนดี้มากเลย"
"ไม่รบกวนหรอก อ้อ จริงสิ ศาสตราจารย์แมนสไตน์กำชับให้ฉันเอานี่ให้นาย" แมนดี้หยิบ iPhone 3 เครื่องใหม่เอี่ยมสีขาวออกมาจากกระเป๋า วางลงตรงหน้าหลินเหนียน
"โรงเรียนพวกคุณมีธรรมเนียมให้ของขวัญรับขวัญด้วยเหรอ?" หลินเหนียนลังเล ไม่กล้าหยิบ
"เปล่า นี่เป็นเครื่องมือติดต่อที่จำเป็น ถ้าไม่มีมือถือเราจะติดต่อนายลำบาก ถือซะว่าเป็นสวัสดิการเด็กใหม่" แมนดี้ช่วยสไลด์หน้าจอเปิดรายชื่อผู้ติดต่อ ในนั้นมีเบอร์ของแมนดี้และแมนสไตน์บันทึกไว้อยู่แล้ว
"งั้นผมจะรับไว้ชั่วคราว ถ้าอีกสามวันคุยกันไม่ลงตัวผมจะคืนให้" หลินเหนียนไม่ปฏิเสธและรับของขวัญชิ้นใหญ่ไว้
"จริงสิ ฉันแนะนำให้นายไปกินหม้อไฟนะ" จู่ๆ แมนดี้ก็พูดขึ้น
หลินเหนียนงง ตามไม่ทัน แมนดี้มองเขาแล้วยิ้ม "อุตส่าห์เรียนร่วมกับเพื่อน ม.ปลาย มาตั้งสองปี จะไปแล้วไม่บอกลาหน่อยเหรอ? นายไปอเมริกาคราวนี้ต้องเรียนตั้งสี่ปี เผลอๆ กลับมาอีกทีอาจไม่เหลือคนที่รู้จักแล้วก็ได้ เหมือนกลายเป็นคนแปลกหน้าในเมืองนี้ ถึงตอนนั้นนายจะเสียใจที่ไม่ได้บอกลาเพื่อนเก่าให้ดีๆ"
หลินเหนียนเงียบไป แมนดี้พูดอะไรอีกเยอะแยะแต่เขาไม่ได้ใส่ใจ เขาแค่รู้สึกว่าแมนดี้ที่อยู่ตรงหน้ามั่นใจเหลือเกินว่าการเจรจาในอีกสามวันข้างหน้าจะต้องสำเร็จแน่นอน
"งั้นไม่รบกวนแล้ว เจอกันอีกทีในอีกสามวัน" แมนดี้หยิบกระเป๋าลุกขึ้นเดินออกจากร้านกาแฟ ไม่นานนักก็ได้ยินเสียงเครื่องยนต์คำรามดังลั่น เงาสีแดงโฉบผ่านหน้าต่างไป ทิ้งไว้เพียงเสียงบีบแตรไล่หลังของรถคันอื่น
ในร้านกาแฟ หลินเหนียนและหลินเสวียนนั่งเงียบกันอยู่พักใหญ่ สุดท้ายหลินเหนียนก็เอ่ยปากก่อน "อีกสามวันเราจะไปโรงแรมรีเจ้นท์จริงๆ เหรอ?"
"รับปากแล้วก็ต้องไปสิ" หลินเสวียนทัดผมที่ข้างหูหันมามองน้องชาย "ประเด็นคือแกอยากไปโรงเรียนนี้หรือเปล่า ถ้าไม่อยากไปจริงๆ ถึงตอนนั้นฉันจะช่วยพูดปฏิเสธศาสตราจารย์คนนั้นให้"
"ทุนการศึกษาเยอะขนาดนั้นใครจะไม่อยากไปล่ะ" หลินเหนียนตอบ "แต่เดี๋ยวผมกะว่าจะไปเช็กประวัติวิทยาลัยคาสเซลดูหน่อย สมัยนี้พวกต้มตุ๋นมันเยอะ ผมไม่วางใจ"
"ถ้าเป็นพวกต้มตุ๋นก็ถือว่าลงทุนหนามากนะ" หลินเสวียนมอง iPhone 3 เครื่องใหม่เอี่ยมบนโต๊ะ
"อาจจะเป็นของปลอมก็ได้" หลินเหนียนไม่แม้แต่จะชายตามองมือถือ "งั้นผมเอามือถือเครื่องนี้แลกกับ PHS (เสี่ยวหลิงทง) ของพี่ไหม?"
"อันนั้นของแก แกก็เอาไปใช้สิ" หลินเสวียนส่ายหน้า "ฉันไม่ค่อยเล่น QQ หรืออะไรพวกนั้นหรอก ใช้เสี่ยวหลิงทงก็พอแล้ว"
ประตูร้านกาแฟถูกผลักออก ลูกค้าเดินเข้ามา หลินเสวียนหันขวับไปมองแล้วลุกขึ้นยืนโดยสัญชาตญาณ
"งั้นผมกลับก่อนนะ พี่ทำงานเถอะ" หลินเหนียนเห็นดังนั้นก็ลุกขึ้นตาม
"ตอนบ่ายฉันจะกลับไปทำมื้อเย็น แกซื้อกับข้าวเตรียมไว้ด้วย ในตู้เย็นของหมดแล้ว" หลินเสวียนสั่งความก่อนเขาไป
"รับทราบ" หลินเหนียนรับคำ เขาเดินออกจากร้านกาแฟ ก่อนพ้นประตูเขาหันกลับไปมองในร้าน หลินเสวียนในชุดพนักงานยืนตัวตรงอยู่หน้าโต๊ะลูกค้า ในมือถือปากกา ใบหน้าประดับด้วย "รอยยิ้ม" ที่ปกติไม่ค่อยจะได้เห็น พยักหน้าจดออเดอร์เป็นระยะ เจ้าของร้านที่หงุดหงิดเรื่องที่เธอ "อู้งาน" เมื่อครู่ตะโกนเรียกเสียงดัง หลินเสวียนขานรับรัวๆ แล้ววิ่งกลับไปที่เคาน์เตอร์คว้าไม้ถูพื้นมาถูพื้น วุ่นวายไม่ได้หยุดพัก
หลินเหนียนดูแค่แวบเดียวก็ไม่อยากดูต่อ เขาเก็บ iPhone ใส่กระเป๋ากางเกงแล้วเดินมุ่งหน้าไปยังป้ายรถเมล์ที่อยู่ไกลออกไป
[จบแล้ว]