- หน้าแรก
- เพราะจนหรอกนะถึงยอมไปฟัดกับมังกร
- บทที่ 3 - ตัวขัดบรรยากาศ
บทที่ 3 - ตัวขัดบรรยากาศ
บทที่ 3 - ตัวขัดบรรยากาศ
ล่วงเข้าช่วงบ่าย หลังจากหลินเสวียนออกไปทำงาน หลินเหนียนก็ออกจากบ้านมุ่งหน้าไปยังร้านอินเทอร์เน็ตที่ใกล้ที่สุด
ความสุขของเด็กผู้ชายวัยเรียนมักจะเชื่อมโยงถึงกันเสมอ เหมือนมีด้ายที่มองไม่เห็นร้อยเรียงพวกเราเข้าด้วยกัน ปลายทางของด้ายเส้นนั้นมักจะไปบรรจบกันที่ตรอกซอกซอยสักแห่ง ที่ซึ่งเต็มไปด้วยกลิ่นบุหรี่และเสียงอึกทึกครึกโครมของร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่
หน้าจอ LCD ฉายแสงสีฟ้าสว่างจ้า ตัวอักษรสีขาวสี่ตัวคำว่า "ยินดีต้อนรับ" ลอยเด่นอยู่กลางหน้าจอ รออยู่ประมาณห้าหกวินาที เสียงดนตรีเปิดเครื่องอันไพเราะของวินโดวส์เวอร์ชั่น 'สวนมะเขือเทศ' (วินโดวส์เถื่อนยอดนิยมในจีน) ก็ดังขึ้นในหูฟัง หน้าจอเข้าสู่เดสก์ท็อปของ Windows XP ท้องฟ้าสีคราม เมฆสีขาว และเนินหญ้าสีเขียว
ภายในร้านเน็ตเล็กๆ หลินเหนียนที่นั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์รู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาเล็กน้อย เด็กผู้ชายวัยนี้ไม่ว่าจะได้ยินเสียงเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์เมื่อไหร่ก็มักจะรู้สึกตื่นตัวเสมอ แต่เพื่อนในห้องเรียนที่โรงเรียนซื่อหลานเคยบอกว่าเสียงเปิดเครื่อง XP จริงๆ ไม่ได้เป็นแบบที่ร้านเน็ตใช้กัน เพราะร้านเน็ตทั่วไปใช้แผ่นผี วินโดวส์ลิขสิทธิ์แท้จะมีเสียงเปิดเครื่องที่ฟังดูเศร้าสร้อยกว่านี้หน่อย
เศร้าสร้อย? หลินเหนียนไม่เข้าใจว่าเสียงเปิดคอมมันจะน่าเศร้าตรงไหน ต่อให้เสียงเปิดเครื่องเป็นเพลงธรณีกรรแสง พวกวัยรุ่นชายหญิงที่กำลังรีบร้อนอยากจะเล่นเกมก็คงฟังแล้วฮึกเหิมจนอะดรีนาลีนหลั่งอยู่ดี
หลินเหนียนนั่งอยู่มุมห้อง คล้องหูฟังไว้ที่คอ มือจับเมาส์ล็อกอินเข้าโปรแกรม QQ อย่างชำนาญ ชื่อผู้ใช้ของเขาคือ 'บินสู่ฟ้าคราม' ฟังดูเชยระเบิด แต่ถ้าเทียบกับชื่อของเพื่อนบางคนที่ตั้งว่า "ตัวฉันในวันพรุ่งนี้" "ลืมรัก" (เขียนด้วยภาษาต่างดาว) หรือ "รอยจารึกยามอัสดง" แถมพวกบ้านรวยและว่างจัดบางคนยังสมัครสมาชิกวีไอพีแล้วอัปโหลดรูปโปรไฟล์ดุ๊กดิ๊กวิบวับแสบตา เมื่อเทียบกันแล้วเขาคิดว่าชื่อของตัวเองกับรูปโปรไฟล์ที่เป็นรูปท้องฟ้าสีครามเมฆสีขาวนั้นดูมินิมอลและสบายตากว่าเยอะ
ที่เขาว่ากันว่า "ความเชยที่ถึงที่สุดคือความล้ำสมัย" บางทีหลินเหนียนก็แอบรู้สึกว่าชื่อผู้ใช้ของเขามันก็เท่ดีเหมือนกัน ให้ความรู้สึกเหมือน "คนอื่นเมามาย มีเพียงข้าที่ตื่นรู้"
อีกอย่างชื่อผู้ใช้สุดเชยนี้มีที่มาที่ไป ทุกครั้งที่มีเพื่อนบังเอิญเห็นรายชื่อเพื่อนใน QQ ของเขาแล้วเจอผู้ใช้หญิงชื่อ "เมฆาเขียว" ก็มักจะทำหน้าตาตื่นเต้นถามว่าเป็นแฟนเขาหรือเปล่า เวลาแบบนี้หลินเหนียนมักจะเงียบปล่อยให้เดากันไปเอง เพราะน้อยคนนักที่จะเดาถูกว่า "เมฆาเขียว" จริงๆ แล้วคือพี่สาวของเขา ดังนั้นทุกคนเลยซุบซิบกันไปเองว่าหลินเหนียนมีแฟนสาวรุ่นพี่หน้าตาสวยระดับนางฟ้า ทำเอาเพื่อนฝูงพากันอิจฉาตาร้อนไปตามๆ กัน
ติ๊ง ติ๊ง ติ๊ง
ทันทีที่ล็อกอินเข้า QQ ไอคอนกลุ่มห้องเรียนที่มุมขวาล่างก็กระพริบระรัว หลินเหนียนคลิกเข้าไปดูเห็นเพื่อนๆ ในห้องกำลังคุยกันอย่างออกรส ดูเหมือนเขาจะพลาดอะไรไปเยอะ ที่บ้านเขาไม่มีคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เพื่อความบันเทิงอย่างเดียวที่มีคือโทรศัพท์มือถือ PHS ของหลินเสวียนที่ใช้ทำงาน แต่มันไม่มี QQ มีแต่เกมงูและเตตริสที่หลินเหนียนเล่นจนทะลุปรุโปร่งไปนับครั้งไม่ถ้วน
หลินเหนียนเลื่อนอ่านแชทย้อนหลัง พบว่าการสแปมข้อความทั้งหมดเริ่มต้นจากประโยคเดียวของ 'ซูเสี่ยวเฉียง' เพื่อนนักเรียนหญิงในห้องที่พิมพ์ว่า "ก่อนเปิดเทอมพวกเรามาเลี้ยงฉลองส่งท้ายปิดเทอมฤดูหนาวกันเถอะ"
ซูเสี่ยวเฉียงเป็นเด็กสาวที่มีฐานะร่ำรวยระดับท็อปของห้อง ได้ยินว่าที่บ้านทำธุรกิจเหมืองถ่านหิน หน้าตาสวยเฉี่ยวและใจป้ำ ในห้องมีลูกสมุนและคนติดตามเยอะมาก ในยุคสมัยที่การอวดรวยยังไม่รุนแรงเท่ายุคนี้ การที่ซูเสี่ยวเฉียงวางมาดนางพญาแต่ไม่ทำให้คนรู้สึกหมั่นไส้ได้ก็นับว่าเป็นเสน่ห์เฉพาะตัวอย่างหนึ่ง
คำพูดของเธอมักถูกพวกผู้ชายในห้องยกย่องให้เป็นเหมือนราชโองการ ขอแค่ไม่เหลือบ่ากว่าแรง ส่วนใหญ่ก็พร้อมจะเออออห่อหมกไปด้วย ในแชทกลุ่มนี้ถ้าจะมีสิ่งที่เรียกว่า "อิทธิพลทางวาจา" เธอน่าจะติดอันดับหนึ่งในสาม อันดับสองคือหัวหน้าห้อง 'เจ้าเมิ่งหัว' ส่วนอันดับหนึ่งนั้นเป็นคนอื่น
พอซูเสี่ยวเฉียงเปิดประเด็น แชทกลุ่มก็เหมือนบ่อปลาที่โดนระเบิดลง ทั้งพวกตั้งสถานะล่องหน พวกซุ่มอ่าน หรือพวกที่แอบส่องเฉยๆ ต่างก็โผล่หัวออกมากันหมด หัวข้อสนทนาเรื่องกินเลี้ยงถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยกันอย่างคึกคัก
"กินอะไรกันดี?"
"ฉันได้ยินว่าแถวไฮเทคโซนมีคาเฟ่เปิดใหม่ อาหารฝรั่งรสชาติดีนะ"
"ไปกันตั้งหลายคน ไปคาเฟ่ทำไม ไปกินหมาล่าทั่งดีกว่า"
"ไปภัตตาคารอาหารจีนไหม ฉันรู้จักร้านหนึ่งรสเด็ดมาก แถมให้เยอะด้วย เหมาะกับคนเยอะๆ"
"ตรุษจีนกินเนื้อกินปลาจนเลี่ยนแล้ว ไปกินอาหารเจเปลี่ยนบรรยากาศไหม?"
"อาหารเจมีอะไรอร่อยกัน ถ้าคนเยอะๆ ฉันว่าไปกินบุฟเฟต์อาหารทะเลเถอะ"
"อาหารทะเลขอบาย ญาติฉันทำธุรกิจอาหารทะเล ช่วงตรุษจีนส่งมาให้ที่บ้านกองเป็นภูเขา กินไม่ทันจนจะอ้วกอยู่แล้ว"
คุณหนูซูจะจัดเลี้ยง? หลินเหนียนมองแชทที่ไหลเป็นน้ำตกแล้วเอามือลูบคีย์บอร์ดแต่ไม่ได้พิมพ์อะไรลงไป หลายคนรู้ดีว่าความสัมพันธ์ระหว่างเขากับซูเสี่ยวเฉียงนั้นค่อนข้าง "ละเอียดอ่อน" กิจกรรมส่วนตัวที่มีเธอเป็นแกนนำแบบนี้ ปกติเขาจะขอผ่านตลอด
"ลู่หมิงเฟยอยู่ไหม?" จู่ๆ ซูเสี่ยวเฉียงก็ถามขึ้นมา
กลุ่มห้องเรียนเงียบกริบไปประมาณสิบกว่าวินาที ทุกคนคงกำลังจ้องหน้าจอแล้วเดากันว่าทำไมจู่ๆ ซูเสี่ยวเฉียงถึงเรียกหา 'ลู่หมิงเฟย' ไอัตัวซวยประจำห้อง ถ้าบอกว่าสถานะของซูเสี่ยวเฉียงในห้องคือระดับท็อป สถานะของลู่หมิงเฟยก็คือก้นเหว แถมไม่ต้องนับหนึ่งสองสาม เขาคือที่โหล่
การที่มีคนหาลู่หมิงเฟยไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะลู่หมิงเฟยเป็นแค่ตัวซวยไม่ใช่ตัวกาลกิณีที่ใครเข้าใกล้แล้วจะตาย แต่การที่ซูเสี่ยวเฉียงเรียกหาลู่หมิงเฟยในเวลาแบบนี้มันชวนให้คิดลึก เปรียบเหมือนฮ่องเต้กำลังปรึกษาขุนนางว่าจะจัดงานเลี้ยงราชวัง จู่ๆ ก็ตรัสถามว่า "ยาจกแซ่ลู่แถวชานเมืองอยู่ไหน?"
มันดูแปลกประหลาด สองคนนี้ไม่น่าจะโคจรมาเจอกันได้ การที่ซูเสี่ยวเฉียงเรียกหาแบบนี้ย่อมทำให้คนคิดไปไกล
"อยู่ครับ อยู่ครับ เพิ่งออนเมื่อกี้ มีอะไรเหรอ?" บังเอิญมากที่ลู่หมิงเฟยออนไลน์อยู่พอดี พอได้รับราชโองการเรียกตัวก็รีบกลิ้งออกมารับบัญชาทันที
"พวกเราจะไปกินเลี้ยงกัน ยังไม่สรุปว่าจะกินอะไร นายสนิทกับหลินเหนียนไม่ใช่เหรอ บ้านเขาไม่มีคอม นายช่วยไปบอกเขาหน่อยสิ ฉันเลี้ยงข้าวพวกนายสองคนเอง" สมฉายาแม่มดน้อย เอ่ยปากปุ๊บก็เลี้ยงข้าวปั๊บ
"รับทราบครับผม! เดี๋ยวไปบอกให้แน่นอน แต่เขาจะมาหรือเปล่าผมไม่รับประกันนะ" ยาจกแซ่ลู่พอได้ยินคำว่าข้าวฟรีก็รับปากแข็งขันยิ่งกว่าใคร
"งานนี้มีคนลาภปากแน่ๆ" มีคนแซวขึ้นมา แต่ไม่ได้ระบุชื่อว่าคนมีลาภคือใคร
"แต่ถ้าเป็นหลินเหนียนส่วนใหญ่คงไม่มาหรอก คนอื่นเลี้ยงเขาไม่ค่อยมาหรอก"
"ทำไมแม่มดน้อยไม่ไปตามหลินเหนียนเองล่ะ บ้านเขาอยู่ไหนเธอก็น่าจะรู้นี่นา?"
"ไกลเกิน ฉันอยู่ฝั่งตะวันออก เขาอยู่ฝั่งตะวันตก มีแค่ลู่หมิงเฟยกับหลิวเมี่ยวเมี่ยวที่อยู่ใกล้หน่อย" ซูเสี่ยวเฉียงตอบกลับ
"ฉันไม่รู้ว่าบ้านเขาอยู่ไหน" หลิวเมี่ยวเมี่ยวโผล่มาตอบจังหวะนี้พอดี
"ไม่เป็นไร ไว้ใจผมได้เลย ใครมาแย่งงานนี้ผมโกรธจริงด้วย" ลู่หมิงเฟยแสดงความรักเพื่อน (รักของฟรี) อย่างเต็มที่
เห็นฉากนี้แล้ว หลินเหนียนยิ่งไม่อยากแสดงตัวเข้าไปใหญ่
"สรุปกลับมาที่เรื่องเดิม ตกลงจะกินอะไร?" ซูเสี่ยวเฉียงดึงหัวข้อกลับมา การถกเถียงเรื่องสถานที่กินเลี้ยงจึงดำเนินต่อไป
คนในกลุ่มรู้หน้าที่ ต่างก็ไม่มีใครพูดถึงเรื่องเมื่อกี้อีก เพราะทุกคนเข้าใจตรงกันแล้วว่าฉากละครในกลุ่มตอนนี้กำลังเล่นเรื่อง "บันทึกศาลาคนเมา" — เจตนาของแม่มดน้อยไม่ได้อยู่ที่การกินเลี้ยง แต่อยู่ที่ขุนเขาและแมกไม้
ซูเสี่ยวเฉียงกำลัง "โยนหินถามทาง" และลู่หมิงเฟยก็คือก้อนหินที่มีตะไคร่เกาะก้อนนั้น
ส่วน "ทาง" ที่ว่าคือใคร ทุกคนรู้ดีแต่แกล้งทำเป็นไม่รู้ ไม่เอามาพูดล้อเลียนบนโต๊ะ
ซูเสี่ยวเฉียงมีใจให้หลินเหนียน เรื่องนี้ใครๆ เขาก็รู้ ไม่ใช่ความลับอะไร
การเลี้ยงข้าวแบบเจาะจงนี่ถือเป็นแค่ลูกเล่นเล็กๆ น้อยๆ การแสดงออกที่ชัดเจนกว่านี้ซูเสี่ยวเฉียงก็เคยทำมาแล้ว
เทียบกับความเขินอายและสงวนท่าทีของเด็กสาวมัธยมทั่วไป ความรู้สึกที่แม่มดน้อยมีต่อหลินเหนียนนั้น ขอแค่คนในห้องที่มีตาก็ต้องมองออก ส่วนคนที่ไม่มีตาแต่มีหูก็ต้องเคยได้ยินเรื่องราวระหว่างแม่มดน้อยกับหลินเหนียนมาบ้าง
แค่ตอนงานโรงเรียนที่แม่มดน้อยยอมควักกระเป๋าจ้างคนห้องอื่นมาช่วยเชียร์ตอนหลินเหนียนโชว์เคนโด้ ทุกคนก็กระจ่างแจ้งกันหมดแล้ว
แต่รู้ก็ส่วนรู้ เรื่องจะสมหวังไหมมันอีกเรื่องหนึ่ง
ความรักของหนุ่มสาววัยเรียนก็เหมือนการตีกลองหนังวัว ฝ่ายหนึ่งถือไม้กลองระดมตีระบายอารมณ์ อีกฝ่ายซ่อนตัวอยู่ในกลองแอบดีใจเงียบๆ
เรื่องตีกลองแบบนี้จะใจร้อนไม่ได้ ต้องค่อยเป็นค่อยไป ถ้าคนตีออกแรงมากไปจนคนรอบข้างหูแตกตาย คนที่อยู่ในกลองก็อาจจะโดนแรงสั่นสะเทือนจนช้ำในตายไปด้วย แต่ถ้าตีเบาไปก็กลัวคนข้างในไม่ได้ยิน สุดท้ายถ้าไม่เจาะหนังกลองให้ทะลุ ก็ไม่มีใครรู้ว่าเรื่องนี้จะลงเอยยังไง
ตอนนี้ ม.5 แล้ว อีกเดี๋ยวก็ขึ้น ม.6 ต่างคนต่างต้องแยกย้าย ต่อให้เป็นมือกลองรุ่นเก๋าอย่างแม่มดน้อยที่ตีมาสองปีแล้วเห็นคนในกลองยังนิ่งสนิทก็เริ่มจะร้อนใจ ยิ่งช่วงนี้ในโรงเรียนมีมือกลองสาวสวยหน้าใหม่ๆ ถือไม้กลองจ้องจะเข้ามาแจมด้วย แม่มดน้อยช่วงนี้เลยเผลอลงไม้หนักไปหน่อย เสียงกลองเลยดังสนั่นหวั่นไหว
งานเลี้ยงครั้งนี้มองผ่านๆ อาจดูเหมือนเพลง "สายน้ำขุนเขา" (หาเพื่อนรู้ใจ) แต่คนนอกมองปราดเดียวก็รู้สึกว่าเหมือน "งานเลี้ยงหงเหมิน" (งานเลี้ยงลวงสังหาร) เสียมากกว่า ใครจะไปรู้ว่าในงานเลี้ยงซูเสี่ยวเฉียงจะงัดลูกไม้อะไรออกมา
"ถ้าจะกินเลี้ยงไปกินหม้อไฟก็ได้นะ ช่วงนี้อากาศเริ่มเย็น ได้ยินว่าจะมีคลื่นความเย็นเข้ามา กินหม้อไฟจะได้อุ่นๆ" เฉินเวินเวิน ประธานชมรมวรรณกรรมพูดขึ้นมา
"อันนี้ดี หม้อไฟกินหลายคนครึกครื้นดี แถมร้านก็ไม่ว่าถ้าเสียงดังด้วย"
"พอดีฉันเป็นหวัด ไปกินหม้อไฟไล่ความเย็นหน่อย แต่ถึงตอนนั้นอย่าโทษนะถ้าฉันเอาหวัดไปติดพวกนาย"
"หม้อไฟได้เลย เห็นด้วย"
พอประธานชมรมวรรณกรรมออกโรง เสียงเชียร์เรื่องสถานที่ก็เทไปทางเดียวกันทันที
"ถ้าหม้อไฟฉันรู้จักร้านหนึ่งรสชาติไม่เลว อยู่ไม่ไกลโรงเรียน ทุกคนน่าจะคุ้นทาง ไปมาสะดวก" หัวหน้าห้องเจ้าเมิ่งหัวก็โผล่มาสนับสนุน ข้อเสนอเรื่องหม้อไฟเลยผ่านฉลุย
ผู้มี "อิทธิพลทางวาจา" อันดับหนึ่งและสองพูดไปในทิศทางเดียวกัน ธีมงานเลี้ยงหม้อไฟก็น่าจะเคาะตามนี้ จากนั้นทุกคนก็เริ่มเถียงกันว่าจะสั่งซุปหยินหยาง (ซุปใสคู่ซุปเผ็ด) หรือซุปเผ็ดล้วน
แต่ในตอนนั้นเอง เสียงที่ไม่เข้าพวกและหลุดวงโคจรก็ดังแทรกขึ้นมา
"มีใครรู้อะไรเกี่ยวกับ วิทยาลัยคาสเซล บ้างไหม?"
คนที่ถามคือหลินเหนียน เปิดปากมาก็รู้เลยว่าเป็นพวก 'เสร่อ' ตัวพ่อ
[จบแล้ว]