เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 11: ต่างคนต่างวาระ

บทที่ 11: ต่างคนต่างวาระ

บทที่ 11: ต่างคนต่างวาระ


บทที่ 11: ต่างคนต่างวาระ

ไอ้แก่ฝ่ายธรรมะ ข้าให้โอกาสเจ้าแล้ว แต่เจ้ามันไม่ได้เรื่องเอง!

เจ้ามันจะไม่ได้เรื่องอะไรขนาดนี้!

— จากบันทึก "ไดอารี่ของข้า" โดย จางมั่ว จอมมารเซียนสูงสุดแห่งฟ้าดิน, บันทึกบทที่ 6

จื่อหวงค่อยๆ คลายมือออก รอยยิ้มยังคงประดับอยู่บนใบหน้า

หากก่อนหน้านี้นางเพียงแค่คาดเดาว่าท่านเจ้าสำนักตรงหน้ามีความแข็งแกร่งมาก บัดนี้จื่อหวงก็สามารถยืนยันได้แล้วว่า เจ้าสำนักเทียนหมัวคนใหม่ผู้นี้คือยอดฝีมือตัวจริงเสียงจริง

จางมั่วคิดในใจ ของที่ช่วยชีวิตข้าได้จะให้หลุดมือไปง่ายๆ ได้ยังไง ขืนปล่อยให้เจ้าเอาคืนไปก็เสียของแย่

เรื่องอื่นเขาอาจจะไม่ถนัด แต่เรื่องขโมยของนี่เขาเป็นมืออาชีพ

วิชา 'นิ่งดั่งขุนเขา' นอกจากเอาไว้เก๊กท่าแล้ว ก็มีไว้ใช้ฉกฉวยของนี่แหละที่ได้ผลที่สุด

แน่นอนว่าข้อแม้คืออีกฝ่ายต้องดูไม่ออกว่าเขาแกล้งทำ

ทันทีที่ครบสิบลมหายใจ จางมั่วก็รีบคลายวิชานิ่งดั่งขุนเขา ยิ้มพรายพลางเก็บ 'ป้ายโลหิตมาร' เข้าอกเสื้อ แล้วเอ่ยต่อว่า "ยังมีคำถามอื่นอีกไหม?"

จื่อหวงหยิบพู่กันและกระดาษขึ้นมาจดอย่างรวดเร็ว พลางตอบว่า "คำถามสุดท้าย ขอท่านเจ้าสำนักโปรดตอบรับคำท้าด้วย ข้าจะนำคำพูดของท่านไปลงใน 'บันทึกวิถีอริยะ' ฉบับหน้าทุกตัวอักษร"

ตอบรับคำท้า?

ใจของจางมั่วกระตุกวูบ นี่คือการสนทนาข้ามมิติกับเจ้าสำนักเจิ้งอี้เชียวนะ

เขามองสายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังของจื่อหวง ก็รู้ได้ทันทีว่าเมื่อบันทึกวิถีอริยะฉบับพรุ่งนี้วางแผง ข่าวที่เขาโยนคำท้าทิ้งลงส้วมคงแพร่สะพัดไปทั่วแน่ๆ

ไม่ว่าเขาจะพูดดีแค่ไหน ฝ่ายธรรมะก็คงยากที่จะเชื่อ

หลังจากไตร่ตรองอยู่ครู่ใหญ่ จางมั่วก็เกิดปิ๊งไอเดียขึ้นมา ในเมื่อเป็นเช่นนั้น งั้นก็...

จางมั่วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนกล่าวว่า "ฝากบอกไอ้แก่เจิ้งอี้นั่นด้วยว่า ข้าจะรอเขาอยู่ที่ยอดเขาเสี่ยวเซิง ขอเชิญเขามาท้าดวลข้าอย่างเปิดเผยภายใต้แสงตะวันอันเจิดจ้าได้เลย"

จื่อหวงรีบจดบันทึกยิกๆ หลังจากอ่านทวนดูหลายรอบด้วยความพึงพอใจ ก็กล่าวว่า "ท่านเจ้าสำนักช่างองอาจยิ่งนัก! ข้าจะรีบกลับไปเตรียมต้นฉบับบันทึกวิถีอริยะฉบับใหม่เดี๋ยวนี้เลย"

"จื่อหวง เดินทางปลอดภัย ข้าไม่ไปส่งนะ!"

จางมั่วยกมือขึ้นเล็กน้อย จื่อหวงก็รีบโค้งคำนับแล้วลาจากไปทันที

เมื่อจื่อหวงเดินไปไกลจนลับสายตา สีหน้าของจางมั่วก็เปลี่ยนไปทันควัน เขาหันไปสั่งการหยางซั่วและคนอื่นๆ ว่า "ทุกคน แยกย้ายกันไปที่ตีนเขา ลาดตระเวน วางกับดัก เตรียมซุ่มโจมตี เอาแผนที่มา!"

หยางซั่วและคนอื่นๆ ยังงงเป็นไก่ตาแตก แต่เมื่อเห็นแววตาคมกริบของจางมั่วที่ดูราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ

พวกเขาก็พลันนึกถึงสภาพศพอันน่าสยดสยองของเจ้าลิงขึ้นมาได้ ตัวสั่นงันงก ไม่กล้าถามอะไรมากความ รีบนำแผนที่วาดมือของเขาเสี่ยวเซิงมาวางตรงหน้าทันที

จางมั่วเหยียดมือออก วงกลมลงบนจุดต่างๆ ใกล้ตีนเขา

"ตรงนี้ ตรงนี้ และตรงนี้ เฝ้าระวังให้ดี พื้นที่ตรงนี้ แล้วก็ตรงนี้ด้วย จัดคนผลัดเวรยามลาดตระเวน อย่าให้ใครหน้าไหนเล็ดลอดเข้ามาได้เด็ดขาด"

"ขอรับ!"

ภายใต้การสั่งการอย่างละเอียดของจางมั่ว หยางซั่วและพรรคพวกจินตนาการไปถึงการลอบโจมตีของพันธมิตรฝ่ายธรรมะจนเหงื่อเริ่มซึมที่หน้าผาก

หารู้ไม่ว่า จางมั่วที่กำลังสั่งการฉอดๆ อยู่นั้น ในหัวมีเพียงความคิดเดียวเท่านั้น

ได้เวลาเผ่นแล้ว!

ขืนรอต่อไป เขาคงได้ตายในฐานะจอมมารจริงๆ แน่

เขาไม่อยากตาย เขายังอยากแต่งเมีย มีลูก แล้วกลับไปใช้ชีวิตเป็นคนธรรมดา

เป็นเจ้าสำนักต่อไปไม่ได้แล้ว ขืนเจ้าสำนักเจิ้งอี้มาถึง เขาคงรับมือไม่ได้แม้แต่กระบวนท่าเดียว จะอยู่สู้ทำไม?

ไอ้ที่พูดไปทั้งหมดนั่น ก็แค่ซื้อเวลาหาทางหนีทีไล่เท่านั้นแหละ

การส่งพวกผู้ฝึกยุทธ์วิถีมารออกไปทั้งหมด ก็เพื่อกันไม่ให้ใครเห็นตอนเขาหนี

ส่วนเรื่องลาดตระเวนกับซุ่มโจมตี ก็เพื่อให้ทางโล่งและซื้อเวลาให้เขาหนีนั่นแหละ

ในยามความเป็นความตาย สมองของจางมั่วยังคงแล่นเร็วปรื๋อ

คืนนี้ เขาจะหนีคืนนี้แหละ

...

อีกด้านหนึ่ง จื่อหวงหลังจากลงจากเขาเสี่ยวเซิง ก็เร่งฝีเท้ากลับไปยังอำเภอเสี่ยวเซิงอย่างรวดเร็วที่สุด

ก่อนเข้าตัวอำเภอ จื่อหวงเปลี่ยนมาสวมชุดคลุมยาวที่ปกปิดรูปร่างและใบหน้ามิดชิด

นางรีบเดินเข้าไปในสถานที่แห่งหนึ่งในตัวอำเภอ ซึ่งมีผู้คนมากมายรอคอยอยู่ก่อนแล้ว

เมื่อเห็นจื่อหวงเดินเข้ามา ทุกสายตาก็จับจ้องมาที่นางด้วยความคาดหวัง

จื่อหวงฉีกกระดาษแผ่นหนึ่งจากสมุดบันทึกวางลงบนโต๊ะทันที พลางกล่าวว่า "นี่คือพาดหัวข่าวฉบับหน้า พิมพ์เดี๋ยวนี้ แล้วเร่งส่งออกไปทันที ไม่ว่าจะยังไง ภายในบ่ายวันนี้ ผู้ฝึกยุทธ์วิถีมารทุกคนในอำเภอเสี่ยวเซิงต้องได้เห็นบันทึกวิถีอริยะฉบับใหม่"

"ขอรับ!"

สิ้นเสียงคำสั่ง ผู้รับผิดชอบก็รีบนำกระดาษไปขัดเกลาข้อความ ส่วนผู้ฝึกยุทธ์วิถีมารที่ดูแลแท่นพิมพ์ก็เริ่มเดินเครื่องด้วยพลังเวท

กลุ่มคนเริ่มทำงานกันอย่างขะมักเขม้น หลังจากจื่อหวงรออยู่ครู่หนึ่ง นางก็หยิบบันทึกวิถีอริยะฉบับพิมพ์เสร็จหมาดๆ ขึ้นมา แล้วรีบเดินขึ้นชั้นบนไป

ในขณะนั้น บนชั้นสอง หญิงสาวพราวเสน่ห์ในชุดกระโปรงยาวสีแดงเลือดนก ผมยาวสยายคลอเคลียไหล่ รูปร่างอวบอัด มีไฝเสน่ห์อยู่ระหว่างคิ้ว ค่อยๆ หันหน้ากลับมา

"เจ้ากลับมาแล้ว คนผู้นั้นเป็นอย่างไรบ้าง?"

คนผู้นั้นที่หญิงสาวกล่าวถึง ย่อมหมายถึง จางมั่ว เจ้าสำนักคนใหม่แห่งเขาเสี่ยวเซิง

จื่อหวงรีบก้าวเข้าไป วางบันทึกวิถีอริยะที่เพิ่งพิมพ์เสร็จลงในมือหญิงสาว

"น้าโลหิต คนผู้นั้นไม่ธรรมดาจริงๆ เจ้าค่ะ ทว่าเขาก็ยังเป็นเพียงผู้ฝึกยุทธ์วิถีมารจากบ้านนอก ยังไงก็มีความโลภอยู่ในสันดาน เขาฉก 'ป้ายโลหิตมาร' ไปแล้ว"

น้าโลหิตมองดูบันทึกวิถีอริยะแล้วหัวเราะเบาๆ "เจ้าหมายถึงป้ายโลหิตมารที่ผ่านการเคลือบพิษพิเศษนั่นน่ะรึ? ทันทีที่เขาใช้มัน เขาจะโดนพิษโลหิตเล่นงานทันที"

จื่อหวงพยักหน้า "ใช่เจ้าค่ะ การจะรับมือกับจอมมารเช่นนั้น จำต้องมีเครื่องมือควบคุม ท่านไม่ต้องกังวล เขาดูไม่ออกหรอก พรุ่งนี้ตอนที่เขาเผชิญหน้ากับเจ้าสำนักเจิ้งอี้ หากเขาต้านทานไม่ไหวจริงๆ เขาจะต้องงัดป้ายโลหิตมารออกมาใช้อย่างแน่นอน อย่างน้อยก็รับประกันได้ว่าเขาจะพินาศไปพร้อมกับเจ้าสำนักเจิ้งอี้ หากท่านต้องการช่วยชีวิตเขา ก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอันใด เพราะในเรื่องพิษโลหิต ท่านคือมือหนึ่งแห่งสำนักวิญญาณอยู่แล้ว"

คำประจบสอพลออันแนบเนียน เรียกรอยยิ้มบนใบหน้าของน้าโลหิตได้บ้าง

น้าโลหิตวางบันทึกวิถีอริยะลง แล้วกล่าวว่า "ทางสำนักให้ความสำคัญกับการต่อสู้ที่นี่มาก หากเป็นไปได้ ข้าย่อมอยากจะดึงตัวมาเป็นพวกมากกว่าฆ่าทิ้ง รวมถึงเจ้าสำนักเจิ้งอี้นั่นด้วย หากเขาโดนพิษโลหิตเข้าจริงๆ ข้าก็ยินดีจะดึงเขาเข้าสู่วิถีมารมากกว่าจะสังหารเขา"

เมื่อได้ยินเช่นนั้น จื่อหวงก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นได้ สีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อยพลางกล่าวว่า "น้าโลหิต ข้าได้ยินมาว่าท่านกับเจ้าสำนักเจิ้งอี้เคยมีความหลังต่อกันเมื่อนานมาแล้ว?"

น้าโลหิตชำเลืองมองจื่อหวงแต่ไม่ได้ปฏิเสธ เพียงเอ่ยเสียงเบาว่า "ปีนั้น ข้าอายุสิบเจ็ด เขาอายุสิบแปด ต่างก็เป็นวัยที่งดงาม น่าเสียดายที่วิถีของเราแตกต่าง ไม่อาจร่วมทางกันได้ เอาเถอะ รีบนำบันทึกวิถีอริยะฉบับใหม่ไปแจกจ่าย ให้พวกจอมปลอมสำนักเจิ้งอี้และสำนักชิงได้เห็นกันให้ทั่ว"

"ข้าจะไปเดี๋ยวนี้!"

จื่อหวงรีบจากไป เหลือเพียงน้าโลหิตที่นั่งเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง

หญิงงามดั่งภาพวาด แต่วัยสาวได้ล่วงเลย เหลือทิ้งไว้เพียงความแค้นเก่าก่อน

คนใจดำผู้นั้น เจ้าเองก็กำลังรำลึกความหลังเหมือนข้าอยู่หรือไม่?

หนึ่งชั่วโมงต่อมา บันทึกวิถีอริยะฉบับใหม่ถูกส่งไปยังพื้นที่ต่างๆ ทั่วตัวอำเภอ

หนังสือพิมพ์ถูกโยนจากระยะไกลเข้าไปในเขตที่พักของพันธมิตรฝ่ายธรรมะ กลิ้งไปหยุดอยู่ที่หน้าประตู

ผู้ฝึกยุทธ์ที่เก็บมันขึ้นมาอ่านเพียงแวบเดียว สีหน้าก็เปลี่ยนไปอย่างรุนแรง

แน่นอนว่าหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นถูกส่งถึงมือเหล่าผู้นำพันธมิตรด้วยความเร็วสูงสุด

ในขณะนี้ ณ โถงหารือของพันธมิตร ผู้ที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ประธาน คือเจ้าสำนักเจิ้งอี้ ในชุดขาวราวหิมะ คิ้วกระบี่พาดเฉียงไปจรดขมับ

เจ้าสำนักมู่เฉินซิง!

จบบทที่ บทที่ 11: ต่างคนต่างวาระ

คัดลอกลิงก์แล้ว