- หน้าแรก
- ย้อนคืนสู่หายนะแห่งความหิวโหย
- บทที่ 17 ครั้งแรกในห้องทดลอง
บทที่ 17 ครั้งแรกในห้องทดลอง
บทที่ 17 ครั้งแรกในห้องทดลอง
บทที่ 17 ครั้งแรกในห้องทดลอง
ระหว่างภาคการศึกษา ถังโม่มักจะไปช่วยงานที่ห้องแล็บของศาสตราจารย์เถียนอยู่บ่อยครั้ง ร่วมทำวิจัยกับเหล่านักศึกษาปริญญาโทของเขา
แต่ครั้งนี้ เธอกลับมาโรงเรียนโดยอ้างว่ามาเข้าค่ายฤดูร้อน ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับศาสตราจารย์เถียน ดังนั้นเธอจึงยังไม่ได้กลับไปที่ห้องแล็บเลยนับตั้งแต่นั้น
ศาสตราจารย์เถียนเป็นผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้าด้านวิทยาศาสตร์ชีวภาพ หลังจากยุคทุพภิกขภัยเริ่มต้นขึ้น เขาหันมาศึกษาเรื่องดินเป็นหลัก และครึ่งปีต่อมา เขาก็เริ่มวิจัยสิ่งมีชีวิตและพืชในยุควันสิ้นโลก
ถ้าถังโม่จำไม่ผิด ศาสตราจารย์เถียนกลายเป็นบุคคลสำคัญระดับห้าดาวของพันธมิตรในเวลาต่อมา เพราะเขาพัฒนาแท่งพลังงานที่ทำจากเนื้อสัตว์อสูรกลายพันธุ์ได้สำเร็จ ช่วยแก้ปัญหาความอดอยากทั่วประเทศได้
ในชีวิตก่อน ถังโม่เองก็ได้รับคำเชิญจากศาสตราจารย์เถียนเช่นกัน แต่ในตอนนั้นเธอรอดชีวิตในโรงเรียนมาได้เพราะความเมตตาของเขา เธอจึงคิดว่าเขาแค่สงสารเธอ
แม้เธอจะสนใจเนื้อหาการทดลองมากแค่ไหน แต่ด้วยทิฐิ เธอจึงปฏิเสธไป
"ตกลงค่ะ พรุ่งนี้ฉันจะไปรายงานตัวที่ห้องแล็บตรงเวลา" ถังโม่ตอบรับด้วยรอยยิ้มสดใส
ศาสตราจารย์เถียนเป็นบุคคลที่มีความรู้ทางวิทยาศาสตร์สูงส่ง งานวิจัยของเขาครอบคลุมตลอดยุควันสิ้นโลก สร้างคุณูปการอันล้ำค่าให้แก่มวลมนุษยชาติมากมาย
แค่ได้มีส่วนร่วมและเรียนรู้ความรู้พื้นฐานบ้าง ก็ถือเป็นเกียรติอย่างสูงสำหรับถังโม่แล้ว แน่นอนว่าเธอต้องตอบตกลง
หลังจากนัดแนะเวลากับศาสตราจารย์เรียบร้อย เธอก็ไปถึงห้องแล็บตรงเวลาในเช้าวันรุ่งขึ้น
ห้องแล็บของศาสตราจารย์เถียนเป็นห้องแล็บที่มีอุปกรณ์ครบครันที่สุดในมหาวิทยาลัย T นอกจากศาสตราจารย์เถียนแล้ว ยังมีนักศึกษาอีกหกคน รวมถังโม่ที่เข้าร่วมวันนี้ก็เป็นเจ็ดคนพอดี
นักศึกษาชายสี่คนเป็นนักศึกษาปริญญาโทของศาสตราจารย์เถียน ส่วนนักศึกษาหญิงอีกสองคน นอกจากถังโม่แล้ว ทั้งคู่เป็นนักศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะวิทยาศาสตร์ชีวภาพ
เธอกวาดสายตาไปรอบห้องอย่างรวดเร็ว เธอไม่คุ้นหน้านักศึกษาชาย แต่เธอรู้จักนักศึกษาหญิงทั้งสองคน
คนหนึ่งคือรูมเมตของเธอ ซ่งชิง ในฐานะนักศึกษาที่มีเกรดเฉลี่ยสูงสุดเป็นอันดับสองของภาควิชา การที่ซ่งชิงอยู่ที่นี่ไม่ได้ทำให้ถังโม่แปลกใจ
ส่วนอีกคนคือ เหวินชิง บุคคลระดับ "นางฟ้า" ที่จะมีชื่อเสียงโด่งดังในโรงเรียนในอนาคต
หากพูดกันตามตรง หน้าตาของเหวินชิงจัดอยู่ในระดับ 6 เต็ม 10 เทียบไม่ได้เลยกับซ่งชิงที่ปกติแต่งตัวเรียบๆ ไม่สนใจรูปลักษณ์ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงถังโม่ที่มีใบหน้าสวยหมดจด
เส้นทางสู่ความโด่งดังของเธอนั้นเรียบง่ายมาก เธอเป็น ผู้ใช้พลังมิติ
แน่นอนว่ามันทำได้แค่เก็บของ ซึ่งในโรงเรียนตอนนี้ก็ไม่ได้ถือว่าหายากอะไรนัก
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ มิติของเหวินชิงมีฟาร์มและลำธารเล็กๆ ที่สามารถผลิตอาหารและน้ำได้
ในสถานการณ์ปัจจุบันที่ผู้คนต่างรอความตาย จะมีอะไรล้ำค่าไปกว่าสองสิ่งนี้อีกเล่า?
อย่างไรก็ตาม ถังโม่ซึ่งตอนนี้มี จี้หยกมิติ อยู่กับตัว อดสงสัยไม่ได้ว่าจริงๆ แล้วเหวินชิงอาจจะไม่ได้มีพลังมิติ แต่มีสมบัติมิติเหมือนกับเธอหรือเปล่า
อย่างน้อยตลอดหลายปีหลังจากนั้น เธอก็ไม่เคยได้ยินเรื่องผู้ใช้พลังมิติที่มิติของตนสามารถปลูกพืชได้เลย
"นี่คือถังโม่ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เธอจะมาร่วมทำการทดลองกับพวกคุณทุกคน" ศาสตราจารย์เถียนแนะนำ
"สวัสดีค่ะทุกคน ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ" ถังโม่ทักทายด้วยรอยยิ้มถ่อมตน
ซ่งชิงชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อเห็นถังโม่ ก่อนจะพยักหน้าด้วยสีหน้าโล่งใจ
ในสายตาของเธอ ถังโม่ดูเหลวไหลเกินไป เอาแต่นอนปิดม่านอยู่บนเตียงทั้งวัน ดังนั้นการที่ตอนนี้เธอมาอยู่ที่ห้องแล็บจึงเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่ง
ซ่งชิงห่วงใยถังโม่ราวกับแม่แก่ๆ คนหนึ่ง
พวกผู้ชายค่อนข้างตื่นเต้นที่เห็นรุ่นน้องหน้าตาดีมาที่ห้องแล็บ
แม้ถังโม่จะแต่งตัวเรียบง่ายในชุดกีฬา สะพายเป้ และไว้ผมสั้นดูทะมัดทะแมง แต่ความงามที่แท้จริงก็ไม่อาจซ่อนเร้นได้ด้วยเสื้อผ้า
"สวัสดีครับน้องเล็ก พี่ชื่อหูฉี" รุ่นพี่ที่ตัวสูงที่สุดและแต่งตัวทันสมัยที่สุดในกลุ่มเป็นคนแรกที่ทักทาย
บุคลิกที่ร่าเริงของเขาดูเป็นมิตร และถังโม่ก็ดูออกจาโลโก้บนเสื้อผ้าของเขาว่า เขาเป็นลูกคนรวยรุ่นที่สองจริงๆ
"จ้าวเทียนอี้" "จ้าวเทียนซื่อ" คนต่อมาที่แนะนำตัวคือคู่แฝด ทั้งคู่รูปร่างท้วมและดูตลกขบขัน
"สวัสดีครับน้องเล็ก พี่ชื่อหลี่กั๋วตง" คนสุดท้ายที่แนะนำตัวเป็นชายหนุ่มแต่งตัวเรียบๆ พูดจาติดขัดเล็กน้อย เหมือนไม่ค่อยได้คุยกับผู้หญิง
ถังโม่พยักหน้าให้แต่ละคนและทักทายตอบ
ทว่า ท่าทีของเหวินชิงกลับค่อนข้างเย็นชา เธอเพียงแค่บอกชื่อตัวเองแล้วหันหน้าหนี
เดิมทีเธอคิดว่าเธอเป็นผู้หญิงที่สวยที่สุดในห้องแล็บ และพวกรุ่นพี่ก็คอยดูแลเอาใจใส่เธอเป็นอย่างดี
พอถังโม่มา เห็นพวกรุ่นพี่รุมล้อมเอาใจใส่ เธอเลยรู้สึกไม่พอใจขึ้นมา
สวยแล้วไง? ก็ยังต้องหิวเหมือนกัน รอดูกันเถอะว่าอีกสองสามวันจะยังยิ้มออกไหม
เหวินชิงลูบกำไลข้อมือ ถ้าไม่ใช่เพราะตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะจะเปิดเผย เธอคงทำให้ถังโม่ต้องทนทุกข์ทรมานไปแล้ว
ถังโม่คร้านจะใส่ใจเธอ เธอเปลี่ยนเสื้อผ้าและเริ่มทำความเข้าใจการทดลอง
ห้องแล็บของศาสตราจารย์เถียนกำลังวิเคราะห์ดิน โดยเก็บตัวอย่างดินทุกๆ สามวัน แล้วนำมาวิเคราะห์ทดสอบ
พวกเขาพบว่าในช่วงแรกของวันสิ้นโลก โครงสร้างโมเลกุลของดินเปลี่ยนแปลงไป จนไม่สามารถให้สารอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืชได้ และยังทำลายโครงสร้างรากของพืชอีกด้วย
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ โครงสร้างโมเลกุลในดินไม่ได้คงที่ตั้งแต่วันแรกของวันสิ้นโลก แต่มันเคลื่อนไหว แยกตัว และเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ไม่มีใครบอกได้ว่าสุดท้ายแล้วมันจะกลายเป็นอะไร
ศาสตราจารย์เถียนกำลังวิจัยหาวิธีเปลี่ยนโครงสร้างดังกล่าวและฟื้นฟูสภาพดินให้กลับมาเพาะปลูกได้
นอกจากนี้ ศาสตราจารย์เถียนยังมีแนวคิดที่กล้าหาญเสมอมา: การแตกตัวอย่างรวดเร็วของโครงสร้างโมเลกุลในดินตอนนี้ อาจไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเสมอไป
หากใช้ประโยชน์จากมันได้ดี บางทีวันหนึ่งมันอาจกลายเป็นสารอาหารที่ดีที่สุดสำหรับพืช
ความรู้เฉพาะทางของถังโม่นั้นแน่นปึ้ก เธอเข้าใจเจตนาของศาสตราจารย์เถียนได้อย่างรวดเร็ว และเริ่มลงมือช่วยการทดลองทันที
เธอไม่แน่ใจว่าการแตกตัวของดิน ภายใต้การแทรกแซงของมนุษย์ จะสามารถเร่งการเจริญเติบโตของพืชได้จริงหรือไม่
อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้อาจเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับยาพันธุกรรมในตำนานแห่งอนาคต ที่ช่วยส่งเสริมการแบ่งตัวอย่างรวดเร็วและการเติบโตของค่าสถานะมนุษย์
เป็นไปได้ไหมว่าศาสตราจารย์เถียนก็มีส่วนร่วมในการวิจัยยาพันธุกรรมด้วย?
เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายในปัจจุบัน แม้แต่ช่วงพักเที่ยง ทุกคนก็ต้องไปรับส่วนแบ่งอาหารและน้ำที่จุดแจกจ่าย แล้วกลับมาหาที่กิน
ผ่านไปเกือบสามเดือนแล้วนับตั้งแต่ยุคทุพภิกขภัยเริ่มต้นขึ้น เสบียงของโรงเรียนแทบจะหมดเกลี้ยง แป้งขาวและผักดองถูกแจกจ่ายไปหมดนานแล้ว ตอนนี้เหลือเพียงข้าวสารจำนวนหนึ่ง นักศึกษาได้รับโจ๊กเหลวๆ เพียงครึ่งชามต่อวันเพื่อประทังชีวิต
การต้มโจ๊กต้องใช้น้ำจำนวนมาก ดังนั้นน้ำที่แจกจ่ายต่อคนจึงลดลงจากครึ่งขวดเหลือเพียงหนึ่งในสี่ของขวด
วันเวลาเช่นนี้คงอยู่ได้อีกไม่นาน
ซ่งชิงนั่งอยู่ในห้องเก็บอุปกรณ์เล็กๆ ของห้องแล็บ ค่อยๆ จิบน้ำข้าวต้มจากชาม
"ฉันตามหาเธอตั้งนาน ที่กินข้าวเที่ยงของเธอนี่ซ่อนตัวดีจริงๆ" ถังโม่ผลักประตูเข้ามาและมองไปรอบๆ
"มีเตียงเล็กๆ ด้วย รู้จักหาความสุขใส่ตัวนะเนี่ย"
"ฉันไม่ติดนิสัยนอนกลางวันหรอก เธอนอนเถอะ"
รู้ว่าถังโม่เคยตื่นสายมากทุกวัน ซ่งชิงจึงพูดขึ้น กลัวว่าเธอจะไม่ชินกับการต้องตื่นเช้ากะทันหัน
ถังโม่มักจะออกไปฝึกฝนประมาณ 4 ชั่วโมงทุกคืน พอกลับมาก็สลบเหมือด และไม่มีอะไรทำในตอนกลางางวัน เธอจึงติดนิสัยตื่นสาย
"เอ้า ฉันแบ่งไว้ให้ครึ่งนึง กินคนเดียวมันสิ้นเปลืองเกินไป"
ถังโม่ยื่นขนมปังพัฟที่แบ่งครึ่งแล้วให้
ซ่งชิงไม่เกรงใจ รับไปกัดกินทันที
พักอยู่หอเดียวกัน เธอย่อมรู้ดีว่าถังโม่ตุนอาหารไว้มากกว่าที่พวกเธอจินตนาการไว้เยอะ ดังนั้นเธอจึงไม่ทำตัวเกรงใจ
จนกระทั่งขนมปังนุ่มละมุนละลายในปาก เธอถึงรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ
ขนมปังสมัยนี้ถูกเก็บมาหลายเดือนแล้ว ต่อให้ยังไม่หมดอายุ เนื้อสัมผัสก็คงไม่สดใหม่ขนาดนี้
ขนมปังที่เธอเพิ่งกินรสชาติเหมือนเพิ่งอบเสร็จใหม่ๆ ความสดใหม่ทำให้เธอถึงกับน้ำลายสอ
ความประหลาดใจในแววตาจางหายไปอย่างรวดเร็ว ซ่งชิงเป็นคนช่างสังเกตและรู้กาลเทศะ หากอีกฝ่ายไม่อยากพูด เธอก็จะไม่เซ้าซี้ถามความลับ
...
ช่วงสองวันนี้เนื้อเรื่องดำเนินไปอย่างช้าๆ เพื่อเอาใจนักอ่านที่น่ารัก คืนนี้จะมีตอนใหม่อีกตอน ประมาณ 4 ทุ่มนะคะ
หร่านหร่านกำลังปั่นงานอย่างหนัก หวังว่าทุกคนจะช่วยกดติดตามและโหวตให้ด้วยนะคะ! รักทุกคนค่ะ!