เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

เทพราชันเก้าตะวัน ตอนที่ 0014

เทพราชันเก้าตะวัน ตอนที่ 0014

เทพราชันเก้าตะวัน ตอนที่ 0014


ตอนที่ 14 : สำเร็จเคล็ดวิชาขั้นกลาง

 

“อาจารย์ขอรับ การแข่งนี้สำคัญหรือ? หากไม่สำคัญ พวกเราก็อย่าเก็บมันมาใส่ใจเลย!” ฉินหยุนพยายามปลอบหยางฉีเย่ว์

“การประลองห้องเรียนไม่เพียงแค่เรื่องชนะหรือแพ้ มันยังเป็นการตัดสินถึงทรัพยากรของห้องเรียนในภาคเรียนนี้ด้วย หากเจ้าแพ้ เจ้าก็จะไม่ได้รับทรัพยากรใดเลย หากเจ้าชนะ เจ้าจะได้รับส่วนแบ่งทางทรัพยากรที่มากขึ้นและมากขึ้นตามลำดับ” หยางฉีเย่ว์กล่าว “หากเจ้าไม่มีทรัพยากรใด แบบนั้นภาคเรียนนี้ก็คงมีแต่ความยากลำบากแล้ว”

“เรื่องนี้...” หางตาของฉินหยุนกระตุก ชัดเจนว่านี่เป็นการประลองคุ้มเสี่ยงชีวิตแล้ว เขาเอ่ยถาม “อาจารย์ ทรัพยากรเหล่านั้นประกอบด้วยอะไรบ้าง?”

“20,000 เหรียญผลึก และเม็ดยาวิญญาณระดับกลางสองเม็ด และยังมีเม็ดยาก่อลมหายใจ’ ซึ่งก็จะมีการจัดสรรตามดุลยพินิจของห้องเรียน นอกจากนี้ยังมีตำราวิชายุทธ์ระดับสูง นักเรียนทุกคนในชั้นสามารถเรียนรู้มันได้ หากเจ้าชนะในรอบที่สองขึ้นไป ส่วนแบ่งที่ได้ก็จะเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวหนึ่ง”

เมื่อฉินหยุนได้รายละเอียดทรัพยากรที่สมควรได้รับจากหยางฉีเย่ว์ เขาถึงกับสบถก่นด่าสาปแช่งจักรพรรดินีผู้โฉดชั่วภายในใจ

ตัวจักรพรรดินีสมควรรู้กฎข้อนี้ เพราะแบบนั้นนางถึงได้ดำเนินการกดดันให้นักเรียนคนอื่นโยกย้ายห้องเรียน ผลลัพธ์ที่ได้ ห้องเก้าเหลือนักเรียนเพียงหนึ่ง เมื่อเป็นเช่นนี้พวกเขาก็คงเลี่ยงความพ่ายแพ้ในการต่อสู้ไม่ได้แล้ว

บรรดานักเรียนชั้นปีสูงกว่าพบว่าเรื่องราวน่าสนุกสนานยิ่งขึ้นหลังได้เห็นสีหน้าลำบากใจของฉินหยุน

“ห้องเก้ามีสภาพแบบนี้คงยากกอบกู้แล้ว ก็มีคนเหลือแค่คนเดียวนี่นะ”

“เป็นฉินหยุนยั่วยุจักรพรรดินีเอง ต้องบอกเลยว่าครั้งนี้จักรพรรดินีเดินหมากได้ปราดเปรื่องมาก ฉินหยุนคงไม่มีทางได้รับทรัพยากรในภาคเรียนนี้แล้ว”

“ถ้าไม่มีทรัพยากรเพื่อฝึกฝนก็ไม่มีความก้าวหน้า ภาคเรียนหน้าก็คงไม่ต่างกัน หากไม่ใช่เพราะเป็นนักเรียนของฮัวหลิง จักรพรรดินีคงเข้ามาจัดการด้วยตัวเองไปแล้วแน่”

“ฮ่าฮ่า ห้องเก้านี่น่าเวทนาชะมัด สงสัยจริงว่าคราวนี้อาจารย์หยางจะคิดเห็นยังไง”

นักเรียนชั้นปีอื่นต่างยืนอยู่รอบนอก พวกเขายินดีที่ได้เห็นเรื่องสนุก ต่างพูดคุยและหัวเราะกันอย่างออกรส

“เพราะสถานการณ์พิเศษของปีนี้ จึงมีหนึ่งห้องเรียนที่มีนักเรียนเพียงหนึ่ง เพื่อให้เกิดความยุติธรรมสูงสุด กฎจึงเปลี่ยนจากการแข่งทั้งห้องเรียนเป็นการต่อสู้เดี่ยว ปีนี้การประลองกลุ่มจะเป็นสองการประลองเดี่ยว!”

ชั่วขณะที่ผู้อำนวยการจางกล่าวคำนี้ออก ฉินหยุนถึงกับพบว่ายังพอมีความหวังอยู่

การประลองต่อสู้ของเด็กใหม่ครั้งนี้ถึงกับยกเลิกการประลองกลุ่ม!

ผู้คนรวมทั้งหยางฉีเย่ว์ถึงกับตื่นตกใจกับสิ่งที่ได้รับฟังอยู่ตอนนี้เช่นกัน!

“สถาบันยุทธ์ฮัวหลิงไม่อนุญาตให้ผู้คนก่อปัญหาในทางลับอย่างเด็ดขาด กฎคือของตาย แต่คนคือของเป็น หากมีสถานการณ์พิเศษเช่นนี้เกิดขึ้นย่อมมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้เช่นกัน” ผู้อำนวยการจางกล่าวเย็นเยือก เขาไม่พอใจมากที่จักรพรรดินีเข้าแทรกแซงกิจการ

“แต่ถึงแบบนั้นห้องเก้าก็ไม่ใช่ว่าจะมีโอกาสชนะ! แม้ฉินหยุนจัดการฉินเทียนอี้ที่พระราชวังหลวงได้ แต่หมอนั่นก็โดนข้าราชบริพารเฒ่าคนนั้นทำบาดเจ็บไปไม่ใช่น้อย อาการบาดเจ็บภายในไม่มีทางหายได้ง่าย”

“ห้องอื่นก็มีนักเรียนพรสวรรค์เยี่ยมกระจายตัวกันอยู่ ถึงกับมีคนที่ได้วิญญาณยุทธ์ในตำนาน แถมยังมีเส้นวิญญาณสี่ตะวันกับห้าตะวันด้วย เรียกได้ว่างานนี้ไม่หมู ฉินหยุนเองก็บาดเจ็บอยู่ ไม่น่าสู้พวกนั้นได้แน่”

“ต่อให้ฉินหยุนชนะสักครั้งหนึ่ง อีกครั้งก็คงยืนหยัดไม่ไหวแล้ว อย่างดีที่สุดคือชนะได้แค่เพียงรอบเดียว”

เมื่อหยางฉีเย่ว์ได้ยินเรื่องที่ฝูงชนสนทนากัน นางจึงหันไปพูดคุยกับฉินหยุนเสียงเบา “อย่าได้เศร้าใจไป ต่อให้พวกเราไม่ได้เข้าร่วมการประลองนี้ ก็ยังมีวิธีอื่นสามารถได้รับทรัพยากร”

แต่ฉินหยุนอยากชนะอย่างน้อยก็สักรอบเพื่อให้ได้อะไรติดไม้ติดมือมาบ้าง!

สำหรับเขา การประลองสองรอบไม่ใช่เรื่องง่าย ห้องเรียนอื่นมีนักเรียนหลายคน เขาลำพังเพียงคนเดียวต้องรับมือสองศึก นี่ไม่ต่างอะไรกับโดนรุม

“อาจารย์ พลังธาตุของข้ากำลังโคจรอยู่ อาการบาดเจ็บดีขึ้นมากแล้ว ข้าอยากสู้!” ฉินหยุนกล่าวตอบหยางฉีเย่ว์เสียงเบา

เพื่อทรัพยากรการฝึกฝน เพื่อเกียรติยศของห้องเรียนและหยางฉีเย่ว์ เขาต้องลุกขึ้นยืนหยัด เขาต้องไม่ท้อถอย

“จริงหรือ? งั้นก็รีบโคจรพลังและทำให้มันสั่นกระเพื่อม!” หยางฉีเย่ว์ต้องการยืนยันเรื่องนี้ นางเร่งรีบคว้าข้อมือของฉินหยุนเป็นการยืนยัน

ฉินหยุนสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนหลับตาลง โคจรวิชาหยางสีดำ พลังธาตุของเขากำลังสั่นกระเพื่อม

อย่างรวดเร็ว หยางฉีเย่ว์สัมผัสได้ว่าพลังธาตุภายในของฉินหยุนกำลังสั่นกระเพื่อม สิ่งที่ทำให้นางแตกตื่นยิ่งกว่าคือพลังธาตุนี้กระเพื่อมรุนแรงมาก หากเป็นเช่นนี้จะเรียกว่ากระเพื่อมไม่ได้แล้ว แต่นี่คือแรงสั่นรุนแรง!

นางมอบวิชาหยางสีดำแก่ฉินหยุน นางรู้จักวิชาหยางสีดำเป็นอย่างดี อย่างน้อยมันก็ต้องใช้เวลาสักสิบวันกว่าจะถึงขั้นต้นของวิชา

แต่แล้วฉินหยุนตอนนี้ไม่เพียงแค่อยู่ระหว่างการเริ่มต้น แต่กลับเป็นขั้นต้นของการฝึกฝนวิชานี้แล้ว!

เวลาทั้งหมดที่เขาใช้เพียงแค่คืนเดียวเท่านั้น!

ความคืบหน้าการฝึกฝนเคล็ดวิชาแบ่งออกเป็นห้าระดับ ขั้นต้น ขั้นกลาง ขั้นสูง สมบูรณ์ และสมบูรณ์แบบ

หยางฉีเย่ว์สะกดความแตกตื่นไว้ภายในใจขณะกล่าวกับฉินหยุนอย่างจริงจัง “เช่นนั้นเจ้าจงสู้! แต่จำเอาไว้ให้ดีว่าอย่าผลักดันตัวเองจนเกินไป หากเจ้าบาดเจ็บที่วิญญาณก็เท่ากับจบสิ้น มันจะส่งผลกระทบรุนแรงต่ออนาคตได้”

จุดประสงค์ของการประลองเด็กใหม่ครั้งนี้ก็เพื่อให้เด็กใหม่รับรู้ถึงความโหดเหี้ยมของการประลอง

ความพ่ายแพ้ที่นี่ไม่ใช่แค่ไม่ได้รับทรัพยากร หากเขาพ่ายแพ้ที่นี่ก็เทียบเท่ากับพ่ายแพ้ไปทั้งชีวิต

หลังจับคู่แบ่งสายกันเสร็จเรียบร้อย หยางฉีเย่ว์จับได้ห้องเจ็ด คู่ประลองของห้องเก้าก็คือห้องเจ็ด!

แพ้ครั้งหนึ่งถูกคัดออก ท้ายที่สุดจะมีเพียงสี่ทีมได้รับชัยชนะ การแบ่งสายเช่นนี้นับว่าโหดเหี้ยมไม่น้อย

ชนะการประลองได้ผลลัพธ์เป็นทรัพยากร ในเมื่อของล่อลวงดี ก็นำพามาซึ่งความเสี่ยงครั้งใหญ่ ตราบเท่าที่แพ้แม้สักครั้ง เขาจะต้องสูญเสียทรัพยากรทั้งหมด นี่คือความโหดเหี้ยมของโลกภายนอก!

“ก็เป็นเช่นนี้ เริ่มคัดเลือกตัวแทนจากแต่ละห้องเรียนกันได้!” ผู้อำนวยการจางประกาศเสียงดังก้อง

สำหรับห้องเรียนของหยางฉีเย่ว์นั้นพิธีการตรงนี้ไม่จำเป็น เพราะนางมีเพียงฉินหยุนที่เป็นนักเรียน

ไม่ช้าห้องอื่นก็เลือกตัวแทนสำหรับรอบแรกกันได้

บุคคลที่ได้ต่อสู้กับฉินหยุนคือเยี่ยนจงหมิงที่ย้ายไปอยู่ห้องเจ็ด เขาคือผู้ครอบครองเส้นวิญญาณสี่ตะวัน อีกทั้งยังมีวิญญาณยุทธ์ไฟระดับทอง

“เยี่ยนจงหมิงคือหลานชายของแม่ทัพใหญ่เยี่ยน ย้อนกลับไปตอนนั้น ตาเฒ่านั่นก็มีส่วนร่วมในการแยกเส้นวิญญาณเราเช่นกัน” ฉินหยุนนึกย้อนเรื่องราวภายในใจ

“จดจำสิ่งที่ข้าบอกไปเมื่อครู่ด้วย” หยางฉีเย่ว์เอ่ยเตือนเขาอีกครั้ง ฉินหยุนตอนนี้เป็นนักเรียนเพียงคนเดียว นางต้องการให้มั่นใจว่าจะไม่เกิดเรื่องอันใดขึ้น

การประลองนัดนี้แทบไม่มีผู้ใดคิดเป็นอื่น ผู้ชมต่างมองว่าคู่นี้เยี่ยนจงหมิงเป็นฝ่ายเหนือกว่าอย่างชัดเจน

“เยี่ยนจงหมิง หลานชายของแม่ทัพ ตั้งแต่ยังเยาว์ได้รับการชี้แนะวิชายุทธ์ดีเยี่ยมเสมอมา พละกำลังต้องเกินกว่าใครคาดคิดแน่”

“แหงอยู่แล้ว! ทางด้านฉินหยุนก็แค่คนพิการตั้งแต่อายุสิบปี แถมยังเว้นว่างบนเส้นทางนี้ไปถึงห้าปีด้วยกัน ที่เอาชนะฉินเทียนอี้ไปได้ก็เพราะโชคดีแค่นั้นแหละ”

ฉินหยุนขณะเดินขึ้นบนลานประลองก็เริ่มได้ยินน้ำเสียงถากถางตนไม่ขาดปาก เขาทำได้เพียงกำหมัดแน่น การเหยียดหยามและเย้ยหยันเหล่านี้เป็นเขาอดทนต่อพวกมันมาแล้วทั้งสิ้นห้าปีจนกระทั่งเป็นเขาในวันนี้ เขาจะแสดงผลลัพธ์ของการฝึกให้พวกมันได้เห็นเอง!

“ฉินหยุนจงคุกเข่าเสีย! ขออภัยต่อจักรพรรดินีตอนนี้ยังไม่สายเกินไป!” ยามเมื่อเยี่ยนจงหมิงเห็นฉินหยุนขึ้นมาบนลานประลอง เขาจึงใช้น้ำเสียงเชิงออกคำสั่งตะคอกใส่ฉินหยุนโดยทันที “ตราบเท่าที่เจ้ายอมรับความผิด ข้าจะปราณีมีเมตตาให้!”

“พูดจาใหญ่โตเสียจริงนะ! พระบิดาข้ายังไม่เคยให้ข้าต้องคุกเข่าโค้งกายแก่ผู้ใด เจ้านั้นเล่ากล้าดียังไงกล่าววาจาสาวหาวถึงขนาดนี้? ปู่ของเจ้าเป็นแม่ทัพที่ภักดีต่อจักรวรรดิเทียนฉินหรืออะไรกันแน่?” ฉินหยุนเอ่ยถามพร้อมน้ำเสียงเหยียดหยัน “ปู่ของเจ้านั้นตอนนี้กลายเป็นแค่สุนัขเลียเท้าจักรพรรดินี เจ้านั้นยังมีหน้ามาภาคภูมิทั้งที่เป็นหลานชายสุนัขเลียเท้าผู้นั้นอีกหรือ?”

ผู้ชมรอบบริเวณต่างหัวเราะกันเสียงเบา ถ้อยคำเหล่านี้ทำเอาเยี่ยนจงหมิงกราดเกรี้ยวและคำรามลั่น “ปู่ข้าไม่ใช่ผู้ที่คนพิการเช่นเจ้าจะมาเหยียดหยามได้!”

นิ้วทั้งสามของเขาพลันเหยียดออกให้เห็น น้ำเสียงเย็นเยือกเปี่ยมไปด้วยความดูถูกอย่างถึงที่สุด “สามกระบวนท่า! ข้าจะใช้เพียงสามกระบวนท่าทำให้เจ้าพิการจนเดินไม่ได้!”

“ห้องเจ็ดและห้องเก้า เริ่มได้!” ผู้อาวุโสกรรมการตะโกนดังลั่น

เยี่ยนจงหมิงที่กราดเกรี้ยวพุ่งเข้าหาฉินหยุนประหนึ่งลูกธนูถูกยิงออกจากคันศร ฝีเท้านั้นเบามากจึงทำให้เร็วยิ่ง

“ก้าวหงส์อมตะโรยรา! เคล็ดวิชาท่าเท้าระดับสูง เยี่ยนจงหมิงถึงกับเรียนรู้มันได้ น่าประทับใจนัก”

“ก้าวหงส์อมตะโรยรา ช่างเป็นวิชายุทธ์ที่เยี่ยมนัก!”

เหล่าเด็กใหม่นั้นเพิ่งปลุกวิญญาณยุทธ์กันเมื่อวาน ดังนั้นจึงยังไม่มีใครมีเวลาพอไปเรียนรู้วิธีใช้พลังภายใน ด้วยเหตุนี้ในการประลองระหว่างห้องเรียนจึงเป็นการทดสอบเด็กใหม่ถึงสิ่งที่เรียนรู้มาตลอดตั้งแต่ยังเยาว์ รวมถึงวิชายุทธ์พื้นฐานของแต่ละตระกูลที่ถ่ายทอดส่งต่อมากันด้วย

จบบทที่ เทพราชันเก้าตะวัน ตอนที่ 0014

คัดลอกลิงก์แล้ว