- หน้าแรก
- ผมขนเทคโนโลยีมาปฏิวัติราชวงศ์ชิง
- บทที่ 60 - เฉินเคว่ยหลง ชนวนระเบิดแห่งการปฏิวัติ
บทที่ 60 - เฉินเคว่ยหลง ชนวนระเบิดแห่งการปฏิวัติ
บทที่ 60 - เฉินเคว่ยหลง ชนวนระเบิดแห่งการปฏิวัติ
บทที่ 60 - เฉินเคว่ยหลง ชนวนระเบิดแห่งการปฏิวัติ
พูดตามตรง การมารับตำแหน่งของเฉินเคว่ยหลงนั้นช่วยแผนการปฏิวัติของเหวินเต๋อซื่อได้อย่างมหาศาล เขาถึงกับเคยพูดเล่นๆ ว่าจะมอบเหรียญตราหนักหนึ่งตันให้ท่านผู้สำเร็จราชการเฉินเลยทีเดียว
ขณะนั้น อัลโตเรียจากแผนกเลขานุการวิ่งเข้ามาด้วยใบหน้าที่ตื่นเต้น "ท่านเหวิน... ท่านเหวิน... เกิดเรื่องใหญ่แล้วค่ะ..."
หน่วยเลขานุการของท่านเหวินที่รักของเรา ตอนนี้มีเลขานุการฝ่ายความลับรวม 18 คน หากรวมเลขาธิการกู้เสี่ยวลวี่ และรองเลขาธิการกู้เสี่ยวชิงกับกู้เสี่ยวหลันแล้ว ก็จะมีทั้งหมด 21 คน ทุกคนล้วนเป็นสาวน้อยหน้าตาสะสวยระดับนางฟ้า มีตั้งแต่ช่วงอายุวัยละอ่อน สาวรุ่น ไปจนถึงสาวสวยสง่า หากมองจากบุคลิกก็มีทั้งแบบเย่อหยิ่ง สดใส อ่อนโยน หรือแม้แต่พวกซื่อบื้อ และหากมองจากสีผิวก็มีทั้งผิวเหลือง ผิวขาว ผิวสีน้ำแทน ไปจนถึงผิวสีน้ำตาล เรียกว่ามีครบทุกสีผิวที่มีอยู่บนโลก (หมายเหตุ: ผิวสีน้ำตาลและสีเข้มล้วนเป็นลูกครึ่ง ไม่ใช่สีผิวแท้ๆ เพราะท่านเหวินรสนิยมไม่ได้หนักแน่นขนาดนั้น)
หากไม่กังวลว่าจะดูน่าสยดสยองเกินไปจนผู้คนแตกตื่น ก็คงจะมีสาวน้อยเผ่าพันธุ์ในจินตนาการอย่างปิศาจจิ้งจอก สาวหูแมว ภูตดอกไม้ ซักคิวบัส เทพธิดา เอลฟ์ หรือดาร์กเอลฟ์ออกมาเดินกันให้ว่อนแล้ว ด้วยเทคโนโลยีพันธุกรรมในศตวรรษที่ 23 การปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ภายนอกของมนุษย์ชีวภาพหรือการเพิ่มชิ้นส่วนบางอย่างเข้าไปไม่ใช่เรื่องยากเลย มันง่ายยิ่งกว่าการศัลยกรรมพลาสติกในศตวรรษที่ 21 เสียอีก
ในความเป็นจริง ก่อนที่ท่านเหวินจะทะลุมิติมา มีพวกโอตาคุสายจินตนาการจำนวนไม่น้อยที่เล่นแบบนี้ ซึ่งเรียกว่า "สาวใช้ชีวภาพฉบับสั่งทำพิเศษ" เพียงแต่รัฐบาลจีนในยุคนั้นเคร่งครัดเรื่องจริยธรรมมาก จึงไม่อนุญาตให้องค์กรภายในประเทศสร้าง "สิ่งมีชีวิตกึ่งมนุษย์" แบบนี้ขึ้นมาเอง แต่สำหรับการนำเข้าผลิตภัณฑ์ประเภทนี้จากต่างประเทศกลับไม่ถูกสั่งห้าม ตราบใดที่ไม่เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของชาติก็สามารถนำเข้าได้ ดังนั้นสาวใช้ชีวภาพสั่งทำพิเศษในบ้านของพวกโอตาคุจีนส่วนใหญ่จึงนำเข้าจากญี่ปุ่น มนุษย์ชีวภาพรุ่นเชิงพาณิชย์เหล่านี้จะถูกล้างความทรงจำพื้นฐานจนว่างเปล่าเพื่อหลีกเลี่ยงข้อพิพาททางการทูต เมื่อผ่านศุลกากรแล้ว หน่วยงานรักษาความปลอดภัยของจีนจะทำการตรวจสอบและบรรจุความทรงจำพื้นฐานเข้าไปใหม่ก่อนจะให้ผู้ใช้รับกลับบ้านไป
ญี่ปุ่นอาศัยอุตสาหกรรมนี้โกยเงินตราต่างประเทศจากพวกโอตาคุจีนไปมหาศาล ที่จริงคนญี่ปุ่นเองก็ทำอาชีพนี้มานานแล้ว เมื่อเทคโนโลยีพัฒนาขึ้น วิธีการขายบริการของพวกเขาก็วิวัฒนาการตามไปด้วย การกระทำของพวกเขาทำให้องค์กรสิทธิมนุษยชนสากลและสมาคมจริยธรรมมนุษย์ไม่พอใจอย่างมาก แต่ด้วยศีลธรรมของคนญี่ปุ่นย่อมไม่สนใจคำคัดค้าน และยังคงส่งออกไปทั่วโลกอย่างหน้าตาเฉย เมื่อมีรายได้มหาศาลเข้ามา เรื่องหน้าตาก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป
ก่อนจะทะลุมิติมา ฟังก์ชันประเภทนี้ในศูนย์ปรับเปลี่ยนของฐานถูกล็อคไว้ การจะสร้างสาวน้อยกึ่งมนุษย์จึงเป็นได้แค่ความฝัน แต่หลังจากทะลุมิติมา เหวินเต๋อซื่อได้รับอำนาจสูงสุดโดยอัตโนมัติ จึงสามารถใช้ฟังก์ชันเหล่านี้ได้ตามใจชอบ อย่างไรก็ตาม คนในยุคนี้อนุรักษนิยมมาก หากเห็นท่านเหวินเดินตามหลังมาด้วยกลุ่มสาวน้อยกึ่งมนุษย์ คงได้ตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ และไม่อาจคาดเดาผลลัพธ์ที่จะตามมาได้ เหวินเต๋อซื่อจึงไม่กล้าเอาชื่อเสียงที่อุตส่าห์สะสมมาไปเสี่ยง ชื่อเสียงนั้นสร้างยากแต่ทำลายง่าย เพียงแค่ทำเรื่องโง่ๆ ไม่กี่เรื่อง รับรองว่าชื่อเสียงคงดิ่งลงเหวทันที
ดังนั้นท่านเหวินจึงต้องยอมลดระดับลงมา เปลี่ยนแผนกเลขานุการให้กลายเป็น "พิพิธภัณฑ์เผ่าพันธุ์มนุษย์" แทน อย่างมากที่สุดยามที่นึกสนุก ก็ให้พวกสาวๆ แต่งชุดคอสเพลย์เป็นสาวน้อยกึ่งมนุษย์เล่นเกมกระชับมิตรกันพอเป็นพิธี อย่างไรเสียเขาก็ไม่ใช่พวกโอตาคุเข้าขั้นที่ขาดสาวกึ่งมนุษย์แล้วจะอยู่ไม่ได้ ท่านเหวินยังคงมีความรักที่กว้างขวางและไม่ค่อยเลือกกินนัก
อัลโตเรีย เพนดรากอน ก็เป็นหนึ่งในสมาชิกแผนกเลขานุการ เธอมีรูปลักษณ์ตามมาตรฐานชาวอารยันด้วยผมทองตาสีฟ้า ผมบนหน้าผากของเธอมีส่วนเล็กๆ ที่ชี้ตั้งขึ้นมา กลายเป็น "ผมชี้" ที่ดูเป็นเอกลักษณ์
เธอวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา "ผมชี้" บนหัวของเธอก็เด้งไปเด้งมา ดูน่ารักน่าเอ็นดูอย่างยิ่ง
เหวินเต๋อซื่อที่กำลังดูแผนงานอยู่เงยหน้าขึ้นถาม "มีอะไรเหรอ? อายะ..."
"ท่านเหวินคะ ท่านชนวนระเบิดที่เฉิงตูบ้าไปแล้วค่ะ..." อัลโตเรียยิ้มพลางวางเอกสารฉบับหนึ่งลงตรงหน้าเหวินเต๋อซื่อแล้วพูดต่อ "คุณบอกว่าจะมอบเหรียญตราหนักหนึ่งตันให้เขา แต่ฉันว่าตอนนี้อาจจะไม่พอแล้วล่ะค่ะ"
เฉินเคว่ยหลงได้รับการขนานนามจากท่านเหวินว่าเป็น "ชนวนระเบิด" ดังนั้นเขาจึงได้รับฉายานี้ในแวดวงผู้บริหารระดับสูงของซิงเคอและพรรคเคอเซ่อไปโดยปริยาย ตอนนี้คนรอบตัวท่านเหวินต่างก็เรียกเขาแบบนี้กันหมด
"เขาทำอะไรอีกละ?" เหวินเต๋อซื่อเปิดเอกสารดูแล้วก็ต้องอึ้ง "อะไรนะ? ยึดทางรถไฟเฉิงตู-ฉงชิ่ง และทางรถไฟฉวนฮั่นเป็นของรัฐ? ชนวนระเบิดนี่บ้าไปแล้วหรือไง!"
อัลโตเรียอธิบาย "ท่านเหวิน เรื่องนี้คือสิ่งที่ท่านชนวนระเบิดเสนอต่อราชสำนักชิงค่ะ เพราะพวกเขาไม่มีเงินแล้ว เลยอยากใช้ทางรถไฟเฉิงตู-ฉงชิ่ง และทางรถไฟฉวนฮั่นเป็นหลักประกันในการข้ามกู้เงิน!"
เหวินเต๋อซื่อเดิมทีคิดว่าการแทรกแซงอย่างรุนแรงของเขาจะทำให้ "ขบวนการกู้คืนสิทธิทางรถไฟ" ในประวัติศาสตร์ไม่เกิดขึ้นแน่นอน แต่ไม่นึกเลยว่าพวกซูสีไทเฮาจะเก่งขนาดนี้ ถึงกับบิดประวัติศาสตร์ที่เฉไปแล้วให้กลับมาที่เดิมได้บ้าง แม้แต่สาเหตุก็ยังคล้ายกัน นั่นคือราชสำนักชิงไม่มีเงินในกระเป๋าจนถึงขั้นคลั่งเพราะความจน
ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น แค่ค่าใช้จ่ายในการสร้างกองทัพใหม่ 9 กองพลก็ทำให้พวกเขาแทบเสียสติแล้ว ยิ่งพื้นที่ที่เป็นแหล่งรายได้ภาษีหลักอย่างเจียงหนานและหูกว่างก็สูญเสียไป เสฉวนก็หายไปครึ่งหนึ่ง กวางตุ้งก็เอาตัวไม่รอด ราชสำนักชิงจึงจนจนถึงที่สุด ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องกู้เงินจากมหาอำนาจ แต่มหาอำนาจไม่ใช่หน่วยงานการกุศล การกู้เงินย่อมต้องมีหลักประกัน และพวกเขาก็ต้องการให้ใช้ทางรถไฟเป็นหลักประกัน ราชสำนักชิงจึงพุ่งเป้าไปที่ทางรถไฟเฉิงตู-ฉงชิ่ง และทางรถไฟฉวนฮั่นนั่นเอง
"ผมว่าพระนางซูสีไทเฮาคงจะเลอะเลือนไปแล้วจริงๆ พวกราชสำนักชิงกำลังคิดอะไรอยู่ ถึงได้กล้าเล่นเรื่องยึดทางรถไฟเป็นของรัฐในเวลานี้?" เหวินเต๋อซื่อส่ายหน้า เขารู้สึกว่าตนเองไม่อาจเข้าใจกระบวนการคิดของพระนางได้เลย เอาเถอะ จิตใจของผู้หญิงน่ะเดายากอยู่แล้ว ยิ่งเป็นผู้หญิงที่กล้าประกาศสงครามกับมหาอำนาจ 11 ชาติพร้อมกันด้วยแล้ว คนธรรมดาย่อมเข้าไม่ถึงความคิดของพระนางเป็นธรรมดา
"การยึดทางรถไฟเป็นของรัฐยังไม่นับว่าเป็นไอเดียที่สร้างสรรค์ที่สุดของท่านชนวนระเบิดหรอกค่ะ คุณลองดูข้างหลังสิคะ..." สีหน้าของอัลโตเรียดูแปลกประหลาดมาก
เหวินเต๋อซื่อพลิกไปดูด้านหลัง เมื่อกวาดสายตาดูเนื้อหาข้างบนแล้ว เขาก็ไม่รู้จะแสดงสีหน้าอย่างไรดี
"ไอ้... ไอ้ไอเดียการจัดเก็บภาษีล่วงหน้า 30 ปีทั่วประเทศนี่ก็เป็นฝีมือของชนวนระเบิดเหมือนกันเหรอ? นี่มันช่างมีความคิดสร้างสรรค์ที่สยดสยองจริงๆ!"
ในเส้นเวลาเดิมช่วงสงครามขุนศึก ขุนศึกเสฉวนก็เคยทำเรื่องประหลาดอย่างการเก็บภาษีที่ดินล่วงหน้าหลายสิบปี จนไปถึงศตวรรษที่ 21 เลยทีเดียว แต่นั่นก็จำกัดอยู่แค่ในเสฉวน ครั้งนี้ภายใต้ข้อเสนอของเฉินเคว่ยหลง ราชสำนักชิงกลับทำได้เด็ดขาดกว่า โดยการออกคำสั่งเก็บภาษีล่วงหน้า 30 ปีทั่วประเทศ และบังคับให้ทุกคนจ่ายภาษีที่ดินของ 30 ปีให้ครบภายในเวลาเพียง 5 ปี
นี่มันสุดยอดไปเลย ยอดเยี่ยมจนแทบจะหยุดหายใจ
อัลโตเรียตอบว่า "ข่าวกรองจากทั้งเฉิงตูและปักกิ่งยืนยันตรงกันค่ะว่าเป็นไอเดียของท่านชนวนระเบิดคนนี้ที่เสนอต่อราชสำนัก..."
"ดูเหมือนว่าผมจะผิดไปเอง..." ท่านเหวินถอนหายใจ
"คุณผิดตรงไหนคะ?" อัลโตเรียถามอย่างสงสัย
ท่านเหวินแสดงสีหน้าละอายใจ "ผมผิดจริงๆ ผมประเมินมาตรฐานความเลวร้ายของสหายชนวนระเบิดต่ำเกินไป ผมตั้งฉายาให้เขาผิดไปอย่างสิ้นเชิง... นี่มันไม่ใช่แค่ชนวนระเบิดแล้ว นี่มันคือระเบิดนิวเคลียร์ชัดๆ! เหรียญตราหนักหนึ่งตันคงไม่พอหรอก อย่างน้อยต้องหนักสิบตัน..."
เขาพูดต่อ "อายะ รีบส่งข้อมูลสองส่วนนี้ไปที่กระทรวงโฆษณาชวนเชื่อกลาง ให้รัฐมนตรีจางเขียนบทความดีๆ ออกมา... อ้อ แล้วก็ให้คนที่ชื่อถังเจี้ยนฮุ่ยไปช่วยงานรัฐมนตรีจางด้วย ผมเห็นว่าฝีไม้ลายมือการเขียนของเขาไม่เลวเลย โดยเฉพาะการเขียนแบบเน้นอารมณ์ดราม่าดูจะเก่งกว่าพวกแผนกเลขานุการของพวกคุณเยอะ สำนวนของพวกคุณมันดูอ่อนหวานเกินไป บอกให้เขาวางแผนให้ดี เขียนบทความระดับหนักหน่วงออกมา ในเมื่อราชสำนักชิงเดินหมากพลาดแบบนี้ เราก็ต้องไม่ปล่อยโอกาสนี้ให้หลุดมือ..."
"ค่ะ ท่านเหวิน ฉันจะรีบส่งข้อมูลให้กระทรวงโฆษณาชวนเชื่อกลางทันทีค่ะ..."
ไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ ข่าวเรื่อง "การยึดทางรถไฟเป็นของรัฐ" และ "การจัดเก็บภาษีที่ดินล่วงหน้า 30 ปีภายใน 5 ปี" ซึ่งเป็นข่าวที่ราชสำนักชิงยังไม่ได้ประกาศอย่างเป็นทางการ ก็แพร่สะพัดไปทั่วประเทศภายใต้การดำเนินการของซิงเคอกรุ๊ปและพรรคเคอเซ่อ
แผ่นดินสั่นสะเทือนทันที! ในตอนแรกยังมีหลายคนไม่เชื่อ เพราะมันเกินกว่าความสามัญสำนึกไปมาก แต่ทุกคนก็รู้ดีว่างานรักษาความลับของราชสำนักชิงนั้นแทบจะเป็นศูนย์ เพียงไม่กี่วันต่อมาก็มีข่าววงในจากราชสำนักแจ้งว่า ทั้งสองเรื่องนี้เตรียมจะประกาศให้รับทราบทั่วกันหลังเทศกาลเช็งเม้งและเริ่มบังคับใช้อย่างเป็นทางการ ยิ่งไปกว่านั้น ข้อมูลที่ว่าใครเป็นคนเสนอ ใครสนับสนุน เสนาบดีท่านไหนพูดอะไร และแสดงสีหน้าอย่างไร ล้วนถูกถ่ายทอดออกมาอย่างละเอียดถิบถ้วน
ผู้คนที่ยังอยู่ภายใต้การปกครองของราชวงศ์ชิงต่างรอคอยด้วยใจระทึกอยู่หนึ่งเดือน จนกระทั่งวันที่ 6 เมษายน หลังผ่านเทศกาลเช็งเม้งไปได้ไม่นาน ราชสำนักชิงก็ประกาศให้ทราบทั่วกันจริงๆ ว่าจะเริ่มบังคับใช้ "การยึดทางรถไฟเป็นของรัฐ" และ "การจัดเก็บภาษีที่ดินล่วงหน้า 30 ปีภายใน 5 ปี" ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป
คนทั้งแผ่นดินเดือดพล่าน!
ชาวบ้านทั่วหล้า โดยเฉพาะชาวบ้านในเสฉวนโกรธแค้นถึงขีดสุด พวกเขาต่างพากันสบถออกมาว่า "แม่มันเถอะ ไอ้ราชวงศ์ชิงเฮงซวย ไอ้ราชสำนักสารเลว!"
อาศัยโอกาสนี้ เหล่านักเขียนของพรรคเคอเซ่อที่นำโดยจางปิ่งหลินต่างก็ระดมกำลังกันอย่างเต็มที่ เหวินเต๋อซื่อมาจากสายวิศวกรรม จึงให้ความสำคัญกับข้อมูลและตรรกะมากที่สุด ภายใต้การนำของเขา พรรคเคอเซ่อจึงสร้างค่านิยมในการพูดความจริง มีหลักฐาน มีข้อมูล และมีตรรกะ ซึ่งรวมถึงเหล่านักเขียนเหล่านี้ด้วย ท่านเหวินสั่งให้พวกเขาเน้นการยกข้อเท็จจริง นำหลักฐานมาแสดง และกางตัวเลขข้อมูลออกมาให้เห็น อย่ามัวแต่เน้นการพรรณนาอารมณ์หรือเขียนดราม่าจนเกินเหตุ
ด้วยฐานข้อมูลของฐานลับ จะมีข้อมูลทางประวัติศาสตร์แบบไหนที่ไม่มี? รวมถึงข้อมูลที่คนในยุคนี้หลายคนไม่เคยรู้ ก็สามารถหยิบมาใช้ได้ทันที อีกทั้งยังรวมถึงผลการขุดค้นทางโบราณคดีจากอีกหลายร้อยปีข้างหน้า และข้อมูลด้านมืดต่างๆ ของราชวงศ์ชิง มีตัวเลขทุกอย่างที่ต้องการ
เมื่อมีข้อมูลเหล่านี้เป็นแรงหนุน เหล่านักเขียนจึงสามารถแสดงฝีมือได้อย่างอิสระและมั่นใจ ยิ่งไปกว่านั้นเหวินเต๋อซื่อยังจัดระบบโรงงานการเขียนจากโลกอนาคตให้แก่พวกเขาอีกด้วย ใช่แล้ว ในฐานะพวกนิยมอุตสาหกรรมอย่างเหวินเต๋อซื่อ แม้แต่การเขียนบทความเขาก็ยังทำเป็นระบบอุตสาหกรรม พวกเขาจะร่างโครงเรื่องหลัก แบ่งเป็นหัวข้อย่อย แล้วแบ่งงานกันทำ มีคนรับผิดชอบตรวจสอบข้อมูล คนตรวจสอบเรื่องราวในอดีต คนเขียนท่อนเรียกอารมณ์ และคนเขียนท่อนเปรียบเทียบเชิงตรรกะ... จากนั้นจึงนำมารวมกัน ตัดต่อ และเกลาสำนวนให้สละสลวย
ภายใต้การบัญชาการของจางปิ่งหลิน (เจ้าคนบ้า) พวกเขาเขียนผลงานออกมาได้วันละหลายหมื่นคำ แล้วจึงคัดเลือกส่วนที่ยอดเยี่ยมที่สุดออกมา จางปิ่งหลินมองดูผู้ใต้บังคับบัญชาเขียนกันอย่างสนุกสนานก็เริ่มคันไม้คันมือ จึงลงสนามมาจับปากกาด้วยตัวเอง โดยเขารับผิดชอบส่วนของการเขียนด่าทอ ซึ่งการเขียนบทความโต้ตอบนี้ถือเป็นความถนัดของเขา และการเขียนท้ารบด่าคนก็คือความชอบตลอดชีวิตของเขาเช่นกัน
ดังนั้น ในวันที่สามหลังจากราชสำนักชิงประกาศต่อทั่วหล้า หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ในเขตควบคุมของพรรคปฏิวัติก็ได้ตีพิมพ์ผลงานชิ้นเอกของพรรคเคอเซ่อชื่อว่า "เก้าอาชญากรรมของราชสำนักชิง อาชญากรรมที่หนึ่ง—ความโลภอย่างไร้ยางอาย" บทความนี้ไม่เพียงแต่มีสำนวนการเขียนชั้นเลิศ แต่ข้อมูลตัวเลขต่างๆ ยังละเอียดและแม่นยำ โดยระบุถึงการกระทำขูดรีดของราชสำนักชิงในรูปแบบต่างๆ พร้อมทั้งวิเคราะห์แก่นแท้ของการกดขี่เหล่านั้นอย่างลึกซึ้ง จางปิ่งหลินชี้ให้เห็นอย่างเฉียบคมว่า ราชวงศ์ชิงคือกลุ่มโจรที่ปลอมตัวเป็นประเทศ และกองธงแปดกองก็คือซ่องโจรที่ปลอมตัวเป็นรัฐบาล
หลายคนที่ได้อ่านถึงกับตาสว่างวูบ "พับผ่าสิ ที่แท้ไอ้ราชวงศ์ชิงนี่มันก็แค่สิ่งที่ไร้ค่ามาตั้งนานแล้ว!"
ราชสำนักชิงถูกด่าจนหน้าเสีย ย่อมต้องมีการโต้กลับ พวกเขามีนักเขียนไม่น้อยเช่นกัน จึงใช้หนังสือพิมพ์ในมือแก้ต่างให้ตัวเอง และก่นด่าว่าพรรคเคอเซ่อทำร้ายเหล่าปัญญาชน เป็นกบฏที่คิดคดทรยศ การด่าพรรคเคอเซ่อว่าทำร้ายปัญญาชนนั้นไม่เท่าไหร่ แต่การแก้ต่างให้ตัวเองกลับดูอ่อนแรงเกินไป เพราะข้อมูลที่พรรคเคอเซ่อนำมาแสดงล้วนเป็นเรื่องจริงที่มีหลักฐานชัดเจน การโต้แย้งเพียงด้วยอารมณ์ของราชสำนักจึงดูจืดชืดและไร้น้ำหนัก
"พับผ่าสิ พวกแกยังกล้าขัดขืนอีกเหรอ!? ดูสิว่าข้าจะจัดการพวกแกยังไง!" จางปิ่งหลินที่กำลังเตรียมพร้อมอยู่แล้วมีหรือจะอยู่นิ่ง เขาจึงรีบกระโดดออกมารับคำท้าทันที
จางปิ่งหลินคนนี้มีสำนวนการเขียนที่เผ็ดร้อนเฉียบคม ด่าคนโดยไม่ต้องใช้คำหยาบแต่กลับเจ็บแสบที่สุด เหมาะสำหรับการต่อสู้ทางตัวอักษรเป็นอย่างยิ่ง เมื่อหลายปีก่อนเขาเคยประลองฝีปากกับเหลียงฉี่เชา ยอดปัญญาชนกลุ่มนิยมรัฐธรรมนูญมาแล้ว ทั้งสองสู้กันหลายร้อยยกจนฟ้าดินสั่นสะเทือน เป็นการเปิดฉากการโต้แย้งครั้งใหญ่ระหว่างกลุ่มปฏิวัติและกลุ่มนิยมรัฐธรรมนูญ เมื่อนึกถึงช่วงเวลาอันรุ่งโรจน์ในตอนนั้นเขาก็ยังคงประทับใจไม่รู้ลืม บัดนี้มีโอกาสได้สัมผัสรสชาติอันสะใจแบบนั้นอีกครั้ง มีหรือที่เขาจะยอมปล่อยผ่านไปง่ายๆ?
เขาถึงกับทิ้งงานประจำในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงโฆษณาชวนเชื่อ แล้วลงมาลุยในสนามรบแนวหน้าด้วยตัวเอง โดยโยกงานบริหารการเขียนทั้งหมดให้ถังเจี้ยนฮุ่ยผู้ช่วยของเขา ส่วนเขาก็ใช้เวลาส่วนใหญ่ในแต่ละวันไปกับการอ่านหนังสือพิมพ์และเขียนบทความโต้กลับ จนทำให้พวกอาลักษณ์ในราชสำนักต่างพากันกระอักเลือดกันเป็นแถว
อีกด้านหนึ่ง ถังเจี้ยนฮุ่ยผู้ช่วยรัฐมนตรีก็ไม่ทำให้ผิดหวัง ความสามารถในการบริหารจัดการของเขาดูจะเหนือกว่าจางปิ่งหลินเสียด้วยซ้ำ ไม่นานนักบทความ "เก้าอาชญากรรมของราชสำนักชิง อาชญากรรมที่สอง—ความจอมปลอมและปลิ้นปล้อน" และ "เก้าอาชญากรรมของราชสำนักชิง อาชญากรรมที่สาม—ความโหดร้ายไร้คุณธรรม" ก็ถูกปล่อยออกมาอย่างต่อเนื่อง สไตล์ของถังเจี้ยนฮุ่ยต่างจากจางปิ่งหลิน เขาเข้าใจในหลักวัตถุนิยมวิพากษ์อย่างลึกซึ้ง บทความที่เขาคุมการเขียนแม้จะมีความเผ็ดร้อนน้อยกว่า แต่ในแง่ของตรรกะ ข้อมูล และการวิเคราะห์ กลับมีความลึกซึ้งมากกว่ามหาศาล
กลุ่มนิยมรัฐธรรมนูญและพรรคปฏิวัติในมณฑลอื่นๆ ต่างก็มึนงงกับการโต้เถียงครั้งใหญ่นี้ในช่วงแรก แต่เมื่อได้สติพวกเขาก็ทยอยกันลงสนามมาร่วมรบด้วย ทำให้ยอดการจัดพิมพ์หนังสือพิมพ์ทั้งฉบับใหญ่และฉบับเล็กทั่วประเทศพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
ทว่า การโจมตีของพรรคเคอเซ่อไม่ได้มีเพียงเท่านี้ การโต้แย้งทางบทความเป็นเพียงการปะทะซึ่งหน้า ในขณะที่เหล่านักเขียนกำลังทำสงครามน้ำลายอยู่นั้น กองกำลังลึกลับอีกหน่วยหนึ่งในด้านการประชาสัมพันธ์ของพรรคเคอเซ่อก็ได้เริ่มเคลื่อนไหวเช่นกัน
กองกำลังลึกลับนี้ไม่ได้มาจากกระทรวงโฆษณาชวนเชื่อกลาง แต่เป็นสิ่งที่สาขาเทียนจินของซิงเคอดำเนินการเอง
หลิ่วหยาง ผู้รับผิดชอบสาขาเทียนจินของซิงเคอ มีค่าระดับศีลธรรมที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน นี่คือผู้เข้มแข็งที่สามารถสร้าง "ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ธนบัตรปลอม" ขึ้นมาได้ทั้งระบบ คุณคิดว่าศีลธรรมของเขาจะสูงส่งแค่ไหนเชียว? โบราณว่าไว้ คนประเภทเดียวกันมักจะดึงดูดกัน หัวหน้าเป็นอย่างไร ลูกน้องก็เป็นอย่างนั้น ค่าระดับศีลธรรมโดยรวมและค่าเฉลี่ยของสาขาเทียนจินจึงอยู่ในระดับรั้งท้ายของสาขาในเขตต่างๆ
บุคลากรท้องถิ่นที่หลิ่วหยางขุดพบในภาคเหนือนั้น ล้วนแต่เป็นพวกที่มีระดับศีลธรรมกระจัดกระจายอยู่ตามพื้น โดยเฉพาะสองคนที่เขาแนะนำให้ท่านเหวินอย่างแรงกล้า ดูเหมือนว่าระดับศีลธรรมจะต่ำกว่าเขาเสียอีก เรื่อง "เหตุการณ์นิมิตมงคล" และ "เหตุการณ์ทหารเป่ยหยางก่อจลาจล" ที่เคยหลอกหยวนซื่อไข่คราวก่อน ก็ล้วนเป็นไอเดียของพวกเขาทั้งสิ้น
สงสัยว่าสองครั้งก่อนจะยังไม่สะใจ ครั้งนี้พวกเขาจึงจัดหนักกว่าเดิมด้วยการเล่นอะไรที่รุนแรงยิ่งกว่านั้น
(จบแล้ว)