- หน้าแรก
- ผมขนเทคโนโลยีมาปฏิวัติราชวงศ์ชิง
- บทที่ 55 - ฤดูใบไม้ผลิของหวังฉี่เหนียน
บทที่ 55 - ฤดูใบไม้ผลิของหวังฉี่เหนียน
บทที่ 55 - ฤดูใบไม้ผลิของหวังฉี่เหนียน
บทที่ 55 - ฤดูใบไม้ผลิของหวังฉี่เหนียน
วันที่ 28 มกราคม ปี 1908 เขตอุตสาหกรรมไป๋หม่า หอพักพนักงานซิงเคอ
(กริ๊ง...) เสียงกระดิ่งดังขึ้น หวังฉี่เหนียนในชุดเครื่องแบบของซิงเคอกรุ๊ปที่รีดจนเรียบกริบ ปั่นจักรยานตราหย่งจิ่วอย่างสง่าผ่าเผย ใบหน้าของเขาแฝงไปด้วยความภาคภูมิใจที่ปิดไม่มิด
"ว้าว นั่นมันรถฝรั่งนี่... สวยจังเลย... เฮ้อ ได้ยินมาว่ารถแบบนี้คันหนึ่งราคาตั้งหลายสิบหยวนแน่!"
"นั่นคือหวังฉี่เหนียนจากโรงงานเครื่องยนต์โถเจียง ได้ยินว่าปีนี้เขาได้รับเลือกเป็นพนักงานดีเด่น ทางบริษัทเลยให้รางวัลเป็นจักรยานหนึ่งคัน"
"จักรยานนี่เป็นสินค้าใหม่ของบริษัทนะ ยังไม่เริ่มขายให้คนนอกเลย ล็อตแรกถูกนำมาใช้ภายในทั้งหมด ส่วนหนึ่งใช้เป็นรางวัลให้พนักงานดีเด่น..."
ผู้คนบนท้องถนนต่างแสดงสีหน้าอิจฉาและพากันซุบซิบถึงหวังฉี่เหนียน หวังฉี่เหนียนแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน ในใจของเขากำลังคิดถึงแต่แม่สาวหมานเทียนซิงที่อยู่ข้างห้อง
หอพักพนักงานซิงเคอตั้งอยู่ข้างเขตที่พักอาศัยของครอบครัว ซึ่งไม่ได้เป็นห้องไม้ชั่วคราวแบบตอนแรกอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นตึกก่ออิฐถือปูนเหมือนกับที่พักของครอบครัว ตัวอาคารทำจากอิฐสีเขียว สูงห้าชั้น
ในแต่ละชั้นมีห้องพัก 30 ห้อง แต่ละห้องจะมีห้องนอนอิสระขนาด 10 ตารางเมตร 4 ห้องแบ่งแยกซ้ายขวา ตรงกลางเป็นห้องนั่งเล่นส่วนกลางขนาดเล็ก พร้อมห้องล้างหน้าและห้องส้วมทั้งสองฝั่ง ส่วนด้านในสุดเป็นระเบียง หอพักแต่ละหลังจะมีห้องน้ำร้อนที่มีหม้อต้มไฟฟ้าติดตั้งไว้ สามารถให้บริการน้ำร้อนแก่นักศึกษาและพนักงานได้ตลอดทั้งวัน
ขึ้นอยู่กับระดับตำแหน่งที่แตกต่างกัน เขตหอพักจะมีการจัดสรรห้องพักสี่ระดับ พนักงานฝึกหัดและลูกจ้างชั่วคราวก่อนบรรจุจะพักห้องละแปดคน ห้องนอนละสองคน เป็นเตียงสองชั้น พนักงานระดับต้นและระดับกลางที่บรรจุแล้วจะพักห้องละสี่คน ทุกคนมีห้องนอนส่วนตัว ส่วนช่างเทคนิคระดับสูง ผู้จัดการระดับต้น และช่างเทคนิครุ่นเยาว์จะพักห้องละสองคน โดยขยายห้องนอน 4 ห้องเป็น 2 ห้องที่ใหญ่ขึ้น พร้อมเพิ่มโต๊ะเขียนหนังสือ โคมไฟ ตู้หนังสือ และเฟอร์นิเจอร์ที่ดีกว่าเดิม ส่วนช่างเทคนิคระดับกลาง ผู้จัดการระดับกลาง และวิศวกรจะได้รับหนึ่งห้องต่อหนึ่งคน โดยห้องนอนด้านหนึ่งจะถูกดัดแปลงเป็นห้องทำงานและมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครันยิ่งขึ้น
สำหรับช่างเทคนิคระดับสูง ผู้บริหารระดับสูง และบุคลากรทางเทคนิคขั้นสูงจะไม่พักที่นี่ แต่จะอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่เรียกว่า เขตผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งเป็นบ้านวิลล่าขนาดสองหรือสามชั้นทั้งหมด ที่นี่ไม่จำกัดว่าจะเป็นคนโสดหรือไม่ ขอเพียงมีระดับถึงเกณฑ์ก็สามารถรับกุญแจเข้าอยู่ได้ทันที ที่นี่มีลักษณะคล้ายบ้านพักประจำตำแหน่ง ผู้อยู่อาศัยมีเพียงสิทธิในการใช้งาน หากไม่ได้ทำงานกับซิงเคอแล้วก็ต้องคืนที่พัก แต่ตามระเบียบของซิงเคอ หากทำงานในตำแหน่งระดับสูงครบ 20 ปี บริษัทจะมอบกรรมสิทธิ์ในที่ดินและอาคารให้แก่ผู้อยู่อาศัย หรือถ้าใครชอบที่นี่จริงๆ ก็สามารถควักเงินซื้อเองได้
แน่นอนว่าหวังฉี่เหนียนในตอนนี้ยังคิดไปไม่ถึงจุดนั้น เขายังอยู่ในระดับพักห้องละสองคน
ถนนในเขตโรงงานหลักของซิงเคอมีคุณภาพดีมาก ด้วยยอดการผลิตปูนซีเมนต์ที่พุ่งสูงขึ้น ถนนทั่วทั้งโรงงานจึงถูกเปลี่ยนเป็นถนนคอนกรีตที่เรียบและสะอาด ความกว้างอย่างน้อยที่สุดก็เป็นทางรถวิ่งได้สองคัน
หวังฉี่เหนียนฮัมเพลงพลางปั่นจักรยานไปบนถนนสายหลักของเขตหอพักอย่างคล่องแคล่ว การปั่นจักรยานบนถนนแบบนี้ถือเป็นความสุขอย่างหนึ่ง สองข้างทางปลูกต้นไม้ริมทาง ถัดออกไปเป็นสนามหญ้าและแปลงดอกไม้ที่จัดสัดส่วนไว้อย่างดี ถนนสายหลักจะแยกออกเป็นทางย่อยมุ่งหน้าไปยังหอพักแต่ละหลัง ท่ามกลางแมกไม้ที่ปกคลุม อาคารสีขาวหลังคาสีเขียวดูสะอาดสะอ้านเป็นระเบียบอย่างยิ่ง
เหวินเต๋อซื่อมาจากศตวรรษที่ 23 ยุคสมัยนั้นข้อกำหนดเรื่องสิ่งแวดล้อมในโรงงานสูงมาก ตราบใดที่อยู่บนดาวเคราะห์ที่สิ่งมีชีวิตอาศัยได้ แม้แต่พื้นที่การผลิตยังถูกกำหนดให้เป็น สไตล์สวนสาธารณะ เขตที่พักอาศัยยิ่งไม่ต้องพูดถึง
ในมุมมองของเหวินเต๋อซื่อ สิ่งแวดล้อมในโรงงานยุคนี้คือตัวแทนของความ สกปรก รก และแย่ โดยพื้นฐานแล้วก็ไม่ต่างจากกองขยะ โรงงานของมหาอำนาจยุโรปและอเมริกาก็ไม่เว้น หากอยู่ในโลกอนาคต ทุกแห่งคงถูกปรับจนล้มละลาย และผู้รับผิดชอบคงต้องไปนอนในคุกหลายปี เพราะการทำลายสิ่งแวดล้อมถือเป็นอาชญากรรมร้ายแรง
เมื่อคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมแบบสวนสาธารณะในโลกอนาคต เขาย่อมไม่อาจทนเห็นโรงงานที่เหมือนกองขยะในยุคนี้ได้ ดังนั้นในทุกพื้นที่โรงงานของซิงเคอ สภาพแวดล้อมจึงถูกจัดไว้อย่างสวยงาม มีต้นไม้ สนามหญ้า แปลงดอกไม้ และน้ำพุอยู่ทุกที่ มีสวนสาธารณะขนาดเล็กใหญ่ไม่ต่ำกว่า 100 แห่ง แต่ละพื้นที่จัดให้มีพนักงานทำความสะอาดประจำพื้นที่ ซึ่งต้องทำความสะอาดวันละ 2 ครั้ง ส่วนโรงงานและอาคารที่พักอาศัยทั้งหมดต้องทำความสะอาดผนังและหลังคาอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง
ในมุมมองของคนรุ่นหลัง นิสัยสุขอนามัยของคนส่วนใหญ่ในยุคนี้ถือว่าไม่ผ่านเกณฑ์ ไม่ใช่เพียงประเทศที่ล้าหลังอย่างจีนเท่านั้น แม้แต่ประชาชนของประเทศมหาอำนาจที่ก้าวหน้าก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันนัก เพื่อฝึกฝนนิสัยรักความสะอาดให้แก่คนพื้นเมืองในยุคนี้ ท่านเหวินได้ใช้มาตรการลงโทษที่เข้มงวด ใครก็ตามที่ไม่รักษาความสะอาดจะได้รับโทษตั้งแต่สถานเบาคือการปรับเงิน การวิพากษ์วิจารณ์ตัวเองในที่สาธารณะ ไปจนถึงการทำงานสาธารณประโยชน์ตามระยะเวลาที่กำหนด หากยังทำผิดซ้ำซากก็จะถูกโบยด้วยไม้หรือเฆี่ยนด้วยแส้ตามจำนวนที่กำหนด ไปจนถึงการถูกไล่ออก
ไม่ใช่แค่พื้นที่สาธารณะเท่านั้น ข้อกำหนดเรื่องความสะอาดในหอพักและที่พักอาศัยของครอบครัวก็เข้มงวดเช่นกัน เจ้าหน้าที่สาธารณสุขประจำพื้นที่จะทำการตรวจความสะอาดหอพักและที่พักอาศัยเป็นประจำทุกสัปดาห์ และจะมีการสุ่มตรวจเป็นระยะ หากภายในห้องพักสกปรก มีหยากไย่ หรือมีกลิ่นไม่พึงประสงค์ ก็จะได้รับโทษเช่นเดียวกัน ใครที่พักอยู่ด้วยกันไม่ว่าจะเป็นพนักงานบริษัทหรือไม่ก็ต้องรับโทษร่วมกัน แม้แต่บุคคลภายนอกที่มาติดต่อธุระหรือทำธุรกิจก็ไม่มีข้อยกเว้น ข้อดีเพียงอย่างเดียวคือพวกเขาสามารถใช้เงินค่าปรับแทนการรับโทษรูปแบบอื่นได้
เพียงเพราะเรื่องความสะอาดนี้ จนถึงตอนนี้มีคนถูกไล่ออกไปแล้วไม่ต่ำกว่า 200 คน คนที่เคยถูกโบยและเฆี่ยนมีไม่ต่ำกว่า 3,000 ครั้ง และคนที่ได้รับโทษสถานอื่นยิ่งมีมากกว่านั้น ด้วยเหตุนี้ทำให้สมาชิกที่เป็นคนพื้นเมืองของพรรคเคอเซ่อและซิงเคอกรุ๊ปต่างรู้สึกว่า ท่านเหวินของเราดีทุกอย่าง เสียอย่างเดียวคือรักความสะอาดจนเกินไป อย่าว่าแต่คนที่มาจากระดับล่างเลย แม้แต่ลูกหลานตระกูลร่ำรวยอย่างกวนจิ้งหรือพี่ชิวจิ่น ยังรู้สึกว่าความรักความสะอาดของท่านเหวินนั้นดูจะเกินขอบเขตไปบ้าง
แต่อย่างไรก็ตาม เพราะมาตรการที่เข้มงวดจนเกือบจะ เรียกว่าใจร้าย ของเหวินเต๋อซื่อ ทำให้พนักงานบริษัทสร้างนิสัยในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมได้เอง จนทำให้พื้นที่ของซิงเคอกรุ๊ปกลายเป็นเหมือนแดนสุขาวดี คนนอกที่เข้ามาเยี่ยมชมหรือติดต่อธุระ ต่างก็ต้องตะลึงกับสภาพแวดล้อมที่สวยงาม สะอาด และเป็นระเบียบจนตาแทบค้าง
ตอนนี้พนักงานที่เป็นคนพื้นเมืองต่างภาคภูมิใจในสภาพแวดล้อมที่สวยงามของที่นี่ และใช้มันเป็นหนึ่งในสิ่งอวดอ้างเวลาออกไปข้างนอก
หวังฉี่เหนียนปั่นจักรยานเลี้ยวเข้าทางย่อย มุ่งหน้าไปยังเขตหอพักแห่งหนึ่ง ที่หน้าประตูทางเข้าเขตหอพักนี้มีสนามหญ้าและแปลงดอกไม้ขนาดใหญ่ และมีต้นซากุระ ต้นหมื่นลี้ และต้นเหมยฤดูหนาวปลูกอยู่หนาแน่น สองข้างทางของสนามหญ้ามีรูปปั้นนางฟ้าทำจากหินอ่อนขาวสูงกว่า 3 เมตรจำนวน 12 รูป พวกเธออยู่ในท่าทางที่อ่อนช้อย ในมือถือเครื่องดนตรีโบราณอย่าง ผีผา อวี่ กู่เจิง ต้งเซียว และขลุ่ยไม้ไผ่ พร้อมท่าทางร่ายรำอย่างสง่างาม นางฟ้าที่สวมเสื้อผ้าแขนยาวพลิ้วไหวเหล่านี้ถูกแกะสลักอย่างวิจิตรงดงาม ดวงตาทำจากหินออบซิเดียนดูแวววาว ราวกับกลุ่มหญิงงามที่มีชีวิตกำลังเต้นระบำบรรเลงเพลงอยู่จริงๆ
ที่นี่มีกำแพงที่สูงกว่าปกติ บนยอดกำแพงเต็มไปด้วยตะปูแหลมคมและเศษกระจก แถมยังมีการติดตั้งรั้วไฟฟ้าไว้อีกด้วย เพราะที่นี่คือหอพักพนักงานหญิง การป้องกันที่นี่จึงเข้มงวดกว่าหอพักชายมาก และเพราะรูปปั้นนางฟ้าที่งดงามทั้งสิบสองรูปนี้ ที่นี่จึงถูกพวกชายโสดในบริษัทเรียกว่า ค่ายนางฟ้า หรือ แดนสวรรค์
หวังฉี่เหนียนปั่นจักรยานไปจอดที่ลานกว้างข้างประตูใหญ่ ทันใดนั้นเขาก็เห็นสุนัขดุร้าย 2 ตัวที่มีขนาดใหญ่กว่าลูกวัวจ้องมองมาที่เขาอย่างระแวดระวัง ได้ยินมาว่านี่คือสุนัขสายพันธุ์พิเศษที่มีเฉพาะในบริษัทเท่านั้น มีพละกำลังมหาศาลและดุร้ายอย่างยิ่ง ลำพังชายฉกรรจ์เจ็ดแปดคนรุมเข้ามาพร้อมกันก็อาจถูกพวกมันจัดการจนกระเจิงได้
ยิ่งไปกว่านั้นสุนัขพวกนี้ยังฉลาดมาก ไม่เพียงแต่แยกแยะเพศชายหญิงได้ แต่ยังรู้จักสังเกตท่าทาง ใครก็ตามที่มีท่าทางลับๆ ล่อๆ หรือมีพฤติกรรมผิดปกติ พวกมันจะพุ่งเข้าใส่ทันที เอิ่ม... นี่คือบทเรียนราคาเลือดที่พวกผู้ชายบางคนที่หวังจะมาจีบสาวได้รับมากับตัว ตามข้อมูลจากคนวงในบอกว่า ภายในหอพักหญิงมีผู้พิทักษ์ดอกไม้ที่ดุร้ายแบบนี้อย่างน้อย 50 ตัว พวกมันจะเดินตรวจตราไปทั่วหอพัก และถ้าเห็นผู้ชายเข้าใกล้ก็จะขู่จะกัดทันที
ภายใต้สายตาอันเข้มงวดของพวกสุนัข หวังฉี่เหนียนเดินอย่างระมัดระวังเข้าไปยังห้องยาม
"คุณเป็นใคร? มาทำอะไรที่นี่?" เสียงผู้หญิงทุ้มต่ำดังขึ้น รปภ. หญิงร่างบึกบึนเดินออกมา รปภ. หญิงคนนี้สูงกว่าหวังฉี่เหนียนหนึ่งหัว ร่างกายที่แข็งแรงของเธอทำให้เครื่องแบบตึงเปรี๊ยะ ที่เอวคาดเข็มขัดหนังวัวกว้างเท่าฝ่ามือ ด้านซ้ายแขวนกระบองไฟฟ้า ด้านขวาเหน็บปืนพก M1906
"พี่ฮวา ผมชื่อหวังฉี่เหนียนครับ มาจากโรงงานเครื่องยนต์โถเจียง มาหาคุณหมานเทียนซิง จากโรงงานยาเปี่ยนเชวี่ยที่หนึ่งครับ เธออยู่ตึก 41..." หวังฉี่เหนียนกลืนน้ำลายและตอบอย่างนอบน้อม พร้อมกับรีบหยิบบัตรพนักงานออกมาแสดง
หญิงเหล็กตรงหน้าที่แขนใหญ่ปานขาคน และกำปั้นที่ใหญ่เท่าหัวเด็ก เป็นบุคคลที่ทำให้พวกชายโสดในบริษัทขวัญหนีดีฝ่อ เมื่อครึ่งปีก่อน มีกลุ่มวัยรุ่นที่คึกคะนองสิบกว่าคน อาศัยความเมาประคองความกล้า ไม่ฟังคำเตือนของเธอและพยายามจะบุกเข้าไปหาสาวๆ ผลปรากฏว่าพวกโชคร้ายเหล่านั้นถูกเธอซัดจนร่วงหมดทุกคน แต่ละคนถูกอัดจนช่วยตัวเองไม่ได้ คนที่เจ็บน้อยที่สุดยังต้องนอนโรงพยาบาลไปครึ่งเดือน ส่วนคนที่โดนหนักที่สุดจนตอนนี้ยังลุกจากเตียงไม่ได้เลย
หลังเหตุการณ์นั้น หญิงเหล็กไม่เพียงแต่ไม่ถูกลงโทษ แต่กลับได้รับการประกาศเกียรติคุณจากสำนักงานใหญ่บริษัท ชื่นชมว่าเธอซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ ไม่เกรงกลัวอิทธิพลมืด และกล้าที่จะต่อสู้กับสิ่งเลวร้าย... อะไรทำนองนั้น แถมท่านเหวินยังมอบเงินรางวัลให้เธอด้วยตัวเองถึง 100 หยวน ส่วนพวกโชคร้ายเหล่านั้นถูกลงโทษอย่างหนักตั้งแต่การเฆี่ยนไปจนถึงการไล่ออก ลงโทษเสร็จยังถูกจับส่งเข้าคุกในเมืองเพื่อกินข้าวแดงฟรีๆ ด้วยเหตุนี้เธอจึงได้รับฉายาจากพวกชายโสดว่า ยมทูตฮวา
ตามคำพูดของท่านเหวินคือ ในหอพักหญิงของบริษัทมีเด็กสาวที่ยังไม่ได้แต่งงานอยู่นับพันคน นี่คือเขตต้องห้ามสำหรับผู้ชายอย่างเด็ดขาด การป้องกันจะเข้มงวดแค่ไหนก็ไม่ถือว่าเกินไป หลังเหตุการณ์นั้น ไม่เพียงแต่จะเพิ่มจำนวน รปภ. หญิง แต่ยังติดอาวุธปืนให้พวกเธอ และยังส่ง สุนัขหมายเลขเก้า ล็อตใหม่จากสถาบันชีวภาพมาช่วย และสุดท้ายยังย้ายกองกำลังป้องกันตนเองหนึ่งกองพันมาตั้งค่ายอยู่ข้างๆ ยิ่งไปกว่านั้นเขายังออกคำสั่งให้ รปภ. หญิงเหล่านั้นว่า ใครก็ตามที่ฝ่าฝืนคำเตือนและพยายามบุกรุกอย่างผิดกฎหมาย สามารถยิงทิ้งได้ทันทีในที่เกิดเหตุ
ยมทูตฮวารับบัตรพนักงานไปดู แล้วปรายตามองเขาเล็กน้อย ก่อนจะชี้ไปที่โถงรับแขกข้างๆ และพูดสั้นๆ ด้วยน้ำเสียงเย็นชา "ไปรอข้างใน..." พูดจบเธอก็หันกลับเข้าห้องยามและยกโทรศัพท์ขึ้น "ผู้จัดการตึก 41 ใช่ไหม? ฉันฮวาเสี่ยวเสี่ยว มีคนชื่อหวังฉี่เหนียนมาหาหมานเทียนซิง..."
ผ่านไปสิบกว่านาที เด็กสาวหน้าตาสะสวยคนหนึ่งก็เดินเข้ามาในโถงรับแขก หวังฉี่เหนียนเด้งตัวขึ้นเหมือนติดสปริง พวกเขาพบกันครั้งแรกเมื่อวันหยุดช่วงฤดูใบไม้ผลิปีที่แล้ว ในงานเลี้ยงสังสรรค์พนักงานโสดที่บริษัทจัดขึ้น หลังจากคบหากันมาช่วงหนึ่ง ความสัมพันธ์ก็พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว
"น้องซิง..." เขาเรียกด้วยน้ำเสียงหวานเลี่ยน
"พี่หวัง สวัสดีค่ะ..." น้องซิงตอบกลับด้วยใบหน้าแดงระเรื่อ
ทั้งคู่คุยกันอยู่พักหนึ่ง หวังฉี่เหนียนก็หาโอกาสพูดขึ้นว่า "น้องซิง มะรืนนี้บริษัทจะหยุดยาวช่วงเทศกาลปีใหม่ พี่อยากจะไปเยี่ยมคุณลุงคุณป้าที่บ้านน้องหน่อย น้องว่าสะดวกไหมจ๊ะ?"
"..." น้องซิงหน้าแดงก่ำราวกับมะเขือเทศสุก เธอพยักหน้าตอบรับเบาๆ จนแทบมองไม่เห็น
หวังฉี่เหนียนสูดลมหายใจเข้าลึกๆ และรวบรวมความกล้าพูดต่อ "น้องซิง เรื่องของเราพี่ได้บอกกับเลขาฯ หลิวที่โรงงาน และประธานฉีของสหภาพแรงงานแล้ว ทั้งสองท่านตกลงจะเป็นพ่อสื่อให้พี่เอง ถ้าหนูตกลง หลังปีใหม่พี่จะเชิญพวกท่านไปสู่ขอหนูที่บ้านนะจ๊ะ อ้อ พี่ได้คิวจองบ้านพักในเขตครอบครัวแล้วด้วย เดือนเมษายนนี้ก็ได้บ้านแล้ว น้องซิง น้องคิดว่า..."
"..." น้องซิงก้มหน้าจนแทบจะติดหน้าอก ใบหน้าแดงจนออกสีม่วง ผ่านไปพักใหญ่ ภายใต้การรอคอยอย่างใจจดใจจ่อของหวังฉี่เหนียน เธอถึงได้ส่งเสียง "อืม" ออกมาเบาๆ ราวกับเสียงยุง
หลังจากน้องซิง "อืม" ออกมาคำนั้น เธอก็เอามือปิดหน้าแล้ววิ่งหนีไปทันที
หวังฉี่เหนียนยืนอึ้งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่มุมปากจะค่อยๆ ยกยิ้มขึ้น และในที่สุดเขาก็กระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจสุดขีด
"โอ้เย้... โอ้เย้..." หวังฉี่เหนียนชูกำปั้นขึ้นและส่งเสียงหอนเหมือนหมาป่าด้วยความตื่นเต้น
ในขณะที่เขาตื่นเต้นจนแทบคุมตัวเองไม่ได้ เสียงคำรามดังลั่นก็ดังมาจากด้านหลัง "โอ้เย้อะไรของแกฮะ! ถ้ายังจะมาร้องโหยหวนอีกละก็ เชื่อไหมว่าวันนี้แม่จะอัดแกจนช่วยตัวเองไม่ได้เลย..."
หวังฉี่เหนียนได้สติทันที หันกลับไปมองก็เห็น ยมทูตฮวา ที่น่ากลัวคนนั้นกำลังเท้าสะเอวจ้องมองเขาอย่างกับยักษ์วัดแจ้ง
"ขอโทษครับ ขอโทษ... พี่ฮวา เมื่อกี้ผมดีใจเกินไปหน่อย ต้องขอโทษจริงๆ ครับ..." หวังฉี่เหนียนเหงื่อซึมออกมาทันที ตามตำนานที่เล่าขานกันมา ผู้ชายที่โดนอัดที่นี่น่ะเจ็บตัวฟรีทั้งนั้น
"คุยเสร็จแล้วก็รีบไสหัวไปซะ!"
หวังฉี่เหนียนรีบเผ่นออกไปราวกับถูกไฟรนก้น
ระหว่างทางกลับหอพัก หวังฉี่เหนียนเห็นชายโสดในบริษัทสองสามคนเดินมาทางนี้ด้วยท่าทางประหม่า หวังฉี่เหนียนรู้จักพวกนี้ดี แค่อยู่คนละโรงงานกัน เมื่อเห็นหวังฉี่เหนียน พวกเขาก็ถามขึ้นพร้อมกัน "พี่หวัง สำเร็จไหม?"
"โอ้ ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า..." หวังฉี่เหนียนหัวเราะออกมาอย่างโอ้อวด
"ยินดีด้วยนะพี่หวัง..." พวกชายโสดต่างแสดงสีหน้าอิจฉาตาร้อน
"พวกนายก็พยายามเข้านะ ฮ่าๆๆๆๆ..." หวังฉี่เหนียนหัวเราะร่าพลางปั่นจักรยานจากไปอย่างรวดเร็ว
สำนักงานใหญ่ซิงเคอ
หวังฉี่เหนียนที่ตกอยู่ในห้วงความสุขอย่างเต็มเปี่ยม ไม่รู้เลยว่าท่านเหวินที่เขาเคารพรักที่สุด ในตอนนี้กลับกำลังขมวดคิ้วมุ่น
"ยังน้อยเกินไปนะ..." เหวินเต๋อซื่อถือรายงานฉบับหนึ่งและถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้
"คุณว่าอะไรน้อยไปเหรอคะ? ท่านเหวิน..." กู้เสี่ยวลวี่ถามอย่างแปลกใจ
"ผู้หญิงไง! ผู้หญิงในบริษัทของเราน้อยเกินไปแล้ว..." เหวินเต๋อซื่อส่งรายงานฉบับนั้นให้กู้เสี่ยวลวี่และพูดว่า "คุณดูช่องชายหญิงที่ยังไม่ได้แต่งงานสิ..."
กู้เสี่ยวลวี่รับไปดู แต่กลับพูดอย่างไม่ใส่ใจ "อ้อ ก็จริงค่ะ ผู้ชายโสด 4 หมื่นกว่าคน ผู้หญิงโสด 2 หมื่นกว่าคน นี่มีปัญหาอะไรเหรอคะ?" เธอรู้ข้อมูลในรายงานนี้ดี เพียงแต่ไม่ได้สังเกตประเด็นนี้
"สัดส่วนชายหญิงเกือบจะ 2 ต่อ 1 เลยนะ นี่นับรวมพวกกองทัพปฏิวัติเข้าไปด้วย คุณยังคิดว่าไม่มีปัญหาอีกเหรอ?" เหวินเต๋อซื่อปรายตามองเธอ
(จบแล้ว)