- หน้าแรก
- ชีวิตดี๊ดี เมื่อผมกลายเป็นหนุ่มบ้านนาผู้โชคดี
- บทที่ 1: ฉันจะไม่ไปโรงเรียนแล้ว
บทที่ 1: ฉันจะไม่ไปโรงเรียนแล้ว
บทที่ 1: ฉันจะไม่ไปโรงเรียนแล้ว
บทที่ 1: ฉันจะไม่ไปโรงเรียนแล้ว
"จู้จื่อ แม่มีเรื่องอยากจะขอร้องลูกหน่อย"
"ลูกเลิกไปโรงเรียนได้ไหม?"
หนิวหงฮวายืนอยู่ข้างเตียงเตาด้วยใบหน้าซีดเซียว ดวงตาบวมแดงจากการร้องไห้ สีหน้าเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด
ที่อีกฟากหนึ่งของเตียงเตาอิฐอุ่น ผู้เฒ่าหลิวกำลังสูบกล้องยาสูบด้วยสีหน้ากลัดกลุ้มระคนรู้สึกผิด ทว่าสิ่งที่บรรจุอยู่ในเบ้ากล้องยาเส้นนั้นไม่ใช่ยาสูบ แต่เป็นใบหม่อนบดแห้ง ซึ่งมีรสชาติขมปร่า
บนเตียงเตา หลิวเอ้อร์จู้ที่เพิ่งตื่นลูบขมับที่ปวดตุบๆ เล็กน้อย
โรงเรียนอะไรกัน? ฉันอายุจะเจ็ดสิบอยู่แล้ว จะให้ไปโรงเรียนที่ไหนอีก?
แล้วไอ้เตียงเตาดินแคบๆ กับกระท่อมฟางลมโกรกนี่มันที่ซุกหัวนอนที่ไหนกัน?
นี่ฉันแค่ดื่มหนักไปหน่อยเพราะกลุ้มใจเรื่องลูกชายซื้อบ้านไม่ใช่เหรอ?
แล้วนี่มันส่งฉันมาอยู่ที่ไหนวะเนี่ย?
หลิวเอ้อร์จู้ส่ายหัวโดยสัญชาตญาณ พยายามตั้งสติ
หนิวหงฮวาที่อยู่ข้างๆ เข้าใจผิดคิดว่าท่าทางนั้นคือการปฏิเสธ นางปล่อยโฮออกมาทันที "จู้จื่อ แม่รู้ว่าลูกรักเรียน แต่บ้านเราไม่ไหวแล้วจริงๆ"
"พ่อเอ็งทำงานหามรุ่งหามค่ำยังติดหนี้กองผลิตอยู่ตั้ง 30 แต้มแรงงาน ตอนนี้ขาหักไปอีกคน คงทำงานไม่ได้ไปอีกพักใหญ่แน่ๆ"
"พี่ชายคนโตกับพี่สะใภ้เอ็งก็เลี้ยงลูกสองคนจนเลือดตาแทบกระเด็นแล้ว ต่อให้ทำงานจนตัวตายก็หาเลี้ยงพ่อกับแม่ไม่ไหวหรอก"
"แม่ขอลูกเถอะนะ เลิกเรียนเถอะ การเรียนมันจะมีประโยชน์อะไรนักหนา!"
เมื่อได้ยินเสียงร้องไห้ปานจะขาดใจ ร่างกายของหลิวเอ้อร์จู้ก็แข็งทื่อ เขาเงยหน้ามองหญิงที่กำลังอ้อนวอนอยู่ตรงหน้าด้วยความไม่อยากเชื่อ
เธอคือผู้หญิงที่มีใบหน้ากรำศึกผ่านความยากลำบากมาอย่างโชกโชน ผิวคล้ำแดด ใบหน้าเหี่ยวย่น ผมหงอกขาวไปค่อนศีรษะ และที่เด่นชัดที่สุดคือใบหน้าซีดเหลืองซึ่งเป็นผลมาจากการขาดสารอาหารเรื้อรัง
ทว่านี่คือใบหน้าที่หลิวเอ้อร์จู้คุ้นเคยเป็นอย่างดี
ในความฝันนับครั้งไม่ถ้วน เขาเคยคุกเข่าต่อหน้าผู้หญิงคนนี้ ร่ำไห้ด้วยความสำนึกผิด
นี่คือแม่ของเขา หนิวหงฮวา!
เขามองดูสภาพแวดล้อมที่แปลกตาแต่คุ้นเคย และพ่อที่เอาแต่ถอนหายใจอยู่ข้างๆ
หลิวเอ้อร์จู้เข้าใจสถานการณ์ทันที นี่เขาจับรถด่วนข้ามเวลา... ไม่สิ ต้องเรียกว่ารถไฟความเร็วสูงข้ามเวลา ย้อนกลับมาในวันนี้ของปี 1960 เชียวนะ!
เขาไม่มีวันลืมวันนี้
วันที่พ่อของเขา หลิวฟู่เซิง ขาหักจากการทำงานในกองผลิต
วันที่แม่ของเขา หนิวหงฮวา เรียกตัวเขากลับมาจากตัวอำเภอ ร้องห่มร้องไห้อ้อนวอนให้เขาลาออกจากชั้นมัธยมต้น เพื่อกลับมาทำงานแลกแต้มแรงงานช่วยที่บ้าน
พูดตามตรง ในยุคข้าวยากหมากแพงแบบนี้ การที่คนอย่างหลิวเอ้อร์จู้ซึ่งมาจากครอบครัวชาวนาผู้ยากจนจะเรียนได้ถึงชั้นมัธยมต้นปีที่ 3 เป็นเรื่องที่ใครหลายคนแทบไม่อยากเชื่อ
สำหรับชาวนา ลูกชายคือแรงงาน จะไปเรียนหนังสือไร้ประโยชน์พวกนั้นทำไม สู้เอาแรงมาแลกแต้มแรงงานดีกว่า?
น่าเศร้าที่ในชาติก่อน หลิวเอ้อร์จู้ปฏิเสธเสียงแข็ง เขาร้องไห้คร่ำครวญอ้อนวอนขอแม่เรียนต่อ โดยเชื่อฝังหัวว่าการศึกษาคือทางรอดเดียว และเป็นหนทางเดียวที่จะหนีจากชนบทกันดารนี้ได้!
ในท้ายที่สุด พ่อของเขาทนดูไม่ได้ จึงเป็นคนตัดสินใจเด็ดขาดส่งเสียให้หลิวเอ้อร์จู้เรียนต่อ
ผลปรากฏว่าหลิวเอ้อร์จู้คิดผิด
การเรียนทำให้เขาหนีจากชนบทได้จริง เขาถึงขั้นสอบติดมหาวิทยาลัยในปักกิ่ง!
แต่พ่อของเขาที่ต้องลากขาหักๆ ไปทำงาน สุดท้ายก็ตรากตรำจนตัวตายคาผืนนา
และเพื่อให้เขาเรียนได้อย่างสบายใจ แม่ถึงกับปิดบังเรื่องนี้ไว้จนกระทั่งเขาเรียนจบมหาวิทยาลัย
ทุกเรื่องราวในบ้านไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ พี่ชายคนโตต้องแบกรับไว้ กัดฟันทนสู้จนวินาทีสุดท้าย จนกระทั่งร่างกายรับไม่ไหว เป็นลมหน้ามืดจมน้ำตายในแม่น้ำขณะไปช่วยขุดอ่างเก็บน้ำ ศพก็ยังหาไม่เจอ!
ผู้หญิงสองคนต้องเลี้ยงดูเด็กเล็กสองคนย่อมเป็นไปไม่ได้ สุดท้ายหลานคนหนึ่งป่วยตาย อีกคนอดตาย
แม่สามีและลูกสะใภ้ต้องเผชิญความสูญเสียครั้งแล้วครั้งเล่า จนในที่สุดทนรับความเจ็บปวดไม่ไหว ขโมยยาเบื่อหนูจากกองผลิตมากินฆ่าตัวตายไปพร้อมกัน
ส่วนความพยายามเปลี่ยนชะตาชีวิตของหลิวเอ้อร์จู้ก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าไหร่ เพราะพื้นเพครอบครัวเคยเป็นเจ้าที่ดิน แม้จะถูกจัดประเภทใหม่เป็นชาวนายากจนและตัวเขาจบมหาวิทยาลัย แต่ก็ไม่มีใครกล้ารับเข้าทำงาน เขาจึงลงเอยด้วยการเป็นคนงานในปักกิ่งไปตลอดชีวิต
แม้ภายหลังสภาพบ้านเมืองจะดีขึ้น แต่บัณฑิตจบใหม่ก็มีเกลื่อนเมือง บวกกับเขาไม่มีเส้นสายและเข้าสังคมไม่เป็น การเลื่อนตำแหน่งหรือขึ้นเงินเดือนจึงไม่เคยมาถึง และไม่เคยได้รับจัดสรรบ้านพัก
หลังจากทำงานหนักมาหลายปี ในที่สุดก็ได้แต่งงานกับแม่ม่ายลูกติดคนหนึ่ง จากนั้นก็เริ่มดิ้นรนหาบ้านให้ลูกเลี้ยง เก็บเงินแต่งเมียให้ลูกชาย สุดท้ายก็ต้องทำงานหนักเพื่อหาเงินให้ลูกชายจนตัวเองดื่มหนักและตายไป
หลิวเอ้อร์จู้อยากเรียนเพื่อความก้าวหน้า แต่ผลลัพธ์คือบ้านแตกสาแหรกขาดและชีวิตที่แสนธรรมดา!
ดังนั้น จะเรียนไปเพื่ออะไร? การเรียนช่วยชีวิตเขาไม่ได้จริงๆ!
"พอได้แล้ว ร้องห่มร้องไห้อยู่ได้ น่ารำคาญ!" หลิวฟู่เซิงกระแทกกล้องยาสูบอย่างหงุดหงิด "ก็แค่ขาหัก ตอนที่โดนยึดทรัพย์ข้ายังไม่สะทกสะท้านเลย แค่นี้ข้ายังทำงานไหว!"
พูดจบ หลิวฟู่เซิงก็ก้าวลงจากเตียงเตา ทันทีที่ขาข้างที่หักแตะพื้น เขาก็สูดปากด้วยความเจ็บปวด ร่างเซถลาเกือบจะล้มลง ใบหน้าคล้ำแดดซีดเผือดลงทันตา
"ตาเฒ่า!" หนิวหงฮวาหยุดร้องไห้ทันที รีบพุ่งเข้าไปพยุงสามี
เห็นพ่อเป็นแบบนั้น หลิวเอ้อร์จู้ก็ตบหน้าตัวเองฉาดใหญ่
ชาติก่อนเขาช่างเห็นแก่ตัวเหลือเกิน!
เสียงตบหน้าดังสนั่นทำเอาผู้เฒ่าทั้งสองตะลึงงัน ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับลูกชาย
"พ่อ แม่ ไม่ต้องกังวลแล้ว"
"ฉันจะไม่ไปโรงเรียนแล้ว!"
หลิวเอ้อร์จู้ให้คำมั่นพร้อมกับก้าวเข้าไปช่วยพยุงพ่อให้กลับไปนอนบนเตียง
เมื่อได้ยินดังนั้น หนิวหงฮวาดีใจวูบหนึ่งแต่น้ำตาก็รื้นขึ้นมาอีกครั้ง "จู้จื่อ แม่ผิดต่อลูกเหลือเกิน!"
หลิวฟู่เซิงเองก็มีสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก ดูเหมือนอยากจะฝืนทำเก่งไล่ให้หลิวเอ้อร์จู้กลับไปเรียน
แต่ความเจ็บปวดเมื่อครู่ตอกย้ำว่าเขาทำงานไม่ไหวแล้วจริงๆ สุดท้ายเขาจึงไม่ได้เอ่ยปากห้าม แต่พูดด้วยความเจ็บปวดใจว่า "จู้จื่อ พ่อมันไร้น้ำยาเองที่ถ่วงความเจริญเอ็ง!"
เห็นพ่อแม่ขอโทษขอโพยตนเอง สีหน้าของหลิวเอ้อร์จู้ก็ยิ่งซับซ้อน "พ่อ แม่ อย่าพูดแบบนั้นเลยจ้ะ"
ยิ่งพ่อแม่รู้สึกผิดมากเท่าไหร่ หลิวเอ้อร์จู้ก็ยิ่งรู้สึกว่าชาติก่อนตัวเองเลวระยำแค่ไหน
ทำไมชาติก่อนเขาถึงได้ดันทุรังจะเรียนให้ได้ขนาดนั้น?
เรียนไม่ดี ก็เป็นได้แค่คนธรรมดา ดีกว่าชาวนาไม่เท่าไหร่
ต่อให้เรียนเก่ง อีกไม่กี่ปีพอลมเปลี่ยนทิศ จะเอาตัวรอดได้หรือเปล่ายังไม่รู้เลย!
"ไม่พูดแล้ว แม่ไม่พูดแล้ว"
"กลับมาจากตัวอำเภอคงหิวแย่ เดี๋ยวแม่ไปทำกับข้าวให้กินนะ"
กลัวลูกชายจะโมโห หนิวหงฮวาจึงไม่กล้าพูดมากอีก นางปาดน้ำตาแล้วเดินออกไปร้องไห้ต่อข้างนอก
หลิวฟู่เซิงมองหลิวเอ้อร์จู้แล้วให้สัญญา "จู้จื่อ ไม่ต้องห่วง พ่อจะรีบรักษาตัว พอพ่อลงนาได้เมื่อไหร่ เอ็งก็กลับไปเรียนซะ ลูกพ่อฉลาด เป็นคนที่มีแววจะได้เรียนมหาวิทยาลัย!"
"เรื่องฉลาดฉันไม่เถียงพ่อหรอก แต่เรื่องเรียนช่างมันเถอะ ฉันจะหาลู่ทางอื่น" หลิวเอ้อร์จู้พูดพร้อมรอยยิ้ม
การเรียนไม่มีอนาคต เป็นชาวนายิ่งไม่มีอนาคตกว่า
ทำงานแทบตายทั้งปีสุดท้ายยังติดหนี้ ความยุติธรรมอยู่ที่ไหน?
ในเมื่อได้ย้อนเวลากลับมาแล้ว เขาต้องหาหนทางที่ถูกต้องให้ได้
ขณะที่หลิวเอ้อร์จู้กำลังครุ่นคิด หนิวหงฮวาก็เดินเข้ามาพร้อมชามใส่ของเหลวข้นสีเขียวคล้ำ
นั่นคืออาหารหลักของผู้คนในยุคนี้ โจ๊กผักป่า
บ้านไหนพอมีเสบียงบ้างก็อาจผสมแป้งข้าวโพดหรือแป้งข้าวฟ่างลงไปหน่อย
แต่คนส่วนใหญ่ทำได้แค่ต้มผักป่าเคี่ยวจนเละ ดื่มเพื่อให้อิ่มท้องไปวันๆ
เมื่อเห็นชามโจ๊กที่อธิบายสภาพไม่ถูกนั้น สีหน้าของหลิวเอ้อร์จู้ก็ดูซับซ้อน
เห็นดังนั้น หนิวหงฮวาก็พูดขึ้นอย่างเกรงใจ "จู้จื่อ อาหารที่บ้านเทียบกับที่โรงเรียนไม่ได้หรอกนะลูก กินโจ๊กนี่ไปก่อน เดี๋ยวแม่จะไปขอยืมหมั่นโถวจากข้างบ้านมาให้สักลูกสองลูก"
"ไม่เป็นไรจ้ะแม่ ฉันไม่ค่อยหิว โจ๊กชามเดียวก็พอแล้ว" หลิวเอ้อร์จู้ยื่นมือไปรับชามแล้วยกซดรวดเดียวหมด
ไม่มีการปรุงรสใดๆ มีเพียงรสชาติขมฝาดคอ กลืนลงคอยากเหลือเกิน
แต่หลังจากฝืนกลืนลงไป หลิวเอ้อร์จู้ก็สังเกตเห็นว่าพ่อแอบกลืนน้ำลาย
ขนาดของพรรค์นี้ยังอยากกิน? ดูท่าจะหิวจัดจริงๆ หรือว่าที่บ้านจะเหลือแค่ผักป่าพวกนี้แล้ว?