เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 165 สองสาวแซว เล่นเอาเขิน

ตอนที่ 165 สองสาวแซว เล่นเอาเขิน

ตอนที่ 165 สองสาวแซว เล่นเอาเขิน


ตอนที่ 165 สองสาวแซว เล่นเอาเขิน

เหมียวเสี่ยวโหรวทำหน้าตาบูดบึ้ง แสดงอาการงอนตุ๊บป่องแบบเล่นใหญ่รัชดาลัยเธียเตอร์

เมื่อก่อนเย่เฟิงขึ้นชื่อว่าเป็น "ไอ้หนุ่มขี้เลีย" ผู้รักเดียวใจเดียวแห่งนิกายทะเลเมฆา

เห็นหน้าเด็กๆ แบบนี้ แต่ไส้ในแพรวพราว วันๆ เอาแต่เดินตามต้อยๆ อยู่หลังเหมียวเสี่ยวโหรว คอยเอาอกเอาใจไม่ห่าง

ถึงขนาดยอมลดตัวไปเฝ้าสวนสมุนไพร เพื่อหาโอกาสขโมยหญ้าเซียนเห็ดทิพย์มาประเคนให้นาง

แต่ตลอดเวลาที่ตามจีบเหมียวเสี่ยวโหรว อย่าว่าแต่แต่งกลอนจีบเลย แม้แต่คำหวานสักคำที่ฟังแล้วรื่นหู เย่เฟิงยังไม่เคยพูดให้นางฟัง

ทว่า... ตั้งแต่ไอ้เด็กนี่ออกจากคุกหินเมื่อหลายเดือนก่อน ก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน

เจอหน้าเหมียวเสี่ยวโหรวก็เลิกเลียแข้งเลียขา ทำตัวเย็นชาใส่

แต่วันนี้... ต่อหน้าต่อตาเหมียวเสี่ยวโหรว เย่เฟิงกลับไปสารภาพรักกับผู้หญิงคนอื่นหน้าตาเฉย

ทั้งแต่งกลอน ทั้งจูบมือ... เล่นเอาคนดูอ้าปากค้าง

นี่มันไอ้หนุ่มขี้เลียคนเดิมจริงๆ เหรอ?

ไม่สิ นี่มัน "ไอ้หมาป่าจอมเจ้าชู้" ที่ไม่กลัวตายชัดๆ!

แน่นอน ในชาติก่อนของเย่เฟิงยังมีอีกฉายาหนึ่ง... "แมวน้ำ"

ซึ่งก็คืออีกขั้วหนึ่งของ "เจ้าสมุทร (ผู้ดูแลบ่อปลา)" นั่นเอง

พวกไทยมุงไม่กล้าวิจารณ์เรื่องที่เย่เฟิงจูบมือซ่างกวนหลานออกสื่อ

แต่เยวี่ยอิ๋นหลิงกับเหมียวเสี่ยวโหรว สถานะในนิกายสูงกว่าซ่างกวนหลานเยอะ คนหนึ่งเป็นศิษย์หัวหน้ายอดเขา อีกคนเป็นศิษย์เจ้าสำนัก

แถมสองนางนี้ก็ไม่ใช่พวกเคร่งครัดประเพณี เป็นพวกชอบปั่น ทั้งคู่เลยรับส่งมุกกันโบ๊ะบ๊ะ แซวเรื่องวีรกรรมของเย่เฟิงเมื่อครู่

เยวี่ยอิ๋นหลิงแสร้งทำหน้าเศร้า "เฮ้อ... ไม่ว่ายุคไหนสมัยไหน ผู้หญิงสวยก็เป็นที่หมายปองของหนุ่มๆ เสมอสินะ ข้าโตมาจนป่านนี้ ยังไม่เคยมีใครมาสารภาพรักเลย อยากสัมผัสกลิ่นเหม็นเปรี้ยวของความรักบ้างจัง!"

เหมียวเสี่ยวโหรวสวนกลับ "เจ๊เยวี่ย ลองเลิกสูบยาเส้นเหม็นๆ นั่นสิ ไม่แน่อาจจะมีจอมยุทธ์หนุ่มมาแต่งกลอนจีบบ้างก็ได้นะ"

เยวี่ยอิ๋นหลิงเลิกคิ้ว "แล้วเจ้าไม่สูบยา เจ้าเคยโดนใครสารภาพรักกลางวงบ้างไหมล่ะ?"

"เคยสิ!"

"ใคร?"

"ก็เย่เฟิงไง เมื่อก่อนเขาตามตื๊อข้าทั้งวัน เรียกข้าว่า 'น้องโหรวโหรว' ด้วยนะ..."

"น้องโหรวโหรว? นั่นมันเมื่อก่อนย่ะ ตอนนี้เย่เฟิงไม่แม้แต่จะปรายตามองเจ้าด้วยซ้ำ ในสายตาเขามีแต่... 'ยอดหญิงอันดับหนึ่งในแดนดิน' ศิษย์พี่ซ่างกวนเท่านั้นแหละ

แหมๆๆ สิบปีเวียนว่าย ตายจากพรากหาย ไม่ต้องคนึงหา ก็ยากจะลืมเลือน... กลอนอะไรจะเศร้ากินใจขนาดนี้

ไหนจะ เคยผ่านทะเลกว้าง ยากจะแลน้ำอื่น... ถ้ามีจอมยุทธ์คนไหนมาแต่งกลอนหวานๆ แบบนี้ให้ข้านะ ข้าจะฟินตายคาที่ ไม่ต้องเอาสินสอดมาเลย แต่งเดี๋ยวนั้นเลย!"

"ฝันไปเถอะย่ะ! จอมยุทธ์ที่ไหนจะชอบผู้หญิงปากเหม็นควันยาสูบ? จูบทีนึกว่าจูบที่เขี่ยบุหรี่! แต่จะว่าไปก็แปลกนะ เย่เฟิงเมื่อก่อนมันอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ไม่ใช่เหรอ? ทำไมช่วงครึ่งปีมานี้เปลี่ยนไปเยอะจัง เริ่มใช้คำสวยหรูดูมีการศึกษาเฉย..." เหมียวเสี่ยวโหรวทำหน้าสงสัย

คนอื่นๆ ก็สงสัยเหมือนกัน

ในความทรงจำของทุกคน เย่เฟิงคืออันธพาลไร้การศึกษา

ก ไก่ ยังท่องไม่ครบ จะไปแต่งกลอนได้ไง?

อืม! ต้องไปลอกชาวบ้านมาแน่ๆ!

เยวี่ยอิ๋นหลิงแซวต่อ "น้องโหรวโหรว เป็นไปได้ไหมว่า เย่เฟิงเห็นหน้าเจ้าแล้วหมดอารมณ์ทางกวี แต่พอเห็นหน้า 'ยอดหญิงอันดับหนึ่งในแดนดิน' ปุ๊บ... องค์ลงปั๊บ! สมองแล่นปรู๊ดปร๊าด!"

"...หน้าข้ามันทำไมยะ?! ถึงจะไม่สวยเท่า 'ยอดหญิงอันดับหนึ่งในแดนดิน' ศิษย์พี่ซ่างกวน แต่ถ้าเทียบกับป้าอย่างเจ๊ ข้ากินขาด!"

ซ่างกวนหลานฟังออกชัดเจนว่าสองสาวกำลังรุมแซวนาง

โดยเฉพาะเวลาพูดคำว่า "ยอดหญิงอันดับหนึ่งในแดนดิน" พวกนางจะจงใจลากเสียงยาวเป็นพิเศษ

หน้าของนางแดงก่ำเป็นลูกตำลึงสุก กระทืบเท้าเร่าๆ "พวกเจ้าพอได้แล้ว! ข้าโกรธแล้วนะ!"

พูดจบ ซ่างกวนหลานก็เรียกกระบี่บินเหาะหนีกลับยอดดาราโรยไปทันที ทิ้งความวุ่นวายไว้เบื้องหลัง

เห็นซ่างกวนหลานเขินม้วนบินหนีไป

สองสาวมองหน้ากัน

สักพักเหมียวเสี่ยวโหรวก็เอ่ยขึ้น "เจ๊เยวี่ย ข้าว่ามันแปลกๆ อยู่นะ"

เยวี่ยอิ๋นหลิงพยักหน้า "ข้าก็คิดงั้น ภูมิคุ้มกันของซ่างกวนต่ำเตี้ยเรี่ยดินขนาดนี้เลยเหรอ? โดนไอ้เด็กเย่เฟิงหยอดนิดหยอดหน่อย ถึงกับไปไม่เป็น ใจแตกเลยเหรอ?"

"ใครจะไปรู้ล่ะ!"

เหมียวเสี่ยวโหรวยักไหล่ แล้วกลอกตาอย่างเจ้าเล่ห์

พูดต่อว่า "เอาล่ะ ข้าจะตามไปปลอบใจศิษย์พี่ซ่างกวนหน่อย ถือโอกาสแฉวีรกรรมชั่วๆ ของเย่เฟิงให้นางฟังด้วย นางจะได้ตาสว่างว่าเย่เฟิงมันเลวแค่ไหน ขืนปล่อยสาวน้อยใสซื่อที่ไม่ค่อยออกจากบ้านอย่างนางไว้ เดี๋ยวโดนผู้ชายเลวๆ หลอกหมดตัว"

ว่าแล้วเหมียวเสี่ยวโหรวก็เหาะตามไป

เยวี่ยอิ๋นหลิงสะดุ้ง "รอด้วย! ข้าไปด้วย! คราวก่อนข้าเห็นก้นขาวๆ ของเย่เฟิงมาแล้ว... ขาวจั๊วะน่าเจี๊ยะ! ไอ้พวกหน้าขาวก้นขาวนี่ไว้ใจไม่ได้!"

เห็นสองสาวบินหนีไป แก๊งสามอันธพาลเจ็ดคนเลวยังยืนงงในดงเซียน

ไม่ทันไร ผู้จัดการหอเมฆาก็มาดักหน้า

"ทุกท่านอิ่มหนำสำราญกันแล้วใช่ไหมครับ? ค่าอาหารมื้อนี้ทั้งหมดสามร้อยยี่สิบตำลึง ใครจะเป็นคนจ่ายครับ?"

ผู้จัดการร่างท้วมวัยสามสิบกว่า ยิ้มตาหยีมองกลุ่มวัยรุ่นที่กำลังยืนเอ๋อ

ฉีเหยาตอบ "วันนี้ศิษย์พี่เสี่ยวโหรวเลี้ยง ไปเก็บเงินที่นางสิ"

ผู้จัดการอ้วนยิ้ม "กระผมไม่รับรู้เรื่องนั้นครับ ตอนนี้แม่นางเสี่ยวโหรวไม่อยู่แล้ว พวกท่านต้องเป็นคนจ่าย"

ถึงตอนนี้ ทุกคนเพิ่งจะถึงบางอ้อ

มิน่าล่ะ เหมียวเสี่ยวโหรวกับเยวี่ยอิ๋นหลิงถึงชิ่งหนีไวยิ่งกว่ากระต่ายตื่นตูม

ที่แท้พวกนางไม่อยากจ่ายตังค์นี่เอง!

แก๊งอันธพาลพวกนี้อาจจะไปกินฟรีหรือติดหนี้ร้านอื่นได้ แต่กับหอเมฆา... พวกเขาไม่กล้าหือ

หอเมฆาอยู่ภายใต้การดูแลของหอรับรองแขก เป็นรัฐวิสาหกิจเกรดเอของสำนัก

วันนี้หนีได้ แต่ก่อนตะวันตกดิน คงโดนคนของหอรับรองแขกเชิญตัวไป "ปรับทัศนคติ" ในคุกแน่นอน เผลอๆ ได้นอนเล่นสักครึ่งเดือน

แก๊งสามอันธพาลเจ็ดคนเลวได้แต่ยืนด่าเหมียวเสี่ยวโหรวหน้าหอเมฆาว่าเป็น "สตรีหน้าด้านอันดับหนึ่งในปฐพี"

แต่ก็ทำอะไรไม่ได้

ทุกคนจำใจควักกระเป๋า ระดมทุนจ่ายค่าเสียหาย

กว่าจะรวบรวมเศษเงินจากสิบอันธพาล บวกกับของหวงหลิงเอ๋อและเสี่ยวหมานจนครบ ก็เล่นเอาเหงื่อตก

พอจ่ายเงินเสร็จ กำลังจะแยกย้าย จู่ๆ ก็นึกขึ้นได้ว่าอาหารบนโต๊ะยังเหลือตั้งครึ่ง

ปีหนึ่งจะได้กินของหรูๆ แบบนี้สักที จะทิ้งไปก็เสียดายแย่

ว่าแล้วทั้งหมดก็ลากหวงหลิงเอ๋อกับเสี่ยวหมาน (ที่เป็นห่วงเย่เฟิง) กลับเข้าไปนั่งโซ้ยต่อ

เย่เฟิงบินนำ ฉินฮั่นบินไล่

เจ้าซานจือเอ๋อร์โผล่หัวออกมาจากเสื้อเย่เฟิง มองไปข้างหลัง แล้วส่งเสียงร้องจี๊ดๆ

เย่เฟิงหันไปมอง เห็นพี่ฉินลูกพี่ลูกน้องผู้แสนดีเหยียบกระบี่ไล่กวดมาติดๆ

เขาตกใจแทบสิ้นสติ ยัดหัวซานจือเอ๋อร์กลับเข้าในเสื้อ ตะโกนลั่น "มุดกลับไป! พ่อจะเปิดเทอร์โบแล้ว!"

สิ้นเสียง เย่เฟิงก็เร่งความเร็วพุ่งปรู๊ด กลายเป็นแสงสีเขียววาบหายไปในพริบตา

ฉินฮั่นเห็นฉากนั้นถึงกับตะลึง

ไม่นึกว่าเย่เฟิงจะมีอัตราเร่งมหาศาลขนาดนี้ เผลอแป๊บเดียวความเร็วเพิ่มขึ้นสองสามเท่า

เขาจึงต้องเร่งเครื่องไล่ตามบ้าง

เกิดเป็นฉากไล่ล่ากลางเวหา

แต่ดูเหมือนจะผิดปกติอยู่นิดหน่อย

ฉินฮั่น ศิษย์เอกลำดับสามของเจ้าสำนัก ยอดฝีมือรุ่นใหม่ระดับขอบเขตจิตดับสูญ แถมยังขึ้นชื่อเรื่องความเร็วฉายา "กระบี่ดาวตก" ดันไล่เย่เฟิงไม่ทัน!

ไม่ว่าจะเร่งความเร็วแค่ไหน ก็ยังรักษาระยะห่างกับเย่เฟิงไว้เท่าเดิม

"ไอ้เด็กนี่... มันตัวประหลาดรึไงวะ?!"

ฉินฮั่นลอบตกใจ

ลำแสงสองสายพุ่งด้วยความเร็วสูง เข้าสู่เขตยอดดาราโรย

เย่เฟิงร่อนลงจอดที่ลานบ้านเรือนเฟิงหลิง

เห็นอาจารย์อ้วนนอนเอกเขนกอยู่บนเก้าอี้โยก เย่เฟิงดีใจจนเนื้อเต้น ตะโกนลั่น "อาจารย์! ท่านอยู่บ้าน! รอดแล้วตู!"

เจ้าอ้วนอวี้หลงปรายตามองเย่เฟิงที่หอบแฮ่กๆ "ไปก่อเรื่องมาอีกแล้วเรอะ?"

เย่เฟิงหัวเราะแห้งๆ "ข้าทำตามคำสั่งท่านต่างหาก ไม่ได้ก่อเรื่องเองนะ"

เจ้าอ้วนอวี้หลงกลอกตา "เรื่องใหญ่ไหม?"

เย่เฟิงส่ายหน้า "ไม่ใหญ่ๆ เรื่องขี้ปะติ๋ว... แค่ไปบอกรักศิษย์พี่ซ่างกวนกลางหอเมฆา แต่งกลอนให้สองบท แล้วก็จูบมือไปทีนึง... ตอนนี้ลูกพี่ลูกน้องนาง... ไอ้ฉินฮั่นน่ะ กำลังไล่ฆ่าข้าอยู่เนี่ย!"

เจ้าอ้วนอวี้หลงค่อยๆ ลุกขึ้นนั่ง

เขาหัวเราะ หึหึ "ซ่างกวนหลาน? ตาถึงนี่หว่าไอ้ลูกศิษย์ มีแววเหมือนอาจารย์ตอนหนุ่มๆ ไม่มีผิด"

"อาจารย์ เรื่องนี้ท่านเคลียร์ได้ใช่ไหม?"

"ฆ่าคนวางเพลิง ปล้นชิงชาวบ้าน อาจารย์อาจจะเคลียร์ลำบาก แต่เรื่องจีบสาวลวนลามแม่นางน้อยเนี่ย... จิ๊บจ๊อย! อย่างมากเราสองศิษย์อาจารย์ก็ไปบวกกับอวิ๋นอวี่และแก๊งลูกศิษย์สาวของนางอีกสักรอบ... หึหึ คราวที่แล้วอาจารย์ยังจับ... เอ้ย ตีไม่หนำใจเลย!"

มหาปราชญ์อวี้หลงไม่ดุเย่เฟิงสักคำ กลับดูปลื้มปริ่มด้วยซ้ำ

เมื่อวานไอ้เด็กนี่ยังเพ้อเจ้ออยากเป็นจอมยุทธ์คุณธรรมอยู่เลย

วันนี้กลับมาเข้าลู่เข้าทาง "สายมาร" ตามที่เขาต้องการแล้ว

จะไม่ให้ดีใจได้ไง?

ระหว่างที่สองศิษย์อาจารย์กำลังคุยกัน ลำแสงอีกสายก็พุ่งลงมาจอดกลางลานบ้าน

ปรากฏร่างของฉินฮั่น

เย่เฟิงรีบมุดไปหลบหลังอาจารย์อ้วนทันที

ฉินฮั่นเตรียมจะสั่งสอนเย่เฟิง แต่พอเห็นเจ้าอ้วนอวี้หลงนั่งกระดิกเท้าอยู่บนเก้าอี้โยก เขาก็ชะงัก

รีบพลิกกระบี่เก็บ ประสานมือคารวะ "ศิษย์หลานคารวะศิษย์อาหก!"

"อ้าว... หลานฉินฮั่นนี่เอง ไม่ใช่ว่าหนีลงเขาไป... เอ้ย ไปฝึกวิชาหรอกรึ? กลับมาเมื่อไหร่ล่ะ? ไม่เห็นแวะมาเยี่ยมเยียนอาบ้างเลย ในใจเจ้ายังมีอาจารย์อาคนนี้อยู่ไหมเนี่ย"

ฉินฮั่นรีบตอบ "ศิษย์หลานเพิ่งกลับมาถึงยอดดาราโรยเมื่อวาน ตั้งใจว่าจะมาคารวะศิษย์อาในวันพรุ่งนี้ขอรับ"

"กลับมาเมื่อวาน จะมาหาพรุ่งนี้... แล้ววันนี้ทำไมไม่มา? ข้าว่าเจ้าไม่ได้เห็นหัวอาจารย์อาคนนี้เลยมากกว่า

ก็ใช่สิ... เดี๋ยวนี้ข้ามันเป็นแค่คนแก่ไร้อำนาจวาสนา เป็นแค่คนว่างงาน ใครมันจะไปจำได้ล่ะ?"

เจ้าอ้วนอวี้หลงเล่นบทดราม่าหน้าด้านๆ ยกเอาเรื่องที่ฉินฮั่นไม่รีบมาทักทายเขาเป็นคนแรก มาบีบจนฉินฮั่นไปไม่เป็น

ความโกรธเกรี้ยวของฉินฮั่นมลายหายไป เหลือแต่ความหวาดหวั่น

สำนักฝ่ายธรรมะถือเรื่อง "เคารพอาจารย์ บูชาธรรม" เป็นเรื่องใหญ่ที่สุด

แม้อวี้หลงจะไม่ใช่อาจารย์โดยตรง แต่ก็เป็นศิษย์น้องร่วมอาจารย์เดียวกับเจ้าสำนัก

เปรียบเสมือนอาแท้ๆ ในครอบครัว

ตามธรรมเนียมแล้ว พอศิษย์กลับจากการฝึกฝนภายนอก ต้องไปคารวะผู้อาวุโสอย่างอวี้เฉิน อวี้หลง ฯลฯ ในวันรุ่งขึ้น พร้อมของฝากติดไม้ติดมือ

ฉินฮั่นกลับมาเมื่อวาน ตามแผนคือวันนี้จะไปเดตกับลูกพี่ลูกน้องคนสวย เดินห้าง กินข้าว กระชับความสัมพันธ์

แล้วพรุ่งนี้ค่อยตระเวนไหว้ผู้ใหญ่ตามลำดับอาวุโส

จริงๆ มันก็แค่เรื่องหยุมหยิม

แต่ตอนนี้อวี้หลงกลับเอาเรื่องนี้มาเล่นใหญ่ ขู่จะยัดข้อหา "อกตัญญู" ให้ฉินฮั่น ถ้าเรื่องถึงหูเจ้าสำนัก ฉินฮั่นซวยแน่

อย่างน้อยๆ ก็คงโดนทำโทษหนัก

ฉินฮั่นรีบแก้ตัว "ศิษย์อาหก ศิษย์หลานติดธุระจริงๆ ขอรับ"

เย่เฟิงรีบแทรก "อาจารย์! ที่ศิษย์พี่สามไม่มาหาท่าน เพราะมัวแต่ไปจู๋จี๋กับศิษย์พี่ซ่างกวน ศิษย์เอกของศิษย์อาอวิ๋นอวี่ต่างหาก!

ข้าได้ข่าาววงในมาว่า ศิษย์พี่ซ่างกวนเป็นลูกพี่ลูกน้องของศิษย์พี่สาม... เขาเลยชวนน้องสาวไปกินเหล้า เคล้านารี เดินควงแขน เลยลืมหัวหงอกหัวดำอย่างท่านไปเสียสนิท ข้าว่าศิษย์พี่สามกะจะเคลมน้องสาวตัวเองแน่ๆ"

เจ้าอ้วนอวี้หลงหันขวับมามองเย่เฟิง "เรื่องนี้ต้องรอข่าววงในด้วยเรอะ? ทั้งนิกายเขารู้กันหมดว่าสองคนนี้เป็นลูกพี่ลูกน้อง!"

พูดจบ อวี้หลงก็โบกมือ "เอาเถอะฉินฮั่น ในเมื่อเจ้าติดพันเรื่องนัดสาว ศิษย์อาก็เข้าใจได้ เรื่องนี้ถือว่าแล้วกันไป

ว่าแต่... เจ้าไล่กวดเจ้าเฟิงเอ๋อร์มาถึงนี่ มีเรื่องอะไรกัน?"

พอเห็นอวี้หลงยอมปล่อยผ่านเรื่องไม่มาคารวะ ฉินฮั่นค่อยโล่งอก

เขาเก็บอาการโกรธ แล้วเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในหอเมฆาให้อวี้หลงฟังอย่างใจเย็นและเป็นกลาง

รวมถึงเรื่องที่เย่เฟิงแต่งเรื่องใส่ร้ายซ่างกวนหลานด้วย

ไม่ได้ใส่สีตีไข่ เล่าตามความจริงเป๊ะๆ

พอฟังจบ เจ้าอ้วนอวี้หลงหันไปถามเย่เฟิง "ที่ศิษย์พี่เจ้าพูดมา จริงหรือเปล่า?"

เย่เฟิงพยักหน้าอย่างเก้อเขิน

"จริงครับ... แต่นั่นไม่ใช่การลวนลามนะอาจารย์! แล้วข้าก็ไม่ใช่คนบ้ากามด้วย! อาจารย์... ข้าอายุสิบหกแล้ว บรรลุนิติภาวะแล้ว ข้ามีสิทธิ์จะจีบสาวที่ข้าชอบ! กฎสำนักข้อไหนห้ามศิษย์รักกัน? ข้อไหนห้ามสารภาพรักกลางที่สาธารณะ? ไม่มีสักข้อ!

ข้าชอบศิษย์พี่ซ่างกวน ข้าก็แค่แสดงความในใจออกไป ข้าผิดตรงไหน?

แถมตอนข้าจูบมือ ศิษย์พี่ซ่างกวนก็ไม่ได้ขัดขืนนี่นา คนเห็นกันตั้งเยอะแยะ! นี่มันเรื่องของคนสองคนที่มีใจให้กัน... แต่ศิษย์พี่ฉินกลับไล่ล่าข้า หาว่าข้าลวนลาม จะกระทืบข้าให้ได้ มันไม่มีเหตุผลเอาซะเลย!"

เย่เฟิงพูดไปก็ชะเง้อมองรอบๆ ไปด้วย กลัวว่าซ่างกวนหลานจะตามมาเช็คบิล

ตราบใดที่ซ่างกวนหลานยังไม่โผล่หัวมา... เขาก็ใส่สีตีไข่ได้เต็มที่!

จบบทที่ ตอนที่ 165 สองสาวแซว เล่นเอาเขิน

คัดลอกลิงก์แล้ว