เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 149 หลงเข้ายอดบงกช อวี้เหมียนจำกระบี่ได้

ตอนที่ 149 หลงเข้ายอดบงกช อวี้เหมียนจำกระบี่ได้

ตอนที่ 149 หลงเข้ายอดบงกช อวี้เหมียนจำกระบี่ได้


ตอนที่ 149 หลงเข้ายอดบงกช อวี้เหมียนจำกระบี่ได้

หลังจากที่พลังบำเพ็ญเพียรของเย่เฟิงทะลวงเข้าสู่ขอบเขตควบคุมจิต วิชาเหินกระบี่ก็ก้าวหน้าขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ตอนนี้เขาสามารถเหยียบกระบี่เซียนเหินเวหาได้อย่างสมบูรณ์แล้ว

แต่เขายังคงชอบที่จะจับด้ามกระบี่บินมากกว่า

อาจเป็นเพราะการบินแบบนี้ต้านลมน้อยกว่า ความเร็วจึงเร็วกว่าการยืนเหยียบกระบี่เซียนมาก

เย่เฟิงที่ออกจากภูเขาด้านหลัง ไม่ได้รีบกลับยอดดาราโรยทันที แต่พาซานจือเอ๋อร์เหินเวหาชมวิวบนท้องฟ้า

กฎระเบียบของนิกายทะเลเมฆาเข้มงวด เมื่อก่อนเขาเป็นผู้ถูกลงโทษ ไม่กล้าออกห่างจากป่าไผ่มากนัก และไม่กล้าเหินฟ้าตามอำเภอใจ หากถูกศิษย์นิกายทะเลเมฆาพบเห็น รายงานไปยังหอวินัย คงไม่ใช่เรื่องเล่นๆ

ตอนนี้เขาพ้นโทษสามเดือนแล้ว ในที่สุดก็สามารถเหินเวหาท่องไปในทะเลเมฆอย่างเปิดเผยและอิสระเสรี

บนท้องฟ้ารอบยอดดาราโรย มีศิษย์จับกลุ่มฝึกวิชาเหินกระบี่อยู่ไม่น้อย และยังมีภูเขาลอยฟ้าลูกเล็กๆ อีกมากมาย

เย่เฟิงส่งเสียงร้องโหวกเหวกบินผ่านศิษย์และภูเขาเหล่านี้ ดึงดูดความสนใจของศิษย์จำนวนมากทันที

"เคยฝันว่าจะถือกระบี่ท่องไปทั่วหล้า ชมดูความเจริญรุ่งเรืองของโลก..."

"หัวใจวัยเยาว์มักมีความบ้าคลั่งอยู่บ้าง บัดนี้เจ้ามีบ้านอยู่ทั่วทุกแห่งหน..."

"ข้าจะบินให้สูงขึ้น! บินให้สูงขึ้น! ปีกสร้างพายุ หัวใจส่งเสียงคำราม... ข้าจะบินให้สูงขึ้น..."

บนยอดบงกช อันเนี่ยนกำลังรดน้ำต้นไม้อยู่ในลานบ้าน ได้ยินใครบางคนร้องเพลง แถมยังร้องเพี้ยนสุดๆ

อดไม่ได้ที่จะเงยหน้าขึ้นมอง แล้วก็ต้องหัวเราะออกมาทันที

"เย่เฟิง กลางวันแสกๆ เจ้าบ้าอะไรเนี่ย? ร้องเพลงห่วยแตกชะมัด!"

ได้ยินคนเรียกชื่อ เย่เฟิงรีบลดความเร็วลงทันที

มองหาต้นเสียง พบว่าเสียงมาจากภูเขาลอยฟ้าลูกเล็กๆ ลูกหนึ่ง

เขาบินเข้าไปใกล้อย่างสงสัย เห็นสาวงามในชุดสีเหลืองอ่อน หน้าตาสะสวย ส่วนเว้าส่วนโค้งชัดเจน กำลังถือบัวรดน้ำ ยืนจ้องเขาอยู่ในลานบ้านบนยอดเขา

"มองอะไร? จำไม่ได้แล้วหรือ?"

"ศิษย์พี่หญิงอันเนี่ยน? ถ้าไม่เห็นหน้าอกใหญ่ๆ ก้นงอนๆ ของท่าน ข้าเกือบจำไม่ได้แน่ะ!"

"เจ้าเด็กบ้า ถึงจะพูดจาน่าขยะแขยง แต่ฟังดีๆ ก็เข้าท่าอยู่นะ!"

อันเนี่ยนยืดอกอย่างภูมิใจ

เย่เฟิงรีบร่อนลงในลานบ้าน ยิ้มร่ากล่าวว่า "ศิษย์พี่หญิงอันเนี่ยน ไม่เจอกันแค่เดือนกว่า ท่านสวยขึ้นอีกแล้ว จะให้ผู้หญิงคนอื่นมีที่ยืนไหมเนี่ย?"

"ตัวแค่นี้ก็ปากหวานกะล่อนแล้ว! โตขึ้นจะขนาดไหน?"

"ที่ข้าพูดมาจากใจจริงทั้งนั้น!"

"จริงเหรอ? ข้าสวยกว่าอวิ๋นซวงเอ๋ออีกเหรอ?"

"แน่นอน หุ่นซวงเอ๋อสู้ท่านไม่ได้เลย!"

อันเนี่ยนดีใจทันที

เรื่องหน้าตา นางยอมรับว่าสู้อวิ๋นซวงเอ๋อไม่ได้จริงๆ

แต่ถ้าแข่งเรื่องหน้าอกหน้าใจกับบั้นท้าย อวิ๋นซวงเอ๋อก็ชิดซ้ายไปเลย

อันเนี่ยนยิ้มหน้าบาน แต่เย่เฟิงกลับกัดฟันกรอด

สาวงามหุ่นดีขนาดนี้ ทำไมถึงเสร็จไอ้สารเลอฟู่จิงหงไปก่อนได้นะ!

นี่มันทรมานยิ่งกว่าฆ่าเขาให้ตายเสียอีก

ตอนนั้นเอง หญิงสาวหลายคนเดินออกมาจากบ้านพักรอบๆ เหมียวหว่านซูที่ถูกหวงหลิงเอ๋อแย่งชื่อไปก็อยู่ด้วย

พวกนางมองเย่เฟิงด้วยความสงสัย

เพราะเทพธิดาอวี้เหมียนเคยเป็นสาวกผู้ภักดีของมหาปราชญ์อวิ๋นเฮ่อ หลังจากอวิ๋นเฮ่อพ่ายแพ้ในการชิงตำแหน่ง คนทั้งนิกายทะเลเมฆาต่างก็หลีกหนีเทพธิดาอวี้เหมียนแทบไม่ทัน

ที่มีไปมาหาสู่กันบ้าง ก็มีแค่ท่านปราชญ์อวี้อิง เทพธิดาอวิ๋นอวี่ และหญิงชราอีกไม่กี่คน

การที่มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งร่อนลงมาที่ยอดบงกชอย่างเปิดเผยแบบนี้ เพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก

ชื่อเสียงของเย่เฟิงในนิกายทะเลเมฆานั้นโด่งดังมาก น้อยคนนักที่จะไม่รู้จักเขา

ศิษย์น้องรองจางฮุ่ยซินและศิษย์น้องสามเหมียวหว่านซูของอันเนี่ยน จำเด็กหนุ่มที่ถือกระบี่เซียนและมีสัตว์ขนเขียวเกาะอยู่บนหัวคนนี้ได้ทันที ว่าคือเย่เฟิงศิษย์เอกของศิษย์อาหก

สองสาวมองหน้ากันเลิ่กลั่ก

ไม่เข้าใจว่าทำไมจู่ๆ เย่เฟิงถึงมาโผล่ที่ยอดบงกชได้

เย่เฟิงก็สังเกตเห็นว่ามีศิษย์หญิงรุ่นเยาว์เพิ่มขึ้นมาอีกหลายคน แต่ละคนล้วนเป็นนางเซียนหน้าตาดี เพียงแต่อายุมากไปหน่อย ดูราวๆ ยี่สิบสามสิบปี

จากประสบการณ์การข้ามมิติมาอยู่โลกนี้เกือบห้าเดือน ผู้บำเพ็ญเพียรในโลกนี้เพราะการฝึกตน อายุจริงกับรูปลักษณ์ภายนอกจึงแตกต่างกันมาก

หญิงสาวที่ดูอายุยี่สิบกว่าปี เผลอๆ อาจจะปาเข้าไปห้าสิบหกสิบปีแล้ว ถ้าอยู่ในโลกมนุษย์ปกติก็เป็นรุ่นคุณย่า เย่เฟิงไม่ค่อยสนใจสาวทึนทึกพวกนี้เท่าไหร่

ทันใดนั้น หญิงสาวที่ยังคงความงามสง่า สวมชุดเรียบง่าย กลางหว่างคิ้วมีจุดจูซา (จุดแดง) เดินออกมาจากบ้านพักกลางลาน

"เกิดอะไรขึ้น? ทำไมเสียงดังเอะอะ"

หญิงสาวชุดเรียบขมวดคิ้วถาม

"ท่านอาจารย์... ศิษย์น้องเย่เฟิง ศิษย์ของศิษย์อาหกมาเจ้าค่ะ"

"เย่เฟิง?"

หญิงสาวชุดเรียบมองไปที่เย่เฟิงที่ทำหน้างงๆ มีตัวขนเขียวเกาะหัว

ในขณะเดียวกัน เสียงแหบแห้งของเย่ฝูโหยวก็ดังขึ้นในทะเลแห่งจิตวิญญาณของเย่เฟิง "อวี้เหมียน..."

เย่ฝูโหยวเคยคิดว่า ชาตินี้ตนคงแก่ตายในคุกหินมืดมิดนั่น ไม่ได้พบเจอสหายเก่าอีกแล้ว

บัดนี้วิญญาณเสี้ยวหนึ่งของเขาได้อาศัยร่างเย่เฟิงออกมา พบเจอคนเก่าแก่ ความทรงจำที่ถูกปิดผนึกมานานปีถูกเปิดออกอีกครั้ง ราวกับเขื่อนแตก พรั่งพรูออกมาไม่ขาดสาย

เหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน แต่ก็เหมือนผ่านไปนับพันปีหมื่นปี

กาลเวลากว่าสองร้อยปี เหมือนช่างแกะสลักผู้ใจดี ได้สลักร่องรอยที่ลบไม่ออกไว้บนใบหน้า หรือแม้แต่ในใจของทุกคน

อวี้เหมียนไม่ใช่ศิษย์น้องเล็กที่ร่าเริงสดใสชอบใส่ชุดแดงอีกต่อไป และไม่ใช่นางเซียนผู้เลอโฉมที่เฉิดฉายบนเวทีประลองยุทธ์แห่งภูผาวิญญาณอีกแล้ว

หางตาของนางมีริ้วรอยจางๆ ผมของนางก็ไม่ดำขลับเหมือนก่อน

นาง... ก็แก่แล้วเหมือนกัน

นอกจากเรียกชื่ออวี้เหมียนเบาๆ ในร่างเย่เฟิง นอกจากรำลึกความหลังและเสียดายช่วงเวลาที่เคยร่วมเป็นร่วมตาย... ดูเหมือนเย่ฝูโหยวจะไม่ได้ทำอะไรอีก

เขาไม่ได้ออกมาแสดงตัวกับเทพธิดาอวี้เหมียน

ไม่ใช่ไม่อยาก แต่ไม่กล้า

เขาสามารถเผชิญหน้ากับทุกคนในโลกได้อย่างเปิดเผย รวมถึงอวิ๋นอี้

แต่มีเพียงศิษย์น้องเล็กคนนี้ที่เขาไม่กล้าสู้หน้า

ไม่ใช่เพราะศิษย์น้องเล็กได้รับผลกระทบจากเรื่องของเขา จนต้องเนรเทศตัวเองไปอยู่ยอดบงกชกว่าสองร้อยปี

แต่เป็นเพราะหลิงหลง...

เขาผิดต่อศิษย์น้องที่เคยให้คำมั่นสัญญาต่อกัน และเลือกนางมารพรรคมารหลิงหลง

แล้วจะมีหน้าไปพบเทพธิดาอวี้เหมียนได้อย่างไร?

ตอนนี้เย่เฟิงไม่มีอารมณ์ไปสนใจความรักความแค้นในอดีตของท่านลุงอาจารย์ใหญ่กับท่านปราชญ์อาจารย์ห้าหรอก

สีหน้าของเย่เฟิงตอนนี้ดูไม่จืดเลยทีเดียว ยืนแข็งทื่อเหมือนถูกสกัดจุด

จนกระทั่งได้ยินท่านลุงอาจารย์ใหญ่เรียกชื่อ "อวี้เหมียน" เมื่อครู่ เขาถึงนึกขึ้นได้เรื่องหนึ่ง

ศิษย์พี่หญิงอันเนี่ยนเป็นศิษย์เอกของท่านปราชญ์อาจารย์ห้าเทพธิดาอวี้เหมียน!

และเทพธิดาอวี้เหมียนในตอนนั้นอยู่ฝ่ายเดียวกับท่านลุงอาจารย์ใหญ่ หลังจากพ่ายแพ้ในการชิงตำแหน่ง ก็ย้ายจากยอดดาราโรยมาอยู่ที่ยอดบงกช

"ฉิบหาย! ข้าลืมเรื่องนี้ไปได้ยังไง!"

ตอนนี้เย่เฟิงอยากจะหันหลังวิ่งหนีสุดชีวิต

แค่มีท่านลุงอาจารย์ใหญ่ที่เป็นสุดยอดตัวร้ายอยู่ในร่าง ก็ทำให้เขากินไม่ได้นอนไม่หลับอยู่แล้ว

ตอนนี้ดันเดินอาดๆ เข้ามาในยอดบงกชกลางวันแสกๆ

นี่มันลูกแกะเข้าถ้ำหมาป่า หนูเลียปากแมว ขโมยของเซ่นไหว้บนโต๊ะยมบาล ขุดหลุมฝังตัวเองชัดๆ

แม้ตอนนี้เย่เฟิงจะสาบานในใจว่า ต่อไปจะอยู่ให้ห่างจากที่นี่สามร้อยจ้าง แต่ตอนนี้เขาไปไหนไม่ได้แล้วจริงๆ

จึงได้แต่จำใจคว่ำกระบี่ม่วงครามลง ประสานมือโค้งคำนับ "ศิษย์เย่เฟิง คารวะท่านปราชญ์อาจารย์ห้า"

"ที่แท้เจ้าก็คือเย่เฟิงศิษย์เอกของเจ้าหก เจ้าไม่ได้ถูกเจ้าสองลงโทษให้ไปเฝ้าสุสานบรรพชนหรือ? ทำไมมาอยู่ที่นี่ได้?"

เทพธิดาอวี้เหมียนหรี่ตา ดูเหมือนยิ้มแย้มแต่ก็ดูเคร่งขรึม แม้แต่ศิษย์ที่ติดตามนางมาหลายปียังเดาใจอาจารย์ไม่ออก

เทพธิดาอวี้เหมียนแทบไม่เคยลงจากยอดบงกช เรื่องชื่อเสียงของเย่เฟิง นางก็แค่ได้ยินศิษย์พูดถึงบ้าง แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เจอตัวจริง

เนื่องจากคราวก่อนอันเนี่ยนได้รับคำเชิญจากฟู่จิงหงให้ไปช่วยคุ้มกันเย่เฟิง เทพธิดาอวี้เหมียนจึงพอรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นกับเย่เฟิงในช่วงนี้บ้าง

เย่เฟิงบ่นอุบในใจ เรื่องดีไม่เคยออกจากบ้าน เรื่องแย่แพร่ไปพันลี้จริงๆ

นึกไม่ถึงว่าเรื่องที่ตัวเองถูกทำโทษให้เฝ้าสุสานบรรพชน จะรู้ไปถึงยอดบงกชที่อยู่รอบนอกด้วย

เขาหัวเราะแห้งๆ "เรียนท่านปราชญ์อาจารย์ห้า วันนี้ศิษย์เฝ้าสุสานครบสามเดือนพอดี พ้นโทษแล้วขอรับ ด้วยความดีใจเลยเหินกระบี่เล่น ได้ยินศิษย์พี่หญิงอันเนี่ยนเรียก จึงร่อนลงมา รบกวนความสงบของท่านปราชญ์อาจารย์ห้า เป็นความผิดของศิษย์ ศิษย์จะไปเดี๋ยวนี้ขอรับ"

เขาหันหลังเตรียมเผ่นแน่บ แต่นึกไม่ถึงว่าเทพธิดาอวี้เหมียนจะกระตุกมุมปากพูดว่า "เดี๋ยวก่อน!"

เสียงดังฟังชัดและแหลมสูง ทำเอาเย่เฟิงสะดุ้งโหยง

แม้อันเนี่ยนและศิษย์คนอื่นก็ยังงุนงง

เห็นเพียงเทพธิดาอวี้เหมียนเดินเร็วๆ เข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าเย่เฟิง

สีหน้าของนางเปลี่ยนไปมา สายตาจับจ้องไปที่กระบี่ในมือเย่เฟิงเขม็ง

"ท่านปราชญ์อาจารย์ห้า มีอะไรจะสั่งสอนหรือขอรับ?" เย่เฟิงหดคอ ถามอย่างกล้าๆ กลัวๆ

"จะ... เจ้าได้กระบี่เล่มนี้มาจากที่ใด?"

"หือ?" เย่เฟิงได้ยินดังนั้นก็ชะงัก

นึกว่ายายป้านี่จะแค้นฝังหุ่นเรื่องที่อาจารย์กับท่านลุงอาจารย์รองร่วมมือกันเล่นงานนางเมื่อปีนั้น ที่แท้ก็คิดมากไปเอง

อันเนี่ยนเห็นท่าทีอาจารย์ผิดปกติ จึงเดินเข้ามาถาม "อาจารย์ ท่านรู้จักกระบี่ในมือศิษย์น้องเย่หรือเจ้าคะ?"

เทพธิดาอวี้เหมียนไม่ตอบ แต่สีหน้าดูสงบลงบ้างแล้ว

นางมองเย่เฟิงที่ยืนงงอยู่ รู้ตัวว่าเมื่อครู่เสียกิริยาไปหน่อย น้ำเสียงจึงอ่อนลง

"เย่เฟิง ข้าขอดูบี่ของเจ้าหน่อยได้ไหม?"

เย่เฟิงตัวสั่น มองกระบี่ม่วงครามในมือแวบหนึ่ง แล้วขมวดคิ้วเล็กน้อย

เขารู้ว่าท่านปราชญ์อาจารย์ห้าน่าจะจำกระบี่เล่มนี้ได้

อันเนี่ยนและศิษย์คนอื่นต่างก็สงสัย

รู้สึกว่าวันนี้อาจารย์ดูแปลกๆ

อาวุธวิเศษเปรียบเสมือนชีวิตที่สองของผู้บำเพ็ญเพียร โดยปกติแล้ว ไม่มีใครขอดูอาวุธวิเศษของคนอื่นซี้ซั้ว

เพราะอาจจะมีการวางกลไกหรือถึงขั้นแย่งชิงอาวุธวิเศษได้

ไม่เข้าใจว่าทำไมอาจารย์ถึงสนใจกระบี่สนิมเขรอะในมือเย่เฟิงขนาดนั้น

ทันใดนั้น เสียงของเย่ฝูโหยวก็ดังขึ้นในหัวเย่เฟิงอีกครั้ง

"เจ้าหนู ให้นางดูเถอะ นางเคยเห็นกระบี่เล่มนี้มาก่อน"

เย่เฟิงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ประคองกระบี่ม่วงครามด้วยสองมือ ส่งให้เทพธิดาอวี้เหมียน

เทพธิดาอวี้เหมียนยื่นมือไปจับด้ามกระบี่ พิจารณาอย่างละเอียด

สีหน้าของนางยิ่งซับซ้อน แววตาเต็มไปด้วยความคิดถึงและความโศกเศร้าที่ปิดไม่มิด

เย่เฟิงไม่กล้ารบกวน เขาถามในใจว่า "ท่านลุงอาจารย์ใหญ่ ท่านจะออกมาพบท่านปราชญ์อาจารย์ห้าไหม? ดูท่าทางท่านปราชญ์อาจารย์ห้าจะคิดถึงท่านมากนะ"

เย่ฝูโหยวตอบ "ช่างเถอะ ตอนนี้นางมีความเป็นอยู่ที่ดี แถมยังมีลูกศิษย์ที่ยอดเยี่ยม การเจอกับข้ามีแต่จะทำให้ชีวิตนางวุ่นวาย และอาจทำร้ายนางด้วย"

เย่เฟิงโล่งอก

ความจริงเขาก็กลัวว่าเย่ฝูโหยวจะออกมาพบเทพธิดาอวี้เหมียนเหมือนกัน

ถ้าเป็นแบบนั้นสถานการณ์ของเขาคงยิ่งอันตรายเข้าไปใหญ่

จบบทที่ ตอนที่ 149 หลงเข้ายอดบงกช อวี้เหมียนจำกระบี่ได้

คัดลอกลิงก์แล้ว