- หน้าแรก
- ยอดเซียนสายเผ่น ขอเป็นที่หนึ่ง
- ตอนที่ 148 พ้นโทษทัณฑ์ อำลาสุสานบรรพชน
ตอนที่ 148 พ้นโทษทัณฑ์ อำลาสุสานบรรพชน
ตอนที่ 148 พ้นโทษทัณฑ์ อำลาสุสานบรรพชน
ตอนที่ 148 พ้นโทษทัณฑ์ อำลาสุสานบรรพชน
คลังสมบัติคือดวงใจของซานจือเอ๋อร์ ต่อให้เย่เฟิงเอาพลั่วจ่อหัว มันก็ยังไม่ยอมจำนน ได้แต่ส่ายหน้าดิก
"อ้อ คุณชายเย่ ที่แท้ท่านก็อยากหาคลังสมบัติของซานจือเอ๋อร์นี่เอง? ทำไมไม่บอกแต่แรกล่ะ!"
"เสี่ยวซู เจ้ารู้หรือ?"
"จี๊ดๆๆๆ..."
ซานจือเอ๋อร์ถลึงตาใส่เสี่ยวซูต๋าจี่ ส่งเสียงร้องจี๊ดจ๊าดไม่หยุด
ในฐานะเผ่าพันธุ์อสูรเหมือนกัน เสี่ยวซูต๋าจี่ย่อมฟังมันรู้เรื่อง
นางหัวเราะแห้งๆ "ข้า... จะรู้หรือไม่รู้นะ... อืม ข้าไม่รู้... ไม่ค่อยรู้... คุณชายเย่ ท่านอย่าถามข้าเลย นั่นเป็นของของซานจือเอ๋อร์ ถ้าซานจือเอ๋อร์อยากพาท่านไป มันต้องพาท่านไปแน่ แต่ถ้ามันไม่อยาก ก็บังคับมันไม่ได้ แสดงว่ามันยังไม่ไว้ใจท่านร้อยเปอร์เซ็นต์"
เย่เฟิงครุ่นคิด
นึกถึงคำพูดที่ซูเสี่ยวหลีบอกเขาก่อนหน้านี้
แบดเจอร์วิญญาณเป็นที่ชื่นชอบของผู้บำเพ็ญเพียรเพราะสามารถค้นหาสมบัติได้
สิ่งมีชีวิตใดก็ตามที่มนุษย์หมายปอง จุดจบมักไม่สวยงาม
จนกระทั่งตอนนี้ซานจือเอ๋อร์มีความเป็นไปได้สูงที่จะเป็นแบดเจอร์วิญญาณตัวสุดท้ายในโลก
เพราะการไล่ล่าทำร้ายของมนุษย์ แบดเจอร์วิญญาณจึงระแวงและเป็นศัตรูกับมนุษย์
ทันใดนั้น เย่เฟิงก็นึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้
ควรจะเรียกว่าเป็นนิสัยอย่างหนึ่งของซานจือเอ๋อร์
รู้จักกับซานจือเอ๋อร์มาสองเดือนกว่า ความสัมพันธ์ของพวกเขาค่อนข้างสนิทสนม แต่ซานจือเอ๋อร์ไม่เคยเข้าเรือนไม้ไผ่ของเย่เฟิงเลย
แม้แต่คราวก่อนที่พายุโหมกระหน่ำ ซานจือเอ๋อร์ก็แค่หลบอยู่ใต้โต๊ะไม้ไผ่ที่ลานด้านนอก
เมาแล้ว ซานจือเอ๋อร์ก็นอนหลับอยู่ข้างนอก
ดูเหมือนว่าห้องของมนุษย์ จะเป็นเขตหวงห้ามสำหรับมัน
คิดได้ดังนี้ เย่เฟิงก็ถอนหายใจเบาๆ
เขาไม่ได้ตำหนิซานจือเอ๋อร์ที่ขี้งก แต่รู้สึกเศร้าใจอย่างสุดซึ้ง
มนุษย์พร่ำบอกว่าจะปกป้องธรรมชาติ ปกป้องสิ่งแวดล้อม แต่แท้จริงแล้วธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมล้วนถูกมนุษย์ทำลายเอง
เย่เฟิงเก็บพลั่ว ไม่ได้ถามซานจือเอ๋อร์อีกว่าคลังสมบัติอยู่ที่ไหน
อาจมีสักวัน เมื่อซานจือเอ๋อร์ลดการป้องกันและความระแวงที่มีต่อเขาลง และไว้ใจเขาอย่างแท้จริง ไม่ต้องให้เขาเอ่ยปาก ซานจือเอ๋อร์ก็จะพาเขาไปชมคลังสมบัติเอง
เย่เฟิงบอกลาเสี่ยวซูต๋าจี่ พาซานจือเอ๋อร์กลับเรือนไม้ไผ่
นอกเรือนไม้ไผ่มีจานวางซ้อนกันเป็นตั้งๆ อย่างเป็นระเบียบ
จานเหล่านี้คือจานใส่ผลไม้เซ่นไหว้ในป่าไผ่ ตอนนี้ผลไม้เซ่นไหว้ถูกสัตว์วิญญาณเหล่านั้นนำกลับไปแล้ว แต่พวกมันมีมารยาทมาก ช่วยเย่เฟิงเก็บรวบรวมจานทั้งหมดมาวางไว้นอกเรือนไม้ไผ่
มองดูจานที่วางเรียงรายเป็นระเบียบ หวนนึกถึงประสบการณ์ในช่วงที่ผ่านมา จู่ๆ เย่เฟิงก็มีความเข้าใจโลกใบนี้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
คน บางครั้งยังสู้สัตว์ไม่ได้เลย
เย่เฟิงหยิบเนื้อรมควันที่ทำเองออกมาโยนให้ซานจือเอ๋อร์ เพื่อให้มันลับฟัน
ส่วนตัวเองก็นอนบนเก้าอี้ไม้ไผ่ สูบยาสูบมวนเอง
จนกระทั่งพระอาทิตย์ตกดิน เขาถึงนึกขึ้นได้ว่าวันนี้ยังไม่ได้บำเพ็ญเพียรเลย
เช้าวันรุ่งขึ้น
ผู้เฒ่าเฝ้าศาลมาหาเย่เฟิง บอกให้เย่เฟิงเอาจานที่พวกสัตว์วิญญาณรวบรวมไว้ ไปส่งที่ศาลบรรพชน อีกไม่กี่วันศิษย์จากหอรับรองแขกจะมารับ
เย่เฟิงกล่าว "ให้พวกเขามาเอาที่นี่สิ ขนไปขนมาเสียเวลาจะตาย วางใจเถอะ มีข้าเฝ้าอยู่ จานพวกนี้ไม่เสียหายแน่นอน"
ผู้เฒ่าเฝ้าศาลมองเย่เฟิง กล่าวว่า "เจ้ามาอยู่ที่นี่ครบสามเดือนแล้ว"
"แล้วยังไงล่ะ ข้าไม่ได้กินจานเสียหน่อย... เดี๋ยวนะ ข้ามาอยู่ที่นี่ครบสามเดือนแล้ว?"
ผู้เฒ่าเฝ้าศาลพยักหน้า "เจ้ามาวันที่สิบหกเดือนห้า วันนี้สิบเจ็ดเดือนแปด งานเฝ้าสุสานของเจ้าจบลงแล้ว ข้านึกว่าเจ้ากลับไปแล้วเสียอีก ในเมื่อเจ้ายังอยู่ ก็ช่วยขนจานพวกนี้ไปไว้ที่ศาลบรรพชนเถอะ"
"อะไรนะ? ข้าอยู่ที่นี่เกินมาหนึ่งวัน! เวรเอ๊ย!"
เย่เฟิงกระโดดโหยง
เมื่อสองวันก่อน หรือก็คือวันที่สิบสี่เดือนแปด เขายังนับนิ้วคำนวณอยู่เลยว่าตัวเองถูกเนรเทศมาอยู่ที่นี่กี่วันแล้ว? เจ็ดสิบห้าวัน? หรือแปดสิบวัน?
ด้วยหลักการที่ว่ายอมนับผิดร้อยวัน แต่จะไม่ยอมอยู่นานเกินไปแม้แต่วันเดียว ตอนนั้นเขาจึงกำหนดเวลาให้ตัวเองแปดสิบวัน กะว่าจะเก็บข้าวของกลับวันที่ยี่สิบสี่เดือนนี้
คิดไม่ถึงเลยว่า คนฉลาดอย่างเขา จะคำนวณผิดไปถึงเจ็ดวันเต็มๆ!
หลังจากตกใจ ก็กลายเป็นความดีใจ!
"ฮ่าฮ่าฮ่า! ในที่สุดข้าก็พ้นโทษแล้ว! ยอดดาราโรย ศิษย์น้องเล็ก ข้ามาแล้ว..."
เจ้าหมอนี่พอตื่นเต้นก็ชอบส่ายก้น ไม่ต้องพูดถึงเลยว่ายั่วยวนแค่ไหน
กำลังส่ายก้นอย่างเมามัน ก็เห็นซานจือเอ๋อร์จ้องมองตัวเองตาแป๋ว
อารมณ์ดีๆ ของเย่เฟิงเหมือนถูกน้ำเย็นราดรด
เขาหัวเราะแห้งๆ "ซานจือเอ๋อร์ ข้ารู้ว่าเจ้าไม่อยากให้ข้าไป ข้าก็ไม่อยากจากเจ้าไปเหมือนกัน งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา มีวาสนาย่อมได้พบกันใหม่ ข้าจะมาเยี่ยมเจ้าบ่อยๆ แน่นอน ถ้าเจ้าอยากกินของอร่อย ก็ไปหาข้าที่ยอดดาราโรยได้นะ
อาหารที่ข้าทำเป็นมีเยอะแยะเลย มีลูกแกะนึ่ง อุ้งตีนหมีนึ่ง หางกวางนึ่ง เป็ดย่าง ไก่ย่าง ห่านย่าง หมูพะโล้ เป็ดพะโล้ ไก่ซีอิ๊ว เนื้อรมควัน ไส้กรอกไข่เยี่ยวม้า..."
ความจริงเย่เฟิงอยากพาซานจือเอ๋อร์ไปด้วย
เหมือนสัตว์เลี้ยงคู่กายของพระเอกในนิยายออนไลน์
แต่ซานจือเอ๋อร์เป็นศัตรูกับมนุษย์ เขาไม่สามารถพูดตรงๆ ได้ว่า "ซานจือเอ๋อร์ ต่อไปมาอยู่กับข้านะ รับรองเลี้ยงดูปูเสื่ออย่างดี"
เขาทำได้เพียงให้ซานจือเอ๋อร์เต็มใจตามเขาไปเอง
งานอดิเรกของซานจือเอ๋อร์คืออะไร?
แน่นอนว่าคือการกิน
นี่คืองานอดิเรก และก็เป็นจุดอ่อนของมันด้วย
เย่เฟิงไม่กล้าเอ่ยปากชวนซานจือเอ๋อร์ตรงๆ เขาเลยวางแผนใช้ของกินล่อ
เป็นไปตามคาด พอได้ยินเย่เฟิงร่ายเมนูอาหาร น้ำลายซานจือเอ๋อร์ก็ไหลย้อย ลูกตากลอกไปมาไม่หยุด ดูเหมือนกำลังลังเลว่าควรจะออกจากป่าแห่งนี้ดีหรือไม่
ผู้เฒ่าเฝ้าศาลมองเย่เฟิงที่ร่ายชื่อเมนูอาหารออกมาไม่หยุดด้วยความตะลึง
ตาแก่รู้ดีว่าเย่เฟิงต้องการใช้ของกินหลอกล่อซานจือเอ๋อร์
แต่เขาก็ยังตกใจกับความรู้เรื่องอาหารของเย่เฟิง
นึกไม่ออกเลยว่าเด็กหนุ่มที่เติบโตในสำนักเซียนกระบี่ จะร่ายชื่ออาหารออกมาเป็นชุดๆ เป็นร้อยเมนูได้อย่างไร
หรือว่าเขาจะไม่ใช่แค่เทพเหวินฉวี่ (เทพแห่งอักษรศาสตร์) จุติลงมา? แต่เป็นเทพแห่งการทำอาหารกลับชาติมาเกิดด้วย?
พูดตามตรง ผู้เฒ่าเฝ้าศาลค่อนข้างชอบเย่เฟิง
ไม่อย่างนั้นคงไม่แอบถ่ายทอดวิชาและเคล็ดกระบี่ร้ายกาจมากมายให้เย่เฟิง
ความจริงขอแค่ผู้เฒ่าเอ่ยปากบอกมหาปราชญ์อวิ๋นอี้ ก็สามารถกักขังเย่เฟิงไว้ที่นี่ตลอดชีวิต ไว้คุยเล่นแก้เหงา ฝีมือทำอาหารของเจ้าเด็กนี่ก็ไม่เลว มีเจ้าเด็กนี่อยู่ ตัวเองก็จะได้เจริญอาหาร
แต่ผู้เฒ่าไม่ได้บอกมหาปราชญ์อวิ๋นอี้ เขารู้ว่าวันข้างหน้าเย่เฟิงจะต้องยิ่งใหญ่สะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วหล้า
เขาไม่มีทางรั้งเย่เฟิงไว้ข้างกายแน่นอน
มองดูเย่เฟิงใช้ของกินหลอกล่อซานจือเอ๋อร์ ผู้เฒ่ายกมุมปากยิ้ม พึมพำว่า "ช่างเป็นเด็กหนุ่มที่น่าสนใจจริงๆ"
เขาหันหลังเดินจากไป เสียงลอยมาตามลม "เจ้าหนู ก่อนไปอย่าลืมเอาจานไปส่งด้วยล่ะ"
"รู้แล้ว!"
หลังจากเย่เฟิงร่ายชื่ออาหารให้ซานจือเอ๋อร์ฟังเป็นร้อยเมนู ก็รู้สึกว่าน่าจะพอแล้ว
จึงปล่อยให้ซานจือเอ๋อร์ใช้เวลาครุ่นคิดและน้ำลายไหลอยู่ตามลำพัง ส่วนตัวเองก็เริ่มเก็บของ
เก็บง่ายมาก แค่เอาของทั้งหมดใส่เข้าไปในกำไลใยทมิฬก็จบ
ไม่ถึงอึดใจ เย่เฟิงก็เก็บของใส่กำไลใยทมิฬจนหมด จากนั้นก็ถือไม้กวาดทำความสะอาดทั้งในและนอกเรือน
จะว่าไป เจ้าหมอนี่นับวันรอที่จะได้ออกจากที่บัดซบนี่ไวๆ ทุกวัน
พอจะไปจริงๆ กลับรู้สึกอาลัยอาวรณ์อยู่บ้าง
โต๊ะเก้าอี้เตียงตั่งไม้ไผ่ เขาไม่ได้เอาไปด้วย มองเก้าอี้โยกที่ตัวเองนอนมาตลอดสามเดือน ของพวกนี้เขาทำเองกับมือ เย่เฟิงรู้สึกเศร้าใจเล็กน้อย
ถอนหายใจยาว แล้วเก็บจานที่วางซ้อนกันอยู่เข้ากำไลใยทมิฬ
สามเดือนก่อน ตอนมาเขาแบกห่อผ้าใบใหญ่
ตอนนี้จะไป มีแค่กระบี่เซียนเล่มเดียว
มองดูเรือนไม้ไผ่กับโรงบ่มยาเป็นครั้งสุดท้าย มองทุกสิ่งทุกอย่างที่นี่ สุดท้ายมองไปที่ซานจือเอ๋อร์ที่นั่งยองๆ อยู่บนโต๊ะไม้ไผ่
สีหน้าซานจือเอ๋อร์ดูเศร้าสร้อย
แผนการใช้ของกินล่อของเย่เฟิงดูเหมือนจะล้มเหลว ซานจือเอ๋อร์ไม่ได้มีท่าทีจะไปกับเย่เฟิง
เย่เฟิงถอนหายใจในใจ เอาเนื้อหมูรมควันที่อยู่ในกำไลใยทมิฬออกมาทั้งหมด กองไว้บนโต๊ะไม้ไผ่ แล้วบอกซานจือเอ๋อร์ว่า "ซานจือเอ๋อร์ ข้าไปแล้วนะ เนื้อพวกนี้เจ้าค่อยๆ กินนะ"
ซานจือเอ๋อร์ไม่ตอบสนอง ดวงตาคาซิลันกลมโตคู่นั้นดูเหมือนจะไม่สดใสเหมือนเมื่อก่อน
เย่เฟิงลูบหัวซานจือเอ๋อร์เบาๆ แล้วหันหลังเดินไปทางศาลบรรพชน
ซานจือเอ๋อร์ยังคงไม่มีปฏิกิริยา แม้แต่ขยับตัวก็ยังไม่ขยับ ได้แต่มองแผ่นหลังของเขาที่ค่อยๆ ห่างออกไปอย่างเงียบงัน
มาถึงศาลบรรพชน ผู้เฒ่าเฝ้าศาลกำลังใช้ไม้ขนไก่ด้ามยาวปัดฝุ่นบนป้ายวิญญาณ
ไม้ขนไก่ด้ามยาวอันนี้เย่เฟิงทำให้เขาเมื่อช่วงก่อน ป้ายวิญญาณที่อยู่สูงๆ ก็ปัดถึง ช่วยผ่อนแรงผู้เฒ่าได้มาก
"ท่านผู้อาวุโส ข้าไปแล้วนะ จานหมื่นกว่าใบนั้น ข้าจะเอาไปคืนที่หอรับรองแขกเลย พวกเขาจะได้ไม่ต้องมาเอา"
ผู้เฒ่าพยักหน้า "ได้"
เขาพูดแค่คำเดียว แล้วก็ไม่มีปฏิกิริยาอื่น
เย่เฟิงอดไม่ได้ที่จะพูดว่า "ข้าไปแล้วนะ"
ผู้เฒ่าหันมามองเขาแวบหนึ่ง กล่าวว่า "ข้ารู้ เจ้าไปเถอะ"
เย่เฟิงคิดว่าฉากอำลาของพวกเขา ถึงจะไม่ยิ่งใหญ่ซาบซึ้งตรึงใจ ก็ควรจะน้ำตาคลอเบ้าบ้าง
ใครจะไปคิดว่าตาแก่ดูจะไม่มีปฏิกิริยาใดๆ กับการจากไปของเขาเลย
คิดดูก็ถูก ตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมา ผู้เฒ่าก็อยู่คนเดียวมาตลอด
ตนเองเพิ่งมาอยู่แค่สามเดือน สำหรับผู้เฒ่าแล้ว ตนเองเป็นแค่ผู้ผ่านทางนิรนามในช่วงเวลาอันยาวนานของเขาเท่านั้น
เย่เฟิงคอตก ก้าวเท้าเดินจากไป
เมื่อเดินมาถึงประตูใหญ่ศาลบรรพชน จู่ๆ เย่เฟิงก็หันกลับมา คุกเข่าลงต่อหน้าผู้เฒ่า
กล่าวว่า "ขอบพระคุณท่านผู้อาวุโสสำหรับการสั่งสอนตลอดสามเดือนนี้ ผู้น้อยจะไม่ทำให้ท่านผู้อาวุโสผิดหวังแน่นอน! ข้าจะมาเยี่ยมท่านผู้อาวุโสบ่อยๆ ขอรับ!"
พูดจบก็โขกศีรษะให้แผ่นหลังของผู้เฒ่าสามที แล้วลุกขึ้นถือกระบี่เดินจากไป
หลังจากเย่เฟิงเดินออกจากศาลบรรพชน ผู้เฒ่าถึงได้หันกลับมา พิงไม้ขนไก่ด้ามยาว มองไปทางประตูศาลบรรพชน แววตาของผู้เฒ่าเผยความรู้สึกอ้างว้างออกมา
เย่เฟิงเดินออกจากศาลบรรพชน ชักกระบี่ม่วงครามออกมา เตรียมจะเหินกระบี่จากไป
ทันใดนั้น แสงสีเขียวสายหนึ่งพุ่งเข้ามา กระโดดขึ้นเกาะบนไหล่เขา
ซานจือเอ๋อร์นั่งยองๆ อยู่บนไหล่เขา ร้องจี๊ดๆๆ
เย่เฟิงดูเหมือนจะเข้าใจความหมายของมัน กล่าวว่า "ซานจือเอ๋อร์ เจ้าจะกลับยอดดาราโรยไปกับข้าหรือ?"
"จี๊ดๆๆ!"
ซานจือเอ๋อร์พยักหน้า
เย่เฟิงดีใจมาก กอดซานจือเอ๋อร์หอมไปหลายฟอด
ตอนนั้นเอง เสียงของผู้เฒ่าก็ลอยมาตามลม "เจ้าหนู ซานจือเอ๋อร์คือแบดเจอร์วิญญาณ ในเมื่อมันเลือกจะติดตามเจ้า เจ้าต้องดูแลมันให้ดี ห้ามให้คนอื่นรู้เด็ดขาดว่ามันคือแบดเจอร์วิญญาณ รวมถึงอาจารย์ของเจ้าด้วย อีกอย่าง เรื่องที่ข้าถ่ายทอดวิชาและเคล็ดกระบี่ให้ รวมถึงฐานะของข้า ก็ห้ามบอกใครเด็ดขาด"
เย่เฟิงหันกลับไปมอง แต่ไม่เห็นเงาร่างของผู้เฒ่า
เขาตะโกนบอกประตูใหญ่ว่า "วางใจเถอะท่านผู้อาวุโส ข้าไม่บอกใครหรอก! จริงสิ เรือนไม้ไผ่กับโรงบ่มยาของข้าอย่ารื้อนะ วันหน้าข้ายังจะมาอบใบยาสูบที่นี่... ซานจือเอ๋อร์ พวกเราไปกันเถอะ!"
"จี๊ดๆๆ!"
ทันใดนั้น แสงสีเขียวเข้มสายหนึ่งก็พุ่งขึ้นจากพื้นดิน ทะยานสู่ท้องนภา