- หน้าแรก
- ยอดเซียนสายเผ่น ขอเป็นที่หนึ่ง
- ตอนที่ 98 ใบหน้าคือของนอกกาย ไม่ต้องมีก็ได้!
ตอนที่ 98 ใบหน้าคือของนอกกาย ไม่ต้องมีก็ได้!
ตอนที่ 98 ใบหน้าคือของนอกกาย ไม่ต้องมีก็ได้!
ตอนที่ 98 ใบหน้าคือของนอกกาย ไม่ต้องมีก็ได้!
หลังจากบรรลุขอบเขตเหินนภาระดับกลางแล้ว ต่อไปเย่เฟิงก็ต้องเริ่มเปลี่ยนทิศทางการบำเพ็ญเพียร จากการดูดซับพลังวิญญาณเพื่อยกระดับขอบเขตพลังบำเพ็ญเพียร มาเป็นการรวมจิตต้นกำเนิด
ทันทีที่ฟ้าเริ่มสาง เย่เฟิงก็เห็นผู้เฒ่าเฝ้าศาลถือไม้กวาดออกมา กวาดพื้น
เขาอุ้มแบดเจอร์ขนสีเขียววิ่งเข้าไปหาผู้เฒ่าเฝ้าศาล แบ่งปันข่าวดีที่ตนเองบรรลุขอบเขตเหินนภาระดับกลางนี้เป็นครั้งแรก
ผู้เฒ่าเฝ้าศาลกล่าวเรียบๆ "ครึ่งเดือนมานี้ เจ้าไม่เพียงแต่จะบำเพ็ญเพียรเคล็ดอัสนีใจสุริยันชาด ยังดูดซับพลังวิญญาณในหินวิญญาณอย่างต่อเนื่อง การที่สามารถทะลวงสู่ขอบเขตเหินนภาระดับกลางได้ในเวลาอันสั้น ก็เป็นเรื่องที่อยู่ในความคาดหมายโดยสิ้นเชิง อีกอย่าง ขอบเขตเหินนภาเป็นเพียงแค่การเริ่มต้นเท่านั้น มีอันใดน่าดีใจหรือ? ถึงกับต้องให้เจ้ากระโดดโลดเต้น ร้องเพลงอยู่หนึ่งชั่วยามเชียวหรือ?"
เย่เฟิงหัวเราะแหะๆ "ข้าก็แค่ไม่มีประสบการณ์มิใช่หรือ? ครั้งหน้า... ครั้งหน้าข้าจะไม่เสียกิริยาเช่นวันนี้อีกแน่นอน ท่านผู้อาวุโส คือว่า... ข้าจำได้ว่าครั้งก่อนท่านเคยบอกข้าว่า นิกายทะเลเมฆาของพวกเราเคยมีเคล็ดวิชาใจบำเพ็ญเพียรสี่ประเภท นอกจากคัมภีร์ทะเลเมฆาและเคล็ดอัสนีใจสุริยันชาดแล้ว ก็ยังมีไท่จี๋เต้า และร้อยหลอมจิตเทวะ
ฟังจากชื่อก็รู้แล้วว่า ร้อยหลอมจิตเทวะนี้ดูเหมือนจะเป็นวิชาที่บำเพ็ญเพียรจิตต้นกำเนิดและจิตวิญญาณโดยเฉพาะ ตอนนี้ข้าก็กำลังจะต้องเริ่มบำเพ็ญเพียรจิตวิญญาณพอดี ท่านผู้เฒ่าหากท่านไม่ยุ่งมากนัก พอจะสละเวลาสักเล็กน้อย มาชี้แนะข้าสักหน่อยได้หรือไม่..."
"เคล็ดอัสนีใจสุริยันชาดของเจ้าเพิ่งจะบำเพ็ญเพียรได้ครึ่งเดือน ก็คิดจะบำเพ็ญเพียรร้อยหลอมจิตเทวะอีกแล้วหรือ? เจ้าหนู เจ้าเคยได้ยินคำพูดที่ว่า โลภมากเคี้ยวไม่ละเอียด หรือไม่? คัมภีร์ทะเลเมฆาคือเคล็ดวิชาใจที่ปรมาจารย์นิกายทะเลเมฆาในอดีตรวบรวมเคล็ดวิชาใจบทอื่นๆ อีกหลายบทขึ้นมา ในจำนวนนั้นก็มีไท่จี๋เต้าและร้อยหลอมจิตเทวะที่สูญหายไปแล้วรวมอยู่ด้วย เจ้าบำเพ็ญเพียรคัมภีร์ทะเลเมฆาให้ดี ก็แข็งแกร่งกว่าอันใดทั้งสิ้น"
"ข้าเคยได้ยินว่าโลภมากเคี้ยวไม่ละเอียด แต่ข้าก็เคยได้ยินว่าวิชามากไม่ท่วมหัวเช่นกัน การบำเพ็ญเพียร ย่อมต้องยิ่งมากยิ่งดี ท่านผู้อาวุโส ท่านปู่ ท่านก็สอนข้าร้อยหลอมจิตเทวะสักสองสามกระบวนท่าเถอะ!
หากภายในสองเดือนข้างหน้า ข้าสามารถบรรลุขอบเขตควบคุมจิตขั้นที่ห้าได้ ไม่แน่ว่าในการประลองใหญ่ภายในนิกายทะเลเมฆาที่จะมาถึงนี้ ข้าอาจจะได้อันดับที่ดีๆ ก็เป็นได้!
ขอบเขตเหินนภามันต่ำเกินไป ข้าไม่มีพื้นที่ให้แสดงฝีมือเลย..."
เย่เฟิงมีแผนการเล็กๆ ของตนเองมาโดยตลอด
การประลองใหญ่แห่งทะเลเมฆาในอีกสองเดือนกว่าข้างหน้า แม้ปากเย่เฟิงจะไม่ได้พูด แต่ในใจก็คันยุบยิบ จินตนาการอยู่หลายครั้งว่า ตนเองจะฝ่าด่านพิชิตขุนพลในการประลอง สร้างชื่อเสียงให้เป็นที่ประจักษ์ในครั้งเดียว ได้รับหัวใจของศิษย์น้องสาวน้อยมานับไม่ถ้วน เช่นนี้แล้วในอนาคตตนเองก็ไม่ต้องกังวลเรื่องการหาคู่ครองอีกต่อไป
แต่ทว่าขอบเขตเหินนภา ในการประลองใหญ่แห่งทะเลเมฆาก็คงทำได้เพียงรั้งท้าย หากโชคดี คู่ต่อสู้ก็อยู่ในขอบเขตเหินนภาเช่นกัน อาจจะพอทนได้สักหนึ่งสองรอบ
ขอบเขตควบคุมจิตย่อมแตกต่างออกไป สิบอันดับแรกคงไม่ต้องหวัง แต่การพุ่งชนสักหนึ่งร้อยอันดับแรก ก็ยังพอมีความหวังอยู่บ้าง
เย่เฟิงเห็นผู้เฒ่าเฝ้าศาลไม่อยากจะสอนร้อยหลอมจิตเทวะให้ตนเอง เขาก็โยนแบดเจอร์ขนสีเขียวไปด้านข้าง พลันคุกเข่าลงกับพื้นต่อหน้าชายชรา กอดขาใหญ่ของเขาไว้
ร่ำไห้คร่ำครวญ "ท่านผู้อาวุโส ข้าอายุสิบห้าปีแล้ว ยังหาคู่ครองไม่ได้เลย! การประลองใหญ่แห่งทะเลเมฆาครั้งนี้คือโอกาสเดียวของข้า... ขอเพียงท่านสอนร้อยหลอมจิตเทวะให้ข้า ต่อไปข้าจะไม่มาพัวพันท่านอีก... ทั้งยังจะทำไก่ขอทานให้ท่านกินทุกวัน... ท่านผู้อาวุโส... ท่านก็สงสารข้าเถอะนะ!"
เมื่อมองดูท่าทางไร้ยางอายของเย่เฟิง ผู้เฒ่าเฝ้าศาลก็ถึงกับพูดไม่ออก
เมื่อก่อนยังคิดว่าเจ้าอ้วนอวี้หลงเป็นตัวประหลาดที่พันปีจะมีสักหนของนิกายทะเลเมฆาแล้ว คาดไม่ถึงว่าศิษย์จะเหนือกว่าอาจารย์...
"เจ้าเด็กเหม็น เจ้าไร้ยางอายยิ่งกว่าหวงโหย่วเต้าอาจารย์ของเจ้าเสียอีก!"
"ใบหน้าคือของนอกกาย ไม่ต้องมีก็ได้! ผู้อาวุโส ท่านไม่สอนร้อยหลอมจิตเทวะให้ข้า ข้าก็ไม่ปล่อยมือ!"
แบดเจอร์ขนสีเขียวมองดูผู้เฒ่าเฝ้าศาลที่ถูกเจ้าคนไร้ยางอายไร้ผิวหนังอย่างเย่เฟิงพัวพันอยู่ มันก็เริ่มทำท่าไม้ตายประจำตัวอีกครั้ง ส่งเสียงร้องจี๊ดๆ กรงเล็บทุบตีพื้น
ครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะเยาะเย้ยเย่เฟิง ยังเยาะเย้ยผู้เฒ่าเฝ้าศาลไปด้วยกัน
ผู้เฒ่าเฝ้าศาลกล่าว "เจ้าหนู เจ้าขอผิดคนแล้ว ร้อยหลอมจิตเทวะสูญหายไปนานหลายปี ข้าจะรู้ได้อย่างไร?"
"เคล็ดอัสนีใจสุริยันชาดก็สูญหายไปนานหลายปี ท่านผู้เฒ่าก็ยังรู้มิใช่หรือ? ท่านคือผู้บรรลุขอบเขตบรรลุสวรรค์ เป็นท่านผู้อาวุโสที่อายุยืนนับพันปี เป็นปรมาจารย์ที่มีอาวุโสสูงสุด อายุมากที่สุดในนิกายทะเลเมฆาในปัจจุบัน ท่านต้องรู้แน่นอน!"
"ผู้ใดบอกเจ้า ว่าข้าคือผู้บรรลุขอบเขตบรรลุสวรรค์ ทั้งยังอายุยืนนับพันปี?"
ผู้เฒ่าเฝ้าศาลขมวดคิ้วเล็กน้อย
เย่เฟิงรู้ตัวว่าตนเองพูดผิดไป ลูกตากลอกไปมา กล่าวว่า "เป็นท่านอาเจ้าสำนักบอกข้าเมื่อครั้งก่อนที่ท่านมา บอกให้ข้าตั้งใจเรียนวิชากับท่านให้ดี..."
"เป็นเจ้าสำนักบอกเจ้าหรือ?"
"แน่นอนว่าเป็นท่านอาเจ้าสำนัก มิเช่นนั้นข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าท่านผู้เฒ่าเก่งกาจถึงเพียงนี้!"
ผู้เฒ่าเฝ้าศาลกล่าว "ไม่เกี่ยวกับหวงโหย่วเต้าหรือ?"
"หวงโหย่วเต้า? โอ้ ท่านหมายถึงท่านอาจารย์ของข้าหรือ? ข้ากับเขาเป็นเพียงความสัมพันธ์ศิษย์อาจารย์ธรรมดา ไม่สนิทกัน! ท่านดูใบหน้าที่หล่อเหลาเปี่ยมไปด้วยความจริงใจและซื่อสัตย์ของข้าสิ ก็รู้แล้วว่าข้าไม่เคยหลอกลวงผู้ใด"
ผู้เฒ่าเฝ้าศาลถูกเย่เฟิงพัวพันจนหมดหนทางจริงๆ เตะเขากระเด็นออกไปข้างหนึ่ง แล้วกล่าวว่า "เคล็ดวิชาใจบำเพ็ญเพียรร้อยหลอมจิตเทวะ ในสงครามล่าเซียนเมื่อสองพันสี่ร้อยปีก่อน สูญหายไปจริงๆ ข้าก็รู้เพียงแค่ส่วนหนึ่ง..."
"ส่วนหนึ่งก็เพียงพอแล้ว! ท่านผู้เฒ่าคือยอดฝีมืออันดับหนึ่งในใต้หล้าในปัจจุบัน เพียงแค่ส่วนหนึ่งที่เล็ดลอดออกมาจากซอกเล็บของท่าน ก็เพียงพอให้รุ่นเยาว์เช่นพวกข้าใช้ได้ไปชั่วชีวิตแล้ว!"
เย่เฟิงสาดคำเยินยอชุดใหญ่ใส่ในทันที
ผู้เฒ่าเฝ้าศาลจนปัญญาอย่างยิ่ง ทำได้เพียงกล่าว "รอข้ากวาดใบไม้ที่ร่วงหล่นบนทางเดินเสร็จแล้ว เจ้าค่อยมาหาข้า!"
"งานหยาบเช่นนี้ ไฉนเลยจะให้ท่านผู้เป็นยอดคนอันดับหนึ่งในชั่วกาลนานมาทำได้ ข้ามาเองๆ อย่าเห็นว่าข้ายังเยาว์วัย ข้าพละกำลังล้นเหลือ ทั้งยังขยันขันแข็งอย่างยิ่ง ชอบทำงานที่สุด..."
เย่เฟิงคว้าไม้กวาดจากในมือของผู้เฒ่าเฝ้าศาลมา เริ่มกวาดใบไม้ที่ร่วงหล่นบนทางเดินหินสีเขียวอย่างรวดเร็ว
ฉากนี้ทำเอาผู้เฒ่าเฝ้าศาลได้แต่ส่ายศีรษะอย่างจนใจ
เขาไม่เข้าใจว่า เหตุใดมหาปราชญ์อวิ๋นอี้ถึงได้ส่งเจ้าเด็กนี่มาที่นี่
ทันใดนั้น เย่เฟิงที่กำลังกวาดพื้นอยู่ก็หันกลับมากล่าว "ท่านผู้อาวุโส ไท่จี๋เต้าท่านก็รู้เช่นกันใช่หรือไม่?"
ผู้เฒ่าเฝ้าศาลเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง หันกายเดินจากไปทันที
"ข้ารู้อยู่แล้วว่าท่านผู้เฒ่าต้องรู้แน่นอน! วางใจเถอะ ตอนนี้ข้ายังไม่มีความสนใจในไท่จี๋เต้าเท่าใดนัก วันนี้ท่านสอนข้าร้อยหลอมจิตเทวะก่อน รออีกสักสามห้าวัน ข้าค่อยมาขอให้ท่านผู้เฒ่าสอนไท่จี๋เต้าให้ข้า! ท่านเตรียมตัวไว้ล่วงหน้าได้เลย!
ข้าเหลือเวลาอีกสองเดือนกว่าก็จะพ้นโทษแล้ว ในช่วงเวลานี้ ข้าจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อรีดเค้นวิชาความรู้ทั้งหมดในตัวท่านผู้เฒ่าออกมาให้หมด!
ท่านผู้อาวุโสท่านกลับไปพักผ่อนในห้องก่อนเถอะ ข้ากวาดเสร็จแล้วจะไปหาท่าน..."
"คนไร้ยางอาย! ช่างเป็นความอัปยศของสำนักจริงๆ!" เสียงของผู้เฒ่าเฝ้าศาลค่อยๆ ดังแว่วมา
เย่เฟิงโบกไม้กวาดไปมา ตะโกนว่า "ขอบคุณผู้อาวุโสที่ชมเชย ข้าจะพยายามต่อไป!"
สิบกว่าวันต่อมา ชีวิตของเย่เฟิงก็เรียกได้ว่าเติมเต็มอย่างยิ่ง
เขาใช้วิธีไร้ยางอายและน่าสะอิดสะเอียนสารพัดชนิด พัวพันผู้เฒ่าเฝ้าศาลให้ถ่ายทอดอภินิหารและเคล็ดวิชาต่างๆ ให้เขา
ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็ตาม คว้าคาถาเคล็ดวิชาบำเพ็ญเพียรมาไว้ในมือก่อนค่อยว่ากัน
ผู้เฒ่าเฝ้าศาลแม้ว่าจะสบถด่าเย่เฟิงว่าเป็นคนไร้ยางอายอยู่ทั้งวัน แต่ทุกครั้งก็จะสอนวิชาบำเพ็ญเพียรและเคล็ดกระบี่อภินิหารที่ล้ำเลิศอย่างยิ่งให้เย่เฟิงอยู่บ้าง
รวมถึงร้อยหลอมจิตเทวะ และวิชาไท่จี๋เต้า ที่สูญหายไปนานหลายปีในนิกายทะเลเมฆาด้วย
แต่ทว่า ร้อยหลอมจิตเทวะก็น่าเสียดายอยู่บ้าง
คาถาเคล็ดวิชาใจชุดนี้ เก็บรักษาไว้ได้เพียงสองในสามส่วนเท่านั้น ในจำนวนนั้นมีหนึ่งในสามส่วนที่สูญหายไปแล้ว
แต่ไท่จี๋เต้ากลับเก็บรักษาไว้ได้อย่างสมบูรณ์เกือบทั้งหมด
ในอดีตตอนที่แต่ละสำนักรวบรวมวิชาบำเพ็ญเพียร นิกายทะเลเมฆาเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ศิษย์โลภมากอยากได้ทุกอย่าง จึงได้หลอมรวมแก่นแท้ของเคล็ดวิชาใจทั้งสี่ประเภทเข้าไปใน 'คัมภีร์ทะเลเมฆา' นับตั้งแต่นั้นมา ศิษย์นิกายทะเลเมฆา ขอเพียงแค่บำเพ็ญเพียร 'คัมภีร์ทะเลเมฆา' เคล็ดวิชาใจนี้เพียงอย่างเดียวก็เพียงพอแล้ว
การตัดสินใจนี้ถูกต้อง สองพันกว่าปีมานี้ นิกายทะเลเมฆาไม่ได้เสื่อมโทรมลงเพราะตัดเคล็ดวิชาใจสามประเภทออกไป กลับยิ่งเจริญรุ่งเรืองขึ้นเรื่อยๆ
แต่ทว่า ในหมู่ผู้อาวุโสระดับสูงของนิกายทะเลเมฆา ก็ยังมีคนที่บำเพ็ญเพียรเคล็ดวิชาใจประเภทอื่นๆ ไปพร้อมกันอยู่บ้าง แต่นี่เกือบทั้งหมดล้วนเป็นหลังจากบรรลุขอบเขตเทียมฟ้าแล้ว
เย่เฟิงยุ่งอยู่กับการบำเพ็ญเพียรทุกวัน บางครั้งก็นำผลไม้ที่แบดเจอร์ขนสีเขียวหามาได้ ไปไหว้สุสานให้ท่านปรมาจารย์ท่านปราชญ์เสวียนฝูของเขา รวมถึงป้ายสุสานไร้ชื่อที่ท่านอาเจ้าสำนักกำชับไว้เป็นพิเศษ วันเวลาก็ผ่านไปอย่างอิสระเสรี
เพียงแต่เกือบหนึ่งเดือนแล้วที่ไม่ได้พบอวิ๋นซวงเอ๋อ ในใจก็รู้สึกว่างเปล่าอยู่บ้าง ราวกับขาดหายอันใดไป รู้สึกไม่ค่อยสบายใจนัก
การที่อวิ๋นซวงเอ๋อไม่มาในทันใด เย่เฟิงก็ไม่ได้รู้สึกประหลาดใจอันใด
ราชินีภูเขาน้ำแข็งผู้หยิ่งทระนงผู้นี้ สาบานว่าจะต้องติดสิบอันดับแรกในการประลองใหญ่ฝ่ายในครั้งนี้ให้ได้ เพื่อคว้าโควตาไปเข้าร่วมการประลองยุทธ์แห่งภูผาวิญญาณธรรมะอธรรมในปีหน้า
ศิษย์รุ่นเยาว์ของนิกายทะเลเมฆา มียอดฝีมืออยู่มากมายราวกับก้อนเมฆ อวิ๋นซวงเอ๋อไม่ได้มีความมั่นใจเต็มร้อย ช่วงเวลานี้จึงต้องเร่งบำเพ็ญเพียรอย่างหนัก* เก็บตัวฝึกฝนอย่างกะทันหัน (*สำนวน หมายถึง การเตรียมตัวในนาทีสุดท้าย)
เวลาก็ค่อยๆ ผ่านไปทีละน้อย พลังบำเพ็ญเพียรของเย่เฟิงก็เพิ่มขึ้นทุกวัน
ไม่ว่าจะเป็นวิชาตัวเบา ความเร็ว หรือเคล็ดกระบี่ เขาก็สามารถสัมผัสได้ว่ามันกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
การบำเพ็ญเพียรวิชาจิตวิญญาณ สิ้นเปลืองแก่นปราณพลังวิญญาณอย่างยิ่ง
โชคดีที่บนร่างของเย่เฟิงมีหินวิญญาณผลึกม่วงอยู่ไม่น้อย ไม่จำเป็นต้องกังวลปัญหาเรื่องการสิ้นเปลืองแก่นปราณ
แบดเจอร์ขนสีเขียวกินของเย่เฟิง ดื่มของเย่เฟิงทุกวัน จนกลายเป็นพี่น้องที่ดีต่อกัน แต่เย่เฟิงยึดมั่นในหลักการที่ว่าพี่น้องแท้ๆ ก็ยังต้องคิดบัญชีกันชัดเจน เขาจึงยื่นมือไปขอหินวิญญาณผลึกม่วงจากแบดเจอร์ขนสีเขียวหนึ่งเม็ดทุกวัน อ้างอย่างสวยหรูว่าเป็นค่าอาหารของแบดเจอร์ขนสีเขียว
แบดเจอร์ขนสีเขียวก็ใจกว้างอย่างยิ่ง วันละหนึ่งเม็ดหินวิญญาณผลึกม่วง ไม่เคยขาดตอน
ราวกับว่ามันไม่ได้มีคลังสมบัติหนึ่งแห่ง แต่เหมือนกับครอบครองเหมืองผลึกม่วงหนึ่งลูก ใช้เท่าใดก็ไม่หมดสิ้น
เย่เฟิงหลอกล่อแบดเจอร์ขนสีเขียวอยู่หลายครั้ง อยากจะให้เจ้าตัวเล็กนี่พาตนเองไปที่คลังสมบัติของมันสักรอบ แต่ทว่าแบดเจอร์ขนสีเขียวกลับไม่เคยหลงกล ไม่ยอมตกลงท่าเดียว
นี่ทำให้เย่เฟิงโกรธจนแทบขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน คิดว่าตนเองจะสามารถแอบติดตามแบดเจอร์ขนสีเขียวไปเงียบๆ ดูว่ามันไปเอาหินวิญญาณผลึกม่วงมาจากที่ใดทุกวันได้หรือไม่
ในวันนี้ ช่วงเช้า
ยอดดาราโรย ภูเขาด้านหน้า เรือนเฟิงหลิง
หวงหลิงเอ๋อกำลังฝึกซ้อมเพลงกระบี่อยู่ในลานบ้าน ภายใต้การชี้แนะของเจ้าอ้วนอวี้หลง
ศิษย์น้อยที่เพิ่งจะสร้างรากฐาน ในมือกลับถือกระบี่เพลิงนิ่ง ศาสตราวุธเทวะสายไฟ ฉากนี้ไม่รู้ว่าจะทำให้ผู้บำเพ็ญเพียรที่กำลังดิ้นรนอย่างยากลำบากสักกี่คนต้องใจสลายไป
ทันใดนั้น ประตูลานบ้านก็ถูกผลักเปิดออก เสี่ยวหมานแม่นางในชุดกระโปรงสีเหลือง วิ่งเข้ามาอย่างร้อนรน
"แย่แล้ว! แย่แล้ว..."
เสี่ยวหมานแม่นางตะโกนเรียกอย่างร้อนใจ
หวงหลิงเอ๋อเก็บกระบี่ กล่าวว่า "เสี่ยวหมาน เป็นอันใดไป?"
เสี่ยวหมานกล่าว "เมื่อครู่ข้าได้ยินมาว่า ซ่างกวนหลานคนที่ทำร้ายศิษย์พี่เย่เฟิงเมื่อครั้งก่อน ถูกยกเลิกการกักบริเวณแล้ว นางปล่อยข่าวออกมาว่า จะต้อง... ศิษย์พี่เย่เฟิง... นั่นแหละ..."
"นั่นแหละคืออันใด?" หวงหลิงเอ๋อเอ่ยถามอย่างสงสัย
เสี่ยวหมานคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ใช้สองมือบีบคอของตนเอง แลบลิ้นออกมา สองตาเหลือกขึ้น ศีรษะเอียงไปข้างหนึ่ง
สีหน้านี้ไม่ได้น่าสะพรึงกลัว กลับดูน่ารักอยู่บ้าง
หวงหลิงเอ๋อเข้าใจในทันที กล่าวว่า "ท่านพ่อ ศิษย์พี่ซ่างกวนจะฆ่าศิษย์พี่! ท่านรีบไปจัดการเถอะ!"
เจ้าอ้วนอวี้หลงกล่าว "วางใจเถอะ นางก็แค่ถูกเจ้าเฟิงเอ๋อลวนลามเมื่อครั้งก่อน ทั้งยังถูกกักบริเวณห้ามออกจากบ้านหนึ่งเดือน เสียหน้าไป ก็เลยปล่อยข่าวโหดเหี้ยมออกมา นิกายทะเลเมฆาของพวกเรามีกฎระเบียบที่เข้มงวด ข้าไม่เชื่อหรอกว่า กลางวันแสกๆ เช่นนี้ ซ่างกวนหลานนั่นจะกล้าแตะต้องขนของเจ้าเฟิงเอ๋อแม้แต่เส้นเดียว..."
ช่างเป็นบทพูดที่คุ้นเคยเสียนี่กระไร
ครั้งก่อนที่เจ้าอ้วนอวี้หลงพูดประโยคนี้ก็คือเมื่อหนึ่งเดือนก่อนที่หอวินัย ตอนนั้นเพิ่งจะพูดจบ ก็ถูกมหาปราชญ์อวี้เฉินจื่อเตะไปสิบกว่าเท้า กลายเป็นหัวข้อสนทนายามว่างของเหล่าศิษย์นิกายทะเลเมฆาไปแล้ว
หวงหลิงเอ๋อลังเลอยู่บ้าง กล่าวว่า "ท่านพ่อ จะไม่เกิดเรื่องจริงๆ หรือ"
"แน่นอนว่าไม่เป็นไร หลิงเอ๋อ พวกเรามาฝึกกระบี่กันต่อ..."
เจ้าอ้วนอวี้หลงถือไม้ท่อนหนึ่ง กล่าวว่า "เมื่อครู่กระบี่ท่านี้ของเจ้าไม่เร็วพอ การดึงกระบี่กลับก็ไม่เด็ดขาดพอ ท่าโยนหินถามทางท่านี้ คือการโจมตีที่แฝงไว้ด้วยการป้องกัน ค้นหาจุดอ่อนของคู่ต่อสู้ การดึงกระบี่กลับของเจ้าดูลังเลอยู่บ้าง จะทำให้คู่ต่อสู้โจมตีเข้าที่ไหล่ซ้ายของเจ้าจากด้านข้างได้..."