- หน้าแรก
- ยอดเซียนสายเผ่น ขอเป็นที่หนึ่ง
- ตอนที่ 97 ทะลวงสู่ขอบเขตเหินนภาระดับกลาง ค้นพบตำราลับฉบับเทพธิดา
ตอนที่ 97 ทะลวงสู่ขอบเขตเหินนภาระดับกลาง ค้นพบตำราลับฉบับเทพธิดา
ตอนที่ 97 ทะลวงสู่ขอบเขตเหินนภาระดับกลาง ค้นพบตำราลับฉบับเทพธิดา
ตอนที่ 97 ทะลวงสู่ขอบเขตเหินนภาระดับกลาง ค้นพบตำราลับฉบับเทพธิดา
เจ้าเด็กหื่นก็ยังเป็นเจ้าเด็กหื่นอยู่วันยังค่ำ
จะมีผู้บำเพ็ญเพียรที่ใดบ้าง ที่ได้กำไลเก็บของระดับสูงที่ไร้เจ้าของมา แล้วเอาแต่มองหาแต่ทรัพย์สินเงินทอง ของเล่นของเทพธิดา?
สิ่งที่ดึงดูดใจผู้บำเพ็ญเพียรได้มากที่สุด ไม่ใช่ของหยาบคายอย่างทองและเงินเหล่านี้ แต่เป็นศาสตราวุธวิเศษ ยาเซียน วิชาบำเพ็ญเพียร อภินิหารคาถา วัตถุดิบฟ้าดิน ทองคำลับเงินเร้น ผลึกวิญญาณ เกราะป้องกัน ตราผนึก และสิ่งของอื่นๆ ทั้งหมดที่ผู้บำเพ็ญเพียรสามารถใช้ได้
แต่จวบจนบัดนี้ ดูเหมือนว่าเย่เฟิงจะให้ความสนใจเพียงว่าในกำไลเก็บของวงนี้มีเงินทองอยู่เท่าใด มีของมีค่าอยู่เท่าใด
หลังจากที่ได้ค้นพบความลับเล็กๆ ในยามค่ำคืนของเจ้าของเดิมแล้ว เจ้าเด็กนี่ก็มุดหัวเข้าไปในกองเสื้อผ้าของเจ้าของเดิมอีกครั้ง
ปากก็อ้างอย่างสวยหรูว่าเป็นการค้นหาสิ่งของที่สามารถพิสูจน์ตัวตนของเทพธิดาผู้นี้ได้ แต่จุดประสงค์ที่แท้จริง... เฮ้อ ข้าไม่กล้าพูดเลยจริงๆ
หลังจากที่รื้อค้นของเหล่านี้จนทั่วแล้ว เย่เฟิงถึงได้หันความสนใจไปยังของจิปาถะเหล่านั้น
เทพธิดาชุดเขียวผู้นี้ใช้กระบี่ ในภาพวาดเหมือนตนเองภาพนั้น ก็สามารถมองเห็นกระบี่ยาวสีเขียวครามเล่มหนึ่งพิงอยู่ที่ข้างกายนาง
เมื่อดูจากที่เทพธิดาชุดเขียวมีกำไลเก็บของ ทั้งยังมีทองคำเต็มหีบใบใหญ่ เครื่องประดับชั้นเลิศอีกสามกล่อง เสื้อผ้าอาภรณ์ผ้าไหมราคาแพงเกือบร้อยชุด เสื้อแถบชั้นในที่ปักลวดลายงดงามวิจิตรอีกหลายสิบตัว รองเท้าปักลายที่สะอาดสะอ้านอีกหลายสิบคู่แล้ว ตอนที่นางยังมีชีวิตอยู่จะต้องเป็นเศรษฐีนีระดับสุดยอดอย่างแน่นอน
ระดับของศาสตราวุธวิเศษที่ใช้ย่อมต้องไม่ต่ำต้อยเป็นแน่
แต่ทว่า ที่ทำให้เย่เฟิงรู้สึกผิดหวังก็คือ เขาไม่พบกระบี่เซียนเล่มนั้นในพื้นที่ของกำไลเก็บของ
ไม่เพียงแค่นั้น ศาสตราวุธวิเศษอื่นๆ ก็แทบจะไม่มีเลย
มีเพียงกระดูกชิ้นใหญ่ของอสูรปีศาจที่ไม่รู้จักชื่อ เกล็ดขนาดมหึมา เขี้ยวอสูร ยังมีกองหนังสือ หินก้อนใหญ่ และของอื่นๆ อีก
แม้แต่ยาเซียน ตราผนึก ผลึกวิญญาณ ที่ผู้บำเพ็ญเพียรมักจะพกติดตัวก็ไม่พบ
นี่ทำให้ในใจของเย่เฟิงเกิดความสงสัยขึ้นมา
ผู้บำเพ็ญเพียรส่วนใหญ่ แม้ว่าจะมีศาสตราวุธวิเศษประจำกายเพียงชิ้นเดียว แต่โดยปกติแล้ว ผู้บำเพ็ญเพียรทุกคนก็มักจะมีศาสตราวุธวิเศษเสริมอื่นๆ เช่น อาวุธลับ กระบี่ลับ หรืออะไรทำนองนั้น
ทั้งยังจะเตรียมยาเซียน หินวิญญาณ และอื่นๆ ติดตัวไว้บ้าง
แต่ทว่า ในกำไลเก็บของวงนี้ กลับไม่มีของเหล่านี้เลย
นี่มันช่างดูแปลกประหลาดอย่างยิ่ง
เมื่อดูจากการค้นพบภาพวาดเหมือนตนเองและของเล่นส่วนตัวของเทพธิดาชุดเขียวในหีบของกำไลเก็บของแล้ว นี่ก็คือกำไลเก็บของที่เทพธิดาชุดเขียวพกติดตัว
แต่เหตุใดถึงไม่มีของอย่างศาสตราวุธวิเศษ ยาเซียน หรือหินวิญญาณเล่า
"หรือว่า... นางไม่ได้ตายตามธรรมชาติ?"
เย่เฟิงนึกถึงความเป็นไปได้นี้ขึ้นมา
หากสตรีชุดเขียวผู้นี้ตายในระหว่างการต่อสู้กับผู้อื่น พลังบำเพ็ญเพียรของอีกฝ่ายสูงส่งกว่านาง ในระหว่างการต่อสู้ นางย่อมมีความเป็นไปได้อย่างยิ่งที่จะนำศาสตราวุธวิเศษทั้งหมดออกมาโจมตีอีกฝ่าย นี่จึงนำไปสู่ตอนที่นางถูกสังหาร ศาสตราวุธวิเศษจึงไม่ได้ถูกเก็บเข้าไปในกำไลเก็บของ
แม้ว่าความเป็นไปได้นี้จะไม่ได้สูงมากนัก แต่นี่ก็เป็นความเป็นไปได้เดียวที่เย่เฟิงสามารถนึกออกได้ในตอนนี้
เย่เฟิงหันไปศึกษาดูกระดูกชิ้นใหญ่ เขี้ยว เกล็ด และหินก้อนใหญ่เหล่านั้นอีกครั้ง
เขาก็มองไม่ออกว่าของเหล่านี้มีประโยชน์อันใด
ในใจคิดว่า เทพธิดาชุดเขียวเก็บสะสมของเหล่านี้ไว้ในกำไลเก็บของ น่าจะใช้สำหรับหลอมสร้างอาวุธ
เท่าที่เขารู้ อสูรปีศาจผู้ยิ่งใหญ่หลายตนทั่วทั้งร่างล้วนเป็นสมบัติล้ำค่า ตั้งแต่แก่นอสูรไปจนถึงกระดูก เขี้ยว และอื่นๆ ล้วนสามารถกลายเป็นวัตถุดิบในการหลอมสร้างศาสตราวุธวิเศษในมือของนักหลอมสร้างอาวุธได้
สุดท้าย พลังจิตของเย่เฟิงก็มาถึงหน้ากองหนังสือเหล่านั้น
มองออกได้ว่า เด็กสาวชุดเขียวเป็นแม่นางที่รักการอ่านหนังสืออย่างยิ่ง น่าจะมีหนังสืออยู่หลายร้อยเล่ม วางเรียงซ้อนกันอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย กินพื้นที่ไปส่วนใหญ่
เย่เฟิงใช้พลังจิตเปิดหนังสือเล่มหนึ่งที่ชื่อว่า 'คัมภีร์บุปผา' ด้านในพูดถึงเรื่องการปลูกดอกไม้
เย่เฟิงไม่ได้ชอบปลูกดอกไม้เลี้ยงต้นไม้ ไม่สนใจเรื่องนี้ จึงเปิดหนังสือเล่มอื่นๆ ต่อ
ผลลัพธ์คือเย่เฟิงพบว่า ตนเองดูเหมือนจะปรักปรำเทพธิดาชุดเขียวไปเสียแล้ว นางดูเหมือนจะไม่ใช่คนรักการอ่านหนังสือถึงเพียงนั้น
หนังสือที่นางเก็บสะสมไว้เหล่านี้ ไม่ใช่การปลูกดอกไม้ก็คือการเลี้ยงต้นไม้ หรือไม่ก็เป็นจำพวกดนตรี หมากล้อม อักษรศิลป์ และภาพวาด
ทันใดนั้น เมื่อเย่เฟิงเปิดหนังสือเล่มหนาที่ไม่มีตัวอักษรบนหน้าปกเล่มหนึ่ง เขาก็ถึงกับตะลึงงันไป
นี่... กลับเป็นตำราเร้นลับปลุกกำหนัด
ภาพวาดประกอบตัวอักษร
โดยเฉพาะภาพประกอบ วาดได้เหมือนจริงอย่างยิ่ง
บุรุษและสตรีที่ไม่สวมเสื้อผ้า กำลังแลกเปลี่ยนกันอย่างลึกซึ้งในท่าทางต่างๆ
เมื่อมีของเล่นของเทพธิดาปูทางมาก่อนหน้านี้แล้ว เมื่อมาเห็นตำราเร้นลับปลุกกำหนัดที่เหมือนจริงถึงเพียงนี้ เย่เฟิงก็ตื่นจากความตกตะลึงได้อย่างรวดเร็ว
"น่าขัน ชาติก่อนข้าผู้นี้ท่องโลกกว้างมานับไม่ถ้วน อันใดบ้างที่ไม่เคยเห็น? ก็แค่ตำราเร้นลับปลุกกำหนัดเล่มหนึ่งมิใช่หรือ เพียงแค่ภาพประกอบค่อนข้างเหมือนจริงอยู่บ้าง ก็แค่เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น! อีกอย่าง ตอนนี้ข้าหันมาอ่านตำราประวัติศาสตร์แล้ว ตำราประเภทนี้ข้าไม่ดูหรอก ไม่ดู..."
เย่เฟิงมั่นใจในความแน่วแน่ของตนเองอย่างยิ่ง บอกว่าไม่ดู แต่หน้าหนังสือกลับพลิกไปไม่หยุด
"ให้ตายเถอะ ท่าพยัคฆ์ขาวทะยานฟ้าท่านี้ค่อนข้างยากอยู่บ้างนะ"
"ให้ตายสิ ท่าวานรร้องโอบพฤกษานี่ก็ไม่เลว ยังมีท่าหนูแมวร่วมรู... แพะภูเขาชนต้นไม้..."
เย่เฟิงอ่านหนึ่งร้อยแปดท่าพิชิตสตรีที่บันทึกไว้ในตำราจนจบรวดเดียว จากนั้นก็ไปรื้อค้นในกองหนังสือต่อ ดูว่ายังมีตำราประเภทเดียวกันอีกหรือไม่
ช่วยไม่ได้ เขาเป็นเด็กดีที่รักการอ่านรักการเรียนมาตั้งแต่เล็ก
สำหรับตำราประเภทที่มีคำอธิบายเป็นตัวอักษร มีภาพประกอบที่เหมือนจริง มีทั้งความสูงมีความลึกเช่นนี้ เย่เฟิงย่อมต้องศึกษาอย่างละเอียดถี่ถ้วนอยู่แล้ว
คนเรา ก็ต้องเรียนรู้ไปจนแก่เฒ่า
ความรู้ประเภทนี้เรียนรู้ไว้ให้มากหน่อย ย่อมต้องมีประโยชน์อย่างแน่นอนในอนาคต
ต้องบอกเลยว่า ในกองหนังสือ เย่เฟิงยังค้นพบตำราเร้นลับปลุกกำหนัดฉบับอื่นๆ อีกสิบกว่าเล่ม
เขาแยกหนังสือเหล่านี้ออกมาทั้งหมด ควบคุมให้พวกมันลอยขึ้น จากนั้นก็ใส่เข้าไปในหีบว่างใบหนึ่ง
ในอนาคตยามว่างไม่มีอันใดทำ จะได้หยิบออกมาดูได้สะดวก
ส่วนหนังสือจำพวกดนตรี หมากล้อม อักษรศิลป์ ภาพวาด การปลูกดอกไม้เลี้ยงต้นไม้เหล่านั้น ก็ปล่อยให้พวกมันค่อยๆ ผุพังไปในนี้เถอะ
หลังจากวุ่นวายอยู่กว่าครึ่งคืน เย่เฟิงตรวจสอบและจัดหมวดหมู่สิ่งของภายในกำไลเก็บของวงนี้จนเสร็จเรียบร้อยแล้ว เย่เฟิงถึงได้ถอนพลังจิตออกจากกำไลเก็บของ
เมื่อลืมตาขึ้นมา ภายในเรือนไม้ไผ่ก็มืดสนิท
เย่เฟิงพลิกตัวลงจากเตียง เปิดประตูไม้ไผ่เดินลงมาจากเรือนไม้ไผ่
เงยหน้าขึ้นมองดูสีของท้องฟ้ายามค่ำคืน ดวงจันทร์คล้อยไปทางทิศตะวันตกแล้ว น่าจะเหลือเวลาอีกประมาณหนึ่งชั่วยามก็จะฟ้าสาง
กระดูกติดเนื้อชามใหญ่ที่ก่อนหน้านี้ตักวางไว้บนโต๊ะไม้ไผ่ ในยามนี้เหลือเพียงชามเปล่า
ก้มหน้าลงมอง ให้ตายเถอะ เจ้าแบดเจอร์ขนสีเขียวกำลังนอนหงายแผ่หลาอยู่บนเก้าอี้ไม้ไผ่หลับสนิท คาดว่าคงจะกินจนจุก
ก็ใครใช้ให้ฟันของมันดีถึงเพียงนั้นเล่า ถึงกับเคี้ยวกระดูกจนละเอียดกินลงไปในท้อง จะไม่จุกได้อย่างไร?
โชคดีที่เย่เฟิงก้มหน้าลงมองก่อน หากเผลอนั่งพรวดลงไปบนเก้าอี้ไม้ไผ่ มีหวังได้บีบเอาอุจจาระของเจ้าแบดเจอร์ขนสีเขียวญาติผู้น้องที่ร่ำรวยล้นฟ้าตัวนี้ออกมาแน่
เย่เฟิงไม่ได้รบกวนการนอนหลับของแบดเจอร์ขนสีเขียว เขาเดินไปไม่ไกล นั่งขัดสมาธิลง
คืนนี้มัวแต่ศึกษาค้นคว้ากำไลเก็บของ ยังไม่ได้บำเพ็ญเพียรคัมภีร์ทะเลเมฆาเลย
ฉวยโอกาสที่ยังมีเวลาอีกหนึ่งชั่วยามก่อนฟ้าสาง รีบฟื้นฟูแก่นปราณพลังวิญญาณเสียหน่อย
เย่เฟิงหยิบหินวิญญาณเม็ดนั้นที่เปลี่ยนจากสีม่วงเป็นสีแดงแล้วออกมา กุมไว้ในฝ่ามือ
ในไม่ช้า พลังวิญญาณอันบริสุทธิ์ก็ไหลผ่านฝ่ามือของเย่เฟิง เข้าสู่ร่างกายของเขา ไหลไปตามเส้นสุริยันหัตถาสามสาย เส้นทุติยันหัตถาสามสาย เส้นชีพจรเยื่อหุ้มหัวใจ มันไหลเวียนไปทั่วร่างอย่างรวดเร็ว สุดท้ายก็ไปรวมกันที่ทะเลปราณ
ในไม่ช้า เย่เฟิงก็รู้สึกว่าการบำเพ็ญเพียรในวันนี้มีบางอย่างไม่ถูกต้อง
ตลอดช่วงเวลานี้ ทุกครั้งที่บำเพ็ญเพียร เขาสามารถสัมผัสได้ว่าเส้นชีพจรและทะเลปราณในร่างกาย ค่อยๆ ขยายตัวออกทีละน้อย
แต่ทว่าคืนนี้ ไม่ว่าเขาจะโคจรพลังวิญญาณเข้าไปหล่อเลี้ยงเพียงใด เส้นชีพจรและทะเลปราณก็ราวกับกลายเป็นกำแพงที่แข็งแกร่ง ไม่ขยับเขยื้อนเลยแม้แต่น้อย
เริ่มแรกเย่เฟิงยังนึกว่าพลังวิญญาณของตนเองโคจรได้ไม่เร็วพอ ก็เอาแต่กลืนกินดูดซับพลังวิญญาณในหินวิญญาณอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังคงไม่มีผลอันใด
ทันใดนั้น เย่เฟิงดูเหมือนจะนึกถึงบางสิ่งบางอย่างขึ้นมาได้ ก็พลันลืมตาขึ้นมาทันที
สองมือสัมผัสร่างกายของตนเอง พึมพำว่า "ข้าบรรลุขอบเขตเหินนภาระดับกลางแล้ว? เป็นไปได้อย่างไร นี่มันเพิ่งจะเดือนเดียว..."
เย่เฟิงเผยสีหน้าที่ไม่อยากจะเชื่อ
แม้ว่าตอนนี้การบำเพ็ญเพียรในโลกมนุษย์จะมีเพียงสิบขอบเขต
แต่ทว่าในแต่ละขอบเขต ก็ยังแบ่งออกเป็นระดับต้น ระดับกลาง และระดับสูงสุด
เย่เฟิงบรรลุขอบเขตเหินนภาระดับต้นมาจนถึงวันนี้ ก็เพิ่งจะผ่านไปเพียงหนึ่งเดือนเท่านั้น
ตามกระบวนการบำเพ็ญเพียรปกติ ในหนึ่งเดือนนี้เขาควรจะกำลังสร้างความมั่นคงให้ขอบเขตระดับต้น พร้อมกันนั้นก็บำเพ็ญเพียรเคล็ดกระบี่อภินิหารไปด้วย
ผู้ที่มีพรสวรรค์ท้าทายสวรรค์ เช่นอวิ๋นซวงเอ๋อ หากคิดจะทะลวงจากขอบเขตเหินนภาระดับต้น ไปสู่ขอบเขตเหินนภาระดับกลาง อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาสองสามเดือนกระมัง
แต่ทว่าเย่เฟิงกลับใช้เวลาเพียงหนึ่งเดือนก็บรรลุถึงขอบเขตระดับกลางแล้ว
ขอบเขตระดับกลางของทุกขอบเขต เส้นชีพจรและทะเลปราณล้วนแข็งแกร่งดุจทองทา ยากที่จะบุกเบิกขยายออกไปได้อีก
ส่วนขอบเขตระดับสูงสุดก็คือการเปลี่ยนผ่าน คือสะพานเชื่อม
ขอบเขตถัดไปของขอบเขตเหินนภาก็คือขอบเขตควบคุมจิต
เมื่อบรรลุถึงขอบเขตเหินนภาระดับกลางแล้ว ไม่ว่าเจ้าจะดูดซับพลังวิญญาณมากเพียงใด ก็ยากที่จะขยายเส้นชีพจรและทะเลปราณได้
นี่ก็เหมือนกับขวดใบหนึ่งที่เติมน้ำจนเต็มแล้ว ต่อให้เทน้ำเข้าไปอีก น้ำก็จะล้นออกมา
ต่อจากนี้ สิ่งที่เย่เฟิงต้องบำเพ็ญเพียรก็คือจิตต้นกำเนิด คือจิตวิญญาณ
หลังจากที่จิตต้นกำเนิดในทะเลวิญญาณรวมตัวกันสำเร็จแล้ว ก็จะเป็นสัญลักษณ์ว่าเขาก้าวเข้าสู่ขอบเขตควบคุมจิตขั้นที่ห้าแล้ว
กระบวนการรวมจิตต้นกำเนิดนี้ ก็คือขอบเขตเหินนภาระดับสูงสุด
เย่เฟิงไม่รู้เลยว่า เหตุใดตนเองถึงได้บรรลุขอบเขตเหินนภาระดับกลางได้รวดเร็วถึงเพียงนี้ หลังจากตกตะลึงอยู่ชั่วครู่ เขาก็ตะโกนออกมาอย่างประหลาด ท่ามกลางความมืดมิดสุดท้ายก่อนรุ่งสาง ทั้งกระโดดโลดเต้น ทั้งส่ายก้น
พร้อมกันนั้น ในปากก็ร้องเพลง "ท้องทะเลกู่ก้องยิ้ม คลื่นซัดสาดสองฝั่งธาร ลา ลา ลา ลา อา ลา ลา ลา ลา ลา ลา ลา ลา..."
แบดเจอร์ขนสีเขียวที่กำลังหลับสนิท เมื่อได้ยินเสียงเพลงที่น่ารังเกียจราวกับฆ้องแตกนี้ ก็พลิกตัวกลิ้ง ตกลงมาจากเก้าอี้ไม้ไผ่โดยตรง
เมื่อมองดูเย่เฟิงที่ไม่ยอมหลับยอมนอนกลางค่ำกลางคืน เอาแต่ส่ายก้นร้องเพลง ดวงตาของมันก็เผยแววสับสน ราวกับกำลังคิดว่า เจ้าเด็กนี่คงจะไม่ได้บ้าไปแล้วกระมัง?
เมื่อเห็นแบดเจอร์ขนสีเขียวตื่นขึ้นมา เย่เฟิงก็ดีใจอย่างยิ่ง เดินเข้าไปอุ้มแบดเจอร์ขนสีเขียวขึ้นมาในอ้อมอกโดยตรง ตะโกนว่า "ข้าบรรลุขอบเขตเหินนภาระดับกลางแล้ว! ข้าเก่งกาจมาก! ท้องฟ้าหัวเราะ คลื่นซัดสาดทั่วหล้า ลา ลา ลา..."
แบดเจอร์ขนสีเขียวมีสีหน้างุนงง
เหินนภาระดับกลาง?
สมองของเจ้าเด็กนี่ต้องมีปัญหาแน่ๆ
ก็แค่เหินนภาระดับกลางมิใช่หรือ? จำเป็นต้องตื่นเต้นถึงเพียงนี้เชียวหรือ? ดูเขาส่ายก้นราวกับมอเตอร์ไฟฟ้าตัวเล็กๆ นั่นสิ ผู้ไม่รู้ ยังนึกว่าเจ้าเด็กนี่บรรลุขอบเขตบรรลุสวรรค์แล้วเสียอีก
แบดเจอร์ขนสีเขียวดิ้นรนอย่างสุดกำลัง อยากจะหลุดพ้นจากเงื้อมมือของเจ้าเด็กบ้าผู้นี้ พยายามแล้วแต่ก็ไม่สำเร็จ
สู้ไม่ได้ก็เข้าร่วม นี่คือคติประจำใจในการเป็นอสูรของแบดเจอร์ขนสีเขียวมาโดยตลอด
ดังนั้นแบดเจอร์ขนสีเขียวจึงเริ่มส่งเสียงจี๊ดๆ ออกมา พร้อมกันนั้นก็บิดตัวไปมา
มหกรรมส่ายก้นของคนและอสูรในครั้งนี้ ดำเนินไปจนกระทั่งฟ้าสางถึงได้สิ้นสุดลง
ภายในศาลบรรพชน ชายชราที่นั่งอยู่บนเบาะรองนั่ง มีสีหน้าหงุดหงิดอยู่บ้าง
เจ้าเด็กนี่ดูเหมือนจะเป็นพวกนกฮูก
กลางวันนั่งสมาธิบำเพ็ญเพียร กลางคืนก็เริ่มรำกระบี่
วันๆ ไม่ทำอันใด จนบัดนี้ป้ายสุสานก็ยังไม่เช็ดแม้แต่ป้ายเดียว เอาแต่ส่งเสียงดังรบกวนชาวบ้านกลางดึก
แน่นอนว่าเจ้าเด็กนี่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีข้อดี ความขี้เกียจของเขามีอยู่เพียงแค่ในเรื่องการทำงานเท่านั้น ในด้านการบำเพ็ญเพียรก็ยังนับว่าขยันขันแข็งอยู่
อีกอย่าง ฝีมือการทำอาหารของเจ้าเด็กนี่ก็ไม่เลวเลยจริงๆ
โดยเฉพาะไก่ขอทาน นั่นมันหอมจริงๆ
มิเช่นนั้นผู้เฒ่าเฝ้าศาลคงจะไม่ทนเขามาจนถึงบัดนี้ ยิ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะถ่ายทอดเคล็ดอัสนีใจสุริยันชาดให้เขา