เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 46 ช้างเจ้าสำราญ... และการจากไปของชายชรา

ตอนที่ 46 ช้างเจ้าสำราญ... และการจากไปของชายชรา

ตอนที่ 46 ช้างเจ้าสำราญ... และการจากไปของชายชรา


ตอนที่ 46 ช้างเจ้าสำราญ... และการจากไปของชายชรา

เมื่อเย่เฟิงลืมตาตื่นจากการนั่งสมาธิ ท้องฟ้าด้านนอกก็ถูกย้อมด้วยสีดำสนิทแล้ว

เขาผลักประตูห้องเดินออกมาสูดอากาศ ลานเรือนเงียบสงัด มีเพียงแสงเทียนวูบไหวเล็ดลอดออกมาจากห้องครัว

แต่เมื่อเดินเข้าไปดูกลับไร้เงาของหวงหลิงเอ๋อ

เปิดฝาหม้อบนเตาดู ยังมีกับข้าวเหลืออยู่ก้นหม้อพอประทังชีวิต

แต่เย่เฟิงไม่ได้รู้สึกหิวโซขนาดนั้น จึงปิดฝาหม้อกลับที่เดิม

ก๊อกๆ... เขาเดินไปเคาะประตูห้องของหลิงเอ๋อ

แสงเทียนสว่างวาบขึ้นภายในห้อง ไม่นานนัก ประตูก็ถูกเปิดออก หวงหลิงเอ๋อยืนยิ้มแป้นอยู่ตรงหน้า

"ศิษย์พี่ใหญ่ ตื่นแล้วเหรอเจ้าคะ? เมื่อกี้ข้าไปเรียกท่านมากินข้าว เห็นท่านกำลังเข้าฌานอย่างเคร่งเครียด ข้าเลยไม่อยากรบกวน!"

เย่เฟิงส่งเสียงรับในลำคอ ก่อนจะชะโงกหน้าส่องเข้าไปในห้องแวบหนึ่ง

เห็นแม่นางน้อยเสี่ยวหมานกำลังนั่งพิงหัวเตียง สีหน้าดูดีขึ้นกว่าเมื่อกลางวันโข

แต่พอเห็นหน้าเย่เฟิง แม่นางน้อยก็สะดุ้งเล็กน้อย ท่าทางประหม่าเหมือนเห็นผี

เย่เฟิงหัวเราะแห้งๆ แก้เก้อ "เอ่อ... อาการบาดเจ็บของแม่นางน้อยเสี่ยวหมานเป็นไงบ้าง?"

เสี่ยวหมานตอบเสียงสั่น "ขอบคุณศิษย์พี่เย่ที่เป็นห่วง... ข้าดีขึ้นมากแล้วเจ้าค่ะ ข้าอยากจะกลับไปทำงาน แต่พี่สาวหลิงเอ๋อไม่ยอมปล่อยข้าไป"

เย่เฟิงพยักหน้า "กลับไปตอนนี้ก็ต้องไปตรากตรำทำงานหนักอีก อยู่รักษาตัวที่นี่ให้หายขาดก่อนเถอะ"

หวงหลิงเอ๋อรีบเสริมทันควัน "ใช่แล้ว! เจ้าอยู่ที่นี่จะได้อยู่เป็นเพื่อนคุยกับข้าด้วย เจ้าไม่รู้หรอกว่า... วันๆ ข้าเบื่อจนรากจะงอกอยู่แล้ว!"

เย่เฟิงพยักหน้าเห็นด้วย

เตรียมจะหมุนตัวเดินกลับห้อง แต่สมองดันแวบอะไรบางอย่างขึ้นมาได้

เขาชะงักฝีเท้า หันกลับไปถาม "เสี่ยวหมาน... ข้าจำได้ว่าเจ้าทำงานอยู่ที่สวนอสูรใช่มั้ย?"

"ใช่เจ้าค่ะ ที่ทำงานของพวกเราอยู่ไม่ไกลจากที่นี่เท่าไหร่"

"'พวกเรา'? เจ้ารู้จักข้าด้วยเหรอ?"

เสี่ยวหมานทำหน้างง "แน่นอนสิเจ้าคะ สวนอสูรที่ข้าอยู่ ก็ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของสวนยาสมุนไพรเจี่ยที่ท่านเคยดูแล ศิษย์พี่เย่... ท่านจำข้าไม่ได้จริงๆ หรือเจ้าคะ?"

เย่เฟิงถึงกับไปไม่เป็น งานเข้า... เจ้าของร่างเดิมกับแม่นางน้อยคนนี้เคยเป็นคนกันเองเหรอเนี่ย?

เขากระแอมแก้เขินไปสองสามที "คือว่า... ช่วงก่อนหัวข้าไปกระแทกอะไรนิดหน่อย ความทรงจำหลายอย่างมันเลย... ปลิวหายไปบ้าง"

เสี่ยวหมานพยักหน้าหงึกหงักอย่างเข้าใจ

ได้จังหวะ เย่เฟิงรีบยิงคำถามสำคัญ "เสี่ยวหมาน ข้าขอถามอะไรหน่อย ในเมื่อเจ้าอยู่สวนอสูร เจ้ารู้มั้ยว่านิกายทะเลเมฆาของเรามีเลี้ยงช้างมั้ย? โดยเฉพาะ... 'ช้างเจ้าสำราญ'"

เพียะ! หวงหลิงเอ๋อฟาดต้นแขนเย่เฟิงดังป้าบ "ศิษย์พี่! พูดจาเลอะเทอะอะไรเนี่ย อะไรคือเจ้าสำราญ... ช้างที่ไหนจะมารักสนุก! มีแต่คนแถวนี้แหละที่วันๆ เอาแต่เจ้าสำราญ!"

แต่ผิดคาด... เสี่ยวหมานกลับตาโต "ศิษย์พี่เย่... ท่าน... แม้แต่ 'ช้างเจ้าสำราญ' ท่านก็ลืมไปแล้วหรือเจ้าคะ?"

เย่เฟิงรีบพุ่งตัวไปเกาะขอบเตียง ตาเป็นประกายวิบวับ "แม่นางน้อยเสี่ยวหมาน! เจ้ารู้จักช้างเจ้าสำราญจริงๆ เหรอ?"

เสี่ยวหมานพยักหน้า "รู้จักสิเจ้าคะ ช้างตัวนั้นข้าเป็นคนเลี้ยงดูมากับมือ เมื่อครึ่งปีก่อน... เพราะท่านเป็นต้นเหตุ มันเลยตาย... เรื่องนี้ข้ายังโดนผู้ดูแลดุจนหูชาเลย สุดท้ายท่านก็เป็นคนขุดหลุมฝังมันเองกับมือ"

"ข้าขุดหลุม? ฝังช้าง?"

สมองของเย่เฟิงประมวลผลไม่ทัน

เฮ้ย! นั่นมันช้างนะเว้ย! ช้างตัวเป็นๆ! ตัวเบ้อเริ่มเทิ่มขนาดนั้น นี่ตูต้องขุดหลุมใหญ่ขนาดไหนวะเนี่ย!

"ตอนนั้นท่านขุดอยู่สี่วันเต็มๆ..." เสี่ยวหมานเฉลย

เย่เฟิงเกาหัวแกรกๆ "เสี่ยวหมาน ช้างก็คือช้าง... ทำไมต้องเรียกว่า 'ช้างเจ้าสำราญ' ด้วยล่ะ?"

"ชื่อจริงๆ ของมันคือ 'ขุยซาน' เจ้าค่ะ มีแค่ท่านคนเดียวที่เรียกมันว่าช้างเจ้าสำราญ"

"ทำไมล่ะ?"

"เพราะเจ้าขุยซานพอเห็นหน้าท่านทีไร... มันจะชอบกระดิกหางดุ๊กดิ๊ก ท่านก็เลยบอกว่ามันดูแฮปปี้ ดูเจ้าสำราญเหมือนท่าน เลยตั้งชื่อให้มันซะเลยว่า 'ช้างเจ้าสำราญ'!"

"อ๋อ... เป็นงี้นี่เอง สมเป็นสไตล์ข้าจริงๆ..."

จิ๊กซอว์ในหัวของเย่เฟิงเริ่มต่อกันติด

ที่เขาสั่งเสียไว้กับเหมียวเสี่ยวโหรวว่า ถ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้น ให้ไปตามหา 'ช้างเจ้าสำราญ' สมุนไพรทิพย์กับเห็ดทิพย์ที่หายไป... ต้องถูกซ่อนไว้ในหลุมศพของเจ้าช้างตัวนั้นแน่ๆ!

"ศิษย์พี่... เป็นอะไรไปเจ้าคะ?"

เห็นเย่เฟิงยืนเหม่อตาลอย หวงหลิงเอ๋อก็อดสะกิดถามไม่ได้

เย่เฟิงสะดุ้งตื่นจากภวังค์ ส่ายหน้ายิ้มๆ "เปล่าๆ ไม่มีอะไร แค่รู้สึกทึ่งในความอัจฉริยะในการตั้งชื่อของตัวเองเฉยๆ! เอ่อ... หลิงเอ๋อ เจ้าดูแลแม่นางน้อยเสี่ยวหมานดีๆ นะ ข้าไม่กวนละ"

หวงหลิงเอ๋อพยักหน้า "ศิษย์พี่ ข้าวเย็นอยู่ในหม้อนะ ถ้าหิวก็ตักกินเองได้เลย ข้ากับเสี่ยวหมานเรียบร้อยกันแล้ว"

"โอเค รับทราบ!"

เย่เฟิงถอยฉากออกมาจากห้อง

เขาทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้เอนหลังกลางลานเรือน แหงนหน้ามองดวงดาวระยิบระยับบนท้องฟ้า จมดิ่งสู่ห้วงความคิด

ทันใดนั้น เสียงของเย่ฝูโหยวก็ดังขึ้นในหัว

"เจ้าหนูเย่... ในเมื่อรู้เบาะแสแล้วว่าช้างเจ้าสำราญคืออะไร ไม่คิดจะไปขุดดูหน่อยรึ?"

"ใจจริงก็อยากไปขุดเดี๋ยวนี้แหละ แต่ข้ากลัวว่า... ถ้าขุดไปเจออะไรที่มัน 'เซอร์ไพรส์' เกินรับมือไหว ข้าจะซวย เซนส์ของข้ามันบอกว่า เรื่องนี้ไม่ใช่แค่คดีขโมยสมุนไพรไก่กาแน่ๆ"

เย่เฟิงระบายความกังวลในใจ

ตอนนี้เขาเพิ่งจะแตะขอบเขตเหินนภามาหมาดๆ วิถีกระบี่จริงๆ จังๆ ก็ยังไม่ได้เริ่มฝึก ขืนไปเจอความลับระดับชาติ หรือไปจ๊ะเอ๋กับตัวบงการเข้า มีหวังได้ไปเฝ้ายมบาลก่อนวัยอันควรแน่

เย่ฝูโหยวแย้ง "ยังไงก็ต้องไปดูให้เห็นกับตา! ตอนนี้ศัตรูอยู่ในที่มืด เจ้าอยู่ในที่แจ้ง คนที่คิดร้ายอาจเป็นใครก็ได้ที่อยู่รอบตัวเจ้า... การจะเชือดเจ้าทิ้งน่ะ ง่ายยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปากซะอีก"

"เจ้าต้องรีบสืบให้รู้ดำรู้แดงว่า... ไอ้โม่งนั่นมันเป็นใคร ถึงจะวางแผนรับมือถูก"

เย่เฟิงพยักหน้าช้าๆ

"รอให้แม่นางน้อยเสี่ยวหมานหายดีก่อน ข้าจะให้นางพาไปชี้จุดฝังศพช้างเจ้าสำราญ ระหว่างนี้ขอเวลาฟาร์มของ อัปสกิลป้องกันตัวสักสองสามวันก่อน!"

"เอ้อ จริงสิ ท่านอา! เมื่อตอนกลางวันที่หน้าศิลาจารึกสวรรค์ ท่านคุยโวว่าจะถ่ายทอดวิชาอาคมทั้งหมดให้ข้า ตอนนี้ข้าว่างแล้ว... เริ่มคลาสเลยมั้ย?"

เย่ฝูโหยวถอนหายใจเฮือกใหญ่ "สมองทึบๆ อย่างเจ้าเนี่ยนะ? แค่เคล็ดวิชาบทเดียว ข้าต้องอธิบายซ้ำซากถึงสามรอบกว่าเจ้าจะจำได้"

"นิกายทะเลเมฆาของเรามีวิชาและอาคมกว่าสามร้อยชนิด ขืนสอนทีละอย่าง... ชาตินี้คงไม่ต้องทำมาหากินอะไรแล้ว สิบปีแปดปีก็ไม่จบหรอก!"

"ดังนั้น... ข้าเลยคิดโซลูชันลัดขึ้นมาได้ ข้าจะใช้วิชาลับ 'บีบอัด' เคล็ดวิชาทั้งหมดให้กลายเป็น 'ไฟล์' ภาพมายาความทรงจำ เจ้าอยากรู้อันไหน ก็เข้าไป 'เสิร์ช' หาในหัวเอาเอง"

"ภาพมายาความทรงจำ? มันคืออะไรวะ? แล้วจะล็อกอินเข้าไปดูยังไง?"

"ไฟล์พวกนี้จะถูกฝังอยู่ในทะเลวิญญาณของเจ้า เงื่อนไขคือเจ้าต้องบรรลุขอบเขต 'ควบคุมจิต' ก่อนถึงจะเปิดอ่านได้ ...พยายามเข้านะไอ้หนู!"

เย่เฟิงหน้าเหวอ เหมือนโดนหลอกให้ดีใจเก้อ

"ท่านอา... นี่ท่านกำลังกวนตีนข้าใช่มั้ย? ตอนนี้ข้าเพิ่งเหินนภาระดับอนุบาล กว่าจะเวลตันถึงขั้นควบคุมจิต... ไม่ปาไปอีกสองสามปีเลยเหรอ?"

"ท่านใจป๋าหน่อยดิวะ โอนข้อมูลเข้าสมองข้าทีเดียวจบๆ ไปเลยไม่ได้เรอะ?"

"ดีลของเราคือ... ท่านสอนวิชา ข้าให้ที่พักพิงจิตวิญญาณ"

"ถ้าท่านยังลีลา เล่นตัวแบบนี้ ข้าคงต้องพิจารณา 'สัญญาเช่า' ใหม่แล้วล่ะ"

"อาจารย์ข้าก็กลับมาแล้ว อยากรู้อะไรข้าไปถามอาจารย์โดยตรงก็ได้ การมีอยู่ของท่านเนี่ย... เริ่มจะไม่มีประโยชน์กับข้าแล้วนะบอกเลย"

"นี่เจ้า... คิดจะเบี้ยวสัญญาเรอะ! ไอ้เด็กเนรคุณ!"

"นี่ท่านพูดเองนะ! ข้ายังไม่ได้พูดสักคำ!"

"ปากไม่พูด... แต่ใจเจ้ามันคิด!"

"แค่คิดก็ผิดกฎหมายด้วยเรอะ? ข้ายังคิดอยากจะจัดฮาเร็มสาวงามทั้งยุทธภพเลย ไม่เห็นหอวินัยจะแห่มาจับข้าสักคน?"

เย่เฟิงงัดสกิลหน้าด้านไร้ยางอายออกมาสู้

"เจ้าเด็กบ้า... คิดจะข้ามแม่น้ำแล้วรื้อสะพานทิ้งรึไง? ถ้าไม่มีข้า... ชาตินี้เจ้าจะเหินนภาได้มั้ย? ถ้าไม่มีข้า... เจ้าจะได้ถือครองกระบี่จื่อเตี้ยนชิงซวงมั้ย? เป็นคนมันต้องมีคุณธรรมน้ำมิตรเว้ย! ลองเอามือกุมหัวใจตัวเองดูซิ... แล้วตอบข้ามาว่า เจ้าทำแบบนี้ไม่ละอายใจบ้างรึไง?"

"ท่านอา ท่านพูดถูก เป็นคนต้องมีคุณธรรม..." เย่เฟิงฉีกยิ้มเจ้าเล่ห์ "แต่ก็มีอีกคำกล่าวที่ว่า... 'คนไม่เห็นแก่ตัว ฟ้าดินลงทัณฑ์'!"

"เออ! ยอมแล้วโว้ย! เจ้ามันร้ายนักนะไอ้เด็กเปรต! เอาล่ะ... อยากเรียนอะไร ว่ามา!"

เย่ฝูโหยวพูดเสียงลอดไรฟัน

อดีตจอมมารผู้บ้าคลั่ง สยบคนทั่วหล้า วันนี้กลับต้องมาสิ้นท่าให้เด็กเมื่อวานซืนขู่กรรโชก

ช่วยไม่ได้... ตอนนี้เขามันแค่ผีไม่มีศาล ถ้ายังมีร่างเนื้อเหลืออยู่สักนิด พ่อจะบีบคอไอ้เด็กเวรนี่ให้ตายคามือไปนานแล้ว!

เฮ้อ... ผีอยู่ใต้ชายคา ไม่ก้มหัวก็หัวชนคาน ผู้สืบทอดที่ตัวเองเลือกมากับมือ... ต่อให้ต้องกลืนเลือด ก็ต้องกัดฟันสอนมันต่อไป

เมื่อเห็นท่านผู้เฒ่ายอมจำนน เย่เฟิงก็ถูมือยิกๆ ยิ้มกริ่มจนแก้มแทบปริ

"วิชาตัวเบา 'เงาลวง' นั่นน่ะ... ดูๆ ไปก็คล้าย 'ท่าเท้าท่องคลื่น' ในหนังจีนกำลังภายในเหมือนกันนะ... หึๆ ข้าขอเรียนอันนี้ก่อนเลย เอาไว้จีบสาว... เอ้ย! เอาไว้หนีตาย! ใช่แล้ว... เพื่อความอยู่รอดล้วนๆ!"

เกือบหลุดปากความในใจออกมาซะแล้ว

เขาไม่ใช่ 'ต้วนอี้' สายทาสรักสักหน่อย จะเอาไปจีบสาวทำไม! ผู้หญิงน่ะ... มีแต่จะทำให้ความเร็วในการชักกระบี่ตกลง!

เย่ฝูโหยวตัดบท "ข้าจะท่องเคล็ดวิชาให้ฟังแค่รอบเดียว! ถ้าสมองปลาทองจำไม่ได้ ก็อย่ามาโทษข้า!"

"เดี๋ยว! พอสก่อน! ขอเวลาแป๊บ ข้าไปเตรียมกระดาษปากกาจดเลกเชอร์ก่อน!"

เย่เฟิงดีดตัวผึงจากเก้าอี้ พุ่งพรวดเข้าห้องราวกับพายุทอร์นาโด

กวาดเครื่องเขียนสี่อย่าง (พู่กัน หมึก กระดาษ จานฝนหมึก) ออกมาจากตู้ จัดวางอย่างรวดเร็ว

"โอเค... ท่านอา พร้อมแล้ว! เริ่มคลาสได้!"

...

ในขณะเดียวกัน

ณ สถานที่ปิดด่านของมหาปราชญ์อวิ๋นอี้

มหาปราชญ์อวี้เฉินจื่อ ผู้อาวุโสใหญ่แห่งหอวินัย ยืนสงบนิ่ง มือแนบลำตัวอยู่เบื้องหน้าผนังหินบานใหญ่

ภายใต้แสงจันทร์สาดส่อง ผนังหินเริ่มสั่นไหวเบาๆ ราวกับระลอกน้ำ

มหาปราชญ์อวี้เฉินจื่อเห็นดังนั้น ก็รีบประสานมือคารวะ "ศิษย์พี่... ข้าคือ 'สี่เล็ก' เอง"

เมื่อวานเขาก็มารอพบครั้งหนึ่งแล้ว แต่น่าเสียดายที่ศิษย์พี่กำลังเข้าฌานลึก จึงไม่ได้เข้าพบ เขาจึงยืนรออยู่หน้าถ้ำตลอดหนึ่งวันหนึ่งคืน

ในที่สุด... ผนังหินก็ตอบสนอง

"สี่เล็ก... มีอะไร? มีธุระคอขาดบาดตายอันใด ถึงต้องมาหาข้าถึงที่นี่?"

เสียงที่ฟังดูเลื่อนลอย ว่างเปล่า ค่อยๆ ดังแว่วออกมาจากภายในถ้ำ น้ำเสียงนั้น... ไม่ได้ฟังดูชราภาพอย่างที่ควรจะเป็น

มหาปราชญ์อวี้เฉินจื่อกล่าวเสียงแผ่ว "ศิษย์พี่... คนผู้นั้นที่อยู่ในคุกหิน... สิ้นแล้วขอรับ"

ครืน... การสั่นไหวของผนังหินรุนแรงขึ้นวูบหนึ่ง

ดูเหมือนข่าวการตายของชายชราผู้นั้น... ผู้ที่แทบจะถูกเปลี่ยนสภาพเป็น 'มนุษย์หมู' ได้ส่งผลกระทบต่อจิตใจของมหาปราชญ์อวิ๋นอี้ไม่น้อย

เนิ่นนานผ่านไป... เสียงของมหาปราชญ์อวิ๋นอี้จึงดังลอดออกมาอีกครั้ง ทว่าคราวนี้... น้ำเสียงกลับแหบพร่า ทุ้มต่ำ และเจือความอ้างว้าง

"โอ้... เรื่องเกิดขึ้นเมื่อไหร่?"

"เมื่อวานนี้ขอรับ"

"เฮ้อ... ไม่ว่าอดีตเขาจะก่อกรรมทำเข็ญไว้สาหัสเพียงใด ตลอดสองร้อยกว่าปีที่ผ่านมานี้... บาปกรรมก็น่าจะชดใช้ไปจนหมดสิ้นแล้ว สี่เล็ก... นำร่างเขาไปฝังเถอะ"

"จะให้ฝังไว้ที่ใดขอรับ?"

"สุสานบรรพชนทะเลเมฆา"

"สุสานบรรพชน!?" มหาปราชญ์อวี้เฉินจื่อชะงักกึก "แล้ว... บนป้ายหลุมศพจะให้สลักว่าอย่างไร?"

"ตัวตนของเขา... เป็นเรื่องต้องห้าม ป้ายหินเปล่าๆ ก็เพียงพอแล้ว"

"รับทราบขอรับ... ข้าจะรีบไปจัดการ เอ่อ... ศิษย์พี่ ท่านจะไปดูหน้าเขาเป็นครั้งสุดท้ายหรือไม่? ยังไงเสีย... เขาก็เป็น..."

มหาปราชญ์อวี้เฉินจื่อกลืนคำพูดที่เหลือลงคอ

ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง เนิ่นนานจนน่าอึดอัด

สุดท้าย เสียงจากในถ้ำก็ดังขึ้นแผ่วเบา "เรื่องราวในโลกนี้... จบสิ้นแต่เหมือนไม่จบ สู้ปล่อยให้มันจบไปแบบค้างคาเช่นนั้น... จะไม่ดีกว่าหรือ? ข้าเชื่อว่า... เขาคงไม่อยากเห็นหน้าข้าหรอก"

มหาปราชญ์อวี้เฉินจื่อถอนหายใจเฮือกใหญ่ ไม่ได้กล่าวเซ้าซี้อีก เขาประสานมือคารวะต่อผนังหินอย่างนอบน้อม ก่อนจะถอยกายจากไปในความมืด...

จบบทที่ ตอนที่ 46 ช้างเจ้าสำราญ... และการจากไปของชายชรา

คัดลอกลิงก์แล้ว