เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 12 ชายชราวิปลาสที่ถูกคุมขังกว่าสองร้อยปี

ตอนที่ 12 ชายชราวิปลาสที่ถูกคุมขังกว่าสองร้อยปี

ตอนที่ 12 ชายชราวิปลาสที่ถูกคุมขังกว่าสองร้อยปี


ตอนที่ 12 ชายชราวิปลาสที่ถูกคุมขังกว่าสองร้อยปี

คุกหินหอวินัย

สถานที่แห่งนี้ถูกปกคลุมด้วยม่านอาคมลึกลับชั้นหนึ่ง

นานทีปีหนถึงจะมีการเปิดออก ทำให้ภายในกลายเป็นระบบปิดสมบูรณ์แบบ

อากาศถ่ายเทยากยิ่งกว่าห้องใต้ดินบ้านผีสิง

ส่งผลให้ทั่วทั้งคุกอบอวลไปด้วยกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ตลอดเวลา

ราวกับกลิ่นซากศพที่หมักหมมมานานนับทศวรรษ

แม้จะเจือจางไปบ้างตามกาลเวลา

แต่ก็ยังลอยฟุ้งอยู่ในพื้นที่แคบๆ แห่งนี้ ไม่จางหายไปไหน

'อื้อหือ... กลิ่นมาดามหอมชื่นใจตายล่ะ'

'นี่มันห้องขังหรือบ่อเกรอะวะเนี่ย? สุขอนามัยติดลบแบบนี้ กรมราชทัณฑ์ไม่มาตรวจบ้างเรอะ?'

คุกหินมีขนาดไม่ใหญ่นัก กว้างยาวราวสี่เมตร สูงสามเมตร

ถูกเจาะเข้าไปในเนื้อหินภูเขาอันแข็งแกร่ง

ทางเข้าออกมีเพียงประตูเหล็กหนาเตอะที่ล็อกแน่นหนา

ต่อให้เป็นนายธนาคารชื่อแอนดี้

ก็อย่าได้หวังว่าจะใช้ช้อนคันเดียวขุดรูหนีออกไปท่ามกลางสายฝนได้

แน่นอนว่า เย่เฟิงก็ไม่เคยคิดจะแหกคุก

ในเมื่อยังไม่รู้ว่าเจ้าของร่างเดิมตายเพราะอะไร

จะมีที่ไหนปลอดภัย (และฟรี) ไปกว่าคุกหินของหอวินัยอีกเล่า?

คำตอบคือ... ไม่มี

ทว่า... การที่มี 'คนบ้า' อาศัยอยู่ห้องข้างๆ

ทำให้จิตใจของเย่เฟิงไม่อาจสงบสุขได้

'ใครจะไปรู้วะ เกิดตาลุงนี่คลุ้มคลั่งขึ้นมา

แล้วพังกรงเข้ามาทำเรื่องบัดสีบัดเถลิงกับตูจะทำไง? ยิ่งหน้าตาดีๆ อยู่ด้วย'

สิ่งเดียวที่พอจะเบาใจได้คือ ตาลุงคนบ้านี่ดูเหมือนจะรู้จักเย่เฟิง

ตอนเข้ามาใหม่ๆ แกใช้วิชา 'ส่งเสียงทางจิต' ทักทายมาสองสามประโยค

แต่หลังจากนั้นก็เงียบกริบไปหลายชั่วโมง

เย่เฟิงเคยลองเกาะลูกกรงตะโกนเรียก

แต่ก็เงียบฉี่... ไร้สัญญาณตอบรับจากหมายเลขที่ท่านเรียก

ราวกับว่าเสียงในหัวก่อนหน้านี้เป็นแค่ภาพหลอน

หรือไม่ตาลุงนั่นก็คงอัลไซเมอร์กำเริบ ลืมไปแล้วว่ามีเพื่อนบ้าน

เมื่อคนข้างห้องเงียบ เย่เฟิงจึงได้แต่นั่งจุ้มปุ๊กอยู่มุมห้อง

วิเคราะห์สถานการณ์ชีวิตแบบเรียลไทม์

แต่ไม่ว่าจะโลกสวยแค่ไหน

ความจริงข้อหนึ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้ก็คือ...

'ใครฆ่าเจ้าของร่างเดิม?'

คำถามนี้เหมือนระเบิดเวลาที่ผูกติดอยู่กับเอว

ถ้าหาคำตอบไม่ได้ ต่อให้ได้ออกจากคุก

ก็อาจจะโดนเก็บเงียบๆ อีกรอบเมื่อไหร่ก็ได้

เบาะแสเป็นศูนย์...

งั้นก็ต้องวางแผนเอาตัวรอดฉบับคนขี้ขลาดไปก่อน

คีย์เวิร์ดคือ "เนียน"

ขยายความคือ... "แกล้งโง่เอาตัวรอด ซ่อนเขี้ยวเล็บรอวันผงาด"

'ตอนนี้ตูกลายเป็นโจทก์สังคม วีรกรรมเจ้าของร่างเดิมแม่งโคตรตึง

ถ้าได้ออกไป ต้องทำตัวลีบๆ เข้าไว้ ห้ามห้าวเป้งเด็ดขาด'

'ต่อให้ความทรงจำกลับมา หรือรู้ตัวคนร้าย

ถ้าเลเวลยังไม่ตัน ของยังไม่ฟูล ห้ามเปิดบวกเด็ดขาด! ต้องแกล้งความจำเสื่อมต่อไป'

มีแค่การแกล้งเอ๋อเท่านั้น ที่จะรักษาชีวิตน้อยๆ นี้ไว้ได้

คิดไปคิดมา หนังตาก็เริ่มหย่อน

เย่เฟิงเผลอหลับไปทั้งท่านั่ง

...

ตึง... ตึง...

เสียงฝีเท้าหนักๆ ปลุกเย่เฟิงให้ตื่นจากภวังค์

ในความเงียบสงัดของคุกหิน เสียงเดินเท้าฟังดูดังก้องกังวานราวกับเสียงยมทูต

เย่เฟิงดีดตัวลุกขึ้นนั่ง สัญชาตญาณระวังภัยทำงานทันที

เสียงฝีเท้ามาหยุดอยู่ที่หน้าห้องขัง

สวีไคนั่นเอง

"ศิษย์พี่สวี! ในที่สุดท่านก็มา! ข้าจะหิวตายอยู่แล้วขอรับ!"

เย่เฟิงฉีกยิ้มกว้างจนเห็นฟันครบทุกซี่

รีบวิ่งไปเกาะลูกกรงทำท่าเหมือนหมาน้อยรอเจ้าของ

สวีไคมองด้วยสายตารังเกียจขยะแขยง

เขาไม่ไขประตู แต่วางกล่องอาหารลง แล้วพูดผ่านช่องลูกกรง

"ศิษย์น้องเย่ ผ่านไปหนึ่งวันแล้ว... เจ้าพอนึกอะไรออกบ้างหรือไม่?"

เย่เฟิงส่ายหน้าดิก

สวีไคพยักหน้าเบาๆ "อืม... ศิษย์น้องเย่ ข้าคาดไม่ถึงจริงๆ ว่าเจ้าจะใจกล้าขนาดนี้

นับถือ... ข้านับถือเจ้าจริงๆ!"

เย่เฟิงขมวดคิ้ว "ศิษย์พี่สวี ท่านหมายความว่าอย่างไร? ข้าไม่เข้าใจ?

ท่านคงไม่คิดว่าข้ายักยอกของหลวงจริงๆ ใช่ไหม?

เรื่องนี้คนมีสมอง... เอ้ย คนฉลาดมองปราดเดียวก็รู้ว่าข้าถูกใส่ร้าย!

คนร้ายตัวจริงมันโยนขี้ให้ข้าต่างหาก!"

สวีไคโบกมือปฏิเสธ "ข้าไม่ได้พูดถึงเรื่องนั้น...

เมื่อเช้านี้ ท่านอาจารย์อาอวี้อิงบุกมาที่หอวินัย

แจ้งว่าเมื่อหลายวันก่อน เจ้าใช้วาจาลามกจาบจ้วงศิษย์น้องอวิ๋นซวงเอ๋อร์ที่หลังเขา

นางเรียกร้องให้ลงโทษเจ้าขั้นเด็ดขาด... มีเรื่องเช่นนี้หรือไม่?"

"ห๊ะ?"

สมองเย่เฟิงประมวลผลไม่ทันจนติดบัคไปชั่วขณะ

ผ่านไปครู่ใหญ่ถึงร้องอ๋อ... 'ศิษย์น้องอวิ๋น' ที่ว่า

ก็คือแม่นางคนงามที่คุยกันไม่กี่คำก็ถอดเสื้อโชว์หุ่นนั่นเอง

'เดี๋ยวนะ... ตูไปลวนลามทางวาจาตอนไหน?

ตอนนั้นตูทำตัวสุภาพบุรุษสุดๆ (แม้ในใจจะคิดอกุศลก็เถอะ)'

กำลังจะอ้าปากเถียง เย่เฟิงก็ชะงักกึก

'อ้อ... เข้าใจละ'

'ตูไม่ได้ลวนลามด้วยปาก แต่ลวนลามด้วยสายตา!

แอบดูนางอาบน้ำแบบ Full HD!'

เทียบกันแล้ว โทษฐาน 'ปากหมา' กับ 'ถ้ำมอง'

ความรุนแรงมันคนละเลเวลเลย

อย่างแรกแค่โดนด่า โดนขังลืมไม่กี่วัน

แต่อย่างหลัง... ดีไม่ดีโดนตอน! เอ้ย โดนทำลายวรยุทธ์แล้วเตะออกจากสำนัก!

'แม่นางอวิ๋น... ร้ายนักนะ!

ห่วงชื่อเสียงตัวเอง เลยไม่กล้าบอกความจริงว่าโดนแอบดู

แต่ก็แค้นฝังหุ่น เลยแจ้งข้อหาลวนลามแทน กะจะให้ตูเน่าตายในคุกเลยสินะ!'

'สวยแต่ใจดำชิบหาย!

เตะซี่โครงตูหักสามท่อนยังไม่หนำใจอีกเรอะแม่คุณ!'

อีกอย่าง เย่เฟิงยังยืนยันความบริสุทธิ์ (ในใจ) เสมอว่า

คืนนั้นเขาไม่ได้ตั้งใจไปแอบดู เขาไปถึงก่อนต่างหาก! นางมาแก้ผ้าให้ดูเองแท้ๆ!

เย่เฟิงหัวเราะแห้งๆ "แหะๆ... คือว่า...

ตอนนั้นข้าเพิ่งฟื้นจากความตาย สมองมันเบลอๆ

อาจจะเผลอพูดจาหมาๆ... เอ้ย ไม่สมควรออกไปบ้างจริงๆ ขอรับ

ว่าแต่ศิษย์พี่สวี... ข้าจะได้ออกไปเมื่อไหร่หรือ?"

"ออกไป?" สวีไคแค่นหัวเราะ

"ถ้าไม่มีเรื่องของศิษย์น้องอวิ๋น อีกสามสี่วันเจ้าคงได้ออก

แต่ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว

ท่านอาจารย์อาอวี้อิงมาอาละวาดซะหอวินัยแทบแตก

อาจารย์ข้ารับปากว่าจะ 'ดูแล' เจ้าเป็นพิเศษ

เจ้าก็นอนเล่นสำนึกผิดไปยาวๆ เถอะ"

พูดจบ สวีไคก็หยิบอาหารออกจากกล่อง สอดเข้าไปในช่องหมาลอดด้านล่าง

เย่เฟิงรีบถามต่อ "ศิษย์พี่สวี!

งั้นช่วยหาคัมภีร์ฝึกวิชามาให้ข้าหน่อยได้ไหม?

ข้าความจำเสื่อม ลืมวิชาไปหมดแล้ว อยากจะฝึกฆ่าเวลา อยู่เฉยๆ มันเบื่อจะตายชัก"

สวีไคยิ้มเยาะ "ข้าไม่ได้ผนึกจุดชีพจรเจ้า

ก็ถือว่าปรานีมากแล้วในฐานะคนคุ้นเคย

นี่ยังจะมาขอคัมภีร์ฝึกวิชา? ฝันกลางวันอยู่รึไง?"

ทำท่าจะเดินหนี เย่เฟิงรีบตะโกนเรียก

"เดี๋ยวๆๆ! ศิษย์พี่สวี! อย่าเพิ่งไป!"

"อะไรอีกวะ! ข้ารีบนะโว้ย!" สวีไคเริ่มหัวร้อน

เย่เฟิงถามเสียงกระซิบ "ศิษย์พี่...

ห้องตรงข้ามข้าเหมือนมีคนแก่ๆ อยู่คนนึง เขาเป็นใครอ่ะ? อยู่มานานยัง?"

สวีไคชะงัก

เหลือบตามองห้องขังฝั่งตรงข้ามโดยอัตโนมัติ

"เจ้าความจำเสื่อมไม่ใช่รึ?

ทำไมยังสอดรู้สอดเห็นเรื่องชาวบ้านนัก?

อยู่เงียบๆ ไป อย่าหาเรื่องใส่ตัว!"

ด่าจบ สวีไคก็หิ้วกล่องอาหารเดินไปที่ห้องฝั่งตรงข้าม

ชะโงกหน้ามองเข้าไปแวบหนึ่ง

จากนั้น... หยิบไก่ย่างตัวเบ้อเริ่ม กับไหสุราชั้นดีออกมา!

สอดเข้าไปให้คนข้างในอย่างนอบน้อม

แล้วหยิบจานเปล่าออกมาเก็บ

เขาไม่พูดอะไรสักคำ หิ้วกล่องอาหารแล้วเดินจากไปทันที

ทิ้งเย่เฟิงให้ยืนอ้าปากค้างอยู่เบื้องหลัง

"..."

'สองมาตรฐาน! นี่มันสองมาตรฐานชัดๆ!'

เย่เฟิงก้มมองดูอาหารของตัวเอง

หมั่นโถแข็งโป๊กสองลูก (น่าจะใช้ปาหัวหมาแตกได้)

น้ำเปล่าหนึ่งไหเล็ก

และเศษผักดองเค็มๆ วิญญาณผักชัดๆ

"ไอ้บ้าเอ๊ย! ติดคุกเหมือนกัน

ทำไมห้องนั้นได้กินไก่ย่างบุฟเฟต์โรงแรม

ส่วนตูได้กินอาหารเม็ดเกรดล่างวะเนี่ย!?"

เย่เฟิงบ่นกระปอดกระแปด

แต่ความหิวไม่เข้าใครออกใคร เขาจำใจหยิบหมั่นโถหินขึ้นมาแทะ

กรึ้บ!

'แข็งชิบหาย... ฟันตูจะหักไหมเนี่ย'

"เจ้าหนูเย่... อยากกินไก่ย่างไหม?"

เสียงลึกลับดังขึ้นในหัวอีกครั้ง!

คราวนี้เย่เฟิงไม่ตกใจแล้ว เขานั่งขัดสมาธิหน้ากรง แทะหมั่นโถพลางตอบในใจ

"ถามได้! ใครบ้างไม่อยากกิน?

ผู้อาวุโส... เมื่อกี้ข้าเห็นนะ ไก่ตัวบักเอ้ก ท่านคนเดียวกินไม่หมดหรอก

แบ่งข้าบ้างสิ! เดี๋ยวออกไปได้ ข้าจะเลี้ยงคืนชุดใหญ่ไฟกระพริบ!"

"เหอๆ... เจ้าพูดแบบนี้ทุกครั้ง

แล้วก็หลอกกินฟรีทุกครั้ง!

แต่เอาเถอะ วันนี้ข้าไม่ค่อยหิว

ไก่ตัวนี้... ยกให้เจ้า"

"ห๊ะ? จริงดิ? ป๋ามากครับท่าน! ...แต่ข้าจะเอามันมายังไงอ่ะ?"

"มีเชือกไหม?"

"เชือก? อ้อ! มีๆๆ"

เชือกที่ใช้มัดเย่เฟิงตอนโดนหิ้วมา ยังกองอยู่ที่มุมห้อง

เย่เฟิงรีบคว้ามา ผูกปมเป็นบ่วง แล้วเหวี่ยงลอดช่องประตูออกไปอย่างชำนาญ

เฟี้ยว!

ระยะห่างแค่ทางเดินสามเมตร เชือกพุ่งไปหยุดหน้าห้องฝั่งตรงข้ามพอดีเป๊ะ

ในความมืดสลัว

เย่เฟิงเห็นมือเหี่ยวๆ แห้งๆ เหมือนตีนไก่... เอ้ย มือมัมมี่

ยื่นออกมาจากความมืด คว้าปลายเชือกดึงเข้าไป

กึก!

แรงกระตุกเบาๆ เป็นสัญญาณ

เย่เฟิงรีบสาวเชือกกลับมาอย่างไว

และแล้ว... ไก่ย่างสีเหลืองทองอร่ามก็สไลด์มาตามพื้น!

แม้จะคลุกฝุ่นไปบ้าง แต่เย่เฟิงไม่ถือ

'กฎ 3 วินาทีไม่มีจริง แต่กฎการลอกหนังช่วยได้!'

"ขอบคุณครับป๋า!"

เย่เฟิงฉีกน่องไก่ขึ้นมาดม กลิ่นหอมยั่วน้ำลายจนทนไม่ไหว

เขากัดลงไปคำโต เนื้อนุ่มชุ่มฉ่ำ!

'สวรรค์... นี่สินะรสชาติของอิสรภาพ (ในคุก)!'

"ไม่ต้องเกรงใจ" เสียงชายชราดังขึ้น

"ใครใช้ให้เจ้าเป็นเพื่อนคุยคนเดียวของข้าตลอดหลายปีมานี้ล่ะ"

เย่เฟิงเคี้ยวตุ้ยๆ ถามกลับไป

"ผู้อาวุโส ท่านติดคุกมานานแค่ไหนแล้วขอรับ?"

"จำไม่ได้แล้ว... น่าจะสักสองร้อยกว่าปีแล้วมั้ง"

"พรวด!"

เย่เฟิงแทบสำลักไก่

"สองร้อยกว่าปี!?"

"ท่านไปทำคดีอุกฉกรรจ์อะไรมา?

ต่อให้ขโมยควายเจ้าสำนักไปกิน ก็ไม่น่าจะโดนขังลืมข้ามศตวรรษขนาดนี้นะเฮ้ย?"

"เรื่องเก่าๆ ข้าลืมไปหมดแล้ว..."

เสียงชายชราตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่มั่นใจเปี่ยมล้น

"แต่ข้ามั่นใจเก้าในสิบส่วน... ว่าข้าต้องโดนยัดข้อหาแน่นอน!"

จบบทที่ ตอนที่ 12 ชายชราวิปลาสที่ถูกคุมขังกว่าสองร้อยปี

คัดลอกลิงก์แล้ว