- หน้าแรก
- ระบบล่าท้าตายในวันสิ้นโลก
- บทที่ 4 - ทีมที่ดูไม่ค่อยเข้าท่า
บทที่ 4 - ทีมที่ดูไม่ค่อยเข้าท่า
บทที่ 4 - ทีมที่ดูไม่ค่อยเข้าท่า
บทที่ 4 - ทีมที่ดูไม่ค่อยเข้าท่า
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
ถ้ามองในมุมของเหตุและผล
ในสถานการณ์ที่มีซอมบี้คลุ้มคลั่งเต็มโถงทางเดิน การเปิดประตูเพื่อช่วยคนแบบนี้
ดูเหมือนจะอันตราย แต่จริงๆ แล้ว... มันโคตรจะไม่ปลอดภัยเลยต่างหาก
แต่ในมุมของลวี่ไป๋ นี่มันคือด้านสว่างของความเป็นมนุษย์ชัดๆ
ไม่มีความลังเลแม้แต่วินาทีเดียว ลวี่ไป๋พุ่งตัวเข้าไปในห้องพักครูนั้นทันที พร้อมกับจัดการล็อคประตูเหล็กดัดอย่างรวดเร็ว
ปัง! ปัง! ปัง!
เสียงคำรามของซอมบี้ดังระงม ผสมปนเปไปกับเสียงทุบประตูอย่างบ้าคลั่ง
เรื่องนี้ก็ไม่ได้เกินความคาดหมายเท่าไหร่
ก็นะ เป็ดบินเข้าปากแล้วยังบินหนีไปได้ ต่อให้เป็นซอมบี้ก็คงต้องโมโหเป็นธรรมดา
โชคดีที่ประตูเหล็กดัดบานนี้ดูแข็งแรงทนทานน่าอุ่นใจ แม้จะโดนทุบกระแทกต่อเนื่องขนาดนั้นก็ยังตั้งตระหง่านไม่สะเทือน
หลังจากมั่นใจว่าปลอดภัยชั่วคราว ลวี่ไป๋ถึงมีเวลาสำรวจสถานการณ์ภายในห้องพักครู
ห้องพักครูนี้ค่อนข้างกว้าง มีโต๊ะทำงานวางอยู่ห้าตัว และยังมีห้องกั้นขนาดประมาณสิบตารางเมตรสำหรับเก็บเอกสาร
แต่ถึงห้องจะใหญ่ คนข้างในกลับมีกันอยู่แค่ชายสามหญิงสาม
นอกจากอาจารย์ผู้หญิงวัยกลางคนสวมแว่นกรอบบางอายุราวสามสิบสี่สิบปีแล้ว ที่เหลือล้วนเป็นนักเรียนสวมชุดเครื่องแบบทั้งสิ้น
นักเรียนชายสามคนประกอบด้วย พี่อ้วนที่ดูน้ำหนักน่าจะแตะร้อยโล, นักเรียนชายสายกีฬาที่สูงเกินร้อยแปดสิบเซ็นฯ, และหนุ่มแว่นทรงผมหัวเห็ด
ส่วนนักเรียนหญิงหน้าตาจิ้มลิ้มคนนั้น ยืนอยู่ข้างๆ เขา เธอยกนิ้วชี้ขึ้นแตะริมฝีปาก ส่งสัญญาณบอกให้เขาเงียบเสียง
ลวี่ไป๋พยักหน้ารับรู้ ฟังเสียงความเคลื่อนไหวภายนอกที่ค่อยๆ เงียบลง สายตาของเขาไปหยุดอยู่ที่นักเรียนหญิงคนสุดท้าย
ผมดำขลับนุ่มสลวยรวบเป็นหางม้าสูง ภายใต้กระโปรงลายสก๊อตสีเขียวเข้มคือเรียวขายาวสวย ส่วนสูงน่าจะเกินร้อยเจ็ดสิบเซนติเมตร
"นี่!"
ดูเหมือนจะสังเกตเห็นสายตาของลวี่ไป๋ นักเรียนชายสายกีฬาคนนั้นก็ชี้หน้าลวี่ไป๋ แต่หันไปพูดกับสาวหน้าจิ้มลิ้มว่า "อู๋หย่า ฉันขอเตือนเธอไว้เลยนะ ครั้งหน้าจะทำอะไร ช่วยปรึกษาคนอื่นก่อนได้ไหม"
"จะมีเวลาที่ไหนไปปรึกษาเล่า..."
สาวน้อยหน้าจิ้มลิ้มที่ชื่ออู๋หย่าเถียงกลับทันควัน
นักเรียนชายคนนั้นไม่คิดจะต่อล้อต่อเถียง หรืออาจจะไม่อยากลดตัวลงไปเถียงกับผู้หญิงตัวเล็กๆ เขาหันมาใช้สายตาหวาดระแวงสำรวจลวี่ไป๋
พูดให้ถูกคือ สายตาของทุกคนในห้องที่มองมายังลวี่ไป๋ ล้วนแฝงความหวาดระแวงไม่มากก็น้อย
สาเหตุก็มาจากกระบี่ยาวเปื้อนเลือดในมือของลวี่ไป๋นั่นแหละ
นี่ไม่ใช่เกมยิงปืนเวอร์ชั่นโรงเรียนอเมริกันนะ การพกอาวุธควบคุมที่ดูอันตรายขนาดนี้ติดตัว มันดูผิดที่ผิดทางสุดๆ
นักเรียนชายสายกีฬาชี้มือไปทางห้องเก็บเอกสาร "รบกวนนายเข้าไปรอในห้องนั้นก่อน"
ได้ยินคำสั่งที่ไม่ค่อยจะเกรงใจกันเท่าไหร่ ลวี่ไป๋ก็เผลอยิ้มออกมามุมปาก
อู๋หย่ารีบดึงแขนลวี่ไป๋ไว้แล้วกระซิบอธิบาย "เพื่อน อย่าโกรธเลยนะ เคอเจียงฮ่าวเขาไม่ได้มีเจตนาร้ายหรอก เขาแค่เป็นห่วงความปลอดภัยของทุกคน... อืม ยังไงนายก็ไม่ได้โดนกัด เข้าไปรอสักสิบนาทีแล้วค่อยออกมาเถอะนะ"
ได้ยินแบบนั้น ลวี่ไป๋ก็เลิกคิ้วสูง
เธอเอาอะไรมาตัดสินเผ่าพันธุ์ของฉันเนี่ย
บอกตามตรง เขารู้สึกว่าสมรรถภาพร่างกายของเขาตอนนี้ ก็ไม่ได้ต่างอะไรกับพวกซอมบี้เลยสักนิด
และไอ้ผนังกั้นห้องบางๆ นั่น ถ้ามีซอมบี้จริงๆ คิดเหรอว่าจะขังมันได้
เขามองไปรอบๆ พบว่าคนอื่นถึงจะไม่ได้พูดอะไร แต่ท่าทางก็แสดงออกชัดเจนว่าอยากให้เขาเข้าไปกักตัว
หนุ่มแว่นสะดุ้งโหยงตัวสั่นงันงกตอนที่ลวี่ไป๋กวาดสายตาผ่าน
"ได้สิ"
ลวี่ไป๋รับปากง่ายๆ เดินเข้าไปในห้องเก็บเอกสาร แถมยังเป็นคนปิดประตูเองอีกต่างหาก
เขาหยิบปึกเอกสารลงมาจากชั้นวาง เอามาหนุนนั่งต่างเก้าอี้ พิงหลังกับประตูไม้แล้วบิดขี้เกียจ
ตั้งแต่ข้ามมิติมา นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้มีเวลาผ่อนคลายแบบนี้ บรรยากาศรอบตัวเลยดูขี้เกียจขึ้นมาทันตา
จากการสัมผัสกันในช่วงสั้นๆ เขาก็พอจะประเมิน "ทีมผู้รอดชีวิต" ทีมนี้ได้คร่าวๆ
แม่พระผู้ยอมเสี่ยงตายช่วยคน, ไอ้แว่นขี้ขลาดตาขาว, และอาจารย์ที่พึ่งพาอะไรไม่ได้
"รู้สึกเหมือนรวบรวมเงื่อนไขที่จะตายยกทีมได้ครบเลยแฮะ..."
ยังดีที่หลอดเลือดตัวเองค่อนข้างหนา
คิดได้ดังนั้น ลวี่ไป๋ก็จับใบกระบี่ ใช้นิ้วโป้งออกแรงกดเบาๆ ให้คมกระบี่บาดปลายนิ้วเป็นแผล
เขาเฝ้าสังเกตเลือดที่ซึมออกมาจากปากแผลด้วยท่าทีเรียบเฉย
เป็นไปตามคาด
เพียงแค่ไม่กี่อึดใจ เลือดก็หยุดไหล ต่อให้เขาจงใจบีบเค้น ก็ไม่มีเลือดซึมออกมาอีก
"ความเร็วในการฟื้นฟูขึ้นอยู่กับขนาดปากแผลหรือความรุนแรงของแผลกันนะ"
ถึงจะยังไม่รู้ว่านอกจากคลังความสามารถระดับทองกับเงินแล้ว ยังมีระดับอื่นอีกไหม
แต่ถ้ามองว่าการประลองแดนสังหารนี่เป็นเกมแนว Battle Royale ตามทฤษฎีแล้วมันก็น่าจะมีความยุติธรรมในระดับหนึ่ง
แต่ไม่ว่าจะดูยังไง พลังฟื้นฟูตัวเองนี่ มันก็ชัดเจนว่าโกงกว่ากระบี่ยาวที่ใครจะมาแย่งไปก็ได้เล่มนี้เยอะเลย
หรือว่าคลังความสามารถระดับสูงกว่า คือสูตรโกงของฉัน
ลวี่ไป๋ยกมือลูบคาง พลางเหลือบมองอันดับปัจจุบัน จำนวนผู้รอดชีวิตเปลี่ยนเป็น 376
ความเร็วในการคัดออกช้าลงอย่างเห็นได้ชัด คิดว่า "ผู้เล่น" ส่วนใหญ่น่าจะผ่านช่วงโกลาหลระลอกแรกไปได้ และหาที่ปลอดภัยซ่อนตัวกันได้แล้ว
[ติ๊ง!]
[การประลองแดนสังหารรอบนี้ดำเนินมาเป็นเวลาครึ่งชั่วโมงแล้ว เริ่มประกาศตำแหน่งผู้เข้าร่วมแดนสังหารทุกคน]
[การประกาศตำแหน่งครั้งต่อไป จะเกิดขึ้นในอีกสองชั่วโมงข้างหน้า]
เสียงแจ้งเตือนแบบเครื่องจักรดังขึ้นในหัว พร้อมกับหน้าจอข้อมูลตรงหน้าลวี่ไป๋ที่ปรากฏภาพกราฟิกสีเขียวดำคล้ายจอเรดาร์
เส้นคลื่นสัญญาณลากยาวจากจุดศูนย์กลาง หมุนวนตามเข็มนาฬิกา กวาดเจอจุดแสงยิบย่อยเต็มไปหมด
ไม่ต้องรอให้ใครบอก เขาก็รู้ทันทีว่าจุดแสงสีเขียวสว่างวาบพวกนั้น คือตำแหน่งของเหล่าผู้เข้าร่วมแดนสังหาร
ไม่ต้องสงสัยเลย ถ้ามีการแจ้งพิกัดทุกๆ ช่วงเวลาแบบนี้ การจะซุ่มโป่งอยู่ที่เดิมตลอดไปคงทำไม่ได้แล้ว
"ทำไมเหมือนเรดาร์ดราก้อนบอลเลยฟะ"
ลวี่ไป๋จ้องมองแผนที่ระบุตำแหน่งอย่างครุ่นคิด "งั้นจุดแสงที่สว่างกว่าเพื่อนนั่นคือตัวฉันเองสินะ"
......
"เพื่อน นายยังอยู่ไหม"
เสียงของอู๋หย่าดังมาจากหลังประตู
"ผมออกไปได้หรือยัง" ลวี่ไป๋ลุกขึ้นยืน สะพายกระบี่ฮั่นแปดเหลี่ยมไว้ด้านหลัง
แอ๊ด~
ประตูห้องเก็บเอกสารค่อยๆ ถูกผลักเปิดอย่างระมัดระวัง
พออู๋หย่าเห็นว่าลวี่ไป๋ไม่มีความเปลี่ยนแปลงผิดปกติอะไร ความตึงเครียดบนใบหน้าจิ้มลิ้มนั่นก็มลายหายไปทันที
เธอขยับตัวหลีกทางให้แล้วพูดว่า "ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว อ้อ จริงสิ ฉันชื่ออู๋หย่านะ แล้วนายล่ะ"
ลวี่ไป๋เดินออกมาจากห้องเก็บเอกสาร ชำเลืองมองเธอแวบหนึ่ง ก่อนจะตอบกลับด้วยรอยยิ้ม "ลวี่ไป๋"
"นายอยู่ ม.6 เหมือนกันเหรอ ทำไมฉันไม่เคยเห็นหน้านายเลย"
เคอเจียงฮ่าว หรือก็นักเรียนชายสายกีฬาคนนั้น ตอนนี้นั่งขัดสมาธิอยู่บนโต๊ะทำงานตัวหนึ่ง
"สงสัยตัวตนผมจะจางมั้ง"
ลวี่ไป๋ยักไหล่ แล้วลากเก้าอี้สำนักงานออกมานั่ง
เขาเพิ่งสังเกตตัวเองเหมือนกันว่า จนถึงตอนนี้ เขาไม่เกิดอารมณ์โกรธหรือเกลียดชังใดๆ เลย
มันทำให้เขารู้สึกขัดแย้งในตัวเองอย่างรุนแรง
เพราะวิญญาณ หรือจิตสำนึกของเขา รู้ดีว่าความรู้สึกเหล่านั้นมันควรจะเป็นยังไง
"ช่างเถอะ ขนาดคนตายคืนชีพยังเกิดขึ้นได้เลย..."
เคอเจียงฮ่าวโน้มตัวมาข้างหน้าเล็กน้อย "ฉันสงสัยมากกว่าว่า นายไปเอากระบี่นั่นมาจากไหน"
[จบแล้ว]