เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 6 การตัดสินใจ

บทที่ 6 การตัดสินใจ

บทที่ 6 การตัดสินใจ


บทที่ 6 การตัดสินใจ

"สวัสดีค่ะ ฉันชิโนซากิ อิคุมิ จากฝ่ายผลิตค่ะ ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ คุณซูเหยียน"

ชิโนซากิ อิคุมิลุกขึ้นยืนพร้อมยื่นมือมาทางซูเหยียน

"สวัสดีครับ ผมซูเหยียน จากแผนกเขียนบทครับ"

ซูเหยียนยื่นมือออกไปจับตอบตามมารยาท

ทั้งสองฝ่ายนั่งลงประจำที่

"เหตุผลที่ฉันมาพบคุณซูเหยียนวันนี้ คิดว่าคุณคงพอจะเดาได้แล้วนะคะ" ชิโนซากิ อิคุมิทัดผมที่ร่วงลงมาไว้หลังใบหู แล้วเข้าประเด็นทันที

"คุณซูเหยียนคะ ฉันสนใจบทละครเรื่อง 'ซามูไรพเนจร' ของคุณมากค่ะ เลยตั้งใจมาเพื่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโดยเฉพาะ"

ซูเหยียนชะงักไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินดังนั้น

จากความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม เขาย่อมรู้อยู่แล้วว่าชิโนซากิ อิคุมิเป็นโปรดิวเซอร์แบบไหน

โปรเจกต์ขาดทุนนั้นยังพอทำเนา แต่การที่ละครทีวีที่เธออำนวยการสร้างถูกชาวเน็ตสับเละว่า 'บทปัญญาอ่อน' จนกระทั่งคลิปวิดีโอล้อเลียนที่ชาวเน็ตทำขึ้นมียอดวิวสูงกว่าตัวซีรีส์จริงถึงสิบเท่า นั่นถือเป็นเรื่องที่หาได้ยากยิ่ง

มันเหมือนกับภาพยนตร์เรื่อง "คนม้าบิน" ของเฉินข่ายเกอในโลกก่อน คลิปตัดต่อล้อเลียนที่ชื่อ "คดีฆาตกรรมนองเลือดที่เกิดจากซาลาเปาหนึ่งลูก" นั้นโด่งดังกว่าตัวหนังเสียอีก จนทำให้เฉินข่ายเกอกลายเป็นตัวตลกในวงการภาพยนตร์ไปพักใหญ่

เรื่อง "เพลงรักซากุระจิมะ" ที่ชิโนซากิ อิคุมิเป็นโปรดิวเซอร์ ก็มีชะตากรรมไม่ต่างกัน

เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ ซูเหยียนจึงเอ่ยถามขึ้น

"คุณชิโนซากิอยากทราบข้อมูลด้านไหนเหรอครับ?"

"สำหรับเรื่อง 'ซามูไรพเนจร' คุณวางโครงเรื่องส่วนที่เหลือไว้ชัดเจนแล้วใช่ไหมคะ?" ชิโนซากิ อิคุมิถาม

"ใช่ครับ ถูกต้องแล้ว" ซูเหยียนพยักหน้า

"บทละครสองตอนสุดท้ายของ 'ซามูไรพเนจร' เขียนเสร็จเรียบร้อยแล้วหรือยังคะ? ฉันมองเห็นอนาคตของผลงานชิ้นนี้มาก แต่ฉันจำเป็นต้องรูทิศทางของเนื้อเรื่องส่วนที่เหลือก่อนจะตัดสินใจขั้นสุดท้ายค่ะ"

ชิโนซากิ อิคุมิจ้องมองซูเหยียน

ลำพังแค่ดูจากสองตอนแรก ซามูไรพเนจร ก็เป็นบทที่ทรงพลังมากแล้ว

ไม่ว่าจะเป็นการสร้างตัวละครหรือพล็อตเรื่อง ความโหดร้ายของยุคสมัยและการดิ้นรนของตัวละครล้วนถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างจับใจ

แต่บทละครจะวัดค่าแค่จากเนื้อหาช่วงต้นไม่ได้

เหมือนกับผลงานก่อนหน้านี้ของเธอ "เพลงรักซากุระจิมะ" ช่วงต้นเรื่องก็ดีใช้ได้ ไม่เช่นนั้นเธอคงไม่เลือกมาสร้างและออกอากาศออนไลน์ในช่วงฤดูหนาวเดือนมกราคมปีนี้หรอก

ทว่า ระหว่างที่ละครกำลังออนแอร์ ภรรยาของคนเขียนบทดันมีชู้ ทำให้ครึ่งหลังของบทละครที่เขาเขียนเริ่มออกทะเลไปไกลจนกู่ไม่กลับ

ซ้ำร้าย ผู้กำกับยังถูกวิจารณ์อย่างหนักในโลกออนไลน์เนื่องจากบทที่ไร้เหตุผลในช่วงท้าย ซึ่งส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงด้านฝีมือการกำกับที่เดิมทีก็ต่ำเตี้ยเรี่ยดินอยู่แล้วให้แย่ลงไปอีก

แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ข้อแก้ตัว เธอเป็นคนเลือกคนเขียนบท เลือกบทละคร และเลือกผู้กำกับเอง การที่ผลงานล้มเหลวไม่เป็นท่าและโดนทัวร์ลง เธอย่อมเป็นผู้รับผิดชอบหลัก

เมื่อได้รับบทเรียนราคาแพง ชิโนซากิ อิคุมิจึงไม่อยากซ้ำรอยเดิม

สำหรับละครยาวตามฤดูกาลที่มีจำนวนตอนสิบกว่าตอน การจะขอให้คนเขียนบทเขียนจนจบเรื่องก่อนคงเป็นไปไม่ได้ เพราะตลาดภาพยนตร์และละครของอาณาจักรเซี่ยโดยปกติจะเขียนบทไปพร้อมๆ กับการออกอากาศและดูปฏิกิริยาตลาด

แต่สำหรับละครสั้นสี่ตอนแบบนี้ เธอต้องการเห็นบทที่สมบูรณ์ก่อนตัดสินใจ

เส้นสายของคุณแม่ก่อนเกษียณเหลือพอให้เธอพลาดได้อีกแค่ครั้งเดียวเท่านั้น

อย่างน้อยที่สุด เธอก็หวังว่าโปรเจกต์สำคัญขนาดนี้ เธอจะได้ทำในสิ่งที่เธอรักและมั่นใจในตัวบทละครจริงๆ

"แน่นอนครับ ผมนำบทละครสองตอนสุดท้ายของ 'ซามูไรพเนจร' ติดมาด้วย เชิญคุณชิโนซากิอ่านดูได้เลยครับ"

ซูเหยียนย่อมไม่ล่วงรู้ถึงความสับสนภายในใจของชิโนซากิ อิคุมิ เขายื่นซองเอกสารที่ถือไว้ด้วยสองมือส่งให้เธอ

ชิโนซากิ อิคุมิมีสีหน้าสดใสขึ้นทันทีเมื่อได้ยิน เธรับบทไปพร้อมกล่าวว่า

"รบกวนรอสักครู่นะคะ"

ซูเหยียนนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม คอยสังเกตท่าทีของชิโนซากิ อิคุมิ

ในขณะที่เธอกำลังอ่านบท ซูเหยียนเองก็ขบคิดปัญหาหลายอย่างในหัว

ประการแรก บทละครสองตอนหลังของภาค "บทแห่งความทรงจำ" นั้นยอดเยี่ยมไร้ที่ติ

หากคุณภาพของสองบทแรกได้คะแนนเต็มร้อย ซูเหยียนกล้าให้คะแนนสองบทหลังถึงหนึ่งพันคะแนน

โดยเฉพาะบทที่สี่ "แผลเป็นรูปกากบาท" ฉากจบของมันยกระดับผลงานทั้งหมดขึ้นไปอีกขั้น แม้จะเป็นเรื่องเศร้า แต่คุณจะไม่รู้สึกว่ามันหดหู่เพียงเพื่อจะบีบคั้นอารมณ์ หรือเป็นโศกนาฏกรรมยัดเยียดเพื่อให้คนร้องไห้

เพราะความตายของ ยูกิชิโระ โทโมเอะ นั้นมีความหมาย

เธอเปลี่ยน ฮิมูระ เคนชิน จากเด็กหนุ่มให้กลายเป็นลูกผู้ชาย และช่วยให้ ฮิมูระ เคนชิน ค้นพบความหมายและเป้าหมายในการมีชีวิตอยู่

เธอคือเสาหลักสำคัญในการสร้างคาแรคเตอร์ของ ฮิมูระ เคนชิน ในมังงะต้นฉบับ!

และภาค "บทแห่งความทรงจำ" ก็นับเป็นภาคที่คลาสสิกที่สุดของ ซามูไรพเนจร ผลงานที่มีอิทธิพลอย่างมหาศาลในประวัติศาสตร์มังงะญี่ปุ่น

ดังนั้นคำถามตอนนี้คือ เขาควรจะร่วมงานกับชิโนซากิ อิคุมิดีหรือไม่?

นอกจากเธอแล้ว จะยังมีโปรดิวเซอร์ฝีมือดีคนอื่นในสถานีที่สนใจบทของฮิมูระ เคนชิน อีกไหม?

ถ้าเขาปฏิเสธเธอตรงนี้ แล้วหลังจากนี้ไม่มีโปรดิวเซอร์คนไหนติดต่อมาขอร่วมงานเลยล่ะ จะทำอย่างไร?

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ความคิดกำลังวนเวียนอยู่กับความลังเล ซูเหยียนก็ต้องหยุดความคิดเหล่านั้นลง

เพราะเขาเห็นชิโนซากิ อิคุมิที่นั่งอยู่ตรงข้าม ขอบตาแดงระเรื่อและมีน้ำตาคลอเบ้าเสียแล้ว

เธออ่านไปถึงตอนจบของบทแล้วสินะ

เฮ้ อย่าดราม่าขนาดนั้นสิ อายุอานามก็ยี่สิบกว่าแล้ว อินเกินไปหน่อยไหมแม่คุณ

บรรยากาศในห้องเริ่มกระอักกระอ่วน

โชคดีที่ชิโนซากิ อิคุมิยังคงรักษาอาการสำรวม เธอไม่ได้ฟูมฟายจนเสียกิริยา เพียงแค่เงยหน้าขึ้นหลังจากอ่านฉากสุดท้ายซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบ พยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้

"อาจารย์ซูเหยียนคะ ด้วยความสามารถระดับนี้ ทำไมถึงเป็นเด็กฝึกงานในแผนกเขียนบทตั้งสองปีล่ะคะ?"

ชิโนซากิ อิคุมิใช้เวลาสองนาทีในการสงบสติอารมณ์ และเมื่อเธอเอ่ยปาก เธอกลับถามคำถามที่ซูเหยียนคาดไม่ถึง

แต่ในขณะเดียวกัน สรรพนามที่เธอใช้เรียกซูเหยียนก็เปลี่ยนไป

จาก "คุณซูเหยียน" กลายเป็น "อาจารย์ซูเหยียน"

"อาจจะเป็นเพราะผมเป็นเด็กฝึกงานที่ยอดเยี่ยมมากมั้งครับ" ซูเหยียนตอบติดตลก

"ถ้าบรรจุผมเป็นพนักงานประจำ แล้วพวกเขาจะไปหาเด็กฝึกงานที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้ได้จากที่ไหนล่ะ"

ในความเป็นจริง ความสามารถและการเรียนรู้ของเจ้าของร่างเดิมนั้นอยู่ในเกณฑ์ธรรมดาจริงๆ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เขาต้องเดินตามหลังอาจารย์ซาวาอิ เทรุฮิโระอยู่ตั้งนานสองนาน

"ถ้างั้น ต่อไปคุณจะต้องกลายเป็นนักเขียนบทประจำที่ยอดเยี่ยมแน่นอนค่ะ"

ชิโนซากิ อิคุมิได้ยินดังนั้นก็ลุกขึ้นสูดหายใจลึก แล้วกล่าวออกมา

ตัวเธอเองสนใจในบท ฮิมูระ เคนชิน อย่างถึงที่สุด

ตอนนี้ หลังจากได้อ่านบทสองตอนสุดท้ายจนจบ ข้อกังขาในใจทั้งหมดก็มลายหายไป

ถ้าผลงานที่เธอหลงรักขนาดนี้สร้างออกมาแล้วไม่ดัง เธอก็พร้อมจะยอมรับ

นั่นหมายความว่าสายตาของเธอแย่เอง ปรับตัวเข้ากับวงการไม่ได้ และรสนิยมทางศิลปะของเธอสวนทางกับตลาด

เธอโค้งคำนับให้ซูเหยียนเล็กน้อย พร้อมยื่นมือขวาออกมา แววตาแปรเปลี่ยนเป็นจริงจังเคร่งขรึม

"ฉันหวังว่าจะได้ร่วมงานกับอาจารย์ซูเหยียนค่ะ เรามาร่วมมือกันสร้าง 'ซามูไรพเนจร' ให้เป็นตำนานในประวัติศาสตร์ละครโทรทัศน์ของอาณาจักรเซี่ยกันเถอะค่ะ"

เหมือนกับการออกเดต ใครสารภาพรักก่อนคนนั้นเสียเปรียบ

การเจรจาธุรกิจก็เช่นกัน ใครเอ่ยปากขอร่วมมือก่อนย่อมเป็นฝ่ายเสียเปรียบ

ชิโนซากิ อิคุมิรู้ดีว่าตอนนี้อำนาจการตัดสินใจอยู่ที่ซูเหยียน ซูเหยียนมีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธเธอ

"เอ่อ... ผมขอถามอีกสักเรื่องนะครับ คุณรู้สึกยังไงตอนเห็นตอนจบของบท? คุณมีความคิดเห็นยังไงกับเรื่อง 'ซามูไรพเนจร' ครับ?"

ซูเหยียนยังไม่แสดงจุดยืนในทันที หลังจากครุ่นคิดครู่หนึ่ง เขาก็ถามกลับด้วยความอยากรู้

"ตอบตามความจริงได้เลยครับ ไม่ว่าคำตอบจะเป็นยังไงผมก็ไม่โกรธ แต่ขอร้องว่าอย่าโกหก เพราะมันจะมีผลต่อการตัดสินใจของผมว่าจะร่วมงานกับคุณหรือไม่"

สายตาของซูเหยียนจับจ้องไปที่ชิโนซากิ อิคุมิ ทำให้เธอรู้สึกกดดัน

เธอเคยได้ยินมาว่านักเขียนบทบางคนมักจะศึกษาศาสตร์ต่างๆ เพื่อใช้เป็นข้อมูล เช่น คนเขียนบทแนวสืบสวนก็จะศึกษาจิตวิทยาทรชนและหนังสืออื่นๆ

ยิ่งไปกว่านั้น เวลาคนโกหก มักจะมีปฏิกิริยาตอบสนองทางจิตใต้สำนึกหลุดออกมา

ชิโนซากิ อิคุมิไม่รู้ตื้นลึกหนาบางของซูเหยียนจึงไม่กล้าเสี่ยงดวง เธอสูดหายใจลึกแล้วพูดความจริงออกมา

"ฉันคิดว่าคนเขียนบท 'ซามูไรพเนจร' เป็นงูพิษเลือดเย็นไร้หัวใจค่ะ สมองคงโดนลาเตะมาแน่ๆ ถึงได้แต่งเรื่องโศกนาฏกรรมแบบนี้ออกมา แล้วยังกล้าเขียนตอนจบแบบนี้อีก"

"แต่ว่า... ฉันชอบเรื่องราวนี้จริงๆ ค่ะ คิดว่าอีกสิบหรือยี่สิบปีผ่านไป ฉันก็คงไม่ลืมเรื่องราวนี้ รวมถึงตัวละครอย่าง ฮิมูระ เคนชิน และ ยูกิชิโระ โทโมเอะ"

หลังจากพูดจบ ชิโนซากิ อิคุมิก็รู้สึกกังวลเล็กน้อย

เธอพูดความจริงออกไปหมดเปลือกแล้ว

ซูเหยียนยิ้มออกมา

เอาล่ะ ยืนยันแล้วว่าเป็นพวกเดียวกัน

เธอเป็นประเภทที่แม้จะปวดใจกับเนื้อเรื่องที่หดหู่และก่นด่าคนแต่ง แต่ก็ยังดื่มด่ำกับอารมณ์ที่ผลงานนั้นมอบให้

คนพวกนี้มักอ้างว่าชอบแนวรักใสๆ จบแบบแฮปปี้เอนดิ้ง แต่กลับคอยเสาะหาผลงานดราม่าตับพังมาเสพอยู่เรื่อย

เพราะคนเหล่านี้เข้าใจดีว่า อารมณ์ที่รุนแรงที่สุดที่เรื่องราวมอบให้ คือชั่วขณะที่สิ่งสวยงามถูกทำลายลง

นี่เป็นเหตุผลที่ซูเหยียนในชาติก่อนชอบดูผลงานแนวปวดตับเช่นกัน

"คุณกับผมเหมือนกันเลยครับ ผมก็คิดแบบนั้น" ซูเหยียนหัวเราะ

เครื่องหมายคำถามปรากฏขึ้นบนใบหน้าขาวเนียนอันงดงามของชิโนซากิ อิคุมิ

ซูเหยียนดูออกว่าเธอชอบบท ซามูไรพเนจร จากใจจริง แค่ได้รับการยืนยันเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว

ส่วนเรื่องด่าคนเขียนบท นั่นมันเกี่ยวอะไรกับเขา ซูเหยียน ล่ะ?

ผู้สร้างสรรค์ภาค "บทแห่งความทรงจำ" คือ โนบุฮิโระ วาสึกิ ต่างหาก

ตราบใดที่ความตั้งใจของเธอที่จะนำ ฮิมูระ เคนชิน มาสร้างเป็นละครทีวีนั้นเกิดจากความชอบจริงๆ เธอย่อมต้องทุ่มเทสุดตัวให้กับงานนี้แน่นอน

การมานั่งกังวลว่าจะมีโปรดิวเซอร์คนอื่นเข้ามาติดต่อหรือไม่นั้นไร้ความหมาย

อนาคตเป็นสิ่งไม่แน่นอน แต่โอกาสตรงหน้านี้คือสิ่งที่ซูเหยียนมั่นใจว่าเขาคว้าไว้ได้

ซูเหยียนจับมือเธอและกล่าวว่า

"ถ้าบท 'ซามูไรพเนจร' ผ่านการอนุมัติและได้รับงบประมาณจากทางสถานีล่ะก็... ยินดีที่ได้ร่วมงานครับ"

"วางใจได้เลยค่ะ ฉันจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้มันเกิดขึ้นให้ได้" ชิโนซากิ อิคุมิสูดหายใจลึกและกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

จบบทที่ บทที่ 6 การตัดสินใจ

คัดลอกลิงก์แล้ว