- หน้าแรก
- วิถีหลอมศาสตราทองคำอัสนี สร้างกายาศักดิ์สิทธิ์ไร้เทียมทาน
- บทที่ 194 เมืองจักรพรรดิทมิฬ และการยั่วยุ
บทที่ 194 เมืองจักรพรรดิทมิฬ และการยั่วยุ
บทที่ 194 เมืองจักรพรรดิทมิฬ และการยั่วยุ
บทที่ 194 เมืองจักรพรรดิทมิฬ และการยั่วยุ
เมื่อได้ฟังดังนั้น โจวฉางชิงก็พยักหน้ารับเบาๆ
เดิมทีเขายังสงสัยอยู่ว่า เหตุใดคนระดับซูเม่ยถึงได้รู้จักเขา
แต่หากข่าวการต่อสู้ที่นิกายเจียหนานเมื่อหลายวันก่อนแพร่ออกไปแล้ว ก็ไม่แปลกที่นางจะรู้เรื่องนี้
“ขอบคุณท่านประมุขซูที่ไขข้อข้องใจ เช่นนั้นข้าคงต้องขอตัวก่อน”
เมื่อได้ข้อมูลที่ต้องการแล้ว โจวฉางชิงก็กล่าวขอบคุณตามมารยาท แล้วเตรียมจะจูงมือจื่อเหยียนเดินจากไป
ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะลุกขึ้นยืน ซูเม่ยก็รีบเอ่ยรั้งไว้เสียก่อน
“คุณชายโจว โปรดช้าก่อน”
โจวฉางชิงหันไปมองนางด้วยความสงสัย “ท่านประมุขซูยังมีธุระอันใดอีกหรือ?”
“หึๆ ในเมื่อคุณชายโจวสอบถามเรื่องงานประมูล เดาว่าเป้าหมายต่อไปของท่านคงเป็นการเดินทางไปยังเมืองจักรพรรดิทมิฬเพื่อร่วมงานประมูลใช่หรือไม่?”
ซูเม่ยยังคงแย้มยิ้ม แววตาอันเย้ายวนจดจ้องที่โจวฉางชิงอย่างไม่คิดปิดบัง
โจวฉางชิงพยักหน้า “ย่อมเป็นเช่นนั้น ท่านถามทำไมรึ?”
“คุณชายโจวอาจยังไม่ทราบ ในงานประมูลที่เมืองจักรพรรดิทมิฬครั้งนี้ ทางพรรคหลัวซาของเราก็จะเข้าร่วมด้วยเช่นกัน”
“หากคุณชายโจวไม่รังเกียจ ท่านสามารถเดินทางไปพร้อมกับคณะของพรรคหลัวซาได้ เช่นนี้ท่านจะได้ไม่ต้องเสียเวลาถามทาง และระหว่างทางยังช่วยเหลือเกื้อกูลกันได้อีกด้วย”
ได้ฟังข้อเสนอ โจวฉางชิงก็จ้องมองใบหน้าของซูเม่ยอย่างพินิจพิเคราะห์ ราวกับต้องการจะมองทะลุความคิดของหญิงงามผู้นี้
ทว่าสีหน้าของซูเม่ยนั้นเรียบเฉย นางยังคงรักษาท่าทีสุภาพและรอยยิ้มพิมพ์ใจไว้ได้โดยไม่มีพิรุธใดๆ
ไตร่ตรองอยู่เพียงชั่วครู่ โจวฉางชิงก็พยักหน้าตอบรับภายใต้รอยยิ้มของซูเม่ย “ตกลง เช่นนั้นก็รบกวนท่านประมุขซูด้วย”
เป็นจริงดังที่ซูเม่ยกล่าว
หากเขาเดินทางไปเองลำพัง ด้วยความที่ไม่คุ้นเคยเส้นทาง ย่อมต้องเสียเวลาสอบถามผู้คน
การเดินทางไปกับพรรคหลัวซาย่อมสะดวกสบายกว่ามาก
เขาไม่กลัวว่าซูเม่ยจะมีเล่ห์เหลี่ยมอันใด
ต่อให้นางมีแผนร้าย ด้วยระดับฝีมือของเขาในตอนนี้ เขาสามารถบดขยี้พรรคหลัวซาทั้งพรรคให้แหลกคามือได้อย่างง่ายดาย
เมื่อเห็นโจวฉางชิงตอบตกลง รอยยิ้มของซูเม่ยก็ยิ่งเจิดจรัสขึ้น
“คุณชายโจวเกรงใจกันเกินไปแล้ว จะเป็นการรบกวนได้อย่างไร การได้ท่านมาร่วมขบวน นับเป็นเกียรติของพรรคหลัวซายิ่งนัก”
“เชิญทางนี้เถิดคุณชาย ข้าได้จัดเตรียมห้องพักรับรองไว้ให้ท่านกับยัยหนูผู้นี้แล้ว พรุ่งนี้ยามออกเดินทาง ข้าจะให้คนไปแจ้ง”
โจวฉางชิงไม่ปฏิเสธ เขาพยักหน้าแล้วเดินตามหญิงงามอีกคนที่เป็นลูกน้องของซูเม่ย พาจื่อเหยียนออกจากหอหลัวซาไปยังที่พักที่จัดเตรียมไว้ให้
……
รุ่งเช้าวันต่อมา
อสูรพาหนะบินได้ขนาดมหึมาทะยานขึ้นจากเมืองโลหิต มุ่งหน้าสู่ทิศทางหนึ่งตรงเส้นขอบฟ้า
บนหลังของอสูรยักษ์นั้น มีศาลาเก๋งหรูหราปลูกสร้างไว้อย่างวิจิตรบรรจง
ภายนอกตัวศาลามีค่ายกลป้องกันกางกั้น ช่วยสกัดกั้นลมกรรโชกแรงจากการบินได้อย่างสมบูรณ์
บวกกับการบินอันนิ่มนวลของอสูรพาหนะ ผู้ที่อยู่ภายในศาลาจึงแทบไม่รู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนใดๆ
ภายในห้องพักชั้นสามของศาลาเก๋ง
ที่นี่คือห้องพักของโจวฉางชิงและจื่อเหยียน สิ่งอำนวยความสะดวกภายในห้องถือว่าดีที่สุดในบรรดาห้องทั้งหมด เงียบสงบและเป็นส่วนตัว ไร้ผู้คนรบกวน
สำหรับการจัดการต้อนรับเช่นนี้ โจวฉางชิงรู้สึกพึงพอใจอย่างมาก ซูเม่ยผู้นี้ช่างรู้จักวางตัวและเอาอกเอาใจคนเก่งนัก
มิน่าเล่า แม้จะเป็นสตรีเพศ แต่นางกลับสามารถสร้างรากฐานและกุมบังเหียนขุมกำลังระดับแถวหน้าอย่างพรรคหลัวซาในดินแดนทมิฬแห่งนี้ได้
เขาย่อมเข้าใจเจตนาของซูเม่ยดี ไม่มีอะไรมากไปกว่าการต้องการผูกไมตรีกับเขา
ยอดฝีมือระดับจุดสูงสุดของราชันย์ยุทธ์ ในดินแดนทมิฬแห่งนี้สามารถติดอันดับ 1 ใน 3 ของทำเนียบทมิฬได้อย่างสบายๆ ย่อมคุ้มค่าที่ซูเม่ยจะให้ความสำคัญ
……
ห้าวันต่อมา
หลังจากเดินทางทั้งวันทั้งคืน ในที่สุดอสูรพาหนะก็บินเข้าสู่เขตอิทธิพลของเมืองจักรพรรดิทมิฬ
ณ พื้นที่ชานเมือง ใกล้กับตัวเมือง
อสูรพาหนะร่อนลงจอด
คณะของพรรคหลัวซา พร้อมด้วยโจวฉางชิงและจื่อเหยียน ต่างทยอยลงจากหลังอสูร
คงไม่มีใครชอบให้ผู้อื่นบินข้ามหัวไปมาในถิ่นของตน สำนักจักรพรรดิทมิฬก็เช่นกัน
ในฐานะฐานบัญชาการหลัก เมืองจักรพรรดิทมิฬย่อมมีกฎห้ามบินและค่ายกลป้องกันน่านฟ้า
ขบวนทั้งสิบคน นำโดยซูเม่ย ตามด้วยโจวฉางชิงและจื่อเหยียน มุ่งหน้าเดินเท้าเข้าสู่ประตูเมือง
ราวครึ่งชั่วโมงต่อมา...
"สัตว์ร้ายยักษ์" ที่หมอบราบอยู่ท่ามกลางทิวเขาอันสลับซับซ้อน ก็ปรากฏขึ้นแก่สายตาของทุกคน
มันคือนครสีดำทมิฬอันยิ่งใหญ่ตระการตา กำแพงเมืองสูงตระหง่านเสียดฟ้า สร้างจาก 'หินกระจกทมิฬ' วัตถุดิบหายากที่สามารถสะท้อนการโจมตีได้บางส่วน ทำให้กำแพงทั้งแถบเป็นสีดำสนิท มันวาว และดูแข็งแกร่งจนน่าเกรงขาม
ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยสายตาอันเฉียบคมของโจวฉางชิง เขาประเมินได้ทันทีว่าความแข็งแกร่งของกำแพงเมืองนี้ สามารถต้านทานการโจมตีระดับจุดสูงสุดของราชันย์ยุทธ์ได้อย่างสบาย
ความอลังการระดับนี้ ในบรรดาเมืองทั้งหมดที่เขาเคยพบเจอมา ต้องยกให้ที่นี่เป็นอันดับหนึ่ง
นี่แสดงให้เห็นถึงความลึกล้ำของรากฐานและความมั่งคั่งของสำนักเก่าแก่อย่างสำนักจักรพรรดิทมิฬ
ไม่แปลกใจเลยที่พวกเขามีศักยภาพพอที่จะจัดงานประมูลระดับมหึมาได้ปีละครั้ง
ขณะเดินไปตามถนนใหญ่ที่มุ่งสู่ประตูเมือง
ผู้คนหลากหลายรูปแบบกำลังหลั่งไหลเข้าสู่ตัวเมืองอย่างเนืองแน่น
ในฐานะดินแดนแห่งความโกลาหลอันเลื่องชื่อ
เมื่อคนมากเรื่องย่อมมาก ความวุ่นวายย่อมตามมาเป็นเงาตามตัว
ยังไม่ทันจะก้าวเท้าเข้าประตูเมือง
เพียงแค่ภาพที่ผ่านตา ก็มีการยกพวกตีกันนองเลือดถึงสามสี่เหตุการณ์ และเหตุการณ์ฉุดคร่าหญิงสาวไปข่มเหงรังแกกลางแจ้งอีกหนึ่งหรือสองราย
ภาพเหตุการณ์เหล่านั้น ทั้งป่าเถื่อนและโหดเหี้ยม
ทว่าผู้คนที่สัญจรผ่านไปมากลับมองดูด้วยสายตาเฉยชา ราวกับเป็นเรื่องปกติธรรมดา หนำซ้ำบางคนยังส่งเสียงเชียร์อย่างสนุกสนาน
สภาพเช่นนี้ คือคำนิยามที่สมบูรณ์แบบของคำว่า 'ความโกลาหล' ในดินแดนทมิฬ
โจวฉางชิงเพียงปรายตามองผ่านๆ แล้วเลิกสนใจ
เมื่อสันดานดิบของผู้คนเป็นเช่นนี้ การจะเปลี่ยนแปลงอะไรย่อมเป็นไปไม่ได้ พื้นเพมันเป็นแบบนั้นมาแต่ไหนแต่ไร
โจวฉางชิงไม่มีความคิดที่จะไปเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ มันไม่สมจริง...อย่างน้อยก็ในตอนนี้
แค่เอาตัวเองให้รอดยังยากเลย
อีกอย่าง คนที่มายังดินแดนทมิฬและเมืองจักรพรรดิทมิฬแห่งนี้ แทบไม่มีใครเป็นคนดีมีศีลธรรม ตัวเขาเองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น
ขอเพียงอย่ามาหาเรื่องเขาก็พอ
ขณะที่คณะกำลังจะเดินเข้าสู่ตัวเมือง
ทันใดนั้น...เสียงพูดคุยด้วยเจตนาชั่วร้ายและเย้ยหยันก็ลอยเข้าหูของทุกคน
"ดูนั่นสิพวกเรา แม่สาวคนนั้นโคตรเด็ดเลยว่ะ แต่งตัวยั่วยวนขนาดนี้ สงสัยจะ 'อยาก' จนตัวสั่น ถ้าได้ลากขึ้นเตียงนะ...หึๆๆ ไม่อยากจะคิดเลยว่าจะมันส์ขนาดไหน"
"ชิ เจ้าเฒ่าเฉวียน ตาถั่วหรือไงวะ? อีตัวแบบนี้มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นของเหลือเดน ไม่รู้ผ่านมือชายมาแล้วกี่คนต่อกี่คน ของแบบนี้ให้ข้าฟรีๆ ข้ายังไม่เอาเลย"
"เหอะๆ นี่มันดินแดนทมิฬนะโว้ย จะมีผู้หญิงสักกี่คนที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง เอ็งจะหาแม่พระหรือไง? ตลกตายห่า"
"พอๆ เลิกเถียงกันได้แล้ว ถ้าจะให้ข้าพูดนะ ยัยหนูตัวเล็กนั่นต่างหากที่น่ากินที่สุด จุ๊ๆๆ ดูผิวพรรณกับหน้าตานั่นสิ น่ารักน่าเอ็นดูชะมัด~"
"ไอ้บ้าเฟิง รสนิยมวิปริตของเอ็งนี่แก้ไม่หายสักทีนะ ตัวเอ็งเบ้อเริ่มเทิ่มอย่างกับควาย ทำไมถึงชอบของเล็กๆ แบบนั้นวะ? คราวก่อนก็ทำอีหนูตายคาที่ไปคนนึงแล้ว โคตรจะซวย ทำเอาข้าหมดอารมณ์ไปด้วยเลย"
ข้างทาง กลุ่มชายฉกรรจ์หน้าตาถมึงทึงกลุ่มหนึ่งกำลังจับจ้องมองมาที่คณะของโจวฉางชิง สายตาโลมเลียหยาบคาย รอยยิ้มต่ำทราม และถ้อยคำวิจารณ์สกปรกโสมม
เมื่อได้ยินถ้อยคำโสโครกเหล่านั้น โจวฉางชิงก็หันขวับไปมองกลุ่มชายฉกรรจ์เหล่านั้นทันที
เมื่อรู้ตัวว่าถูกมอง กลุ่มชายฉกรรจ์เหล่านั้นไม่เพียงไม่สำนึก แต่กลับตะคอกใส่ด้วยความดูถูกเหยียดหยาม
"มองอะไรวะไอ้หน้าอ่อน? แหม...ผิวพรรณขาวเนียนละเอียดแบบนี้ เห็นแล้วข้าชักจะมีอารมณ์ขึ้นมาซะแล้วสิ"
"ฮ่าๆๆๆ! จะว่าไปก็จริงว่ะ ไอ้หนุ่มนี่หน้าตาสะสวยใช้ได้ ถูกสเปค 'ตาเฒ่าเฮ่อ' อย่างเอ็งเลยนี่หว่า จะลองจับตัวไปให้เอ็ง 'เอ็นดู' สักยกสองยกไหมล่ะ?"
"ความคิดเข้าท่า!"
"ฮ่าๆๆๆๆ...!"
เสียงหัวเราะระเบิดดังลั่นจากกลุ่มคนเถื่อน สายตาหลายคู่กวาดมองไปทั่วร่างของโจวฉางชิงอย่างหื่นกระหายโดยไม่คิดปิดบังความปรารถนาอันน่ารังเกียจ
(จบตอน)