- หน้าแรก
- วิถีหลอมศาสตราทองคำอัสนี สร้างกายาศักดิ์สิทธิ์ไร้เทียมทาน
- บทที่ 151: หอหลัวซา
บทที่ 151: หอหลัวซา
บทที่ 151: หอหลัวซา
บทที่ 151: หอหลัวซา
โจวฉางชิงกวาดสายตามองพื้นหินโลหิตสีแดงฉานที่ทอดยาวไปจนสุดลูกหูลูกตาด้วยความประหลาดใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะละสายตากลับมา แล้วมุ่งหน้าตรงไปยังเขตเมืองชั้นใน
หลังจากนั้น เขาก็เลือกภัตตาคารที่ตกแต่งอย่างหรูหราแห่งหนึ่ง แล้วสั่งอาหารมาเต็มโต๊ะ
พอพนักงานนำอาหารมาเสิร์ฟจนครบและกำลังจะหมุนตัวจากไป โจวฉางชิงก็เอ่ยปากเรียกเขาไว้เสียก่อน
"คุณชายแขกผู้มีเกียรติ ยังมีสิ่งใดให้ข้าน้อยรับใช้อีกหรือขอรับ?"
สำหรับอาชีพบริการในภัตตาคารแล้ว สิ่งที่จำเป็นที่สุดก็คือความสามารถในการอ่านสีหน้าและสถานการณ์
ถึงแม้ว่าพนักงานผู้นี้จะเป็นเพียงนักยุทธ์…ทว่าเพียงแค่เหลือบมองครั้งเดียว เขาก็ประเมินได้ในทันทีว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าคนนี้ย่อมไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
ด้วยเสื้อผ้าที่สะอาดสะอ้าน รูปลักษณ์ที่หล่อเหลา ประกอบกับกลิ่นอายสูงส่งที่แผ่ออกมานั้น ล้วนเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ซึ่งดิ้นรนเอาชีวิตรอดในดินแดนมุมมืดไม่มีทางมีได้
ด้วยเหตุนี้เอง ท่าทีของพนักงานจึงดีเยี่ยมเป็นพิเศษ ถึงขนาดแฝงไว้ด้วยความประจบประแจงเล็กน้อย ไม่กล้าแสดงความบกพร่องออกมาแม้แต่น้อย
โจวฉางชิงกวักมือเรียกให้เขาเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด จากนั้นจึงเอ่ยถามขึ้นว่า
"เจ้าคงจะคุ้นเคยกับเมืองโลหิตอสูรนี้เป็นอย่างดีสินะ?"
"แขกผู้มีเกียรติจะพูดเช่นนั้นได้อย่างไรขอรับ ข้าน้อยเติบโตมาในเมืองโลหิตอสูรแห่งนี้ตั้งแต่เล็กแต่น้อย วิ่งวุ่นอยู่ในภัตตาคารแห่งนี้ก็สิบกว่าปีแล้ว จะไม่คุ้นเคยได้อย่างไรกัน”
“หรือว่า…คุณชายมีเรื่องอันใดจะไต่ถามข้าน้อยหรือขอรับ?”
พอได้ยินเช่นนั้น พนักงานเสิร์ฟก็รู้ได้ในทันทีว่าโจวฉางชิงต้องการอะไร เขาจึงยิ้มพร้อมกับตอบกลับไป
ในขณะเดียวกัน แววตาของเขาก็ฉายประกายแห่งความยินดีออกมาวูบหนึ่ง
ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าเรื่องทำนองนี้เขาเจอมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว แขกที่เพิ่งมาถึงเมืองโลหิตอสูรเป็นครั้งแรก ส่วนใหญ่มักจะไต่ถามข้อมูลต่างๆภายในเมืองอยู่เสมอ
ส่วนเหตุผลที่ทำให้เขาดีใจนั้นก็ง่ายมาก นั่นก็คือ…ขอเพียงตอบคำถามให้แขกพึงพอใจได้ โดยส่วนใหญ่แล้ว แขกก็จะมอบเงินรางวัลให้เป็นพิเศษ
และถ้าหากโชคดีได้เจอกับแขกที่ใจกว้างหน่อย เงินรางวัลเพียงครั้งเดียวอาจจะมากกว่ารายได้ครึ่งเดือนของเขาเสียอีก!
"ก็มีเรื่องที่อยากจะถามเจ้าอยู่เหมือนกัน…เจ้ารู้หรือไม่ว่าในเมืองนี้ ที่ใดมีข้อมูลเกี่ยวกับดินแดนมุมมืดครบถ้วนที่สุด?"
"โอ้ ที่แท้คุณชายต้องการจะถามเรื่องนี้นี่เอง ถ้าเช่นนั้นถือว่าท่านถามถูกคนแล้วขอรับ!”
“หากจะให้พูดว่าที่ใดในเมืองนี้มีข้อมูลเกี่ยวกับดินแดนมุมมืดครบถ้วนที่สุด ก็ต้องเป็นหอหลัวซา…ผู้ปกครองที่แท้จริงของเมืองแห่งนี้นั่นเอง”
"คุณชายอาจจะยังไม่ทราบ แต่ว่าหอหลัวซามีกิจการอยู่มากมายในเมืองแห่งนี้ แม้กระทั่งภัตตาคารที่เราอยู่นี่ ก็เป็นหนึ่งในกิจการของพวกเขาเช่นกันขอรับ"
"ยิ่งไปกว่านั้น หอหลัวซายังมีหน่วยงานที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับข่าวกรองโดยเฉพาะ ซึ่งมีหน้าที่รวบรวมและขายข้อมูล ดังนั้นหากคุณชายมีเรื่องใดที่อยากจะรู้ ก็สามารถไปที่ 'หอหลัวซา' เพื่อซื้อข้อมูลได้เลยขอรับ รับรองว่าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวังอย่างแน่นอน"
พนักงานเสิร์ฟอธิบายให้โจวฉางชิงฟังด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม พร้อมกันนั้นยังเสนอตัวอีกว่าหากต้องการ เขาก็สามารถนำทางไปให้ได้
โจวฉางชิงพยักหน้ารับรู้ ก่อนจะหยิบถุงเหรียญทองออกมาจากแหวนมิติ แล้วโยนไปให้พนักงานเสิร์ฟพลางกล่าวว่า
"ถ้าอย่างนั้น…เดี๋ยวคงต้องรบกวนเจ้าช่วยนำทางข้าไปสักหน่อยแล้ว"
พนักงานเสิร์ฟชั่งน้ำหนักถุงเงินในมือเบาๆพลันรอยยิ้มบนใบหน้าก็กว้างขึ้นกว่าเดิม เขาก้มหัวโค้งคำนับอย่างนอบน้อม
"ไม่รบกวนเลยขอรับ ไม่รบกวนเลย นี่นับเป็นเกียรติของข้าน้อยอย่างยิ่ง คุณชายเชิญทานอาหารตามสบายนะขอรับ ข้าน้อยจะรออยู่ด้านนอก"
หลังจากโบกมือให้พนักงานถอยออกไป โจวฉางชิงก็เริ่มจัดการกับอาหารเลิศรสที่วางอยู่เต็มโต๊ะ
และเมื่อทานอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว...
โจวฉางชิงก็เดินทางมาถึงหอหลัวซาโดยมีพนักงานเสิร์ฟเป็นผู้นำทาง
ณ ที่แห่งนี้ คืออาคารขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่บริเวณรอบนอกของใจกลางเมือง ตัวอาคารสูงหลายสิบเมตร และมีลักษณะพิเศษคือยิ่งสูงขึ้นไปเท่าไร ชั้นบนก็จะยิ่งเล็กลงเท่านั้น
บนป้ายเหนือประตูทางเข้าชั้นหนึ่ง มีอักษรขนาดใหญ่สลักไว้สามคำว่า "หอหลัวซา"
เพียงแค่คำว่า "หลัวซา" สองคำนี้ ก็เป็นการประกาศให้ทุกคนรู้แล้วว่าเบื้องหลังของที่นี่คือหอหลัวซา ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีผู้ใดกล้ามาก่อเรื่องวุ่นวาย ณ สถานที่แห่งนี้
เมื่อก้าวเข้าไปด้านใน ก็จะพบกับโถงกว้างขวาง ตามมุมต่างๆของโถงมีเคาน์เตอร์สอบถามตั้งไว้หลายจุด เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่แขกที่มาเยือน
หลังจากเขียนข้อมูลที่ตนต้องการลงบนกระดาษขาวแผ่นหนึ่งแล้วยื่นให้กับเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบโดยเฉพาะ โจวฉางชิงก็ถูกสาวใช้คนหนึ่งนำทางขึ้นไปยังห้องรับรองบนชั้นสิบเพื่อรอคอย
จากนั้นไม่นาน...สตรีรูปงามในชุดผ้าโปร่งสีม่วง นางหนึ่งซึ่งดูมีอายุราวสามสิบเศษ ก็ผลักประตูเดินเข้ามา
"คิกๆ…ต้องขออภัยที่ทำให้คุณชายต้องรอนานนะเจ้าคะ"
ทันทีที่ก้าวเข้ามา สตรีผู้นั้นก็สบตากับโจวฉางชิง เมื่อได้เห็นรูปโฉมของเขา ดวงตาของนางก็เปล่งประกายขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนจะเดินไปนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม แล้วเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มหวานหยด
โจวฉางชิงยังคงนั่งนิ่งไม่ไหวติง แล้วเอ่ยเข้าประเด็นทันที
"มีข้อมูลที่ข้าต้องการหรือไม่?"
"แน่นอนว่ามีอยู่แล้วเจ้าค่ะ…แต่ว่าคุณชายเจ้าขา ข้าน้อยต้องขอบอกไว้ก่อนเลยนะ ว่าข้อมูลชิ้นนี้…ราคาไม่ถูกเลยทีเดียว"
รอยยิ้มของสตรีงามยิ่งดูเย้ายวนใจมากขึ้น นางขยับเรียวขาขาวเนียนละเอียดที่เผยให้เห็นอยู่ใต้ร่มผ้าโปร่งขึ้นมาไขว่ห้าง พลางจ้องมองโจวฉางชิงด้วยสายตาที่แฝงไว้ด้วยความร้อนแรง
ทว่าโจวฉางชิงนั้นคุ้นเคยกับสายตาเช่นนี้จากสตรีมานับไม่ถ้วนแล้ว ใบหน้าของเขาจึงยังคงสงบนิ่ง
"ขอเพียงข้อมูลเป็นความจริง เงินทองไม่ใช่ปัญหา"
"คุณชายวางใจได้เลยเจ้าค่ะ พวกเราหอหลัวซาไม่มีทางทำเรื่องทำลายชื่อเสียงของตนเองเช่นนั้นเป็นอันขาด"
สตรีงามหัวเราะคิกคักออกมาเบาๆก่อนจะชูนิ้วขึ้นมาสามนิ้ว
"ข้อมูลที่คุณชายต้องการ…มีมูลค่าสามหมื่นเหรียญทองเจ้าค่ะ"
พูดจบ นางก็หยิบแผนที่หนึ่งฉบับกับม้วนหนังแกะอีกหนึ่งม้วนออกมาจากแหวนมิติ แล้วยื่นส่งให้โจวฉางชิง
เมื่อรับของทั้งสองสิ่งมาแล้ว โจวฉางชิงก็มองสตรีงามด้วยความประหลาดใจ
"เจ้าให้ข้ามาง่ายๆแบบนี้เลยน่ะรึ? ไม่กลัวว่าข้าจะดูแล้วไม่จ่ายเงินหรือไง?"
"คิกๆๆ~ คุณชายช่างพูดล้อเล่นเสียจริง…ที่นี่คือหอหลัวซานะเจ้าคะ”
“อีกอย่าง เงินแค่สามหมื่นเหรียญทองเท่านั้นเอง…ดูจากการแต่งกายและกลิ่นอายของคุณชายแล้ว ไม่น่าจะใช่คนที่ไม่มีปัญญาจ่ายหรอกนะเจ้าคะ”
สตรีงามหัวเราะคิกคักราวกับได้ยินเรื่องตลกขบขันที่สุดในโลก นางยกมือขึ้นปิดปากพลางหัวเราะอย่างมีจริต พร้อมกับใช้ดวงตาอันเปี่ยมเสน่ห์ของนางสำรวจเด็กหนุ่มตรงหน้าอย่างพินิจพิเคราะห์
แต่แล้วในฉับพลัน นางก็โน้มตัวเข้ามาใกล้ ก่อนจะยื่นนิ้วชี้เรียวงามดุจหยกขาวของนางออกมา แล้วค่อยๆกดลงบนแผ่นอกของโจวฉางชิงพลางวาดวนเป็นวงกลม
จากนั้นจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงออดอ้อนอ่อนหวานที่มาพร้อมกับลมหายใจหอมกรุ่นดุจกล้วยไม้ว่า
"แน่นอนเจ้าค่ะ…ถ้าหากว่าคุณชายไม่มีเงินจ่ายจริงๆก็สามารถใช้สิ่งอื่น…แลกเปลี่ยนได้นะเจ้าคะ อย่างเช่น..."
คิ้วกระบี่ของโจวฉางชิงขมวดเข้าหากันในทันที เขาเข้าใจความหมายของสตรีงามผู้นี้ในบัดดล พลันความรู้สึกระอาใจก็ผุดขึ้นมาในอก
นี่นาง…เกิดต้องตาต้องใจในตัวข้า แล้วกำลังส่งสัญญาณบอกใบ้สินะ
หากเป็นบุรุษทั่วไป เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสตรีรูปงามที่มีรูปโฉมเป็นเลิศ รูปร่างอวบอิ่มเย้ายวนใจ ทั้งยังมีใบหน้าที่เปี่ยมเสน่ห์ถึงเพียงนี้
บางทีป่านนี้คงจะเคลิบเคลิ้มล่องลอยไปไกล ยอมให้นางเชยชมได้ตามใจชอบแล้ว
ทว่า…โจวฉางชิงใช่คนทั่วไปเสียเมื่อไหร่?
เงินแค่สามหมื่นเหรียญทอง…ยังไม่คุ้มค่าพอที่จะทำให้เขาต้องขายเรือนร่างของตนเอง
ความคิดของสตรีนางนี้…ช่างสวยหรูเกินไปหน่อยแล้ว
ทันใดนั้น พลังปราณที่มองไม่เห็นสายหนึ่งก็ปะทุขึ้นจากภายในร่างของเขา แล้วแผ่กระจายออกไปโดยรอบ ปัดนิ้วของสตรีงามจนกระเด็นออก พร้อมกันนั้นยังส่งแรงสั่นสะเทือนจนร่างของนางเซถอยหลังไปหลายก้าว
"นี่คือสามหมื่นเหรียญทอง รับไปให้ดี"
โจวฉางชิงทำราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขาหยิบบัตรผลึกใบหนึ่งซึ่งไปทำมาจากธนาคารในเมืองก่อนจะมาที่นี่ออกมา แล้วโยนมันลงบนโต๊ะน้ำชาที่คั่นกลางระหว่างคนทั้งสอง
หลังจากนั้น เขาก็ลุกขึ้นเตรียมจะจากไป
ในขณะเดียวกัน สตรีงามก็ได้สติกลับมาจากความตกตะลึง นางจ้องมองโจวฉางชิงด้วยสายตาที่ลุกโชน
หากจะบอกว่าก่อนหน้านี้สายตาของนางเป็นเพียงแค่ความร้อนแรง เช่นนั้นแล้ว ตอนนี้มันก็คือความปรารถนาอันแรงกล้า!
นางบำเพ็ญเพียรมาหลายสิบปี จนบัดนี้เพิ่งจะมีพลังถึงระดับ "มหาคุรุยุทธ์" สามดาว และได้นั่งในตำแหน่งผู้จัดการของหอหลัวซา
แต่เด็กหนุ่มตรงหน้ากลับสามารถผลักนางให้ถอยไปได้อย่างง่ายดายถึงเพียงนี้
ถึงแม้ว่าส่วนหนึ่งจะเป็นเพราะนางไม่ได้ทันตั้งตัว ทว่ามันก็นับว่าเป็นเรื่องที่น่าตกตะลึงอย่างยิ่งแล้ว
เรื่องทั้งหมดนี้ล้วนบ่งบอกเป็นนัยว่า เด็กหนุ่มผู้นี้มีพลังยุทธ์อย่างน้อยก็อยู่ในขอบเขต "มหาคุรุยุทธ์" นับเป็นอัจฉริยะโดยแท้จริง!
เด็กหนุ่มที่ทั้งเยาว์วัยและมีศักยภาพสูงส่งถึงเพียงนี้…ช่างเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับคู่ครองในอุดมคติของนางโดยแท้!
จะปล่อยไปไม่ได้เด็ดขาด!
"คุณชายโปรดรอก่อนเจ้าค่ะ!”
“เมื่อครู่เป็นข้าน้อยที่ล่วงเกินไป ข้าน้อยขอกราบขออภัยคุณชาย ณ ที่นี้ด้วย…และเพื่อเป็นการแสดงความเสียใจ โปรดคุณชายได้โปรดบอกชื่อและที่พักในเมืองแก่ข้าน้อยด้วยเถิดเจ้าค่ะ พอหอแห่งนี้ปิดทำการแล้ว ข้าน้อยจะนำของขวัญไป 'ไถ่โทษ' ให้ถึงที่เลยนะเจ้าคะ~”
เมื่อเห็นว่าโจวฉางชิงกำลังจะก้าวพ้นประตูออกไป สตรีงามก็รีบวิ่งตามไปทันที ใบหน้าของนางแสดงออกถึงความอ่อนแอและน่าสงสาร น้ำเสียงที่เอ่ยออกมานั้นแฝงไว้ด้วยความเย้ายวนและรู้สึกผิด
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีไอสีม่วงจางๆที่แทบจะมองไม่เห็นสายหนึ่ง ค่อยๆแผ่ออกมาจากร่างของนาง แล้วลอยเข้าไปหาโจวฉางชิงอย่างเงียบเชียบ
สิ้นเสียงนั้น ร่างของโจวฉางชิงก็หยุดชะงักลง
สตรีงามเห็นดังนั้นก็ลิงโลดใจ นางนึกว่าอีกฝ่ายติดกับของตนเข้าให้แล้ว
แต่ทว่าในวินาทีต่อมา...โจวฉางชิงก็หันขวับกลับมามองนางด้วยสายตาที่เย็นชาจนสุดขั้ว
พร้อมกันนั้น จิตสังหารอันเข้มข้นที่ทำให้ผู้คนต้องขนหัวลุกก็ซัดเข้าใส่ใบหน้าของนางทันที
มันชะล้างไอสีม่วงจางๆในอากาศจนหมดสิ้น ก่อนจะเข้าครอบคลุมร่างของสตรีงามไว้ในชั่วพริบตา!
จิตสังหารอันน่าสะพรึงกลัวที่เพิ่งจะก่อตัวขึ้นจากการสังหารคนไปนับพันเมื่อไม่นานมานี้และยังไม่ทันจางหายไป…หาใช่สิ่งที่คนธรรมดาจะทนรับไหวไม่
ในชั่วพริบตานั้น สีหน้าของสตรีงามก็แข็งทื่อ ร่างของนางหยุดนิ่งอยู่กับที่โดยไม่อาจควบคุมได้ ราวกับว่าแม้กระทั่งจิตวิญญาณก็ถูกแช่แข็งไปแล้ว!
ความรู้สึกนั้น…ราวกับว่าสิ่งที่นางกำลังเผชิญหน้าอยู่ไม่ใช่เด็กหนุ่มคนหนึ่ง แต่เป็นภูเขาซากศพและทะเลโลหิตต่างหาก!
"เก็บลูกไม้ตื้นๆของเจ้าไปซะ หากมีครั้งต่อไป แม้แต่หอหลัวซาก็ปกป้องเจ้าไว้ไม่ได้"
น้ำเสียงอันเย็นเยียบดังก้องอยู่ในห้องรับรอง
และเมื่อสตรีงามได้สติกลับคืนมาจากอาการยืนตะลึง ร่างของเด็กหนุ่มก็หายไปจากห้องรับรองแห่งนี้นานแล้ว!
ทันใดนั้น สตรีงามก็ทรุดตัวลงนั่งกับพื้น ใบหน้าที่เคยงดงามเย้ายวนของนางพลันปรากฏรอยแดงก่ำขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
"ดะ…ดุดันเหลือเกิน…ชะ…ชอบ…ชอบจังเลย~"
(จบตอน)