เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 118: การรวมตัว

บทที่ 118: การรวมตัว

บทที่ 118: การรวมตัว


บทที่ 118: การรวมตัว

พอได้รู้ว่าคนที่ประมูลคันธนูอสรพิษอัคคีไปคือเซียวเหยียน โจวฉางชิงก็ได้แต่หัวเราะไม่ออก

ให้ตายเถอะ...อุตส่าห์วางแผนขูดรีดคนอื่น แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นว่ามาขูดรีดคนกันเองเสียนี่

ถึงกระนั้น เขาก็ไม่ได้มีความคิดที่จะคืนโอสถระดับหกและแก่นโลหิตมังกรทองคำแต่อย่างใด

เรื่องหนึ่งก็ส่วนเรื่องหนึ่ง ในเมื่อเนื้อเข้าปากเสือแล้ว มีหรือที่จะคายออกมาง่ายๆ

หลังจากเก็บของล้ำค่าเข้าที่เรียบร้อย โจวฉางชิงจึงเชื้อเชิญให้ทุกคนนั่งลงพูดคุยกัน และในจังหวะนั้นเอง เซียวเหยียนก็ได้ถือโอกาสแนะนำให้เขารู้จักกับไห่โปตง

“โอ้? ท่านผู้นี้คือจักรพรรดิน้ำแข็ง ไห่โปตง หนึ่งในสิบยอดฝีมือแห่งจักรวรรดิเจียหม่าในอดีตนั่นหรือขอรับ”

โจวฉางชิงเอ่ยขึ้นด้วยความประทับใจ ก่อนจะประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม

“ข้าน้อยโจวฉางชิง ขอคารวะผู้อาวุโสจักรพรรดิน้ำแข็ง”

“ฮ่าๆๆ เรื่องเหล่านั้นมันก็เป็นแค่อดีตไปแล้ว” ไห่โปตงหัวเราะเบาๆ พลางโบกมือ

“ตอนนี้ตาเฒ่าอย่างข้าก็เป็นแค่คนแก่ธรรมดาๆ คนหนึ่งเท่านั้นแหละ กลับกันกับเจ้าหนุ่มอย่างเจ้าเสียอีก”

“ถ้าข้าดูไม่ผิดล่ะก็ พลังของเจ้าน่าจะอยู่ในระดับราชันย์ยุทธ์แล้วกระมัง อายุน้อยเพียงเท่านี้แต่กลับมีพลังฝีมือถึงขั้นนี้ได้ ช่างทำให้คนแก่เช่นข้ารู้สึกละอายใจเสียจริง”

“ผู้น้อยเพียงแต่โชคดีมีวาสนาบางอย่างเท่านั้นเองขอรับ จึงได้มีพลังอย่างเช่นทุกวันนี้ จะให้เทียบกับผู้อาวุโสแล้วยังห่างไกลนัก” โจวฉางชิงยิ้มรับอย่างถ่อมตน

สำหรับคำกล่าวนั้น มีหรือที่ไห่โปตงจะเชื่อลง

เขามองไปยังโจวฉางชิงด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความทึ่งระคนชื่นชมอย่างไม่อาจปิดบัง

เดิมทีเขาคาดว่าต่อให้เด็กหนุ่มผู้นี้จะดูไม่แก่ แต่ก็น่าจะมีอายุราวๆ ยี่สิบปีเป็นอย่างน้อย

ทว่าใครจะไปคาดคิดเล่าว่า เขาจะอายุแค่สิบเจ็ดสิบแปดปีเท่านั้น

หลังจากพูดคุยสัพเพเหระกันอยู่ครู่หนึ่ง ทั้งสี่คนก็ไม่ได้อยู่ต่ออีกนานนัก

ฝ่ายเซียวเหยียนและไห่โปตงต่างก็ยังมีธุระที่ต้องไปทำต่อ

การมาครั้งนี้ก็เพียงเพื่อมาพบหน้าทักทายโจวฉางชิงเท่านั้น ส่วนเถิงซานและหยาเฟยเองก็ต้องกลับไปจัดการเรื่องต่างๆ ที่คั่งค้างจากการประมูลให้เรียบร้อยเช่นกัน

...

หลายวันต่อจากนั้น ชีวิตของโจวฉางชิงก็กลับคืนสู่ความสงบสุขอีกครั้ง

เขาอาศัยอยู่ที่ตระกูลหมี่เท่อเอ่อ วนเวียนอยู่กับการฝึกฝนพลังปราณสลับกับการหลอมสร้างศาสตรา เพื่อยกระดับอุปกรณ์ต่างๆ ของตนเอง

ซึ่งโอสถหล่อหลอมชีพจรระดับหกเม็ดนั้นก็ได้ถูกเขากินเข้าไปเรียบร้อยแล้ว และมันก็ช่วยเสริมความเหนียวแน่นของเส้นชีพจรให้แข็งแกร่งขึ้นไปอีกขั้น

ส่วนทางด้านของเมดูซ่า นางแทบจะไม่ได้ก้าวเท้าออกจากห้องเลย

ในแต่ละวันหากไม่ดูดซับพลังสายฟ้า ก็จะทุ่มเทให้กับการฝึกบำเพ็ญเพียรอย่างหนักหน่วง

เเต่พอขึ้นมาถึงระดับปรมาจารย์ยุทธ์แล้ว การจะเลื่อนระดับพลังขึ้นแม้เพียงหนึ่งดาวนั้นเป็นเรื่องที่ยากเย็นแสนเข็ญอย่างยิ่ง ดังนั้นนางจึงยังไม่สามารถทะลวงขึ้นสู่ระดับปรมาจารย์ยุทธ์สองดาวได้

แต่ดูเหมือนว่าการวิวัฒนาการของสายเลือดเผ่ามนุษย์งูและจิตวิญญาณอสรพิษ จะช่วยเสริมพรสวรรค์ของเมดูซ่าให้สูงส่งขึ้นอย่างมหาศาล

พลังปราณของนางจึงเพิ่มพูนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และคงอีกไม่นานเกินรอ ก็คงจะสามารถทะลวงขึ้นสู่ระดับสองดาวได้อย่างแน่นอน

…..

เมื่อเทียบกับคนทั้งสองแล้ว หยาเฟยดูจะเป็นคนที่ยุ่งที่สุด

นับตั้งแต่ที่เธอเข้ารับตำแหน่งดูแลกิจการโรงประมูลทั้งหมด ในแต่ละวันจึงมีเรื่องราวมากมายที่ต้องจัดการ

แต่เมื่อมองจากรอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้าของเธออยู่บ่อยครั้ง ก็ทำให้รู้ได้ว่าเธอมีความสุขกับสิ่งที่ทำอยู่ไม่น้อย

วกกลับมาที่เรื่องของเซียวเหยียน

ชายหนุ่มผู้นี้ก็ยังคงดำเนินเรื่องราวตามบทประพันธ์เดิมไม่มีผิดเพี้ยน

เพื่อให้ได้มาซึ่ง ‘น้ำลายวิญญาณเขียวเจ็ดสี’ เขาจึงได้เดินทางไปยังตระกูลน่าหลาน เพื่อช่วยรักษาพิษให้กับน่าหลานเจี๋ย

และในขณะเดียวกัน เพื่อที่จะฟื้นฟูพลังวิญญาณของปรมาจารย์เย่าให้กลับมาแข็งแกร่งยิ่งขึ้น เซียวเหยียนจึงได้สมัครเข้าร่วมการประลองนักปรุงโอสถ โดยหมายมั่นว่าจะต้องคว้าตำแหน่งชนะเลิศ เพื่อครอบครองตำรับโอสถหลอมรวมวิญญาณระดับหกให้ได้

……

เวลาผ่านไปวันแล้ววันเล่า

จนกระทั่งในวันหนึ่ง หยาเฟยก็ได้มาหาโจวฉางชิงถึงที่พัก

“นี่ท่านจะให้ข้าไปร่วมงานเลี้ยงของตระกูลน่าหลานเป็นเพื่อนรึ? แล้วตระกูลน่าหลานยังส่งเทียบเชิญมาให้ข้าด้วยเนี่ยนะ?” โจวฉางชิงมองหน้าหยาเฟยด้วยความฉงน

เท่าที่จำได้...เขาไม่เคยมีความเกี่ยวข้องใดๆ กับตระกูลน่าหลานเลยแม้แต่น้อย

แล้วอยู่ดีๆ เหตุใดจึงได้ส่งเทียบเชิญมาหาเขากันเล่า?

หยาเฟยเห็นดังนั้นจึงเดินเข้ามากอดแขนของโจวฉางชิงเอาไว้ ก่อนจะเผยรอยยิ้มงดงามดุจบุปผา

“ท่านปู่น่าหลานเจี๋ยแห่งตระกูลน่าหลานน่ะ เมื่อหลายปีก่อนท่านโดนพิษประหลาดเข้า ซึ่งมันร้ายกาจเสียจนแม้แต่ราชันย์โอสถกู่เหอก็ยังหมดหนทางรักษา”

“เจ้าเองก็น่าจะรู้เรื่องแล้วนี่นา ที่เซียวเหยียนไปขอจดหมายแนะนำจากท่านประมุขเถิงซาน ก็เพื่อหวังในรางวัลของตระกูลน่าหลาน เลยคิดจะลองไปรักษาดู แต่ใครจะไปคิดล่ะว่า...เซียวเหยียนจะทำได้จริงๆ”

“ตอนนี้พิษในกายของท่านปู่น่าหลานเจี๋ยก็ค่อยๆ บรรเทาลงทุกวันๆ คาดว่าอีกไม่นานก็คงจะหายเป็นปกติ ด้วยเหตุนี้ตระกูลน่าหลานจึงได้เตรียมจัดงานเลี้ยงฉลองขึ้นมายังไงล่ะ”

“เรียกได้ว่าแทบทุกขุมอำนาจใหญ่ในเมืองหลวงต่างก็ได้รับเทียบเชิญกันถ้วนหน้า ซึ่งตระกูลหมี่เท่อเอ่อของเราก็ย่อมไม่ถูกมองข้ามเช่นกัน”

“ส่วนเจ้า...ในฐานะปรมาจารย์นักหลอมศาสตราดาวรุ่งพุ่งแรงที่จู่ๆ ก็ปรากฏตัวขึ้นมาจนเป็นที่จับตามองของทุกฝ่าย ก็ย่อมต้องอยู่ในรายชื่อผู้ได้รับเชิญด้วยอยู่แล้ว”

“เพียงแต่ว่า...ทางตระกูลน่าหลานหาตัวเจ้าไม่พบ ก็เลยส่งเทียบเชิญไปให้ท่านประมุขแทน แล้วฝากให้ท่านนำมามอบต่อให้เจ้าอีกทีหนึ่ง”

“แล้วตระกูลน่าหลานเอาความมั่นใจมาจากไหนว่าข้าจะไป?” โจวฉางชิงเลิกคิ้วถามกลับไป

หยาเฟยจึงตบลงบนแขนของเขาเบาๆ ก่อนจะเหลือบตามองค้อน

“น้องชายที่ดีของข้า...นี่เจ้าไม่รู้ตัวจริงๆ หรือว่าตอนนี้ชื่อเสียงของเจ้าในเมืองหลวงมันโด่งดังขนาดไหนแล้วน่ะ หืม?”

“ช่วงนี้ธรณีประตูของตระกูลหมี่เท่อเอ่อแทบจะพังอยู่แล้วนะจะบอกให้”

“ตอนนี้สถานะของเจ้าในสายตาของขุมอำนาจเหล่านั้นน่ะ เผลอๆ อาจจะไม่ได้ด้อยไปกว่านักปรุงโอสถระดับหกเลยด้วยซ้ำ”

“ถึงแม้ว่าพวกเขาจะกลับไปพร้อมกับความผิดหวังกันถ้วนหน้า แต่ความคิดที่จะผูกมิตรกับเจ้าก็ไม่เคยจางหายไปเลยแม้แต่น้อย”

“ข้าว่าตระกูลน่าหลานเองก็คงจะคิดเช่นเดียวกันนั่นแหละ ถึงได้ส่งเทียบเชิญมาให้เจ้า”

“อีกอย่างนะ...ในเมื่อพวกเขาส่งเทียบเชิญไปให้คนอื่นหมดแล้ว แต่กลับไม่ส่งให้เจ้า มันจะไม่เท่ากับเป็นการดูถูกกันไปหน่อยหรือ? ตระกูลน่าหลานไม่โง่ขนาดนั้นหรอก”

“ส่วนเรื่องที่ว่าเจ้าจะไปหรือไม่ไป นั่นมันอยู่นอกเหนือการพิจารณาของพวกเขาแล้วล่ะ”

เมื่อได้ฟังดังนั้น โจวฉางชิงก็พยักหน้ารับเบาๆ

ก็จริงอย่างที่นางว่า...ช่วงนี้มีคนมาหาเขาเยอะมากจริงๆ เเละเกือบทั้งหมดก็ล้วนเป็นคนที่อยากจะทำความรู้จักกับเขาทั้งสิ้น

แต่เพื่อรักษาความลึกลับและวางมาดของตนเองเอาไว้ โจวฉางชิงจึงไม่ได้ออกไปพบใครเลยแม้แต่คนเดียว ตั้งใจจะปล่อยให้ขุมอำนาจใหญ่เหล่านี้รอเก้อไปก่อน

เพราะของที่ได้มาง่ายเกินไป ในสายตาของคนอื่นก็ย่อมไร้ค่าเป็นธรรมดา

แต่บางที...งานเลี้ยงในครั้งนี้อาจจะเป็นโอกาสอันดีที่เขาจะได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการเสียที

อีกอย่าง เขายังคิดที่จะกอบโกยทรัพยากรอันมั่งคั่งจากขุมอำนาจเหล่านี้ให้หนำใจอีกด้วย

“ก็ได้ๆ เห็นแก่หน้าพี่สาวหยาเฟยหรอกนะ ข้าจะยอมไปเป็นเพื่อนท่านสักครั้งก็แล้วกัน”

เมื่อตกลงกันเป็นที่เรียบร้อย หยาเฟยก็เดินจากไปอย่างอารมณ์ดี

...

ในเย็นวันรุ่งขึ้น หยาเฟยก็ได้มาหาโจวฉางชิงตามนัดหมาย เพื่อที่จะเดินทางไปยังคฤหาสน์ของตระกูลน่าหลานด้วยกัน

หลังจากเดินผ่านถนนหลายสาย ในที่สุดทั้งสองก็มาถึงหน้าคฤหาสน์หลังมหึมาแห่งหนึ่ง และด้วยการนำทางของคนรับใช้ พวกเขาก็สามารถเดินเข้าไปในคฤหาสน์ตระกูลน่าหลานได้อย่างราบรื่น

ณ ขณะนี้ ทั่วทั้งคฤหาสน์สว่างไสวไปด้วยแสงไฟจากโคมไฟนับร้อย ผู้คนของตระกูลน่าหลานต่างเดินขวักไขว่ไปมาอยู่ตามทางเดิน บรรยากาศคึกคักราวกับตลาดนัดเลยทีเดียว

นอกจากนี้ ยังมีทหารยามจำนวนมากคอยเดินตรวจตราเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยอยู่ทั่วบริเวณ

ดูท่าแล้ว...ตระกูลน่าหลานคงจะให้ความสำคัญกับงานเลี้ยงในครั้งนี้เป็นอย่างมาก จึงไม่อยากให้เกิดข้อผิดพลาดใดๆ ขึ้นแม้แต่น้อย

โจวฉางชิงเดินตามหยาเฟยเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวา ผ่านทางเดินน้อยใหญ่มากมาย จนในที่สุด...ทั้งสองก็ได้มาถึงยังใจกลางของคฤหาสน์ตระกูลน่าหลาน

สิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าของพวกเขาก็คือห้องโถงใหญ่โอ่อ่ากว้างขวางของตระกูล ซึ่งเพียงแค่เข้าใกล้ ก็จะได้ยินเสียงพูดคุยหัวเราะดังลอดออกมาเป็นระยะๆ คลอเคล้าไปกับเสียงดนตรีอันไพเราะ

ประตูของห้องโถงใหญ่เปิดกว้างอ้าอยู่

หยาเฟยควงแขนของโจวฉางชิง ก่อนจะเยื้องย่างก้าวเข้าไปข้างในด้วยท่วงท่าอันสง่างาม

ทันทีที่ก้าวเข้าไปในห้องโถง ภาพที่ปรากฏแก่สายตาก็คือบรรยากาศอันแสนคึกคัก

ผู้คนต่างจับกลุ่มกันอยู่สามสี่คน บ้างก็นั่ง บ้างก็ยืน แบ่งแยกกันอย่างชัดเจนระหว่างรุ่นอาวุโส รุ่นกลาง และรุ่นเยาว์ ซึ่งต่างก็กำลังพูดคุยหัวเราะกันอย่างออกรส

แน่นอนว่าการปรากฏตัวของสาวงามผู้เปี่ยมเสน่ห์เย้ายวนใจ ย่อมดึงดูดสายตาของผู้คนได้ไม่น้อย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหล่าชายหนุ่มรุ่นเยาว์ทั้งหลาย

หลายต่อหลายคนต่างก็จำหยาเฟยได้

แม้ว่าระดับพลังของหยาเฟยจะไม่ได้แข็งแกร่งนัก แต่ถึงอย่างไรนางก็เป็นคนของตระกูลหมี่เท่อเอ่อ…ชื่อเสียงของหยาเฟยในหมู่คนรุ่นเยาว์ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าใครเลย

ยิ่งไม่ต้องพูดถึงในตอนนี้ที่นางได้กลายเป็นผู้อาวุโสผู้มีอำนาจที่แท้จริงในตระกูลหมี่เท่อเอ่อแล้วด้วย

สาวงามผู้มีเสน่ห์ร้อนแรงจนทำให้ไฟราคะในใจชายหนุ่มลุกโชน ทั้งยังมีฝีมือและเบื้องหลังที่ไม่ธรรมดาเช่นนี้ มีหรือที่จะไม่เป็นที่หมายปองของเหล่าบุรุษหนุ่มผู้มากความสามารถ

ดังนั้น...เมื่อเหล่าชายหนุ่มผู้หลงใหลในตัวนางได้เห็นว่า หยาเฟยกำลังควงแขนชายหนุ่มคนหนึ่งอย่างสนิทสนม ดวงตาของพวกเขาก็พลันเต็มไปด้วยความอิจฉาริษยาและความโกรธเกรี้ยว

สายตาเหล่านั้น...ช่างดูราวกับอยากจะฉีกร่างของโจวฉางชิงออกเป็นพันๆ ชิ้น

กระทั่งหลายคนถึงกับแอบสบถด่าในใจ

“ก็แค่หน้าตาหล่อกว่าชาวบ้านเขา ‘นิดหน่อย’ แค่นั้นแหละน่า”

“ถุย! ไอ้หน้าขาวเกาะผู้หญิง!”

(จบตอน)

จบบทที่ บทที่ 118: การรวมตัว

คัดลอกลิงก์แล้ว