- หน้าแรก
- วิถีหลอมศาสตราทองคำอัสนี สร้างกายาศักดิ์สิทธิ์ไร้เทียมทาน
- บทที่ 118: การรวมตัว
บทที่ 118: การรวมตัว
บทที่ 118: การรวมตัว
บทที่ 118: การรวมตัว
พอได้รู้ว่าคนที่ประมูลคันธนูอสรพิษอัคคีไปคือเซียวเหยียน โจวฉางชิงก็ได้แต่หัวเราะไม่ออก
ให้ตายเถอะ...อุตส่าห์วางแผนขูดรีดคนอื่น แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นว่ามาขูดรีดคนกันเองเสียนี่
ถึงกระนั้น เขาก็ไม่ได้มีความคิดที่จะคืนโอสถระดับหกและแก่นโลหิตมังกรทองคำแต่อย่างใด
เรื่องหนึ่งก็ส่วนเรื่องหนึ่ง ในเมื่อเนื้อเข้าปากเสือแล้ว มีหรือที่จะคายออกมาง่ายๆ
หลังจากเก็บของล้ำค่าเข้าที่เรียบร้อย โจวฉางชิงจึงเชื้อเชิญให้ทุกคนนั่งลงพูดคุยกัน และในจังหวะนั้นเอง เซียวเหยียนก็ได้ถือโอกาสแนะนำให้เขารู้จักกับไห่โปตง
“โอ้? ท่านผู้นี้คือจักรพรรดิน้ำแข็ง ไห่โปตง หนึ่งในสิบยอดฝีมือแห่งจักรวรรดิเจียหม่าในอดีตนั่นหรือขอรับ”
โจวฉางชิงเอ่ยขึ้นด้วยความประทับใจ ก่อนจะประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม
“ข้าน้อยโจวฉางชิง ขอคารวะผู้อาวุโสจักรพรรดิน้ำแข็ง”
“ฮ่าๆๆ เรื่องเหล่านั้นมันก็เป็นแค่อดีตไปแล้ว” ไห่โปตงหัวเราะเบาๆ พลางโบกมือ
“ตอนนี้ตาเฒ่าอย่างข้าก็เป็นแค่คนแก่ธรรมดาๆ คนหนึ่งเท่านั้นแหละ กลับกันกับเจ้าหนุ่มอย่างเจ้าเสียอีก”
“ถ้าข้าดูไม่ผิดล่ะก็ พลังของเจ้าน่าจะอยู่ในระดับราชันย์ยุทธ์แล้วกระมัง อายุน้อยเพียงเท่านี้แต่กลับมีพลังฝีมือถึงขั้นนี้ได้ ช่างทำให้คนแก่เช่นข้ารู้สึกละอายใจเสียจริง”
“ผู้น้อยเพียงแต่โชคดีมีวาสนาบางอย่างเท่านั้นเองขอรับ จึงได้มีพลังอย่างเช่นทุกวันนี้ จะให้เทียบกับผู้อาวุโสแล้วยังห่างไกลนัก” โจวฉางชิงยิ้มรับอย่างถ่อมตน
สำหรับคำกล่าวนั้น มีหรือที่ไห่โปตงจะเชื่อลง
เขามองไปยังโจวฉางชิงด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความทึ่งระคนชื่นชมอย่างไม่อาจปิดบัง
เดิมทีเขาคาดว่าต่อให้เด็กหนุ่มผู้นี้จะดูไม่แก่ แต่ก็น่าจะมีอายุราวๆ ยี่สิบปีเป็นอย่างน้อย
ทว่าใครจะไปคาดคิดเล่าว่า เขาจะอายุแค่สิบเจ็ดสิบแปดปีเท่านั้น
หลังจากพูดคุยสัพเพเหระกันอยู่ครู่หนึ่ง ทั้งสี่คนก็ไม่ได้อยู่ต่ออีกนานนัก
ฝ่ายเซียวเหยียนและไห่โปตงต่างก็ยังมีธุระที่ต้องไปทำต่อ
การมาครั้งนี้ก็เพียงเพื่อมาพบหน้าทักทายโจวฉางชิงเท่านั้น ส่วนเถิงซานและหยาเฟยเองก็ต้องกลับไปจัดการเรื่องต่างๆ ที่คั่งค้างจากการประมูลให้เรียบร้อยเช่นกัน
...
หลายวันต่อจากนั้น ชีวิตของโจวฉางชิงก็กลับคืนสู่ความสงบสุขอีกครั้ง
เขาอาศัยอยู่ที่ตระกูลหมี่เท่อเอ่อ วนเวียนอยู่กับการฝึกฝนพลังปราณสลับกับการหลอมสร้างศาสตรา เพื่อยกระดับอุปกรณ์ต่างๆ ของตนเอง
ซึ่งโอสถหล่อหลอมชีพจรระดับหกเม็ดนั้นก็ได้ถูกเขากินเข้าไปเรียบร้อยแล้ว และมันก็ช่วยเสริมความเหนียวแน่นของเส้นชีพจรให้แข็งแกร่งขึ้นไปอีกขั้น
ส่วนทางด้านของเมดูซ่า นางแทบจะไม่ได้ก้าวเท้าออกจากห้องเลย
ในแต่ละวันหากไม่ดูดซับพลังสายฟ้า ก็จะทุ่มเทให้กับการฝึกบำเพ็ญเพียรอย่างหนักหน่วง
เเต่พอขึ้นมาถึงระดับปรมาจารย์ยุทธ์แล้ว การจะเลื่อนระดับพลังขึ้นแม้เพียงหนึ่งดาวนั้นเป็นเรื่องที่ยากเย็นแสนเข็ญอย่างยิ่ง ดังนั้นนางจึงยังไม่สามารถทะลวงขึ้นสู่ระดับปรมาจารย์ยุทธ์สองดาวได้
แต่ดูเหมือนว่าการวิวัฒนาการของสายเลือดเผ่ามนุษย์งูและจิตวิญญาณอสรพิษ จะช่วยเสริมพรสวรรค์ของเมดูซ่าให้สูงส่งขึ้นอย่างมหาศาล
พลังปราณของนางจึงเพิ่มพูนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และคงอีกไม่นานเกินรอ ก็คงจะสามารถทะลวงขึ้นสู่ระดับสองดาวได้อย่างแน่นอน
…..
เมื่อเทียบกับคนทั้งสองแล้ว หยาเฟยดูจะเป็นคนที่ยุ่งที่สุด
นับตั้งแต่ที่เธอเข้ารับตำแหน่งดูแลกิจการโรงประมูลทั้งหมด ในแต่ละวันจึงมีเรื่องราวมากมายที่ต้องจัดการ
แต่เมื่อมองจากรอยยิ้มที่ปรากฏบนใบหน้าของเธออยู่บ่อยครั้ง ก็ทำให้รู้ได้ว่าเธอมีความสุขกับสิ่งที่ทำอยู่ไม่น้อย
วกกลับมาที่เรื่องของเซียวเหยียน
ชายหนุ่มผู้นี้ก็ยังคงดำเนินเรื่องราวตามบทประพันธ์เดิมไม่มีผิดเพี้ยน
เพื่อให้ได้มาซึ่ง ‘น้ำลายวิญญาณเขียวเจ็ดสี’ เขาจึงได้เดินทางไปยังตระกูลน่าหลาน เพื่อช่วยรักษาพิษให้กับน่าหลานเจี๋ย
และในขณะเดียวกัน เพื่อที่จะฟื้นฟูพลังวิญญาณของปรมาจารย์เย่าให้กลับมาแข็งแกร่งยิ่งขึ้น เซียวเหยียนจึงได้สมัครเข้าร่วมการประลองนักปรุงโอสถ โดยหมายมั่นว่าจะต้องคว้าตำแหน่งชนะเลิศ เพื่อครอบครองตำรับโอสถหลอมรวมวิญญาณระดับหกให้ได้
……
เวลาผ่านไปวันแล้ววันเล่า
จนกระทั่งในวันหนึ่ง หยาเฟยก็ได้มาหาโจวฉางชิงถึงที่พัก
“นี่ท่านจะให้ข้าไปร่วมงานเลี้ยงของตระกูลน่าหลานเป็นเพื่อนรึ? แล้วตระกูลน่าหลานยังส่งเทียบเชิญมาให้ข้าด้วยเนี่ยนะ?” โจวฉางชิงมองหน้าหยาเฟยด้วยความฉงน
เท่าที่จำได้...เขาไม่เคยมีความเกี่ยวข้องใดๆ กับตระกูลน่าหลานเลยแม้แต่น้อย
แล้วอยู่ดีๆ เหตุใดจึงได้ส่งเทียบเชิญมาหาเขากันเล่า?
หยาเฟยเห็นดังนั้นจึงเดินเข้ามากอดแขนของโจวฉางชิงเอาไว้ ก่อนจะเผยรอยยิ้มงดงามดุจบุปผา
“ท่านปู่น่าหลานเจี๋ยแห่งตระกูลน่าหลานน่ะ เมื่อหลายปีก่อนท่านโดนพิษประหลาดเข้า ซึ่งมันร้ายกาจเสียจนแม้แต่ราชันย์โอสถกู่เหอก็ยังหมดหนทางรักษา”
“เจ้าเองก็น่าจะรู้เรื่องแล้วนี่นา ที่เซียวเหยียนไปขอจดหมายแนะนำจากท่านประมุขเถิงซาน ก็เพื่อหวังในรางวัลของตระกูลน่าหลาน เลยคิดจะลองไปรักษาดู แต่ใครจะไปคิดล่ะว่า...เซียวเหยียนจะทำได้จริงๆ”
“ตอนนี้พิษในกายของท่านปู่น่าหลานเจี๋ยก็ค่อยๆ บรรเทาลงทุกวันๆ คาดว่าอีกไม่นานก็คงจะหายเป็นปกติ ด้วยเหตุนี้ตระกูลน่าหลานจึงได้เตรียมจัดงานเลี้ยงฉลองขึ้นมายังไงล่ะ”
“เรียกได้ว่าแทบทุกขุมอำนาจใหญ่ในเมืองหลวงต่างก็ได้รับเทียบเชิญกันถ้วนหน้า ซึ่งตระกูลหมี่เท่อเอ่อของเราก็ย่อมไม่ถูกมองข้ามเช่นกัน”
“ส่วนเจ้า...ในฐานะปรมาจารย์นักหลอมศาสตราดาวรุ่งพุ่งแรงที่จู่ๆ ก็ปรากฏตัวขึ้นมาจนเป็นที่จับตามองของทุกฝ่าย ก็ย่อมต้องอยู่ในรายชื่อผู้ได้รับเชิญด้วยอยู่แล้ว”
“เพียงแต่ว่า...ทางตระกูลน่าหลานหาตัวเจ้าไม่พบ ก็เลยส่งเทียบเชิญไปให้ท่านประมุขแทน แล้วฝากให้ท่านนำมามอบต่อให้เจ้าอีกทีหนึ่ง”
“แล้วตระกูลน่าหลานเอาความมั่นใจมาจากไหนว่าข้าจะไป?” โจวฉางชิงเลิกคิ้วถามกลับไป
หยาเฟยจึงตบลงบนแขนของเขาเบาๆ ก่อนจะเหลือบตามองค้อน
“น้องชายที่ดีของข้า...นี่เจ้าไม่รู้ตัวจริงๆ หรือว่าตอนนี้ชื่อเสียงของเจ้าในเมืองหลวงมันโด่งดังขนาดไหนแล้วน่ะ หืม?”
“ช่วงนี้ธรณีประตูของตระกูลหมี่เท่อเอ่อแทบจะพังอยู่แล้วนะจะบอกให้”
“ตอนนี้สถานะของเจ้าในสายตาของขุมอำนาจเหล่านั้นน่ะ เผลอๆ อาจจะไม่ได้ด้อยไปกว่านักปรุงโอสถระดับหกเลยด้วยซ้ำ”
“ถึงแม้ว่าพวกเขาจะกลับไปพร้อมกับความผิดหวังกันถ้วนหน้า แต่ความคิดที่จะผูกมิตรกับเจ้าก็ไม่เคยจางหายไปเลยแม้แต่น้อย”
“ข้าว่าตระกูลน่าหลานเองก็คงจะคิดเช่นเดียวกันนั่นแหละ ถึงได้ส่งเทียบเชิญมาให้เจ้า”
“อีกอย่างนะ...ในเมื่อพวกเขาส่งเทียบเชิญไปให้คนอื่นหมดแล้ว แต่กลับไม่ส่งให้เจ้า มันจะไม่เท่ากับเป็นการดูถูกกันไปหน่อยหรือ? ตระกูลน่าหลานไม่โง่ขนาดนั้นหรอก”
“ส่วนเรื่องที่ว่าเจ้าจะไปหรือไม่ไป นั่นมันอยู่นอกเหนือการพิจารณาของพวกเขาแล้วล่ะ”
เมื่อได้ฟังดังนั้น โจวฉางชิงก็พยักหน้ารับเบาๆ
ก็จริงอย่างที่นางว่า...ช่วงนี้มีคนมาหาเขาเยอะมากจริงๆ เเละเกือบทั้งหมดก็ล้วนเป็นคนที่อยากจะทำความรู้จักกับเขาทั้งสิ้น
แต่เพื่อรักษาความลึกลับและวางมาดของตนเองเอาไว้ โจวฉางชิงจึงไม่ได้ออกไปพบใครเลยแม้แต่คนเดียว ตั้งใจจะปล่อยให้ขุมอำนาจใหญ่เหล่านี้รอเก้อไปก่อน
เพราะของที่ได้มาง่ายเกินไป ในสายตาของคนอื่นก็ย่อมไร้ค่าเป็นธรรมดา
แต่บางที...งานเลี้ยงในครั้งนี้อาจจะเป็นโอกาสอันดีที่เขาจะได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการเสียที
อีกอย่าง เขายังคิดที่จะกอบโกยทรัพยากรอันมั่งคั่งจากขุมอำนาจเหล่านี้ให้หนำใจอีกด้วย
“ก็ได้ๆ เห็นแก่หน้าพี่สาวหยาเฟยหรอกนะ ข้าจะยอมไปเป็นเพื่อนท่านสักครั้งก็แล้วกัน”
เมื่อตกลงกันเป็นที่เรียบร้อย หยาเฟยก็เดินจากไปอย่างอารมณ์ดี
...
ในเย็นวันรุ่งขึ้น หยาเฟยก็ได้มาหาโจวฉางชิงตามนัดหมาย เพื่อที่จะเดินทางไปยังคฤหาสน์ของตระกูลน่าหลานด้วยกัน
หลังจากเดินผ่านถนนหลายสาย ในที่สุดทั้งสองก็มาถึงหน้าคฤหาสน์หลังมหึมาแห่งหนึ่ง และด้วยการนำทางของคนรับใช้ พวกเขาก็สามารถเดินเข้าไปในคฤหาสน์ตระกูลน่าหลานได้อย่างราบรื่น
ณ ขณะนี้ ทั่วทั้งคฤหาสน์สว่างไสวไปด้วยแสงไฟจากโคมไฟนับร้อย ผู้คนของตระกูลน่าหลานต่างเดินขวักไขว่ไปมาอยู่ตามทางเดิน บรรยากาศคึกคักราวกับตลาดนัดเลยทีเดียว
นอกจากนี้ ยังมีทหารยามจำนวนมากคอยเดินตรวจตราเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยอยู่ทั่วบริเวณ
ดูท่าแล้ว...ตระกูลน่าหลานคงจะให้ความสำคัญกับงานเลี้ยงในครั้งนี้เป็นอย่างมาก จึงไม่อยากให้เกิดข้อผิดพลาดใดๆ ขึ้นแม้แต่น้อย
โจวฉางชิงเดินตามหยาเฟยเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวา ผ่านทางเดินน้อยใหญ่มากมาย จนในที่สุด...ทั้งสองก็ได้มาถึงยังใจกลางของคฤหาสน์ตระกูลน่าหลาน
สิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าของพวกเขาก็คือห้องโถงใหญ่โอ่อ่ากว้างขวางของตระกูล ซึ่งเพียงแค่เข้าใกล้ ก็จะได้ยินเสียงพูดคุยหัวเราะดังลอดออกมาเป็นระยะๆ คลอเคล้าไปกับเสียงดนตรีอันไพเราะ
ประตูของห้องโถงใหญ่เปิดกว้างอ้าอยู่
หยาเฟยควงแขนของโจวฉางชิง ก่อนจะเยื้องย่างก้าวเข้าไปข้างในด้วยท่วงท่าอันสง่างาม
ทันทีที่ก้าวเข้าไปในห้องโถง ภาพที่ปรากฏแก่สายตาก็คือบรรยากาศอันแสนคึกคัก
ผู้คนต่างจับกลุ่มกันอยู่สามสี่คน บ้างก็นั่ง บ้างก็ยืน แบ่งแยกกันอย่างชัดเจนระหว่างรุ่นอาวุโส รุ่นกลาง และรุ่นเยาว์ ซึ่งต่างก็กำลังพูดคุยหัวเราะกันอย่างออกรส
แน่นอนว่าการปรากฏตัวของสาวงามผู้เปี่ยมเสน่ห์เย้ายวนใจ ย่อมดึงดูดสายตาของผู้คนได้ไม่น้อย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหล่าชายหนุ่มรุ่นเยาว์ทั้งหลาย
หลายต่อหลายคนต่างก็จำหยาเฟยได้
แม้ว่าระดับพลังของหยาเฟยจะไม่ได้แข็งแกร่งนัก แต่ถึงอย่างไรนางก็เป็นคนของตระกูลหมี่เท่อเอ่อ…ชื่อเสียงของหยาเฟยในหมู่คนรุ่นเยาว์ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าใครเลย
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงในตอนนี้ที่นางได้กลายเป็นผู้อาวุโสผู้มีอำนาจที่แท้จริงในตระกูลหมี่เท่อเอ่อแล้วด้วย
สาวงามผู้มีเสน่ห์ร้อนแรงจนทำให้ไฟราคะในใจชายหนุ่มลุกโชน ทั้งยังมีฝีมือและเบื้องหลังที่ไม่ธรรมดาเช่นนี้ มีหรือที่จะไม่เป็นที่หมายปองของเหล่าบุรุษหนุ่มผู้มากความสามารถ
ดังนั้น...เมื่อเหล่าชายหนุ่มผู้หลงใหลในตัวนางได้เห็นว่า หยาเฟยกำลังควงแขนชายหนุ่มคนหนึ่งอย่างสนิทสนม ดวงตาของพวกเขาก็พลันเต็มไปด้วยความอิจฉาริษยาและความโกรธเกรี้ยว
สายตาเหล่านั้น...ช่างดูราวกับอยากจะฉีกร่างของโจวฉางชิงออกเป็นพันๆ ชิ้น
กระทั่งหลายคนถึงกับแอบสบถด่าในใจ
“ก็แค่หน้าตาหล่อกว่าชาวบ้านเขา ‘นิดหน่อย’ แค่นั้นแหละน่า”
“ถุย! ไอ้หน้าขาวเกาะผู้หญิง!”
(จบตอน)