เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 66: ระบายอารมณ์ และฮาคุยส์ผู้โชคร้าย

บทที่ 66: ระบายอารมณ์ และฮาคุยส์ผู้โชคร้าย

บทที่ 66: ระบายอารมณ์ และฮาคุยส์ผู้โชคร้าย


บทที่ 66: ระบายอารมณ์ และฮาคุยส์ผู้โชคร้าย

ในขณะที่โจวฉางชิงกำลังครุ่นคิดอย่างหนักว่าควรจะเสี่ยงตายลองดูสักตั้ง เพื่อหาทางหนีไปจากเงื้อมมือของเยว่เม่ยดีหรือไม่

เยว่เม่ยซึ่งมองใบหน้าที่บูดบึ้งของเขาอยู่ตลอดเวลา มีหรือจะไม่รู้ว่าโจวฉางชิงกำลังคิดอะไร

เจ้าหนุ่มคนนี้...นับตั้งแต่วันแรกที่มาถึงเผ่ามนุษย์งู เขาก็ไม่เคยมีความคิดที่จะล้มเลิกการจากไปเลยแม้แต่น้อย

หากลองเปลี่ยนเป็นนางดูบ้างที่จู่ๆก็ถูกลากเข้าไปพัวพันกับเรื่องวุ่นวายโดยใช่เหตุ จากนั้นก็ถูกกลุ่มอำนาจปริศนาจับตัวไปกักขังอิสรภาพ ถึงแม้ว่าในตอนนั้นจะยังไม่อาจต่อกรได้ แต่นางเองก็จะหาหนทางหลบหนีเช่นกัน

กระทั่งว่าหากในอนาคตนางแข็งแกร่งขึ้นพอ นางจะย้อนกลับไปแก้แค้นอย่างสาสมแน่นอน!

ด้วยเหตุนี้ นางจึงไม่ได้รู้สึกโกรธเคืองกับการกระทำของเขาเลย

อย่างไรก็ตาม เยว่เม่ยไม่ต้องการที่จะแตกหักกับโจวฉางชิงในตอนนี้ จนนำไปสู่สถานการณ์ที่ต้องสู้กันให้ตายไปข้างหนึ่ง

ดังนั้น เยว่เม่ยจึงลุกขึ้นยืน ก่อนจะเคลื่อนหางอสรพิษเข้ามาอยู่ข้างกายของโจวฉางชิง พร้อมกับยื่นมือไปวางบนไหล่ขวาของเขาเบาๆ

“เสี่ยวฉางชิง...อย่าได้คิดที่จะหนีไปจากข้าเลยนะ เพราะช่องว่างระหว่างระดับราชันย์ยุทธ์กับจ้าวยุทธ์นั้นมันเปรียบเสมือนเส้นแบ่งของสองโลก เจ้าเองก็น่าจะรู้ดีว่าโอกาสที่จะทำสำเร็จมันแทบจะไม่มีเลย”

“และถึงแม้ว่าเจ้าจะหนีไปจากข้าได้จริงๆแต่พอถึงตอนนั้นเจ้าจะไปที่ไหนได้เล่า?”

“ท่านราชินีทรงทราบถึงการมีอยู่ของเจ้าแล้ว และพระนางย่อมไม่อนุญาตให้เจ้าจากไปอย่างแน่นอน ต่อให้เจ้าจะหนีไปไกลถึงเมืองหลวงเจียหม่า พระนางก็จะตามไปจับเจ้ากลับมาจนได้...ส่วนเหตุผลนั้น ข้าว่าเจ้าคงเดาได้ไม่ยาก”

“อีกอย่างนะเสี่ยวฉางชิง การไปเข้าเฝ้าราชินีของเรา สำหรับเจ้าแล้วมันไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไรเลยแม้แต่น้อย”

“แม้ว่าเจ้าจะยังคงไม่สามารถออกไปจากดินแดนของเผ่ามนุษย์งูได้ แต่การดูแลเอาใจใส่ที่นครศักดิ์สิทธิ์ย่อมดีกว่าที่เผ่าของข้าอย่างแน่นอน อีกทั้งทรัพยากรที่นั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่เผ่ามนุษย์งูของข้าจะเทียบเทียมได้”

“อย่างน้อยที่สุด ชีวิตของเจ้าก็คงไม่เลวร้ายไปกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้หรอก”

“ไม่ว่าเจ้าจะคิดว่าข้ากำลังข่มขู่...หรือล่อลวงเจ้าอยู่ก็ตามที”

“ลองเก็บไปคิดดูให้ดีเถอะนะ ข้าจะรออยู่ข้างนอก”

เมื่อได้ฟังดังนั้น สีหน้าของโจวฉางชิงก็แปรเปลี่ยนไปหลายครั้งหลายครา

เยว่เม่ยเห็นดังนั้นก็ไม่ได้เร่งรัดอะไร นางเพียงตบไหล่ของเขาเบาๆสองสามครั้ง ก่อนจะหมุนตัวเคลื่อนกายออกจากกระโจมไปอย่างนุ่มนวล

ภายในกระโจมที่เงียบสงบ โจวฉางชิงยังคงมีสีหน้าเคร่งเครียด เขาวิเคราะห์ถ้อยคำของเยว่เม่ยซ้ำไปซ้ำมา พลางประเมินความเป็นไปได้ที่จะหลบหนีจากนาง รวมไปถึงการหลีกเลี่ยงการไล่ล่าของราชินีเมดูซ่าในภายภาคหน้า

แต่...ไม่ว่าเขาจะจำลองสถานการณ์ในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่าสักกี่ครั้ง

คำตอบที่ได้ก็มีเพียงหนึ่งเดียว...

เป็นไปไม่ได้โดยสิ้นเชิง!

เขาไม่ใช่เซียวเหยียน ที่จะมีปรมาจารย์วิญญาณอย่างท่านอาจารย์เย่าคอยช่วยเหลือ

ถึงแม้ว่าพลังฝีมือของเขาจะทำให้ไร้เทียมทานในระดับเดียวกัน หรือกระทั่งข้ามระดับไปต่อสู้กับคนที่เหนือกว่าได้…แต่เมื่อต้องมาเผชิญหน้ากับราชันย์ยุทธ์ระดับสูงอย่างเยว่เม่ย และจักรพรรดิยุทธ์ขั้นสูงสุดอย่างเมดูซ่า มันก็ยังคงไร้ซึ่งความหวังใดๆ!

และหากว่าเขาเลือกที่จะแตกหักกับเผ่ามนุษย์งู เพื่อตัดไฟแต่ต้นลม พวกนางย่อมต้องใช้วิธีการพิเศษกับเขาอย่างแน่นอน

ไม่ว่าจะเป็นการใช้วิชาควบคุมวิญญาณเพื่อทำให้เขากลายเป็นทาส หรือการใช้ทัณฑ์ทรมานเพื่อบีบให้เขายอมจำนน ทุกอย่างล้วนเป็นไปได้ทั้งสิ้น

ชีวิตของเขาหลังจากนั้น...คงไม่ได้สุขสบายอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้เป็นแน่

และหากเขายืนกรานที่จะไม่ยอมจำนนจนถึงที่สุด ผลลัพธ์ก็จะมีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น...นั่นคือความตาย!

“เฮ้อ~”

หลังจากถอนหายใจยาวในใจ โจวฉางชิงก็ทำได้เพียงเดินออกจากกระโจมไปพร้อมกับใบหน้าที่บูดบึ้ง

ก็อย่างที่เยว่เม่ยว่านั่นแหละ ในเมื่อเขาไม่มีพลังพอที่จะต่อต้านขัดขืน ถ้าอย่างนั้นก็ยอมรับความจริงไปเสียดีกว่า

ก็แค่เมดูซ่าไม่ใช่รึ?

เขายังจำได้ว่าในนิยายต้นฉบับ พวกของกู่เหอเคยบุกเข้ามาในดินแดนของเผ่ามนุษย์งู และเซียวเหยียนก็ได้ฉวยโอกาสในช่วงที่เกิดความโกลาหลนั้นเข้าไปช่วงชิงเพลิงวิเศษมาได้สำเร็จ

เมื่อถึงตอนนั้น เขาก็อาจจะอาศัยช่วงที่เผ่ามนุษย์งูกำลังวุ่นวาย หนีออกจากทะเลทรายทาเกอร์แห่งนี้ไปก็ได้

แม้ว่าเขาจะจำช่วงเวลาที่แน่นอนไม่ได้ แต่มันก็คงอีกไม่นานเกินรอ

เพียงแต่ว่า...ตอนนี้เมดูซ่าได้เพลิงวิเศษมาไว้ในครอบครองแล้วหรือยังนะ?

….

พอก้าวออกมานอกกระโจม

เขาก็เห็นเยว่เม่ยกำลังสั่งการผู้ใต้บังคับบัญชาอยู่พอดี โดยมอบหมายให้หลิงซาเป็นผู้ดูแลกิจการของเผ่าแทนในระหว่างที่นางไม่อยู่

เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้า เยว่เม่ยก็หันมาเห็นโจวฉางชิงเดินออกมาพอดี นางจึงพยักหน้าอย่างพึงพอใจ

“ดูท่าเจ้าจะคิดตกแล้วสินะ”

“ข้ามิกล้าให้ท่านราชินีต้องรอนาน เราจะออกเดินทางกันวันนี้เลย หากเจ้ายังมีเรื่องอะไรที่ต้องจัดการอีก ก็รีบทำให้เสร็จเสียล่ะ”

โจวฉางชิงได้ยินดังนั้นก็ส่ายศีรษะ ก่อนจะเตรียมตัวเดินตามเยว่เม่ยไป

แต่ทันใดนั้นเอง หางตาของเขาก็พลันเหลือบไปเห็นหลิงซาและเหล่าผู้นำเผ่าคนอื่นๆที่ยืนอยู่ไม่ไกลจากเยว่เม่ย

และในหมู่คนเหล่านั้น ก็มีฮาคุยส์...คนที่เขาเคยสั่งสอนไปแล้วครั้งหนึ่งรวมอยู่ด้วย

“เดี๋ยวก่อน ข้ายังมีเรื่องที่ต้องจัดการอยู่ ท่านช่วยรอสักครู่เถิด”

เยว่เม่ยที่กำลังจะสยายปีกแห่งปราณยุทธ์ออกมา ก็ถึงกับชะงักเมื่อถูกโจวฉางชิงขัดขึ้นมาอย่างกะทันหัน

นางไม่ได้ถือสาอะไร เพียงพยักหน้าเป็นเชิงอนุญาตให้เขาไปจัดการธุระของตน

โจวฉางชิงเองก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาก้าวตรงไปยังร่างของฮาคุยส์ในทันที

“เฮ้ยๆๆ! เจ้าเด็กนี่มันเดินมาทางข้าทำไมกัน!”

ฮาคุยส์เห็นดังนั้นก็ตกใจจนตาเหลือก

ในทันใดนั้น เงามืดแห่งความพ่ายแพ้ในวันนั้นก็หวนกลับมาครอบงำจิตใจของเขาอีกครั้ง!

น่าเสียดายที่ยังไม่ทันที่เขาจะได้ขยับตัว...ร่างของโจวฉางชิงก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าเขาแล้ว พร้อมกับหมัดที่พุ่งตรงเข้าใส่ใบหน้าของเขาอย่างรวดเร็ว!

สมัยที่โจวฉางชิงยังเป็นเพียงมหาคุรุยุทธ์ ฮาคุยส์ก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขาแม้แต่กระบวนท่าเดียว มาตอนนี้ที่โจวฉางชิงก้าวสู่ระดับจ้าวยุทธ์แล้ว อีกฝ่ายก็ยิ่งไม่อยู่ในสายตาของเขาเลยแม้แต่น้อย!

ประกอบกับที่โจวฉางชิงเป็นผู้ใช้ปราณธาตุสายฟ้า เมื่อรวมกับร่างกายที่แข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า ความเร็วของเขาก็ยิ่งน่าสะพรึงกลัวจนฮาคุยส์คิดจะหลบก็ยังหลบไม่ทัน!

“พลั่ก!”

“ตุ้บ!”

หมัดนั้นอัดเข้าที่สันจมูกของฮาคุยส์อย่างจัง จนแทบจะทำให้จมูกของเขาแหลกละเอียด!

แรงปะทะอันมหาศาลส่งผลให้ร่างของฮาคุยส์เสียหลักหงายหลังล้มลงกับพื้นอย่างควบคุมไม่ได้

ความเจ็บปวดแสนสาหัสที่แล่นปราดขึ้นมาจากใบหน้าทำให้ฮาคุยส์ทั้งหวาดกลัวทั้งโกรธแค้น เลือดกำเดาไหลทะลักออกมาไม่หยุด จนเขาอดไม่ได้ที่จะสบถด่าและเตรียมจะเอาคืน

“เจ้าเด็ก...!”

แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยคำด่าออกมาจนจบ...หมัดที่หอบเอาลมพายุหวีดหวิวก็กระแทกเข้าที่ท้องของเขาอีกครั้ง!

ความรู้สึกจุกเสียดจนอยากจะอาเจียนและความเจ็บปวดที่อวัยวะภายในพลันจู่โจมเข้ามาอีกครั้ง จนทำให้ฮาคุยส์ต้องกล้ำกลืนคำพูดทั้งหมดกลับลงไปในลำคอ!

“พลั่ก! ตั้บ! ปึ้ก!...”

หมัดแล้วหมัดเล่าถูกระดมซัดเข้าใส่

หมัดทั้งสองข้างของโจวฉางชิงกระหน่ำลงบนร่างของฮาคุยส์ไม่ยั้ง ความเร็วของมันนั้นน่าทึ่งเสียจนเกิดเป็นภาพติดตา!

ทุกครั้งที่หมัดกระทบลงบนร่าง ยังสามารถสร้างแรงสั่นสะเทือนในอากาศจนเกิดเป็นระลอกคลื่นที่มองไม่เห็น พร้อมกับม้วนเอาฝุ่นทรายบนพื้นให้ฟุ้งกระจาย!

“บังอาจนัก!...”

เนื่องจากเหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นอย่างกะทันหันเกินไป ประกอบกับที่ฮาคุยส์พ่ายแพ้อย่างรวดเร็ว จนทำให้เหล่าผู้นำคนอื่นๆต้องใช้เวลาถึงหนึ่งถึงสองลมหายใจกว่าจะตั้งสติได้!

แม้ว่าพวกเขาจะตกตะลึงที่มหาคุรุยุทธ์ขั้นสูงสุดอย่างฮาคุยส์กลับไร้ซึ่งเรี่ยวแรงจะต่อต้านเด็กหนุ่มมนุษย์ร่างผอมบางคนนี้เลยแม้แต่น้อย…แต่การที่มนุษย์ผู้หนึ่งกล้าลงมือทำร้ายผู้นำเผ่าของพวกเขา ก็ทำให้เหล่าผู้นำตัดสินใจที่จะกรูเข้าไปโจมตีโจวฉางชิงในทันที

ทว่ายังไม่ทันที่พวกเขาจะได้เคลื่อนไหว...เยว่เม่ยก็ใช้ปราณยุทธ์ของนางสกัดกั้นพวกเขาไว้เสียก่อน

“ท่านหัวหน้า...”

เหล่าผู้นำต่างตกตะลึง และกำลังจะเอ่ยปากถามถึงเหตุผล

เยว่เม่ยกลับยกมือขึ้นเพื่อห้ามพวกเขาไว้ ก่อนจะจ้องมองไปยังโจวฉางชิงที่กำลังระบายอารมณ์อยู่ พร้อมกับส่งกระแสเสียงไปยังเหล่าผู้นำที่อยู่ในเหตุการณ์

“วางใจเถอะ ฮาคุยส์ไม่เป็นอะไรหรอก”

“คนผู้นี้คือคนที่ท่านราชินีทรงต้องการตัว และมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเผ่าพันธุ์ของเรา ห้ามลงมือโดยพลการเด็ดขาด เรื่องนี้ข้าจะชดเชยให้ฮาคุยส์ในภายหลังเอง”

นางรู้ดีว่าตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา โจวฉางชิงเคยมีเรื่องขัดแย้งกับฮาคุยส์เพียงครั้งเดียวเท่านั้น

เพื่อเห็นแก่เผ่ามนุษย์งู ก็คงต้องให้ฮาคุยส์ยอมเสียสละสักหน่อย

อีกอย่าง...ใครใช้ให้เจ้าโง่ที่ไร้สมองคนนี้ ทั้งๆที่ก็รู้คำสั่งของข้าอยู่แล้ว แต่ยังจะไปหาเรื่องโจวฉางชิงอีกเล่า?

….

ราวๆไม่กี่สิบวินาทีต่อมา

โจวฉางชิงก็หยุดหมัดของตน

สภาพของฮาคุยส์ในตอนนี้นั้น ทั่วทั้งร่างกายท่อนบนแทบจะหาที่ที่ไม่มีรอยฟกช้ำไม่ได้เลย เนื้อตัวเขียวม่วงไปหมด ดูน่าสังเวชอย่างถึงที่สุด

โชคยังดีที่ทั้งหมดเป็นเพียงบาดแผลภายนอก พักฟื้นสักระยะก็คงหายเป็นปกติ

ฮาคุยส์เองก็หวาดกลัวจนสุดขีดแล้ว เขาไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียงร้องออกมาแม้แต่แอะเดียว ได้แต่กัดฟันอดทนต่อความเจ็บปวดทั่วทั้งร่าง

เมื่อครู่นี้ เขารู้สึกราวกับว่าตนไม่ได้กำลังเผชิญหน้ากับมนุษย์ แต่เป็นอสูรมายาที่ดุร้ายและทรงพลัง!

โหดเหี้ยมเกินไปแล้ว!

หลังจากสะบัดมือสองสามครั้ง โจวฉางชิงก็หันหลังเดินจากไปโดยไม่แม้แต่จะชายตามองฮาคุยส์อีก

ก่อนที่เป้าหมายต่อไปของเขาคือ...หลิงซา

“?”

หลิงซาที่ตอนแรกยังยืนดูเหตุการณ์อย่างสนุกสนาน พอมาตอนนี้ที่เห็นโจวฉางชิงพุ่งตรงมาที่ตน ก็รู้สึกตื่นตระหนกขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก!

“เสี่ยวฉางชิง! เจ้าจะทำอะไรน่ะ!”

“ยัยผู้หญิงโง่! ข้าคนนี้ทนเจ้ามานานแล้วนะ! เสี่ยวฉางชิงอย่างนั้นรึ ใครอนุญาตให้เจ้าเรียกกัน!”

โจวฉางชิงแค่นเสียงเย็นชา ก่อนจะเร่งความเร็วขึ้นในพริบตา และปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าหลิงซาในชั่วอึดใจ!

มาถึงตอนนี้ หลิงซาหรือจะไม่เข้าใจ ว่าอีกฝ่ายกำลังจะฉวยโอกาสก่อนจากไป เพื่อแก้แค้นนางซึ่งเป็นต้นตอของเรื่องทั้งหมด!

เมื่อคิดได้ดังนั้น หลิงซาก็ระเบิดปราณยุทธ์ออกมาทันที พร้อมกับเตรียมที่จะสั่งสอนเจ้าเด็กคนนี้ให้รู้สำนึกเสียบ้าง

นางไม่ใช่ฮาคุยส์ที่เป็นเพียงมหาคุรุยุทธ์ขั้นสูงสุด แต่นางคือจ้าวยุทธ์ระดับสูงของจริง!

ในจังหวะที่หมัดเล็กๆของหลิงซาซึ่งห่อหุ้มไปด้วยปราณยุทธ์กำลังจะซัดออกไป โดยหมายจะผลักโจวฉางชิงให้กระเด็นถอยหลัง...

โจวฉางชิงกลับไม่ถอยแม้แต่ก้าวเดียว ตรงกันข้าม เขากลับรุกคืบเข้าไป พร้อมกับกางฝ่ามือออกคว้าจับหมัดที่พุ่งเข้ามานั้นไว้!

“วูม!”

ปราณยุทธ์ปะทะกันอย่างรุนแรงจนเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว เศษเสี้ยวพลังที่กระเพื่อมออกมานั้น รุนแรงพอที่จะผลักให้เหล่าผู้นำที่อยู่รอบๆต้องถอยหลังไปหลายก้าว!

ในบรรดาผู้นำเหล่านี้ นอกจากหลิงซาแล้ว คนอื่นๆล้วนอยู่ในระดับมหาคุรุยุทธ์ทั้งสิ้น

ดังนั้น เศษเสี้ยวพลังจากการต่อสู้ระหว่างจ้าวยุทธ์สองคนอย่างหลิงซาและโจวฉางชิง จึงไม่ใช่สิ่งที่มหาคุรุยุทธ์ที่ไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจจะสามารถต้านทานได้

“เจ้าเด็กนี่…พละกำลังจะมหาศาลเกินไปแล้ว!”

“หรือว่าเจ้าเด็กเวรนี่จะเป็นอสูรมายาแปลงกายมากันแน่?!”

(จบตอน)

จบบทที่ บทที่ 66: ระบายอารมณ์ และฮาคุยส์ผู้โชคร้าย

คัดลอกลิงก์แล้ว