- หน้าแรก
- วิถีหลอมศาสตราทองคำอัสนี สร้างกายาศักดิ์สิทธิ์ไร้เทียมทาน
- บทที่ 66: ระบายอารมณ์ และฮาคุยส์ผู้โชคร้าย
บทที่ 66: ระบายอารมณ์ และฮาคุยส์ผู้โชคร้าย
บทที่ 66: ระบายอารมณ์ และฮาคุยส์ผู้โชคร้าย
บทที่ 66: ระบายอารมณ์ และฮาคุยส์ผู้โชคร้าย
ในขณะที่โจวฉางชิงกำลังครุ่นคิดอย่างหนักว่าควรจะเสี่ยงตายลองดูสักตั้ง เพื่อหาทางหนีไปจากเงื้อมมือของเยว่เม่ยดีหรือไม่
เยว่เม่ยซึ่งมองใบหน้าที่บูดบึ้งของเขาอยู่ตลอดเวลา มีหรือจะไม่รู้ว่าโจวฉางชิงกำลังคิดอะไร
เจ้าหนุ่มคนนี้...นับตั้งแต่วันแรกที่มาถึงเผ่ามนุษย์งู เขาก็ไม่เคยมีความคิดที่จะล้มเลิกการจากไปเลยแม้แต่น้อย
หากลองเปลี่ยนเป็นนางดูบ้างที่จู่ๆก็ถูกลากเข้าไปพัวพันกับเรื่องวุ่นวายโดยใช่เหตุ จากนั้นก็ถูกกลุ่มอำนาจปริศนาจับตัวไปกักขังอิสรภาพ ถึงแม้ว่าในตอนนั้นจะยังไม่อาจต่อกรได้ แต่นางเองก็จะหาหนทางหลบหนีเช่นกัน
กระทั่งว่าหากในอนาคตนางแข็งแกร่งขึ้นพอ นางจะย้อนกลับไปแก้แค้นอย่างสาสมแน่นอน!
ด้วยเหตุนี้ นางจึงไม่ได้รู้สึกโกรธเคืองกับการกระทำของเขาเลย
อย่างไรก็ตาม เยว่เม่ยไม่ต้องการที่จะแตกหักกับโจวฉางชิงในตอนนี้ จนนำไปสู่สถานการณ์ที่ต้องสู้กันให้ตายไปข้างหนึ่ง
ดังนั้น เยว่เม่ยจึงลุกขึ้นยืน ก่อนจะเคลื่อนหางอสรพิษเข้ามาอยู่ข้างกายของโจวฉางชิง พร้อมกับยื่นมือไปวางบนไหล่ขวาของเขาเบาๆ
“เสี่ยวฉางชิง...อย่าได้คิดที่จะหนีไปจากข้าเลยนะ เพราะช่องว่างระหว่างระดับราชันย์ยุทธ์กับจ้าวยุทธ์นั้นมันเปรียบเสมือนเส้นแบ่งของสองโลก เจ้าเองก็น่าจะรู้ดีว่าโอกาสที่จะทำสำเร็จมันแทบจะไม่มีเลย”
“และถึงแม้ว่าเจ้าจะหนีไปจากข้าได้จริงๆแต่พอถึงตอนนั้นเจ้าจะไปที่ไหนได้เล่า?”
“ท่านราชินีทรงทราบถึงการมีอยู่ของเจ้าแล้ว และพระนางย่อมไม่อนุญาตให้เจ้าจากไปอย่างแน่นอน ต่อให้เจ้าจะหนีไปไกลถึงเมืองหลวงเจียหม่า พระนางก็จะตามไปจับเจ้ากลับมาจนได้...ส่วนเหตุผลนั้น ข้าว่าเจ้าคงเดาได้ไม่ยาก”
“อีกอย่างนะเสี่ยวฉางชิง การไปเข้าเฝ้าราชินีของเรา สำหรับเจ้าแล้วมันไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไรเลยแม้แต่น้อย”
“แม้ว่าเจ้าจะยังคงไม่สามารถออกไปจากดินแดนของเผ่ามนุษย์งูได้ แต่การดูแลเอาใจใส่ที่นครศักดิ์สิทธิ์ย่อมดีกว่าที่เผ่าของข้าอย่างแน่นอน อีกทั้งทรัพยากรที่นั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่เผ่ามนุษย์งูของข้าจะเทียบเทียมได้”
“อย่างน้อยที่สุด ชีวิตของเจ้าก็คงไม่เลวร้ายไปกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้หรอก”
“ไม่ว่าเจ้าจะคิดว่าข้ากำลังข่มขู่...หรือล่อลวงเจ้าอยู่ก็ตามที”
“ลองเก็บไปคิดดูให้ดีเถอะนะ ข้าจะรออยู่ข้างนอก”
เมื่อได้ฟังดังนั้น สีหน้าของโจวฉางชิงก็แปรเปลี่ยนไปหลายครั้งหลายครา
เยว่เม่ยเห็นดังนั้นก็ไม่ได้เร่งรัดอะไร นางเพียงตบไหล่ของเขาเบาๆสองสามครั้ง ก่อนจะหมุนตัวเคลื่อนกายออกจากกระโจมไปอย่างนุ่มนวล
ภายในกระโจมที่เงียบสงบ โจวฉางชิงยังคงมีสีหน้าเคร่งเครียด เขาวิเคราะห์ถ้อยคำของเยว่เม่ยซ้ำไปซ้ำมา พลางประเมินความเป็นไปได้ที่จะหลบหนีจากนาง รวมไปถึงการหลีกเลี่ยงการไล่ล่าของราชินีเมดูซ่าในภายภาคหน้า
แต่...ไม่ว่าเขาจะจำลองสถานการณ์ในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่าสักกี่ครั้ง
คำตอบที่ได้ก็มีเพียงหนึ่งเดียว...
เป็นไปไม่ได้โดยสิ้นเชิง!
เขาไม่ใช่เซียวเหยียน ที่จะมีปรมาจารย์วิญญาณอย่างท่านอาจารย์เย่าคอยช่วยเหลือ
ถึงแม้ว่าพลังฝีมือของเขาจะทำให้ไร้เทียมทานในระดับเดียวกัน หรือกระทั่งข้ามระดับไปต่อสู้กับคนที่เหนือกว่าได้…แต่เมื่อต้องมาเผชิญหน้ากับราชันย์ยุทธ์ระดับสูงอย่างเยว่เม่ย และจักรพรรดิยุทธ์ขั้นสูงสุดอย่างเมดูซ่า มันก็ยังคงไร้ซึ่งความหวังใดๆ!
และหากว่าเขาเลือกที่จะแตกหักกับเผ่ามนุษย์งู เพื่อตัดไฟแต่ต้นลม พวกนางย่อมต้องใช้วิธีการพิเศษกับเขาอย่างแน่นอน
ไม่ว่าจะเป็นการใช้วิชาควบคุมวิญญาณเพื่อทำให้เขากลายเป็นทาส หรือการใช้ทัณฑ์ทรมานเพื่อบีบให้เขายอมจำนน ทุกอย่างล้วนเป็นไปได้ทั้งสิ้น
ชีวิตของเขาหลังจากนั้น...คงไม่ได้สุขสบายอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้เป็นแน่
และหากเขายืนกรานที่จะไม่ยอมจำนนจนถึงที่สุด ผลลัพธ์ก็จะมีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น...นั่นคือความตาย!
“เฮ้อ~”
หลังจากถอนหายใจยาวในใจ โจวฉางชิงก็ทำได้เพียงเดินออกจากกระโจมไปพร้อมกับใบหน้าที่บูดบึ้ง
ก็อย่างที่เยว่เม่ยว่านั่นแหละ ในเมื่อเขาไม่มีพลังพอที่จะต่อต้านขัดขืน ถ้าอย่างนั้นก็ยอมรับความจริงไปเสียดีกว่า
ก็แค่เมดูซ่าไม่ใช่รึ?
เขายังจำได้ว่าในนิยายต้นฉบับ พวกของกู่เหอเคยบุกเข้ามาในดินแดนของเผ่ามนุษย์งู และเซียวเหยียนก็ได้ฉวยโอกาสในช่วงที่เกิดความโกลาหลนั้นเข้าไปช่วงชิงเพลิงวิเศษมาได้สำเร็จ
เมื่อถึงตอนนั้น เขาก็อาจจะอาศัยช่วงที่เผ่ามนุษย์งูกำลังวุ่นวาย หนีออกจากทะเลทรายทาเกอร์แห่งนี้ไปก็ได้
แม้ว่าเขาจะจำช่วงเวลาที่แน่นอนไม่ได้ แต่มันก็คงอีกไม่นานเกินรอ
เพียงแต่ว่า...ตอนนี้เมดูซ่าได้เพลิงวิเศษมาไว้ในครอบครองแล้วหรือยังนะ?
….
พอก้าวออกมานอกกระโจม
เขาก็เห็นเยว่เม่ยกำลังสั่งการผู้ใต้บังคับบัญชาอยู่พอดี โดยมอบหมายให้หลิงซาเป็นผู้ดูแลกิจการของเผ่าแทนในระหว่างที่นางไม่อยู่
เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้า เยว่เม่ยก็หันมาเห็นโจวฉางชิงเดินออกมาพอดี นางจึงพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
“ดูท่าเจ้าจะคิดตกแล้วสินะ”
“ข้ามิกล้าให้ท่านราชินีต้องรอนาน เราจะออกเดินทางกันวันนี้เลย หากเจ้ายังมีเรื่องอะไรที่ต้องจัดการอีก ก็รีบทำให้เสร็จเสียล่ะ”
โจวฉางชิงได้ยินดังนั้นก็ส่ายศีรษะ ก่อนจะเตรียมตัวเดินตามเยว่เม่ยไป
แต่ทันใดนั้นเอง หางตาของเขาก็พลันเหลือบไปเห็นหลิงซาและเหล่าผู้นำเผ่าคนอื่นๆที่ยืนอยู่ไม่ไกลจากเยว่เม่ย
และในหมู่คนเหล่านั้น ก็มีฮาคุยส์...คนที่เขาเคยสั่งสอนไปแล้วครั้งหนึ่งรวมอยู่ด้วย
“เดี๋ยวก่อน ข้ายังมีเรื่องที่ต้องจัดการอยู่ ท่านช่วยรอสักครู่เถิด”
เยว่เม่ยที่กำลังจะสยายปีกแห่งปราณยุทธ์ออกมา ก็ถึงกับชะงักเมื่อถูกโจวฉางชิงขัดขึ้นมาอย่างกะทันหัน
นางไม่ได้ถือสาอะไร เพียงพยักหน้าเป็นเชิงอนุญาตให้เขาไปจัดการธุระของตน
โจวฉางชิงเองก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาก้าวตรงไปยังร่างของฮาคุยส์ในทันที
“เฮ้ยๆๆ! เจ้าเด็กนี่มันเดินมาทางข้าทำไมกัน!”
ฮาคุยส์เห็นดังนั้นก็ตกใจจนตาเหลือก
ในทันใดนั้น เงามืดแห่งความพ่ายแพ้ในวันนั้นก็หวนกลับมาครอบงำจิตใจของเขาอีกครั้ง!
น่าเสียดายที่ยังไม่ทันที่เขาจะได้ขยับตัว...ร่างของโจวฉางชิงก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าเขาแล้ว พร้อมกับหมัดที่พุ่งตรงเข้าใส่ใบหน้าของเขาอย่างรวดเร็ว!
สมัยที่โจวฉางชิงยังเป็นเพียงมหาคุรุยุทธ์ ฮาคุยส์ก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขาแม้แต่กระบวนท่าเดียว มาตอนนี้ที่โจวฉางชิงก้าวสู่ระดับจ้าวยุทธ์แล้ว อีกฝ่ายก็ยิ่งไม่อยู่ในสายตาของเขาเลยแม้แต่น้อย!
ประกอบกับที่โจวฉางชิงเป็นผู้ใช้ปราณธาตุสายฟ้า เมื่อรวมกับร่างกายที่แข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า ความเร็วของเขาก็ยิ่งน่าสะพรึงกลัวจนฮาคุยส์คิดจะหลบก็ยังหลบไม่ทัน!
“พลั่ก!”
“ตุ้บ!”
หมัดนั้นอัดเข้าที่สันจมูกของฮาคุยส์อย่างจัง จนแทบจะทำให้จมูกของเขาแหลกละเอียด!
แรงปะทะอันมหาศาลส่งผลให้ร่างของฮาคุยส์เสียหลักหงายหลังล้มลงกับพื้นอย่างควบคุมไม่ได้
ความเจ็บปวดแสนสาหัสที่แล่นปราดขึ้นมาจากใบหน้าทำให้ฮาคุยส์ทั้งหวาดกลัวทั้งโกรธแค้น เลือดกำเดาไหลทะลักออกมาไม่หยุด จนเขาอดไม่ได้ที่จะสบถด่าและเตรียมจะเอาคืน
“เจ้าเด็ก...!”
แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยคำด่าออกมาจนจบ...หมัดที่หอบเอาลมพายุหวีดหวิวก็กระแทกเข้าที่ท้องของเขาอีกครั้ง!
ความรู้สึกจุกเสียดจนอยากจะอาเจียนและความเจ็บปวดที่อวัยวะภายในพลันจู่โจมเข้ามาอีกครั้ง จนทำให้ฮาคุยส์ต้องกล้ำกลืนคำพูดทั้งหมดกลับลงไปในลำคอ!
“พลั่ก! ตั้บ! ปึ้ก!...”
หมัดแล้วหมัดเล่าถูกระดมซัดเข้าใส่
หมัดทั้งสองข้างของโจวฉางชิงกระหน่ำลงบนร่างของฮาคุยส์ไม่ยั้ง ความเร็วของมันนั้นน่าทึ่งเสียจนเกิดเป็นภาพติดตา!
ทุกครั้งที่หมัดกระทบลงบนร่าง ยังสามารถสร้างแรงสั่นสะเทือนในอากาศจนเกิดเป็นระลอกคลื่นที่มองไม่เห็น พร้อมกับม้วนเอาฝุ่นทรายบนพื้นให้ฟุ้งกระจาย!
“บังอาจนัก!...”
เนื่องจากเหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นอย่างกะทันหันเกินไป ประกอบกับที่ฮาคุยส์พ่ายแพ้อย่างรวดเร็ว จนทำให้เหล่าผู้นำคนอื่นๆต้องใช้เวลาถึงหนึ่งถึงสองลมหายใจกว่าจะตั้งสติได้!
แม้ว่าพวกเขาจะตกตะลึงที่มหาคุรุยุทธ์ขั้นสูงสุดอย่างฮาคุยส์กลับไร้ซึ่งเรี่ยวแรงจะต่อต้านเด็กหนุ่มมนุษย์ร่างผอมบางคนนี้เลยแม้แต่น้อย…แต่การที่มนุษย์ผู้หนึ่งกล้าลงมือทำร้ายผู้นำเผ่าของพวกเขา ก็ทำให้เหล่าผู้นำตัดสินใจที่จะกรูเข้าไปโจมตีโจวฉางชิงในทันที
ทว่ายังไม่ทันที่พวกเขาจะได้เคลื่อนไหว...เยว่เม่ยก็ใช้ปราณยุทธ์ของนางสกัดกั้นพวกเขาไว้เสียก่อน
“ท่านหัวหน้า...”
เหล่าผู้นำต่างตกตะลึง และกำลังจะเอ่ยปากถามถึงเหตุผล
เยว่เม่ยกลับยกมือขึ้นเพื่อห้ามพวกเขาไว้ ก่อนจะจ้องมองไปยังโจวฉางชิงที่กำลังระบายอารมณ์อยู่ พร้อมกับส่งกระแสเสียงไปยังเหล่าผู้นำที่อยู่ในเหตุการณ์
“วางใจเถอะ ฮาคุยส์ไม่เป็นอะไรหรอก”
“คนผู้นี้คือคนที่ท่านราชินีทรงต้องการตัว และมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเผ่าพันธุ์ของเรา ห้ามลงมือโดยพลการเด็ดขาด เรื่องนี้ข้าจะชดเชยให้ฮาคุยส์ในภายหลังเอง”
นางรู้ดีว่าตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา โจวฉางชิงเคยมีเรื่องขัดแย้งกับฮาคุยส์เพียงครั้งเดียวเท่านั้น
เพื่อเห็นแก่เผ่ามนุษย์งู ก็คงต้องให้ฮาคุยส์ยอมเสียสละสักหน่อย
อีกอย่าง...ใครใช้ให้เจ้าโง่ที่ไร้สมองคนนี้ ทั้งๆที่ก็รู้คำสั่งของข้าอยู่แล้ว แต่ยังจะไปหาเรื่องโจวฉางชิงอีกเล่า?
….
ราวๆไม่กี่สิบวินาทีต่อมา
โจวฉางชิงก็หยุดหมัดของตน
สภาพของฮาคุยส์ในตอนนี้นั้น ทั่วทั้งร่างกายท่อนบนแทบจะหาที่ที่ไม่มีรอยฟกช้ำไม่ได้เลย เนื้อตัวเขียวม่วงไปหมด ดูน่าสังเวชอย่างถึงที่สุด
โชคยังดีที่ทั้งหมดเป็นเพียงบาดแผลภายนอก พักฟื้นสักระยะก็คงหายเป็นปกติ
ฮาคุยส์เองก็หวาดกลัวจนสุดขีดแล้ว เขาไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียงร้องออกมาแม้แต่แอะเดียว ได้แต่กัดฟันอดทนต่อความเจ็บปวดทั่วทั้งร่าง
เมื่อครู่นี้ เขารู้สึกราวกับว่าตนไม่ได้กำลังเผชิญหน้ากับมนุษย์ แต่เป็นอสูรมายาที่ดุร้ายและทรงพลัง!
โหดเหี้ยมเกินไปแล้ว!
หลังจากสะบัดมือสองสามครั้ง โจวฉางชิงก็หันหลังเดินจากไปโดยไม่แม้แต่จะชายตามองฮาคุยส์อีก
ก่อนที่เป้าหมายต่อไปของเขาคือ...หลิงซา
“?”
หลิงซาที่ตอนแรกยังยืนดูเหตุการณ์อย่างสนุกสนาน พอมาตอนนี้ที่เห็นโจวฉางชิงพุ่งตรงมาที่ตน ก็รู้สึกตื่นตระหนกขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก!
“เสี่ยวฉางชิง! เจ้าจะทำอะไรน่ะ!”
“ยัยผู้หญิงโง่! ข้าคนนี้ทนเจ้ามานานแล้วนะ! เสี่ยวฉางชิงอย่างนั้นรึ ใครอนุญาตให้เจ้าเรียกกัน!”
โจวฉางชิงแค่นเสียงเย็นชา ก่อนจะเร่งความเร็วขึ้นในพริบตา และปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าหลิงซาในชั่วอึดใจ!
มาถึงตอนนี้ หลิงซาหรือจะไม่เข้าใจ ว่าอีกฝ่ายกำลังจะฉวยโอกาสก่อนจากไป เพื่อแก้แค้นนางซึ่งเป็นต้นตอของเรื่องทั้งหมด!
เมื่อคิดได้ดังนั้น หลิงซาก็ระเบิดปราณยุทธ์ออกมาทันที พร้อมกับเตรียมที่จะสั่งสอนเจ้าเด็กคนนี้ให้รู้สำนึกเสียบ้าง
นางไม่ใช่ฮาคุยส์ที่เป็นเพียงมหาคุรุยุทธ์ขั้นสูงสุด แต่นางคือจ้าวยุทธ์ระดับสูงของจริง!
ในจังหวะที่หมัดเล็กๆของหลิงซาซึ่งห่อหุ้มไปด้วยปราณยุทธ์กำลังจะซัดออกไป โดยหมายจะผลักโจวฉางชิงให้กระเด็นถอยหลัง...
โจวฉางชิงกลับไม่ถอยแม้แต่ก้าวเดียว ตรงกันข้าม เขากลับรุกคืบเข้าไป พร้อมกับกางฝ่ามือออกคว้าจับหมัดที่พุ่งเข้ามานั้นไว้!
“วูม!”
ปราณยุทธ์ปะทะกันอย่างรุนแรงจนเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว เศษเสี้ยวพลังที่กระเพื่อมออกมานั้น รุนแรงพอที่จะผลักให้เหล่าผู้นำที่อยู่รอบๆต้องถอยหลังไปหลายก้าว!
ในบรรดาผู้นำเหล่านี้ นอกจากหลิงซาแล้ว คนอื่นๆล้วนอยู่ในระดับมหาคุรุยุทธ์ทั้งสิ้น
ดังนั้น เศษเสี้ยวพลังจากการต่อสู้ระหว่างจ้าวยุทธ์สองคนอย่างหลิงซาและโจวฉางชิง จึงไม่ใช่สิ่งที่มหาคุรุยุทธ์ที่ไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจจะสามารถต้านทานได้
“เจ้าเด็กนี่…พละกำลังจะมหาศาลเกินไปแล้ว!”
“หรือว่าเจ้าเด็กเวรนี่จะเป็นอสูรมายาแปลงกายมากันแน่?!”
(จบตอน)