เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 54 ป่าเขาเขตร้อน, เมืองชุ่ยสุ่ย

บทที่ 54 ป่าเขาเขตร้อน, เมืองชุ่ยสุ่ย

บทที่ 54 ป่าเขาเขตร้อน, เมืองชุ่ยสุ่ย


บทที่ 54 ป่าเขาเขตร้อน, เมืองชุ่ยสุ่ย

วันรุ่งขึ้น

หลังจากที่เก็บข้าวของเรียบร้อยแล้ว โจวฉางชิงก็เดินทางไปเคารพหลุมศพของบิดามารดาอีกครั้ง จากนั้นจึงมุ่งหน้าไปยังทิศตะวันออกทันที

ณ กลางผืนป่า

ร่างของโจวฉางชิงพุ่งทะยานไปข้างหน้า ลัดเลาะผ่านช่องว่างระหว่างต้นไม้ใหญ่อย่างต่อเนื่องไม่หยุดหย่อน

ตำแหน่งที่เขาอยู่ในตอนนี้ คือบริเวณตอนกลางของเทือกเขาสัตว์อสูรส่วนบน ดังนั้นการจะเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางจึงจำเป็นต้องใช้เวลาไม่น้อยเลยทีเดียว

ด้วยเหตุนี้เอง โจวฉางชิงจึงไม่ได้วางแผนที่จะเดินทางไปด้วยสองเท้าของตนเอง แต่ตั้งใจว่าจะไปยังเมืองเฮยเหยียนซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเขตด้านนอกของเทือกเขาสัตว์อสูร เพื่อโดยสารสัตว์อสูรบินต่อไป

หลังจากที่ใช้เวลาไปหลายวัน ในที่สุดโจวฉางชิงก็สามารถออกมาจากเทือกเขาสัตว์อสูรได้อย่างปลอดภัยโดยไม่มีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้น

เมื่อเดินทางมาถึงเมืองเล็กๆที่อยู่ใกล้กับเทือกเขามากที่สุด โจวฉางชิงก็หยุดพักผ่อนอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงว่าจ้างรถม้าที่ลากโดยม้าเขา วายุ ซึ่งเป็นพาหนะที่เร็วที่สุดของที่นี่ เพื่อมุ่งหน้าต่อไปยังเมืองเฮยเหยียน

เมืองเฮยเหยียนนั้นตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเทือกเขาสัตว์อสูรส่วนบนตอนกลาง ระยะทางจึงไม่ถือว่าไกลมากนัก

แต่ถึงกระนั้น แม้จะใช้ม้าเขาวายุ ซึ่งเป็นสัตว์อสูรระดับหนึ่งที่มีความทนทานและรวดเร็วที่สุดแล้ว ก็ยังต้องใช้เวลาเดินทางเกือบหนึ่งวันเต็มกว่าจะไปถึง

ในฐานะที่เป็นหนึ่งในเมืองใหญ่ลำดับต้นๆของจักรวรรดิเจียหม่า เมืองเฮยเหยียนจึงไม่ใช่เมืองที่อูถ่านจะนำมาเปรียบเทียบได้เลย

ที่นี่ไม่เพียงแต่จะเจริญรุ่งเรืองอย่างหาที่เปรียบมิได้ แต่กระทั่งระดับพลังโดยรวมของขุมกำลังต่างๆในเมืองก็ยังสูงกว่าเมืองอูถ่านอยู่หนึ่งขั้น

ดังนั้น เมืองเฮยเหยียนจึงไม่เพียงแต่จะมีกองบินขนส่งพลเรือนที่ทางจักรวรรดิจัดเตรียมไว้ให้เท่านั้น แต่ยังเป็นที่ตั้งของสมาคมนักปรุงยาซึ่งมีนักปรุงยาระดับสี่อยู่ถึงสองคนอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่เข้ามาในเมืองเฮยเหยียนแล้ว โจวฉางชิงก็ไม่ได้มีอารมณ์ที่จะเดินเตร็ดเตร่เที่ยวชมเมือง แต่เลือกที่จะมุ่งตรงไปยังกองบินขนส่ง เพื่อโดยสารไปยังเมืองที่อยู่ใกล้จุดหมายปลายทางของเขามากที่สุดในทันที

...

แปดวันต่อมา

บนท้องฟ้า ปรากฏสัตว์อสูรวิหคขนาดมหึมากำลังร่อนถลาลงมา มุ่งหน้าไปยังเมืองขนาดใหญ่ที่อยู่ไม่ไกล

เมืองมหึมาแห่งนี้ตั้งอยู่ท่ามกลางหุบเขา แม้จะถูกล้อมรอบด้วยเทือกเขา แต่ทั้งสี่ทิศก็ยังมีถนนหลวงตัดผ่าน และริมถนนหลวงก็ยังแยกออกเป็นถนนสายเล็กๆอีกมากมาย…เรียกได้ว่ามีการคมนาคมที่สะดวกสบายไปทุกทิศทาง

นอกจากนี้ บริเวณใกล้เคียงเมืองยังมีแม่น้ำลำธารหลายสายไหลผ่านตัดกันไปมา ก่อเกิดเป็นทัศนียภาพของขุนเขาและสายน้ำอันงดงาม

บนหลังของสัตว์อสูรบินขนาดมหึมา แบกรับบ้านเรือนไว้หลายหลัง ซึ่งภายในบ้านเรือนเหล่านั้นก็ถูกแบ่งออกเป็นห้องพักหลายห้อง

ณ ห้องพักห้องหนึ่ง โจวฉางชิงเปิดหน้าต่างออก มองดูเมืองที่ใกล้เข้ามาทุกขณะ พลางขมวดคิ้วแล้วพึมพำกับตัวเองเบาๆ

"เมืองชุ่ยสุ่ย ในที่สุดก็มาถึงเสียที"

ตลอดแปดวันที่ผ่านมา เพราะต้องการเดินทางให้เร็วขึ้น โจวฉางชิงจึงไม่ได้เลือกโดยสารสัตว์อสูรวิหคทั่วไป แต่เลือกสัตว์อสูรบินที่มีราคาแพงกว่า

อีกทั้งการเดินทางจากเมืองเฮยเหยียนมายังที่นี่ก็ไม่ใช่การบินตรง เขาต้องแวะเปลี่ยนเครื่องระหว่างทางหนึ่งครั้ง ดังนั้นจึงใช้เวลาไปถึงแปดวันเต็ม

ค่าโดยสารทั้งสองเที่ยว ทำให้โจวฉางชิงต้องจ่ายเงินไปเกือบสองร้อยเหรียญทอง สัตว์อสูรบินนี่ไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาจะนั่งได้จริงๆหากไม่มีฐานะเทียบเท่านักยุทธ์ระดับกลาง ก็คงได้แต่ยืนมองตาปริบๆ

แน่นอนว่า แม้จะแพงไปหน่อย แต่ความเร็วก็ไม่เลวเลยจริงๆระยะทางที่หากเดินทางด้วยเท้าของโจวฉางชิงเองจะต้องใช้เวลาถึงสองเดือน กลับถูกย่นเหลือเพียงแค่แปดวันเท่านั้น

เพียงแต่ว่าประสบการณ์ในการเดินทางนั้นไม่ค่อยจะดีนัก มันโคลงเคลงมาก ไม่มีความมั่นคงเลยแม้แต่น้อย

โชคดีที่ตอนนี้ระดับพลังของโจวฉางชิงค่อนข้างสูงแล้ว หากเปลี่ยนเป็นคนระดับนักยุทธ์หรือแม้แต่คุรุยุทธ์ เกรงว่าตลอดแปดวันนี้คงได้อาเจียนไปหลายรอบแน่

ครึ่งเค่อต่อมา สัตว์อสูรบินก็ร่อนลงจอดอย่างมั่นคงบนลานกว้างใจกลางเมือง

หลังจากลงมาแล้ว โจวฉางชิงก็ไม่ได้รีบร้อนทำอะไรเป็นอย่างแรก

แต่เลือกภัตตาคารใหญ่แห่งหนึ่งแล้วสั่งอาหารมากินอย่างเต็มคราบ จากนั้นก็เข้าพักในโรงแรมที่ค่อนข้างหรูหราแห่งหนึ่ง แล้วล้มตัวลงนอนทันที

ตลอดแปดวันที่ผ่านมาเขาต้องอยู่บนหลังสัตว์อสูรบินตลอดเวลา ไม่ได้นอนหลับสบายเลยแม้แต่น้อย ประกอบกับความโคลงเคลงอย่างรุนแรง ทำให้เขารู้สึกเหนื่อยล้าอยู่บ้าง

"ยังไงก็ต้องรีบบำเพ็ญเพียรให้ถึงระดับราชันย์ยุทธ์ให้ได้ ไม่อย่างนั้นการเดินทางมันช่างไม่สะดวกเอาเสียเลย" (ราชันย์ยุทธ์สามารถ​บินได้ เเต่กว่าพระเอกจะไปถึง…ก็อีกสองขอบเขต​ใหญ่)​

หลังจากปฏิเสธบริการผ่อนคลายที่ทางโรงแรมแนะนำ โจวฉางชิงก็นอนแผ่บนเตียงใหญ่ที่หรูหราและนุ่มสบาย พลางคิดในใจ

ไม่นานนัก เสียงลมหายใจที่สม่ำเสมอก็ดังขึ้นภายในห้อง...

...

เช้าวันรุ่งขึ้น โจวฉางชิงก็ออกจากโรงแรม แล้วเริ่มออกไปซื้อของ

ต้องยอมรับว่ากิจการของตระกูลหมี่เท่อเอ่อร์นั้นกว้างขวางจริงๆ

แม้กระทั่งในเมืองชายแดนทางตะวันออกแห่งนี้ก็ยังมีสาขาอยู่ สิ่งนี้ช่วยให้โจวฉางชิงประหยัดเวลาไปได้มาก เขาสามารถใช้บัตรแขกวีไอพีที่ได้มาจากหย่าเฟย ซื้อของในโรงประมูลแห่งนี้ได้อย่างเต็มที่

เมืองชุ่ยสุ่ย เมืองนี้เป็นเมืองใหญ่แห่งหนึ่งบนชายแดนทางตะวันออกของจักรวรรดิเจียหม่า

แม้จะเทียบกับเมืองเฮยเหยียนไม่ได้ แต่ก็พอจะเทียบเคียงกับเมืองอูถ่านได้ หรืออาจจะเหนือกว่าอยู่เล็กน้อยด้วยซ้ำ

นอกจากนี้ เมืองชุ่ยสุ่ยยังมีสถานะที่ค่อนข้างพิเศษในภูมิภาคตะวันออก เนื่องจากทำเลที่ตั้งของมันเป็นพื้นที่ภูเขาเพียงแห่งเดียวบนชายแดนตะวันออก และยังอยู่ใกล้กับทะเลทรายทางตะวันตกที่ร้อนระอุ

ตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ที่พิเศษนี้ ทำให้พื้นที่แห่งนี้กลายเป็นพื้นที่ป่าเขาเขตร้อนอย่างแท้จริง

ซึ่งนั่นส่งผลให้ที่นี่มีฝนตกตลอดทั้งปี ปีหนึ่งมีฝนตกประมาณเก้าเดือน ปริมาณน้ำฝนที่น่าทึ่งเช่นนี้ ทำให้ที่นี่กลายเป็นหนึ่งในแหล่งน้ำที่สำคัญของภาคตะวันออก และชื่อของเมืองชุ่ยสุ่ย (เมืองกักเก็บน้ำ) ก็ได้มาด้วยเหตุนี้เอง

ไม่เพียงเท่านั้น ที่นี่ยังมีทรัพยากรแร่โลหะที่อุดมสมบูรณ์อย่างยิ่ง มีสายแร่โลหะมากมาย และยังมีสายแร่โลหะหลายชนิดที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วทั้งจักรวรรดิเจียหม่า

ด้วยเหตุที่ว่าโจวฉางชิงต้องการหลอมสร้างอาวุธและยังต้องดึงสายฟ้ามาบำเพ็ญเพียร ดังนั้นหลังจากที่ได้ตรวจสอบลักษณะทางภูมิศาสตร์และรายละเอียดของเมืองต่างๆในจักรวรรดิเจียหม่าแล้ว เขาจึงเลือกที่นี่

มีวันฝนตกเยอะ มีสายแร่โลหะหลากหลายชนิด จะมีที่ไหนที่เหมาะสมกับการบำเพ็ญเพียรของโจวฉางชิงไปกว่าที่นี่อีกหรือ?

เกรงว่าในจักรวรรดิเจียหม่าเอง ก็คงหาที่ที่เทียบเคียงได้ไม่กี่แห่ง

หลังจากผ่านไปหลายวัน โจวฉางชิงก็เดินสำรวจไปทั่วทั้งเมืองจนเกือบหมด เขาใช้เงินเก็บของตนเองไปครึ่งหนึ่งเพื่อซื้อข้าวของต่างๆจนกระทั่งแหวนมิติของเขาที่มีพื้นที่ขนาดเท่ากับห้องแปดสิบตารางเมตรถูกบรรจุจนเต็มแน่น

จากนั้น โจวฉางชิงก็ไม่ได้พักอาศัยอยู่ในเมืองชุ่ยสุ่ย แต่ออกจากเมืองมุ่งหน้าไปยังเทือกเขานอกเมืองแทน

ณ สถานที่ที่ห่างจากเมืองชุ่ยสุ่ยยี่สิบลี้ โจวฉางชิงก็เลือกยอดเขาที่สูงที่สุดเป็นที่พักของตน

การดึงสายฟ้านั้นมีเสียงดังและน่าสะพรึงกลัวเกินไป ประกอบกับเขาต้องการความสงบในการหลอมรวมสายฟ้าเพื่อชำระกาย แน่นอนว่าจึงไม่สามารถอาศัยอยู่ในเมืองได้

เขาขุดถ้ำที่ตีนเขาเป็นที่พักอย่างคุ้นเคย จากนั้นก็มุ่งหน้าขึ้นไปยังยอดเขา เริ่มติดตั้งอุปกรณ์ล่อฟ้า

เมื่อทุกอย่างเตรียมพร้อมแล้ว โจวฉางชิงก็เงยหน้ามองท้องฟ้าสีครามที่หาได้ยากในภูมิภาคนี้ พลางกล่าวด้วยความคาดหวัง

"หวังว่าจะไม่ทำให้ข้าผิดหวังนะ ข้าไม่อยากจะย้ายที่อีกแล้ว"

...

เวลาผ่านไปอีกสองวัน

ยามเช้า ท้องฟ้ามืดครึ้มไปด้วยเมฆดำ ในหมู่เมฆมีสายฟ้าแลบแปลบปลาบ ส่งเสียงคำราม "ครืน! ครืน!" ออกมาเป็นระยะๆบ่งบอกว่าพายุฝนกำลังจะมาเยือน

โจวฉางชิงที่สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ก็รีบขึ้นไปบนยอดเขาตั้งแต่เช้าตรู่ จ้องมองท้องฟ้าที่มืดครึ้มราวกับจะถล่มทลายลงมา

"มาถูกที่แล้ว!"

ด้วยสีหน้าที่เจือไปด้วยความยินดี โจวฉางชิงก็รีบเตรียมพร้อมรับการมาถึงของสายฟ้าสวรรค์

เขาไม่คิดเลยว่าเพิ่งจะผ่านไปเพียงสองวัน พายุฝนฟ้าคะนองก็จะมาถึงแล้ว ไม่เสียแรงที่เขาเดินทางมาไกลหลายพันลี้ยังภูมิภาคที่มีฝนฟ้าคะนองบ่อยที่สุดแห่งนี้

ไม่นานนัก หยาดฝนเม็ดใหญ่ก็เริ่มโปรยปรายลงมา ทำให้ผืนดินเปียกชุ่ม พร้อมกับเสียงคำรามกึกก้อง

สายฟ้าสีขาวสว่างสายหนึ่งก็ฟาดผ่านอากาศลงมาอย่างแม่นยำบนเสาเหล็กสายล่อฟ้าบนยอดเขา!

ความรู้สึกที่คุ้นเคยกลับมาอีกครั้ง โจวฉางชิงก็เข้าสู่สภาวะชำระกายในทันที!

"ครืน!"

"ครืน!"

...

ห้าเดือนต่อมา

ฝนตกหนักราวกับฟ้ารั่ว สายฟ้าฟาดแปลบปลาบ ส่องสว่างให้โลกที่มืดมิดเป็นครั้งคราว

ณ ป่าเขาที่อยู่ห่างออกไป ขบวนคนกลุ่มหนึ่งกำลังค่อยๆเคลื่อนตัวไปบนถนนที่เต็มไปด้วยโคลน มุ่งหน้าไปยังทิศทางของเมืองชุ่ยสุ่ย

ขบวนคนกลุ่มนี้มีจำนวนไม่น้อย ประมาณสี่สิบถึงห้าสิบคน…ทั้งขบวนแบ่งออกเป็นสามส่วนในการเดินทาง

ส่วนแรกมีประมาณสิบกว่าคน คนเหล่านี้สวมเสื้อกันฝนและหมวกฟาง ทำหน้าที่เป็นกองหน้าเปิดทางให้กับขบวน

ในขณะที่ส่วนกลาง มีรถกรงเหล็กขนาดใหญ่คันหนึ่ง ซึ่งภายในกักขังสิ่งมีชีวิตคล้ายมนุษย์รูปร่างเป็นสตรีไว้สิบกว่าคน

……….

จบบทที่ บทที่ 54 ป่าเขาเขตร้อน, เมืองชุ่ยสุ่ย

คัดลอกลิงก์แล้ว