- หน้าแรก
- วิถีหลอมศาสตราทองคำอัสนี สร้างกายาศักดิ์สิทธิ์ไร้เทียมทาน
- บทที่ 38 : มหาคุรุยุทธ์ลงมือ
บทที่ 38 : มหาคุรุยุทธ์ลงมือ
บทที่ 38 : มหาคุรุยุทธ์ลงมือ
บทที่ 38 : มหาคุรุยุทธ์ลงมือ
ในขณะที่โจวฉางชิงกระแทกกำแพงสวนจนพังทลาย บนกำแพงสวนฝั่งตรงข้ามก็ได้ปรากฏร่างหนึ่งขึ้นมา!
ร่างนั้นเป็นชายชุดดำสวมหน้ากาก มองไม่เห็นใบหน้าที่แท้จริง
“ไอ้เดรัจฉานนี่...พรสวรรค์ช่างน่าสะพรึงกลัวมากจริงๆ!”
“เมื่อครึ่งปีก่อนยังเป็นแค่นักยุทธ์ขั้นสูงอยู่เลย ตอนนี้กลับทะลวงขึ้นมาถึงระดับคุรุยุทธ์สี่ดาวแล้ว!”
“อีกอย่าง...อาวุธแก่นอสูรของมันยังแข็งแกร่งกว่าที่หมี่เท่อเอ่อประมูลไปเสียอีก ไม่น่าเชื่อว่าจะทำให้มันสามารถต่อสู้กับคุรุยุทธ์ระดับเก้าดาวหนึ่งคน, แปดดาวหนึ่งคน, เจ็ดดาวสองคน, และหกดาวอีกสองคน รวมถึงนักยุทธ์อีกสิบกว่าคนได้เพียงลำพังโดยไม่พ่ายแพ้ แถมยังฆ่าไปได้กว่าครึ่งอีก!”
“โชคยังดีที่ท่านประมุขมองการณ์ไกล ส่งข้ามาคอยหนุนหลัง ไม่อย่างนั้นถ้าปล่อยให้ไอ้เด็กนี่รอดไปได้ล่ะก็...ในอนาคตมันต้องมาทำลายล้างพวกเราแน่!”
“เเต่โดนข้าลอบโจมตีด้วยทักษะยุทธ์ระดับสีเหลืองขั้นสูงเข้าไปแบบไม่ทันตั้งตัวแบบนี้...ต่อให้ไอ้เดรัจฉานนี่จะมีเกราะชั้นในกับม่านปราณยุทธ์ป้องกันอยู่ ก็คงจะร่อแร่เต็มทีแล้วล่ะมั้ง”
“เหอะๆ...จะตายหรือไม่ตายก็ช่างมัน เพื่อตัดรากถอนโคน จะต้องบดขยี้ไอ้เดรัจฉานนี่ให้กลายเป็นผุยผงให้จงได้!”
ชายสวมหน้ากากจ้องมองไปยังกำแพงที่พังทลายและเต็มไปด้วยฝุ่นควัน ในชั่วพริบตานั้น ในหัวของเขาก็มีหลากหลายความคิดผุดขึ้นมา
พอคิดมาถึงตรงนี้ ในแววตาของอีกฝ่ายก็ปรากฏประกายเหี้ยมโหดขึ้นมา
เขากระทืบเท้าดีดตัวทะยานขึ้นไปในอากาศ ปราณยุทธ์อันหนาแน่นเริ่มควบแน่นอยู่ที่มือของเขา!
เพียงไม่กี่ลมหายใจ...ปราณยุทธ์อันมหาศาลนั้นก็ย่อส่วนลงมาเคลือบอยู่ที่ฝ่ามือของอีกฝ่าย ราวกับสวมถุงมือแก้วผลึกสีครามจางๆไว้!
จากนั้น...ชายสวมหน้ากากก็ผลักฝ่ามือไปข้างหน้าอย่างแรง ถุงมือแก้วผลึกนั้นก็พลันหลุดออกจากฝ่ามือ ขยายใหญ่ขึ้นตามแรงลม กลายเป็นฝ่ามือสีครามจางๆขนาดมหึมาราวหนึ่งจั้ง ตบไปยังตำแหน่งที่โจวฉางชิงอยู่!
ก่อนหน้านี้...เพื่อที่จะลอบโจมตี ชายสวมหน้ากากจึงได้ใช้ทักษะยุทธ์ระดับสีเหลืองขั้นสูงที่สามารถใช้ได้ในทันที
แต่ในตอนนี้...เพื่อที่จะกำจัดโจวฉางชิงให้สิ้นซาก เขาจึงได้ใช้ไพ่ตายที่แข็งแกร่งที่สุดของตนเองออกมาโดยตรง...ทักษะยุทธ์ระดับลึกลับขั้นต่ำ!
ฝ่ามือปราณยุทธ์มหึมานั้นรวดเร็วอย่างยิ่ง จวนเจียนจะซัดเข้ากับกำแพงที่พังทลายอยู่รอมร่อ
“กล้าดียังไง! พยัคฆ์คลั่งคำราม!”
“หยุดมือเดี๋ยวนี้! ประทับอัคคีมายา!”
ในชั่วพริบตาแห่งความเป็นความตายนั้นเอง...พลันมีเสียงตวาดด้วยความโกรธเกรี้ยวดังขึ้นสองสาย!
ในขณะเดียวกัน...เงาหัวสิงโตสีครามมายาสายหนึ่งก็พุ่งมาจากแดนไกล พร้อมกับอำนาจอันน่าสะพรึงกลัวและเสียงแหวกอากาศที่ดังขึ้นติดต่อกัน
พุ่งเข้าใส่ฝ่ามือปราณยุทธ์สีครามจางๆนั้นในไม่กี่พริบตา!
จากนั้น...ประทับพลังอักขระสีแดงเพลิงอันลึกล้ำสายหนึ่งก็พุ่งตามมาติดๆซัดเข้าใส่ชายสวมหน้ากาก!
“ครืน!”
“ปัง!”
เงาหัวสิงโตและฝ่ามือมหึมาปะทะเข้าด้วยกัน หักล้างกันเอง แล้วระเบิดออกกลางอากาศเกิดเป็นลมปราณอันน่าสะพรึงกลัวพัดกระหน่ำไปทั่วสวน กระทั่งโต๊ะหินที่อยู่ตรงกลางก็ยังแตกเป็นเสี่ยงๆภายใต้แรงระเบิดอันน่าสะพรึงกลาวนั้น!
ส่วนประทับอักขระสีแดงเพลิงที่มาพร้อมกับเปลวไฟอันร้อนระอุ ก็ซัดเข้าใส่ร่างของชายสวมหน้ากากโดยตรง ส่งผลให้เขากระเด็นลอยออกไปไกลกว่าสิบเมตร!
ภายใต้แรงกระแทกของประทับอัคคี...ในขณะที่ชายสวมหน้ากากกระเด็นลอยไป ก็พอจะมองเห็นได้ว่าเขากระอักเลือดออกมาคำหนึ่ง!
“อั่ก!”
“แย่แล้ว! ต้องรีบหนี!”
ชายสวมหน้ากากเห็นท่าไม่ดี เขากัดฟันอดทนต่อพลังปราณที่ปั่นป่วนและอวัยวะภายในที่เจ็บปวด ไม่สนใจรอยไหม้ที่อยู่ตรงรอยขาดของเสื้อผ้า เขาลุกขึ้นแล้ววิ่งหนีไปทันที!
ในตอนนั้นเอง...ก็มีร่างสองร่างพุ่งเข้ามาในสวนแล้ว!
คนทั้งสองเป็นชายวัยกลางคนคนหนึ่ง และชายชราอีกคนหนึ่ง
“ประมุขเซียวอย่าเพิ่งไล่ตามเลย ไปดูสหายตัวน้อยฉางชิงก่อนเถอะ!”
“ได้! เเต่ท่านปรมาจารย์กู๋หนี ท่านเป็นนักปรุงยาระดับสอง ถ้าหลานรักฉางชิงอาการไม่ดี...ขอท่านได้โปรดหาทางรักษาเขาไว้ด้วย!”
เนื่องจากตอนที่ลงมือยังอยู่ห่างไกลพอสมควร บวกกับชายสวมหน้ากากยังอาศัยแรงกระแทกช่วยในการหนี ตอนนี้จึงลับหายไปแล้ว
ดังนั้น...คนทั้งสองจึงไม่ได้ไล่ตามไป
เรื่องเร่งด่วนในตอนนี้คือต้องหาทางรักษาคนไว้ก่อน
คนทั้งสองจึงดีดตัวทะยานไปยังกำแพงที่พังทลาย โบกมือสร้างลมพัดเพื่อขับไล่ฝุ่นควันที่ยังไม่จางหายไปจนหมดสิ้น
จากนั้น...ร่างหนึ่งก็ปรากฏสู่สายตาของคนทั้งสอง
“หลานรักฉางชิง!”
“สหายตัวน้อยฉางชิง!”
พอเห็นสภาพของร่างนั้น คนทั้งสองก็ตกใจ รีบเข้าไปตรวจสอบทันที!
สภาพของโจวฉางชิงในตอนนี้...เรียกได้ว่าย่ำแย่จนหาที่เปรียบมิได้
ทั่วทั้งร่างของเขาเต็มไปด้วยฝุ่นปูน ใบหน้าขาวซีด มุมปากมีเลือดไหลซึมออกมา เสื้อผ้าที่ขาดรุ่งริ่งเผยให้เห็นเกราะชั้นในที่เสียหายอยู่ข้างใน หน้าอกก็กระเพื่อมขึ้นลงอย่างไม่สม่ำเสมอ
ดาบหนักก็หลุดออกจากมือ ตกอยู่ข้างๆ
แต่โชคยังดีที่...พอคนทั้งสองเข้ามาใกล้ เขาก็ลืมตาขึ้นมา
“แค่กๆ~”
โจวฉางชิงไอออกมาสองที เขามองเห็นใบหน้าของคนทั้งสองที่อยู่ใกล้ๆอย่างชัดเจน พลันสลายปราณยุทธ์ที่ควบแน่นอยู่ในฝ่ามืออย่างลับๆแล้วเอ่ยออกมาด้วยเสียงที่อ่อนแรง
“ท่านลุงเซียว ท่านปรมาจารย์กู๋หนี...”
“อย่าเพิ่งพูดอะไรเลยสหายตัวน้อยฉางชิง กินโอสถเม็ดนี้เข้าไปเพื่อประคองอาการบาดเจ็บก่อน”
กู๋หนียกมือขึ้นห้ามโจวฉางชิง แล้วหยิบโอสถสีเขียวมรกตเม็ดหนึ่งออกมาส่งให้อีกฝ่าย
โจวฉางชิงก็ไม่เกรงใจ เขารับโอสถมากินเข้าไปคำเดียว
ในชั่วพริบตาที่โอสถเข้าปาก มันก็ละลายกลายเป็นพลังงานเย็นๆไหลจากช่องปากลงสู่กระเพาะ แล้วแผ่ซ่านไปทั่วทุกส่วนของร่างกายของโจวฉางชิง ค่อยๆซ่อมแซมอาการบาดเจ็บของเขา
ลมหายใจที่อ่อนแรงของโจวฉางชิง ก็ค่อยๆคงที่ลงภายใต้ฤทธิ์ของโอสถ ลมหายใจค่อยๆกลับมาสม่ำเสมอ
เมื่อเห็นเช่นนั้น เซียวจ้านและกู๋หนีถึงได้ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
จากนั้น...บนใบหน้าของคนทั้งสองก็ปรากฏความโกรธเกรี้ยวขึ้นมา เซียวจ้านถึงกับเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา
“บัดซบ! ไม่น่าเชื่อว่าจะมีคนกล้าไม่สนใจคำเตือนของตระกูลเซียวแล้วลงมือกับเจ้า!”
“หลานรักฉางชิงวางใจได้ ข้าจะลากตัวการใหญ่ในครั้งนี้ออกมาให้ได้ แล้วให้คำตอบที่สาสมกับเจ้า!”
“ดูท่า...คนในเมืองอูถ่านบางคนคงจะไม่เห็นหมี่เท่อเอ่ออยู่ในสายตาแล้วสินะ เรื่องนี้...หอประมูลหมี่เท่อเอ่อของข้าก็จะตามสืบให้ถึงที่สุดเช่นกัน!”
“สหายตัวน้อยฉางชิง ที่นี่ของเจ้าไม่ปลอดภัยอีกต่อไปแล้ว ก่อนที่เรื่องจะคลี่คลาย เจ้าก็ไปกับข้าที่หมี่เท่อเอ่อก่อนเถอะ”
สีหน้าของกู๋หนีก็ดูไม่ดีเช่นกัน
คืนนี้...ถ้าไม่ใช่เพราะคนที่พวกเขาสองตระกูลส่งมาคุ้มครองโจวฉางชิงสังเกตเห็นความผิดปกติ แล้วรีบส่งคนกลับไปรายงาน ทำให้คนทั้งสองมาถึงได้ทันเวลาล่ะก็...
ป่านนี้...อัจฉริยะหนุ่มคนนี้คงจะสิ้นชีพไปแล้ว!
…..
“รบกวนท่านปรมาจารย์กู๋หนีแล้ว” โจวฉางชิงไม่ได้ปฏิเสธ
ส่วนเซียวจ้านอ้าปากค้าง กลืนคำเชิญชวนกลับลงไป ในแววตาปรากฏความเสียดายขึ้นมาเล็กน้อย
ทำไมเขาถึงได้ช้าไปก้าวหนึ่ง ปล่อยให้กู๋หนีชิงตัดหน้าไปได้นะ
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ งั้นก็ไปกันตอนนี้เลย มีข้ากับประมุขเซียวคอยคุ้มกัน พวกกระจอกนั่นจะต้องไม่กล้ามายุ่งแน่”
“ท่านปรมาจารย์กู๋หนี อย่าเพิ่งรีบร้อนไป ข้าเหลือคนรอดไว้คนหนึ่ง ถ้าพาเขาไปด้วยก็น่าจะรู้ได้แล้วว่าใครเป็นคนล้อมสังหารข้าในครั้งนี้”
“คนรอด?”
พอได้ยินคำพูดของโจวฉางชิง คนทั้งสองก็ตกใจ แล้วหันไปมองสวนที่ตอนนี้กลายเป็นซากปรักหักพังไปแล้ว
ตอนนี้...สภาพของสวนเรียกได้ว่าพังพินาศย่อยยับ เต็มไปด้วยศพและเลือด หาคนที่มีรูปร่างสมบูรณ์แทบไม่ได้เลย
ก่อนหน้านี้สถานการณ์คับขัน คนทั้งสองจึงไม่มีเวลาได้สังเกตสภาพแวดล้อม
พอมาดูตอนนี้...ถึงแม้จะเป็นมหาคุรุยุทธ์อย่างพวกเขาก็ยังอดที่จะตกใจกับเศษซากศพที่เกลื่อนกลาดอยู่เต็มพื้นไม่ได้
สามารถจินตนาการได้เลยว่า...สภาพการต่อสู้ก่อนที่คนทั้งสองจะมาถึงนั้นมันจะโหดเหี้ยมขนาดไหน!
ตอนนี้โจวฉางชิงได้ลุกขึ้นยืนแล้ว เขาเดินโซซัดโซเซไปยังทิศทางหนึ่ง
เซียวจ้านทั้งสองคนเห็นดังนั้นก็เดินตามไป
จากนั้น...คนทั้งสามก็ได้มาถึงข้างๆ“ศพ” ร่างหนึ่งที่ขาทั้งสองข้างถูกตัดขาด แต่ไม่มีเลือดไหลออกมา
“ก็คือคนนี้แหละ คนนี้เป็นหนึ่งในหัวหน้าของพวกชายชุดดำที่บุกมาทำร้ายข้า ก่อนหน้านี้ข้าตัดขาทั้งสองข้างของเขา ไม่ได้ฆ่าเขา…คิดว่าน่าจะยังไม่ตาย”
โจวฉางชิงมองดู “ศพ” ร่างนี้ พลางเอ่ยออกมาอย่างอ่อนแรง
ที่แท้...ตอนที่คุรุยุทธ์ชุดดำแปดดาวคนนั้นเหวี่ยงหัวหน้าชุดดำคนหนึ่งมาทางเขา โจวฉางชิงก็ไม่ได้ลงมือสังหาร
แต่หลังจากที่ฆ่าหัวหน้าชุดดำคนหนึ่งไปแล้ว เขาก็ฟันดาบหนักตัดขาทั้งสองข้างของคนนี้ แล้วใช้สันมือสับจนเขาสลบไป
เขาจำเป็นต้องยืนยันให้แน่ใจว่าการล้อมสังหารในครั้งนี้เป็นฝีมือของเชี่ยเอ่อหลัวจริงๆหรือไม่ ดังนั้นจึงไม่มีทางที่จะฆ่าล้างบางจนหมดสิ้น
ส่วนพวกชายชุดดำระดับนักยุทธ์ที่หนีไป แน่นอนว่าต้องไม่รู้เรื่องมากเท่ากับพวกคุรุยุทธ์ชุดดำเหล่านี้ ดังนั้นคนนี้จึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดที่จะเก็บไว้เป็นปากคำ
และก็อย่างที่เขาคิด...การล้อมสังหารในครั้งนี้มันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดจริงๆกระทั่งมหาคุรุยุทธ์ยังโผล่ออกมาด้วย
เขาไม่เชื่อหรอกว่าทั้งหมดนี้จะเป็นฝีมือของเชี่ยเอ่อหลัว เพราะถ้าคนเหล่านี้เป็นลูกน้องของเชี่ยเอ่อหลัวทั้งหมดจริงๆอีกฝ่ายก็คงจะไม่รอจนกระทั่งเขาผ่อนคลายความระมัดระวังลงแล้วค่อยลงมือแน่
ความสูญเสียขนาดนี้...เชี่ยเอ่อหลัวรับไม่ไหวหรอก
(จบตอน)