เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 31 : นิกายเจียหนาน

บทที่ 31 : นิกายเจียหนาน

บทที่ 31 : นิกายเจียหนาน


บทที่ 31 : นิกายเจียหนาน

บรรยากาศหวานชื่นดำเนินอยู่ได้ไม่นานนัก

หางตาของเซียวซวนเอ๋อร์ดูเหมือนจะเหลือบไปเห็นใครบางคนเข้า นางจึงอดที่จะอุทานออกมาด้วยความประหลาดใจไม่ได้

“เอ๊ะ? นางกลับมาได้อย่างไรกัน?”

“ใครรึ?”

เซียวเหยียนชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะมองตามสายตาของเซียวซวนเอ๋อร์ไป

พอเห็นว่าเป็นใคร คิ้วของเขาก็ขมวดเข้าหากันโดยไม่รู้ตัว

ณ ที่ไม่ไกลนัก...ปรากฏร่างของหญิงสาวนางหนึ่งกำลังพิงกายอยู่กับต้นไม้ใหญ่

หญิงสาวผู้นี้สวมอาภรณ์สีครามที่คล้ายกับเครื่องแบบนักเรียน

หน้าตานางงดงามไม่น้อย รูปร่างสูงโปร่ง ที่เอวคาดดาบไว้หนึ่งเล่ม แต่ที่ดึงดูดสายตามากที่สุดก็คือเรียวขาอันกลมกลึงได้รูปและเซ็กซี่คู่นั้นนั่นเอง

“เซียวอวี้? ทำไมถึงเป็นนางไปได้ล่ะ? นางไม่ได้ไปศึกษาต่อที่นิกายเจียหนานหรอกรึ? แล้วกลับมาได้อย่างไรกัน?”

พอได้ยินคำพูดของคนทั้งสอง มีหรือที่โจวฉางชิงจะไม่รู้ว่าเป็นใคร เขาจึงหันไปมองทันที

เมื่อเห็นเซียวอวี้ สีหน้าของโจวฉางชิงก็ดูเหม่อลอยไปเล็กน้อย เขาจ้องมองอีกฝ่ายอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงละสายตากลับมา

อย่าเข้าใจผิดไปล่ะ...เขาไม่ได้หลงใหลในตัวเซียวอวี้หรอกนะ

ถึงแม้ว่าเซียวอวี้จะหน้าตาดีไม่น้อย เรียวขายาวคู่นั้นก็ดึงดูดสายตาอย่างยิ่ง แต่ถ้าเทียบกับหยาเฟยแล้วล่ะก็...อีกฝ่ายยังถือว่าด้อยกว่าอยู่หลายส่วนเลยทีเดียว

พอได้สัมผัสกับความงามอันเย้ายวนชวนหลงใหลของหยาเฟยแล้ว เกณฑ์ความงามในใจของโจวฉางชิงก็ถูกยกระดับขึ้นไปสูงมากแล้ว

ประกอบกับอีกฝ่ายยังมีความสัมพันธ์ที่พัวพันกับเซียวเหยียนอยู่ไม่น้อย เขาจะไปสนใจอีกฝ่ายได้อย่างไรกัน

ที่เขาจ้องมองนางนั้น...เขาไม่ได้มองที่ตัวเซียวอวี้ แต่มองไปที่เครื่องแบบบนร่างของนางต่างหาก

“นิกายเจียหนาน...”

เมื่อนึกถึงสี่คำนี้ ในใจของโจวฉางชิงก็พลันรู้สึกอาวรณ์ขึ้นมาไม่น้อย

นับตั้งแต่ที่เขาข้ามมิติมายังทวีปแห่งปราณยุทธ์ และรู้ว่าตนเองมีพรสวรรค์ที่ไม่ธรรมดา เขาก็เคยคิดที่จะเข้าร่วมกับขุมกำลังใดขุมกำลังหนึ่งอยู่หลายครั้ง

เพราะถึงอย่างไร...สภาพฐานะของตัวเองเขาก็รู้ดีอยู่แล้ว ไม่มีปัญญาที่จะหาเคล็ดวิชา ทักษะยุทธ์ และทรัพยากรที่จำเป็นต่อการฝึกฝนในอนาคตมาได้ด้วยตัวเองแน่ๆ

ดังนั้น...การเข้าร่วมกับขุมกำลังใหญ่ๆเพื่อให้ได้ของเหล่านี้มาจึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดของเขา

น่าเสียดายที่การจะเข้าร่วมนิกาย โจวฉางชิงก็ไม่มีเส้นสาอยู่​ดี

ส่วนการจะเข้าร่วมตระกูล เขาก็ไม่อยากไปเป็นทาสรับใช้ใคร

นิกายในโลกของ ‘สัประยุทธ์ทะลุฟ้า’ น่ะ...ไม่ใช่ว่าแค่มีพรสวรรค์ดีแล้วจะเข้าร่วมได้หรอกนะ ถ้าไม่มีช่องทาง โอกาส หรือพื้นเพที่ดีพอ คนธรรมดาอย่างเขาอย่าได้คิดฝันเลย

ส่วนตระกูลต่างๆก็ยิ่งแล้วใหญ่ พวกเขากีดกันคนนอกอย่างรุนแรง ถ้าไม่ใช่คนของตัวเองแล้วอยากจะได้ทรัพยากรล่ะก็...ก็มีแต่จะต้องขายตัวเป็นทาสเท่านั้นแหละ

กระทั่งพวกเขายังอาจจะกังวลว่าพรสวรรค์ของเจ้าจะดีเกินไป ในอนาคตอาจจะมาแทนที่ตระกูลของพวกเขาได้ ดังนั้นจึงใช้วิธีต่างๆมาจำกัดควบคุมเจ้าไว้ในกำมือของตนเองไปตลอดกาล

นี่จึงเป็นเหตุผลที่โจวฉางชิงไม่เคยเข้าร่วมกับนิกายหรือตระกูลใหญ่ๆเหล่านี้เลย

ส่วนตระกูลเซียว...ตอนที่โจวฉางชิงรู้จักกับเซียวเหยียน อีกฝ่ายก็ใกล้จะถูกดูดพลังปราณยุทธ์จนหมดตัวอยู่แล้ว

อีกอย่าง...ทั้งสองฝ่ายก็เพิ่งจะรู้จักกัน เขาไม่เชื่อหรอกว่าอาศัยความสัมพันธ์อันน้อยนิดเพียงแค่นั้นจะสามารถทำให้ตระกูลเซียววางใจแล้วยอมให้เขาเข้าร่วมตระกูลได้

การที่คนนอกผู้มีพรสวรรค์สูงส่งคนหนึ่งจะเข้าร่วมตระกูล ถ้าหากตระกูลเซียวไม่ใช้วิธีพิเศษ ก็ไม่มีทางควบคุมได้อยู่แน่ๆ พวกเขาย่อมไม่ไปเสี่ยงพนันหรอกว่าหลังจากที่อีกฝ่ายเติบใหญ่ขึ้นมาแล้วจะไม่มาแทนที่ตระกูลเซียว แล้วเปลี่ยนตระกูลเซียวให้กลายเป็นตระกูลเซียวของเขาเอง

และพรสวรรค์ของเขา สำหรับสถานที่เล็กๆอย่างจักรวรรดิเจียหม่าแล้ว มันก็ดูน่าตกตะลึงเกินไป (จ้าาา…พ่อคนเก่ง)

ถ้าหากเปิดเผยออกไป ใครจะไปรู้ว่าสิ่งที่จะตามมาคือยอดฝีมือรับเป็นศิษย์ หรือว่าการกำจัดภัยที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตกันแน่?

ก่อนที่จะมีพลังหรือมีที่พึ่งที่แข็งแกร่งพอ โจวฉางชิงไม่เคยคิดจะเปิดเผยพรสวรรค์ของตนเองเลย

กระทั่งเซียวเหยียนเอง...ก็เพิ่งจะมารู้ก็ตอนที่ถูกลอบโจมตีเมื่อครึ่งปีก่อน ที่โจวฉางชิงจำต้องเปิดเผยพลังออกมา

นอกจากนี้...โจวฉางชิงก็เคยคิดที่จะเข้าเรียนที่นิกายเจียหนานอยู่เหมือนกัน

ในทวีปแห่งปราณยุทธ์ ถ้าจะให้พูดว่าที่ไหนเป็นมิตรกับคนธรรมดาสามัญมากที่สุด ก็คงจะเป็นนิกายเจียหนานนี่แหละ กระทั่งขอทานหรือขโมย หากมีพรสวรรค์ ก็ยังมีโอกาสได้เข้าไปฝึกฝนในนั้นได้

น่าเสียดายที่ความคิดนี้ก็ไม่ได้เป็นจริงขึ้นมา

ถึงแม้ว่านิกายเจียหนานจะส่งคนไปยังสถานที่ต่างๆในภาคตะวันตกเฉียงเหนือเพื่อรับสมัครนักเรียนทุกปี

แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะมาที่เมืองอูถ่าน หรือกระทั่งจักรวรรดิเจียหม่าทุกปีเสียหน่อย

ภาคตะวันตกเฉียงเหนือถึงแม้จะไม่ได้เจริญรุ่งเรืองเท่าภาคกลาง แต่ขนาดพื้นที่กลับไม่ได้ด้อยไปกว่ากันเลย เผลอๆอาจจะใหญ่กว่าเสียอีก

บนพื้นที่อันกว้างใหญ่ไพศาลแห่งนี้ มีจักรวรรดิและขุมกำลังต่างๆตั้งอยู่มากมาย

จักรวรรดิเจียหม่าตั้งอยู่ ณ สุดขอบของภาคตะวันตกเฉียงเหนือ พลังโดยรวมในบรรดาจักรวรรดิทั้งหมดของภาคตะวันตกเฉียงเหนือ ก็จัดอยู่ในอันดับกลางๆเท่านั้น

และการรับสมัครนักเรียนของนิกายเจียหนานนั้น...ก็ครอบคลุมไปทั่วทั้งภาคตะวันตกเฉียงเหนือเลยทีเดียว

ประชากรของทั้งภาคตะวันตกเฉียงเหนือมีมากมายมหาศาลขนาดไหน?

ถ้าหากนิกายเจียหนานจะส่งคนไปรับสมัครนักเรียนทุกที่ทุกแห่งทุกปีจริงๆล่ะก็...จะต้องใช้คนมากแค่ไหนกัน?

เกรงว่าต่อให้คนทั้งนิกายเจียหนานมาช่วยกัน ใช้เวลาทั้งปีก็คงจะทำไม่สำเร็จ

ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าคนที่นิกายเจียหนานส่งมาคัดเลือกนักเรียนก็มีเพียงแค่อาจารย์ของนิกายเท่านั้น

อีกอย่าง...ถ้าหากรับสมัครนักเรียนจากทุกจักรวรรดิทุกปี ต่อให้จะมีการกำหนดคุณสมบัติทางพรสวรรค์ไว้ จำนวนคนก็จะต้องมากมายมหาศาลอย่างแน่นอน

นิกายเจียหนานคงจะรองรับนักเรียนมากขนาดนั้นไม่ไหวแน่ๆ

ดังนั้น...ระบบการรับสมัครนักเรียนของนิกายเจียหนานจึงเป็นแบบหมุนเวียนกันไป

ปีนี้ไปรับสมัครที่นี่ ปีหน้าไปรับสมัครที่จักรวรรดินั้น และลำดับก็ไม่ได้ตายตัวด้วย

ส่วนจักรวรรดิเจียหม่า...ก็แทบจะต้องรอหลายปีถึงจะเวียนมาถึงสักครั้ง แถมยังไม่ได้เป็นการรับสมัครทั่วประเทศอีกต่างหาก แต่จะเปลี่ยนไปทีละเมืองสองเมือง

ครั้งล่าสุดที่นิกายเจียหนานมาเปิดรับสมัครนักเรียนที่เมืองอูถ่าน...ก็เป็นเรื่องเมื่อสิบปีก่อนแล้ว

ในตอนนั้น...โจวฉางชิงเพิ่งจะอายุหกขวบ บุพการีบุญธรรมของเขาจะยอมให้เด็กเล็กขนาดนั้นจากบ้านไปไกลได้อย่างไรกัน?

เเละโจวฉางชิงวัยหกขวบ...ยังไม่ถึงระดับปราณยุทธ์​ขั้นเจ็ดเลยด้วยซ้ำ

อีกอย่าง...นักเรียนส่วนใหญ่ที่นิกายเจียหนานรับสมัคร ก็มีอายุสิบห้าปีขึ้นไปแทบทั้งนั้น จะไปรับเด็กอายุหกขวบได้อย่างไรกัน?

การแข่งขันที่ดุเดือดในนิกาย...เด็กคนหนึ่งจะไปทนไหวเหรอ?

ส่วนที่เซียวอวี้เข้าร่วมนิกายเจียหนานเมื่อสามปีก่อน?

ใช่...เมื่อสามปีก่อนนิกายเจียหนานเคยมาเปิดรับสมัครนักเรียนที่จักรวรรดิเจียหม่าจริง แต่ก็ไม่ได้มาที่เมืองอูถ่านนี่!

แล้วฐานะของโจวฉางชิงจะไปเทียบกับเซียวอวี้ได้อย่างไรกัน?

ปู่ของนางเป็นถึงผู้อาวุโสใหญ่ของตระกูลเซียว มีพลังถึงระดับมหาคุรุยุทธ์เลยนะ จะพานางข้ามเขาลูกแล้วลูกเล่าไปยังเมืองที่นิกายเจียหนานเปิดรับสมัครนักเรียนเพื่อไปลงทะเบียนไม่ได้เชียวรึ?

เเถมตระกูลเซียวมีทั้งพลังและเงินทองที่จะส่งเซียวอวี้ไปยังสถานที่รับสมัครของนิกายเจียหนานได้อยู่แล้ว

ส่วนโจวฉางชิงน่ะเหรอ? สามปีก่อนยังติดแหง็กอยู่ที่ระดับนักยุทธ์อยู่เลย กระจอกงอกง่อยขนาดนั้น...อย่าว่าแต่จะไปเลย เกรงว่ากระทั่งข่าวก็ยังไม่ได้รับด้วยซ้ำ

ต้องรู้ไว้ก่อนว่า...อาณาเขตของจักรวรรดิเจียหม่าน่ะ ไม่ได้เล็กไปกว่าประเทศบ้านเกิดในชาติก่อนของเขาเลยนะ

ต่อให้รู้ข่าว...ระหว่างทางถ้าเกิดอุบัติเหตุอะไรขึ้นมา เขาก็คงจะม่องเท่งไปแล้ว

แล้วเขาจะทำอะไรได้?

พอคิดมาถึงตรงนี้ มุมปากของโจวฉางชิงก็พลันปรากฏรอยยิ้มขมขื่นขึ้นมา

ถ้าหากให้พวกชาวเน็ตในชาติก่อนที่ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางมารู้ว่าเขาย้อนเวลามาแล้วยังต้องมาลำบากยากเข็ญขนาดนี้ เกรงว่าคงจะอดไม่ได้ที่จะด่าเขาว่าปัญญาอ่อนกับไอ้ขี้แพ้แน่ๆ

แต่ความยากลำบากและความขมขื่นที่อยู่เบื้องหลัง พวกเขาจะไปเข้าใจได้อย่างไรกัน?

พวกเขาไม่มีทางรู้หรอกว่า...ความจริงกับจินตนาการมันเป็นคนละเรื่องกัน ความโหดร้ายของความจริงไม่ใช่สิ่งที่จินตนาการจะลบล้างไปได้

ถ้าหากมันง่ายขนาดนั้นจริงๆแล้วทำไมไม่เห็นพวกเขาจะกลายเป็นเศรษฐีร้อยล้านกันบ้างล่ะ?

ทำไมไม่เห็นพวกเขาจะขับรถหรู ใส่นาฬิกาแพงๆอยู่บ้านหลังใหญ่กันบ้างล่ะ?

ต่างก็คิดว่าตัวเองฉลาด แต่ก็เป็นเพียงแค่ความคิดของตัวเองเท่านั้นแหละ

ถ้าให้พวกชาวเน็ตพวกนี้ย้อนเวลามาที่ทวีปแห่งปราณยุทธ์เหมือนกับเขา ก็ใช่ว่าจะทำได้ดีไปกว่าเขาหรอกนะ

“เฮ้? เหล่าโจวคิดอะไรอยู่วะ? พ่อข้ามาแล้วนะ”

ในขณะที่โจวฉางชิงยังคงจมดิ่งอยู่ในห้วงความทรงจำ เสียงของเซียวเหยียนก็ดังขึ้นข้างหู ปลุกเขาให้ตื่นขึ้น

พอได้สติกลับคืนมา โจวฉางชิงก็เห็นเซียวเหยียนกำลังโบกมืออยู่ตรงหน้าเขาด้วยสีหน้าที่สงสัย

“ไม่มีอะไรหรอก...ก็นึกถึงเรื่องเก่าๆน่ะ”

โจวฉางชิงส่ายหน้า ก่อนจะลุกขึ้นยืนมองไปยังที่ที่ไม่ไกลนัก ก็เห็นชายวัยกลางคนในชุดหรูหราคนหนึ่งกำลังพาคนอีกหลายคนเดินมาทางนี้

คิดว่าน่าจะเป็นเซียวจ้านนั่นแหละ

เมื่อเห็นว่าโจวฉางชิงไม่พูดอะไรมาก เซียวเหยียนก็ไม่ได้ซักไซร้ต่อ เพียงแต่พึมพำกับตัวเองเบาๆว่า

“คิดอะไรอยู่เนี่ย อินขนาดนั้นเลยเหรอ? กระทั่งข้ากับเซียวอวี้เถียงกันเสียงดังขนาดนั้นยังไม่ได้ยินเลย”

(จบตอน)

จบบทที่ บทที่ 31 : นิกายเจียหนาน

คัดลอกลิงก์แล้ว