เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

เล่มที่ 2 : บทที่ 3-1 ( Alien )

เล่มที่ 2 : บทที่ 3-1 ( Alien )

เล่มที่ 2 : บทที่ 3-1 ( Alien )


เล่มที่ 2 : บทที่ 3-1 แปลโดยกิลด์เทพอสูร

เจิ้งกับหลานนอนกองอยู่บนพื้น ทั้งคู่นอนต่างยังคงกอดกันแน่นด้วยความวิตกกังวล และ ความหวาดกลัวที่ยังคงครอบงำภายในจิตใจของพวกเขา ตราบกระทั่งได้ยินเสียงฝีเท้าดังขึ้นจากด้านต่าง ๆ จึงทำให้สติของพวกเขาฟื้นกลับคืนมาบ้าง

แน่นอนว่าการที่เขายังคงนอนกองบนพื้นเเบบนี้ มันไม่ได้ทำให้เขาดูเจ๋งอะไร แต่นั่นเพราะว่าแรงทั้งหมดที่มีของเขาๆ ได้ใช้มันไปจนหมดเกลี้ยงแล้ว ในความเป็นจริงตั้งแต่เขาได้เข้ามาในห้องนี้เขาก็กลัวว่าอาการปวดจะกำเริบขึ้นมาอีกครั้ง แต่โชคดีที่คราวนี้เขาเพียงแค่เหนื่อยมากเท่านั้น และ ไม่ได้ปลดล็อคขีดจำกัดทางพันธุกรรม ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการปลดล็อคขีดจำกัด ไม่ได้ทำกันได้ง่ายๆ

ซวนทรุดตัวลงนั่งที่ข้างตัวของเจิ้ง และ ถามว่า “นายเป็นยังไงบ้าง? บาดเจ็บตรงไหนมั้ย? ต้องใช้เวลานานแค่ไหนเพื่อฟื้นพลัง?”

เจิ้งตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนแรงกลับไปว่า “แค่หมดแรงเท่านั้นน่ะ ไม่มีตรงไหนได้รับบาดเจ็บ ถ้าได้พักซักหน่อยอีกเดี๋ยวก็คงหาย... น่าจะใช้เวลาประมาณซักครึ่งชั่วโมง.”

ซวนมองด้วยความดีใจ ซึ่งโดยปกติแล้วคนเย็นชาอย่างเขามักจะไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ออกมาให้เห็น เว้นเสียแต่ว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่คุ้มค่าจริงๆ “น่าเสียดายที่นายไม่ได้หยิบอาหาร และ น้ำมาด้วยไม่งั้นแผนของผมคงสำเร็จ แต่ไม่เป็นไรเดี๋ยวค่อยคิดแผนกันใหม่ ซึ่งมันก็ไม่ค่อยจำเป็นเท่าไหร่แล้วล่ะ เพราะเราไม่ใช่แค่เหยื่อที่ไร้ทางสู้ หรือไม่สามารถปกป้องตัวได้อีกต่อไป ตอนนี้เราวางมวยกับมันได้แล้วล่ะ.”

จากนั้นเจี๋ยได้ยกตัวของเจิ้งขึ้นแล้วแบกเขาไว้บนหลัง  หลานไม่ได้ใช้พลังงานมากนักในระหว่างที่วิ่ง เธอเพียงแค่หวาดกลัวเท่า นั้นเลยทำให้ลุกไม่ขึ้น ส่วนหลานหลังจากที่เธอพักผ่อนแค่เล็กน้อย เธอก็ลุกขึ้นยืนเองได้ และ เดินตามหลังทุกคนไป

“ที่นี่คือห้องควบคุมของยานลำนี้ ถึงแม้ว่าระบบมันจะดูยุ่งยากไปซักหน่อยก็เถอะ แต่อันที่จริงระบบควบคุมของมันนั้นคล้ายคลึงกับสถานีปล่อยจรวดมาก ดังนั้นจึงเป็นเรื่องง่ายที่จะควบคุมมัน.”

ทั้งเจ็ดนั่งอยู่ในห้องเบอร์ 27. ฟังซวนอธิบายเรื่องการใช้งานของปุ่มควบคุม แม้ว่าเขาจะอธิบายอย่างคร่าวๆ แล้วก็ตาม แต่ก็ไม่มีใครเข้าใจในสิ่งที่เขาพูดซักคน แน่นอนว่าพวกเขาสามารถทำตามคำสั่งง่ายๆ และ กดบางปุ่มได้เท่านั้น

เจิ้งคิดอย่างเงียบๆ 'คงมีแต่นายคนเดียวเท่านั้นแหละ ที่เข้าใจระบบที่ซับซ้อนอย่างนี้ได้อย่างง่ายดาย’ ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้พูดออกมาดัง ๆ แต่ในความเป็นจริงแล้วเขากลับรู้สึกขอบคุณ ที่มีอัจฉริยะอย่างซวนหลุดเข้ามาในกลุ่มของมือใหม่ คนแบบนี้นับว่ามีความสำคัญกับทีมเป็นอย่างมาก

หลังจากที่เจี๋ยวางเจิ้งลง เขาก็พูดขึ้นมาว่า “จริงๆ ผมเอาอาหารและ น้ำ จำนวนหนึ่งติดตัวมาด้วย ถึงแม้จะอยู่ได้เพียงแค่ไม่กี่วันแต่ถ้าเราแบ่งกันตามสัดส่วนก็คงจะพอประทังชีวิตไปได้.”

ซวน และ คนอื่น ๆ ต่างมองหน้ากันด้วยความสับสน เจี๋ยพูดขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น “แหวนมิติ? มีอาหารกับน้ำในแหวน?”

เจิ้งยิ้มแล้วพยักหน้า ซวนสอบถามเรื่องเกี่ยวกับแหวนมิติในทันที ยิ่งเขาได้รู้ว่ามันเป็นไอเท็มที่ถูกสร้างขึ้นโดยเซียน อีก ทั้งยังสามารถใช้คะแนนแลกจากพระเจ้าได้ มันทำให้ซวนตื่นเต้นเป็นอย่างมาก เขาจับมือของเจิ้งขึ้นมาเพื่อดูแหวน “มันเป็นไอเท็มที่เซียนสร้างขึ้นจริงๆ เหรอ? เซียนสร้างจริงๆ ใช่มั้ย? พระเจ้า ผมเคยเดาว่าไอเท็มแบบนี้มันมีอยู่จริง จากเอกสารทางประวัติศาสตร์ ฮ่า ๆ พวกมันทั้งหมดมาจากมิตินี้! ถ้าผมสามารถรู้ความลับของเทคโนโลยีชิ้นนี้ได้ ผมไม่สามารถจินตนาการได้เลยว่ามนุษย์ชาติจะก้าวหน้าได้ขนาดไหน.”

ซวนไม่ใส่ใจที่ตอนนี้ทุกคนจ้องมองเขาด้วยสายตาแปลกๆ เขายังคงแสดงออกอย่างกระตือรือร้นต่อไป “นายรู้หรือเปล่า? พวกเราได้ค้นพบบางสิ่งที่ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยเทคโนโลยี วัตถุเหล่านี้ถูกค้นพบจากประเทศต่างๆ แต่พวกมันกลับไม่หลงเหลือพลังงานแล้ว พวกเราไม่สามารถเปิดใช้งานมันได้ด้วยไฟฟ้า หรือ พลังงานชนิดอื่น ๆ จากการวิเคราะห์ของชิ้นนั้น เราจึงอนุมานได้ว่าต้องเคยมีอารยธรรมที่ก้าวหน้ามาก่อน แต่ว่าปีที่ค้นพบอารยธรรมชิ้นนั้นมันค่อนข้างแปลก เพราะว่าวัตถุเหล่านั้นล้วนมีมาตั้งแต่เมื่อ 1,000 - 10,000 ปีก่อน ที่ผ่านมาสังคมที่เราอยู่ล้วนมีอารยธรรมที่ก้าวล้ำหลบซ่อนอยู่อย่างเงียบๆ โดยที่พวกเราไม่เคยรู้มาก่อน นายคิดว่ามันเป็นไปได้ไหม?

“ดังนั้นนักวิจัยจึงได้แตกออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งเชื่อว่าไอเท็มเหล่านั้นถูกสร้างขึ้นโดยมนุษย์ต่างดาว ที่ยังคงหลบซ่อนตัวอยู่ในอารยธรรมของพวกเรา ผมค่อนข้างไม่ชอบการวิเคราะห์ในรูปแบบนี้ซักเท่าไหร่นัก เพราะทุกปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น หรือ ไม่สามารถอธิบายได้ มักจะถูกกล่าวอ้างว่าเป็นฝีมือของมนุษย์ต่างดาวทั้งสิ้น แนวคิดการวิจัยแบบนี้จึงค่อนข้างเป็นไปได้ยาก  ส่วนอีกฝ่ายนั้นคิดว่าไอเท็มเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นโดยเซียนในตำนาน หรือ เทพเจ้า ถึงแม้มันจะเป็นเรื่องยากที่จะเชื่อ แต่อย่างน้อยคนกลุ่มนี้ก็ยังคงหาเบาะแสตามซากปรักหักพัง นอกจากนั้นพวกเขายังค้นพบหลักฐานทางอ้อมบางอย่างอีกด้วย.”

ซวนลุกขึ้นยืนแล้วมองไปที่ทุกคน “คุณรู้ไหมว่าสิ่งนี้มันหมายถึงอะไร? มันหมายถึงความก้าวหน้าของมนุษยชาติที่ไม่ได้จำกัดเพียงแค่เทคโนโลยีเท่านั้น ถึงแม้ว่ามันจะเป็นวิทยาศาสตร์โดยธรรมชาติ แต่พวกมันได้ทำลายขอบเขตวิทยาศาสตร์ทางกาย ภาพอย่างสิ้นเชิง และนี่คือวิทยาศาสตร์ภายในที่ทันสมัยที่สุด!”

จู่ ๆ ซีโร่ก็พูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา “วิทยาศาสตร์ภายนอกและ วิทยาศาสตร์ภายใน มันเกี่ยวข้องอะไรกับสถานการณ์ปัจจุ        บันของพวกเราหรือเปล่า เพราะฉันอยากได้อาหาร และ น้ำที่อยู่ในแหวนนั้นจนเต็มแก่แล้ว.”

ซวนแค่นเสียงต่ำแล้วพูดออกมาว่า “ช่างเถอะนายคงไม่เข้าใจอย่างไรความลับของเซียน จะเป็นเรื่องต่อไปที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำ หรับมนุษย์ชาติ หลังจากเรื่องปลดล็อคขีดจำกัดทางพันธุกรรม!”

เจิ้ง และ เจี๋ยมองหน้ากันด้วยรอยยิ้มอันขมขื่น แม้ว่าซวนมักจะสุขุม และ มีเหตุผลเสมอก็ตาม แต่เขาก็ยังคงเป็นเพียงนักวิจัยคนหนึ่ง หากเมื่อใดถ้าเขาได้พบกับข้อมูลที่น่าสนใจ เขาย่อมคลั่งมากกว่าใครๆ เหมือนในตอนนี้ที่เขาไม่ยอมปล่อยมือของเจิ้ง

เจิ้งพูดขึ้นมาว่า “ตอนนี้เรามีอาหารกับ น้ำดื่มเพียงพอแล้ว แผนของนายคืออะไร? ถึงแม้นายอยากจะวิจัยเรื่องเซียนขนาดไหน แต่นายจำเป็นต้องมีคะแนนมากพอเพื่อใช้แลกเปลี่ยนมันจากพระเจ้าอยู่ดี ซึ่งต้องใช้นับ 1,000 คะแนน ดังนั้นพวกเราจึงต้องอยู่รอดเพื่อสะสมคะแนนเหล่านั้น”

ในที่สุดซวนก็สงบลงได้ เขาปล่อยมือของเจิ้ง และ นั่งลงบนเก้าอี้ “เนื่องจากตอนนี้เรามีอาหาร และ น้ำเพียงพอแล้ว ผมเตรียมไว้ 2 แผน 1 เราไปตรวจสอบที่ห้องโถงแล้วบันทึกตำแหน่งการปรา กฏตัวของเอเลี่ยน จากนั้นเมื่อพวกมันแตกฝูง เราจะแยกมันออกจากกันที่ละตัวๆ ด้วยผนังเหล็ก แล้วพวกเราก็ค้นหาเส้นทางปลอดภัยไปคลังอาวุธที่อยู่ในห้องเบอร์ 17 ซึ่งจะเป็นเส้นทางปลอดภัยที่สุดเพราะเอเลี่ยนทั้งหมดถูกขังหมดไว้หมดแล้ว หลังจากที่เราได้อาวุธ เราคงต้องพึ่งเจิ้งให้ช่วยกำจัดพวกมันทีละตัวๆ  นี่เป็นเพียงวิธีเดียวที่จะสู้กับพวกมันได้”

หัวใจของเจิ้งเต้นไม่เป็นจังหวะ เขาไม่อยากสู้กับเอเลี่ยนพวกนี้อีกแล้ว เขาจึงถามขึ้นมาทันที “แล้วแผนสองล่ะ ? นายมีแผนสองใช่มั้ย?”

ซวนถอนหายใจ “แผนอื่นๆ คือ ... มีห้องไฮเบอร์เนตมนุษย์ (ห้องจำศีล) พวกเราสามารถนอนหลับโดยใช้พลังงานน้อยสุด เราจะต้องกินให้เพียงพอแล้วไปนอนรออยู่ที่นั้น เพราะเครื่องคอมพิวเตอร์ของยานอวกาศลำนี้ได้ถูกตั้งค่าเส้นทางกลับเอาไว้แล้ว แต่เราต้องกลับพร้อมกับเอเลี่ยน”

เจี๋ยถามขึ้นด้วยความสงสัย “กลับ? กลับไปที่ไหน”

“โลก! เราจะพาเอเลี่ยนไปที่โลกของมิตินี้ ! คงต้องให้รัฐบาลกับกองทัพโลกสู้กับเอเลี่ยนพวกนี้! จากนั้นพวกเราก็จะรอดโดยปราศจากความเสี่ยง ... แน่นอนว่ายังมีความเป็นไปได้อีกทางหนึ่งคือ มนุษย์ในมิตินี้จะถูกล้างบางโดยเอเลี่ยน แล้วพวกเราอาจจะต้องเผชิญหน้ากับฝูงเอเลี่ยนนับล้านตัว หรือมากกว่านั้น ถ้าเราใช้วิธีนี้อาจจะอยู่รอดได้ซักประมาณ 2-3 ปีแล้วก็ตาย”

 

ติดตามข้อมูลข่าวสารนิยายเรื่องนี้ได้ก่อนใครที่ FB: www.facebook.com/IDTR8  หรือพิมพ์ค้นหา นิยายแปล: เกมส์สยองต้องไม่ตาย  Blog: www.idtr8.wordpress.com 

จากตอนปัจจุบันในเพจตอนนี้กลุ่มลับนำไปแล้ว 150+ ตอนน้ะค้า

จบบทที่ เล่มที่ 2 : บทที่ 3-1 ( Alien )

คัดลอกลิงก์แล้ว