- หน้าแรก
- ว่าด้วยเรื่องที่ผมถูกทาลูลาห์เก็บไปเลี้ยง
- ลำดับที่1 บทนำชายผู้เป็นศูนย์รวม
ลำดับที่1 บทนำชายผู้เป็นศูนย์รวม
ลำดับที่1 บทนำชายผู้เป็นศูนย์รวม
ฤดูหนาวอันยาวนานดูราวกับจะไม่มีวันสิ้นสุด ไม่ว่าจะมองไปทางไหน ทิวทัศน์ก็ยังคงเดิมเสมอ
เขามายังหมู่บ้านแห่งนี้ได้ครึ่งปีแล้ว... หรือจะเป็นสามเดือน หรือห้าเดือนกันนะ?
ฉึก!
เอาเซนผ่าท่อนซุงออกเป็นสองซีก พลางครุ่นคิดว่าควรจะหาวิธีนับวันเวลาบ้างดีไหม
ตอนที่เอาเซนรู้ตัวครั้งแรกว่าตนหลุดเข้ามาในทวีปเทอร์รา ในโลกของอาร์กไนท์ เขาตื่นเต้นอยู่พักใหญ่
การข้ามมิติ ได้ครอบครองพลังมหาศาล เกี้ยวพาราสีสาวงาม ท่องเที่ยวไปทั่วทวีป เขาจะได้ใช้ชีวิตเยี่ยงตัวเอกนิยายแฟนตาซีต่างโลกเหมือนคนอื่น ๆ
แต่ไม่นานเขาก็ตระหนักถึงปัญหา...
เขาไม่รู้เลยว่าหมู่บ้านที่ห่างไกลและกันดารแห่งนี้ตั้งอยู่ส่วนไหนของโลก และความสามารถสะเทือนเลื่อนลั่นปฐพีที่เคยวาดฝันไว้ก็ไม่เคยปรากฏออกมา
ลืมเรื่องงานเลี้ยงสังสรรค์กับสาว ๆ ในเมืองหลงเหมินและเพนกวินโลจิสติกส์ไปได้เลย หรือเรื่องสร้างฮาเร็มเหล่าโอเปอเรเตอร์บนโรดส์ไอส์แลนด์ก็เลิกคิดไปซะ แค่จะเอาชีวิตรอดในหมู่บ้านน้ำแข็งแห่งนี้ให้ได้ก็แทบรากเลือดแล้ว
เขาไม่มีหนทางออกไปจากที่นี่ ไม่มีระบบโกง ไม่มีข้อมูลโลกภายนอก ไม่มีเงินทุนที่จะยกระดับคุณภาพชีวิต
โบนัสจากการข้ามมิติอย่างเดียวที่ได้มา คือสถานะพลเรือนธรรมดา ๆ ที่ไม่มีใครสงสัยและไม่มีใครให้ค่า ชาวบ้านไม่ได้ระแวงเอาเซน แต่ก็ไม่ได้ปฏิบัติกับเขาประหนึ่งญาติมิตร ทุกคนเพียงแค่ใช้ชีวิตเงียบ ๆ ไปวัน ๆ เท่านั้น
งานกสิกรรมที่ไม่จบสิ้น ความเหนื่อยยากที่ไร้ผล ยุ้งฉางที่ว่างเปล่าไม่เคยเพิ่มพูน
บางทีเขาอาจจะต้องใช้ชีวิตที่เหลือแบบนี้ หรือไม่เขากับหมู่บ้านก็คงตายตกไปพร้อมกันในคลื่นความหนาวเหน็บสักระลอก
ในขณะที่เอาเซนคิดว่าคงต้องจบชีวิตลงที่นี่ ความเงียบงันราวกับความตายของหมู่บ้านก็ถูกทำลายลงด้วยความโกลาหล
เขาวางขวานลงแล้วเดินไปดู ต้นเหตุคือกลุ่มคนพเนจรราว ๆ ยี่สิบคน
ไม่สิ... ไม่ใช่คนพเนจร แต่เป็นผู้ติดเชื้อ
ทุกคนรวมถึงเอาเซนสังเกตเห็น ความโกลาหลกลับกลายเป็นความเงียบงันอีกครั้ง
'หากพวกเจ้าอยากได้อาหาร ก็ตามข้ามา น่าจะยังมีธัญพืชเหลืออยู่ในยุ้งฉางบ้าง'
ในที่สุดหัวหน้าหมู่บ้านก็เอ่ยปาก ใบหน้าเปื้อนยิ้มพลางเดินนำกลุ่มผู้ติดเชื้อที่กำลังอ้อนวอนไปยังโรงเก็บของ
—ในยุ้งฉางนั่นไม่มีอะไรเลยไม่ใช่หรือ?
เอาเซนชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเข้าใจเจตนาของหัวหน้าหมู่บ้าน
หมู่บ้านแห่งนี้... หรือจะกล่าวให้ถูกคือประเทศเออร์ซัส รังเกียจเดียดฉันท์ผู้ติดเชื้อ ไม่ใช่เพียงเพราะโรคแร่หินติดต่อได้ แต่เพราะทางการถือว่าการติดต่อสัมพันธ์กับพวกเขาเป็นอาชญากรรม มีข่าวลือว่าหน่วยบังคับใช้กฎหมายสามารถรื้อค้นบ้านได้เพียงแค่มีเบาะแสเพียงเล็กน้อย
...
เอาเซนไม่ได้พูดอะไร ชาวบ้านคนอื่น ๆ ก็ปิดปากเงียบเช่นกัน
ทางเลือกของหัวหน้าหมู่บ้านนั้นถูกต้อง เป็นหนทางเดียวที่จะปกป้องหมู่บ้านที่จวนเจียนจะล่มสลายแห่งนี้ ผู้ติดเชื้อไม่ถูกนับว่าเป็น 'คน' ในเออร์ซัส ชะตากรรมของพวกเขาไม่ใช่สิ่งที่ชาวบ้านต้องเก็บมาใส่ใจ
ในนรกสีขาวที่ไม่เปลี่ยนแปลงแห่งนี้ แค่การมีชีวิตรอดก็ผลาญพลังใจไปจนหมดสิ้น เปลวไฟที่วางผิดที่อาจแผดเผาผู้ถือครองได้
เอาเซนเหลือบมองผู้ติดเชื้อที่ยังไม่ล่วงรู้ชะตากรรมของตน และสบตากับเด็กหญิงตัวน้อยวัยราวแปดขวบ
ไร้ซึ่งความตื่นตระหนก ไร้ซึ่งความเกลียดชัง มีเพียงดวงตาที่ใสกระจ่างยิ่งกว่าน้ำแข็ง งดงามดั่งอัญมณี
...
เขาละสายตา บอกตัวเองว่าเรื่องพรรค์นี้เกิดขึ้นทุกวัน นั่นคือกฎของเทอร์รา ผู้แข็งแกร่งกัดกินผู้อ่อนแอ ผู้สิ้นหวังกัดกินผู้ที่อ่อนแอกว่า
กริ๊ก!
ประตูยุ้งฉางปิดกระแทก เสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวของผู้ติดเชื้อเสียดแทงเข้าไปในโสตประสาทของเอาเซน
'เรา... เราจำเป็นต้องทำถึงขนาดนี้เลยเหรอ?'
เขาถามเสียงแผ่ว คำตอบที่ได้รับกลับมามีเพียงสายตาเย็นชาและกล่าวโทษจากชาวบ้านรอบข้าง
'ลืมที่ฉันพูดไปซะเถอะ'
เอาเซนหลับตาลง ราวกับว่านั่นจะช่วยลบภาพการฆาตกรรมที่เกิดขึ้นตรงหน้าได้
ชีวิตบนทวีปนี้ช่างมีค่าน้อยนิด
เขาเคยเห็นคนชรานอนหิวตายบนเตียง เด็กหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกันแข็งตายอยู่ข้างนอก นายพรานที่เพิ่งผิงไฟด้วยกันเมื่อวานถูกลากกลับมาในสภาพเหลือเพียงครึ่งร่าง
เขารู้ดีว่าชีวิตที่นี่ไร้ค่าเพียงใด
แต่การที่ได้รับรู้ ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะยอมรับมันได้
ชีวิตควรจบสิ้นลงด้วยวิถีทางที่สมเหตุสมผล ไม่ใช่ถูกหลอกลวงและปล่อยให้หิวตายจนสูญสิ้น
เขาไม่ใช่ผู้กอบกู้ เขาเปลี่ยนแปลงดินแดนแห่งนี้ไม่ได้ แต่เขาพยายามหยุดยั้งความตายที่ไร้ความหมายได้
คืนนั้น เอาเซนขโมยกุญแจจากห้องหัวหน้าหมู่บ้าน แล้วย่องไปที่ประตูยุ้งฉาง
—ฉันต้องบ้าไปแล้วแน่ ๆ
หืม...? นั่นพี่ชายแปลก ๆ คนเมื่อตอนนั้นหรือเปล่า?
เด็กน้อยที่ถูกขังอยู่ข้างในและยังไม่เข้าใจสถานการณ์ มองเห็นเอาเซนผ่านช่องประตูและเอ่ยถามเสียงเบา
"เงียบ ๆ หน่อย ฉันมาช่วยเธอออกไป... อดทนอีกนิดนะ!"
เอาเซนทาบพวงกุญแจกับแม่กุญแจยุ้งฉาง แล้วลองไขทีละดอก
ดอกนี้ไม่ใช่ ดอกนี้ก็ไม่ ดอกนี้ก็ยังไม่ใช่...?
เมื่อลองกุญแจจนครบทุกดอกแต่แม่กุญแจยังไม่ขยับ เอาเซนก็เริ่มตระหนักถึงความจริงบางอย่าง
"หากุญแจอยู่รึ?"
"—!?"
เสียงหัวหน้าหมู่บ้านดังขึ้นจากด้านหลัง วินาทีนั้นเอาเซนรู้สึกราวกับเลือดในกายไหลย้อนกลับ
"ด-เดี๋ยว! ฉันอธิบาย—อึก!"
ชาวบ้านคนอื่น ๆ ไม่คิดจะรับฟัง พวกเขากระแทกเอาเซนลงกับพื้น ลากตัวไปที่ช่องแสงบนหลังคายุ้งฉาง ปลดสลัก และโยนเขาลงไปในนรกขุมนั้นโดยไม่ลังเล
"แค่ก—! เดี๋ยว... เดี๋ยวสิ!!"
ร่างของเอาเซนกระแทกพื้นจากความสูงสามเมตร เมินเฉยต่อความเจ็บปวดที่แผดเผาแผ่นหลัง เขาตะเกียกตะกายเอื้อมมือไปหาช่องแสง แต่แหล่งกำเนิดแสงเพียงหนึ่งเดียวกลับถูกปิดกระแทกและลงกลอนทันที
"..."
ดวงตานับไม่ถ้วนจับจ้องมาที่เขา เหล่าผู้ติดเชื้อที่บัดนี้ตระหนักแล้วว่าตนถูกหลอกและจะต้องหิวตายในสุสานแห่งนี้ จ้องมองชาวบ้านที่ถูกโยนลงมาอย่างเงียบงัน
ความโกรธแค้น ความตื่นตระหนก ความสับสน... และความสิ้นหวังอย่างที่สุด
"พี่ชาย... ทำไมพี่ถึงถูกโยนลงมาด้วยล่ะ?"
ท่ามกลางสายตาเหล่านั้น เอาเซนเห็นเด็กคนนั้นอีกครั้ง เด็กหญิงที่มีดวงตาใสกระจ่างดั่งอัญมณี
"เพราะฉัน... ช่างเถอะ ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวก็ดีขึ้น เชื่อฉันสิ ทุกอย่างจะเรียบร้อย—"
เอาเซนโอบกอดเด็กน้อยไว้และภาวนาขอให้ทวยเทพแห่งโลกใบนี้ เมตตามุมเล็ก ๆ ที่ถูกลืมเลือนแห่งนี้บ้าง
วันที่หนึ่ง ผู้ติดเชื้อเริ่มเคลื่อนไหวและส่งเสียงร้องน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด
วันที่สอง รอยเลือดรูปฝ่ามือปรากฏเกลื่อนผนังและพื้น การดิ้นรนที่ไร้ผลของคนสิ้นหวังที่พยายามจะหนี
วันที่สาม ผู้ติดเชื้อเริ่มสิ้นใจกันมากขึ้น เสียงหัวเราะเยาะเย้ยของชาวบ้านลอยเข้ามาจากภายนอก
วันที่สี่ เอาเซนเริ่มเห็นภาพหลอน ผู้รอดชีวิตพยายามกินซากศพ หลังจากวูบไปหลายครั้ง เขาก็รู้ว่านั่นไม่ใช่ภาพลวงตา เพื่อปกป้องเด็กในอ้อมแขนจากความบ้าคลั่งสุดท้ายของพวกเขา เขาฝืนปลุกตัวเองให้ตื่นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
วันที่ห้า หก เจ็ด...
วันที่แปด
"..."
เอาเซนก้มมองเด็กในอ้อมแขน เสียงหัวใจและลมหายใจของเธอขาดห้วงไปนานแล้ว เขาอ้าปากที่แห้งแตกผาก แต่ไม่มีคำพูดใดหลุดออกมา
ความหนาวเย็นยะเยือกช่วยรักษาสภาพศพไม่ให้เน่าเปื่อย หน้ากากแห่งความตายที่บิดเบี้ยวยังคงติดตรึงอยู่บนใบหน้าของทุกคน
ในฐานะสิ่งมีชีวิตสุดท้ายในยุ้งฉาง เอาเซนรู้สึกชาด้าน สิ้นหวัง โกรธแค้น เศร้าโศก และหลงทาง
—ทำไม? เพียงเพราะพวกเขาเป็นผู้ติดเชื้องั้นหรือ? แต่เธอเป็นแค่เด็ก... เด็กที่ไม่เคยทำอะไรผิดเลยนะ
—ฉันทำอะไรไม่สำเร็จสักอย่าง แล้วยังโง่เง่าพาตัวเองมาติดกับด้วย
—มันกลายเป็นแบบนี้ได้ยังไง? เพราะฉันไร้พลังงั้นหรือ?
—ถ้าฉันมีพลัง ถ้าเพียงแต่ฉันมีพลัง... ด้วยแรงเฮือกสุดท้าย เอาเซนไม่ได้สาปแช่งชาวบ้านหรือกำหมัดแน่น เขา
ยกมือขึ้นและลูบปิดเปลือกตาของเด็กน้อยลงอย่างแผ่วเบา
เขาไร้ซึ่งพลัง และดูเหมือนโลกนี้จะไร้ซึ่งพระเจ้า
ในขณะที่สติกำลังจะดับวูบ เอาเซนสัมผัสได้ถึงบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่ไพศาล... ราวกับความตายเองกำลังฉีกกระชากออกมาจากร่างของเขา
แต่เขาไม่มีเรี่ยวแรงเหลือพอที่จะลืมตาดูว่ามันคืออะไร
ท่ามกลางความเคียดแค้นไร้ขอบเขตและความตายที่ถูกพันธนาการ เอาเซนก็หลับตาลงเช่นกัน—
"เจ้าเป็นคนทำเรื่องนี้งั้นรึ?"
...อะไรนะ?
ราวกับถูกปลุกจากความฝัน เอาเซนลืมตาขึ้นพบว่าตัวเองกำลังคุกเข่าอยู่กลางหมู่บ้าน ท่ามกลางซากปรักหักพัง
ดาบเล่มหนึ่งจ่ออยู่ที่ลำคอของเขา เมื่อมองไล่ไปตามคมดาบ เขาเห็นหญิงสาวในเครื่องแบบทหารชั้นสูง เรือนผมสั้นสีขาว และเขามังกรคู่หนึ่ง
ความง่วงงุนขู่จะกลืนกินเขาอีกครั้ง เขาไม่มีแรงจะทำความเข้าใจสถานการณ์
ที่ขอบของสติสัมปชัญญะ เขาจดจำหญิงสาวคนนั้นได้และขยับริมฝีปาก:
"เมียจ๋า..."
แล้วสติของเขาก็ดับวูบไปอีกครั้ง