บทที่ 28 ส่งอำลา
บทที่ 28 ส่งอำลา
"หวังอี้เฝ้าพิจารณาตำราจนกระทั่งเวลาเหลือเพียงสิบกว่าเค่อ ในที่สุดเขาก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบชิ้นไม้ไผ่ที่ชำรุดซึ่งบันทึก《เคล็ดวิชาสถิตจิตเพาะพันธุ์》แล้วเดินออกไป เฉิงเฉียนยังคงยืนรออยู่อย่างนอบน้อมที่เดิม ส่วนท่านผู้เฒ่าอู๋ยังคงนอนหลับอยู่บนเก้าอี้โยก
“น้องชายออกมาแล้วรึ เลือกเคล็ดวิชาใดมาเล่า?” เฉิงเฉียนทักทายเมื่อเห็นหวังอี้เดินออกมา
“นี่คือเคล็ดวิชาที่ข้าเลือกขอรับ” หวังอี้ยื่น《เคล็ดวิชาสถิตจิตเพาะพันธุ์》ให้เฉิงเฉียนดู
“เคล็ดวิชาที่ไม่สมบูรณ์รึ เคล็ดวิชาชิ้นนี้ข้าก็เคยดูมาบ้าง หลังจากสถิตจิตลงไปแล้ว จิตวิญญาณจะไม่สามารถหวนคืนสู่ร่างต้นได้ อีกทั้งเมล็ดพันธุ์วิญญาณยังเปราะบางอย่างยิ่ง นับเป็นเคล็ดวิชาช่วงชิงร่างที่ผิดแผกออกไป เจ้าไม่อยากเป็นมนุษย์แล้วหรือไร?” เฉิงเฉียนกล่าวด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
“ข้ามีความสนใจในพืชวิญญาณเป็นพิเศษ เคล็ดวิชานี้จึงนับว่าเหมาะสมพอดี ข้าเพียงแต่นำมาศึกษาดูเท่านั้น ไม่แน่ว่าจะฝึกฝนจริงๆ หรอกขอรับ”
“เจ้ารู้ความเสี่ยงก็ดีแล้ว ตอนนั้นข้าเองก็เคยสนใจ ทว่าหลังจากสอบถามข้อมูลมาแล้ว ข้าก็ตัดสินใจเลิกคิดทันที”
“ท่านผู้เฒ่าอู๋ ข้าเลือกเคล็ดวิชานี้ รบกวนท่านช่วยคัดลอกให้ข้าน้อยหนึ่งชุดด้วยขอรับ” หวังอี้ยื่นชิ้นไม้ไผ่ที่ชำรุดให้แก่อู๋กัง
“หืม? เจ้าเลือกเคล็ดวิชานี้รึ! ชิ้นไม้ไผ่ที่ชำรุดนี้คงคัดลอกได้อีกไม่กี่ครั้งแล้ว เช่นนั้นข้าขอมอบมันให้เจ้าเลยแล้วกัน เคล็ดวิชานี้ไม่สมบูรณ์ อีกทั้งเมื่อจิตวิญญาณสถิตลงไปแล้วย่อมไม่อาจกลับคืนสู่ร่างต้นได้ หากร่างกายของพืชเน่าเปื่อย จิตวิญญาณย่อมดับสูญตามไปด้วย จงอย่าใช้งานโดยไม่จำเป็น จำไว้ให้มั่น” ท่านผู้เฒ่าอู๋กำชับ ก่อนจะหยิบชิ้นไม้ไผ่ขึ้นมาร่ายค่ายกลหนึ่งครั้งเพื่อคลายผนึกแล้วส่งคืนให้หวังอี้
“รับทราบขอรับ ขอบคุณท่านผู้เฒ่าอู๋มาก ข้าจะระมัดระวังในการใช้งานเคล็ดวิชานี้อย่างแน่นอน” หวังอี้ป้องมือคารวะ
คนทั้งสองทำความเคารพและกล่าวลา ก่อนจะเดินออกไปข้างนอก
“เด็กน้อยที่น่าสนใจทีเดียว ซ่อนระดับพลังบำเพ็ญเพียรเอาไว้ พึ่งจะสร้างรากฐานสำเร็จ เคล็ดวิชาที่บำเพ็ญก็เที่ยงธรรมและสงบนิ่ง โลหิตแก่นแท้เปี่ยมล้น จิตวิญญาณแข็งแกร่ง อีกทั้งอายุขัยกระดูกก็ยังเยาว์วัยนัก” ดวงตาของท่านผู้เฒ่าอู๋ทอประกายเจิดจ้าขึ้นมาครู่หนึ่ง ก่อนจะหลับตาลงนอนอาบแดดต่อไป
หลังจากหวังอี้กล่าวลาเฉิงเฉียนแล้ว ขั้นแรกเขากลับไปยังลานเรือนเล็กในนิกาย ลานเรือนที่นิกายมอบให้ตั้งอยู่บริเวณกึ่งกลางเขา มีสายแร่ปราณระดับหนึ่งขั้นสูงแยกสาขาอยู่ใต้ดิน ภายในลานเรือนมีพื้นที่หนึ่งหมู่ จัดไว้ให้ศิษย์ได้ใช้งาน
หวังอี้ตั้งใจจะใช้พื้นที่หนึ่งหมู่ในลานเรือนนี้ปลูกองุ่นจื่อจิงให้หมด ส่วนด้านนอกมีไร่วิญญาณแปดหมู่สำหรับปลูกข้าววิญญาณก็นับว่าเพียงพอแล้ว การปลูกองุ่นจื่อจิงในพื้นที่หนึ่งหมู่นี้จะช่วยให้ค่ายกลรวบรวมวิญญาณเลื่อนระดับได้รวดเร็วขึ้นอีกเล็กน้อย
เขาเดินทางไปในย่านการค้าก่อน เพื่อซื้อเมล็ดพันธุ์องุ่นจื่อจิงหนึ่งร้อยเมล็ด ซึ่งเพียงพอสำหรับการปลูกในพื้นที่หนึ่งหมู่ และซื้อไม้ป่าวิญญาณระดับหนึ่งอีกสองร้อยท่อนเพื่อใช้ทำค่ายกลร้านองุ่น ทั้งหมดนี้สิ้นเปลืองหินวิญญาณไปสามพันก้อน ในถุงเก็บของจึงเหลือหินวิญญาณอยู่ประมาณหกพันกว่าก้อน
เขากลับไปที่ลานเรือนในย่านการค้าเพื่อตรวจสอบดู พบว่าไม่มีสถานการณ์ผิดปกติใดๆ หุ่นเชิดยังคงทำงานดูแลไร่วิญญาณอย่างขยันขันแข็ง
เมื่อมาถึงลานเรือนในนิกาย เขาใช้เวลาสองวันปลูกองุ่นจื่อจิงทั้งหนึ่งร้อยต้นจนเสร็จสิ้น และปักไม้ป่าวิญญาณไว้ข้างต้นกล้าทุกต้น พร้อมกับเชื่อมต่อด้านบนด้วยไม้ป่าวิญญาณ จนเกิดเป็นโครงสร้างคล้ายกับเรือนเพาะชำ
เนื่องจากผืนดินในลานเรือนเป็นระดับหนึ่งขั้นสูง จึงไม่จำเป็นต้องจัดตั้งค่ายกลรวบรวมวิญญาณ ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้ส่วนหนึ่ง
หลังจากจัดการเรื่องเหล่านี้เสร็จ ในที่สุดเขาก็พอจะมีเวลาว่าง เขาจึงนำค่ายกลรวบรวมวิญญาณระดับสองขั้นต่ำชุดหนึ่งออกมาติดตั้ง และใส่หินวิญญาณลงไปหนึ่งพันก้อน จากนั้นเขาจึงเริ่มทบทวน《เคล็ดวิชาควบคุมอสูร》ในหัว หากต้องการบำเพ็ญ《เคล็ดวิชาควบคุมอสูร》เขาจำเป็นต้องเปลี่ยนเคล็ดวิชาบำเพ็ญเสียก่อน
《ชิงมู่กง》ที่เคยบำเพ็ญก่อนหน้านี้เป็นเพียงเคล็ดวิชาในระดับต่ำที่สุด เขาจำเป็นต้องเปลี่ยนเป็น《เคล็ดวิชาควบคุมอสูร》บทพลังปราณเสียก่อน เพื่อให้การบำเพ็ญเป็นไปอย่างราบรื่น โชคดีที่บัดนี้หวังอี้มีระดับพลังบำเพ็ญเพียรถึงขอบเขตสร้างรากฐานแล้ว การเปลี่ยนมาบำเพ็ญเคล็ดวิชาบทพลังปราณจึงนับว่าเป็นเรื่องง่าย เขาใช้เวลาเพียงห้าวันก็เปลี่ยนเคล็ดวิชาได้สำเร็จ
เขานำชิ้นไม้ไผ่ที่ชำรุดของ《เคล็ดวิชาสถิตจิตเพาะพันธุ์》ออกมาอ่านเนื้อหาอย่างละเอียด ภายในชิ้นไม้ไผ่บันทึกไว้ว่า มุทราค่ายกลของ《เคล็ดวิชาสถิตจิตเพาะพันธุ์》แบ่งออกเป็นสี่บท ได้แก่ บทเพาะพันธุ์, บทสถิตจิต, บทเรียกจิตคืน และบทแปลงกาย
เพาะพันธุ์: นำเมล็ดพันธุ์วิญญาณเข้าไปไว้ในดวงวิญญาณ ใช้ดวงวิญญาณบำรุงเลี้ยงเมล็ดพันธุ์ ประสานกับมุทราค่ายกลเพื่อเร่งให้คุณสมบัติของเมล็ดพันธุ์และดวงวิญญาณหลอมรวมเข้าด้วยกัน ระยะเวลาในการเพาะพันธุ์จะยาวนานขึ้นตามระดับของเมล็ดพันธุ์วิญญาณ
สถิตจิต: ร่ายมุทราค่ายกลพิเศษเพื่อให้ดวงวิญญาณเข้าไปสิงสถิตภายในเมล็ดพันธุ์วิญญาณ เมื่อดวงวิญญาณครอบครองพื้นที่ทั้งหมดของเมล็ดพันธุ์ได้แล้วจึงจะถือว่าสำเร็จผล หลังจากนั้นจึงจะสามารถเพาะเลี้ยงเมล็ดพันธุ์วิญญาณได้ตามปกติ
เรียกจิตคืน: ใช้มุทราค่ายกลเพื่อให้ดวงวิญญาณสามารถสลับสับเปลี่ยนระหว่างร่างกายและเมล็ดพันธุ์วิญญาณได้อย่างอิสระ
แปลงกาย: หลังจากสถิตจิตสำเร็จแล้ว ให้ใช้วิธีประทับตราพิเศษเพื่อเปลี่ยนรูปลักษณ์ของพืชวิญญาณให้เหมือนกับร่างต้นทุกประการ
ทว่าเนื่องจากมุทราค่ายกลในส่วนของบทเรียกจิตคืนและบทแปลงกายสูญหายไป เคล็ดวิชาที่ควรจะเป็นเคล็ดวิชาแยกส่วนร่างจึงสูญเสียมูลค่าไป ดวงวิญญาณที่สถิตอยู่ในเมล็ดพันธุ์วิญญาณจะทำให้เมล็ดพันธุ์นั้นเปราะบางอย่างยิ่ง คาดว่าแม้แต่ผู้บำเพ็ญที่พึ่งก้าวเข้าสู่ขอบเขตพลังปราณก็สามารถทำลายสิ่งเหล่านั้นได้ ยิ่งไปกว่านั้นมันยังต้องใช้เวลาเติบโตที่ยาวนาน ในระหว่างการเติบโตหากไม่มีคนคอยดูแล ไม่แน่ว่าอาจจะถูกผู้ใดเหยียบจนตายหรือถูกผู้ใดนั่งทับจนแหลกละเอียดก็เป็นไปได้ทั้งสิ้น
หวังอี้จดจำมุทราค่ายกลทั้งสองชนิดได้แล้ว หลังจากฝึกฝนจนชำนาญหนึ่งรอบเขาก็เปิดแผงสถานะขึ้นมาดู
เมื่อเห็นว่า《เคล็ดวิชาสถิตจิตเพาะพันธุ์》ปรากฏขึ้นบนแผงสถานะแล้ว หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เขาจึงใช้แต้มเพิ่มให้แก่《เคล็ดวิชาควบคุมอสูร》และ《เคล็ดวิชาสถิตจิตเพาะพันธุ์》อย่างละ 9,999 แต้มทันที: เคล็ดวิชาควบคุมอสูร: บทสร้างรากฐาน (ค่าประสบการณ์ระดับเชี่ยวชาญ: 1/+), เคล็ดวิชาสถิตจิตเพาะพันธุ์·ชำรุด (ค่าประสบการณ์ระดับเชี่ยวชาญ: 1/+)
ในพริบตาความทรงจำของเคล็ดวิชาทั้งสองชนิดก็หลั่งไหลเข้าสู่สมอง โชคดีที่บัดนี้จิตวิญญาณของหวังอี้แข็งแกร่งมาก กลุ่มแสงจิตวิญญาณทั้งเก้ากลุ่มภายในหัวต่างทำงานพร้อมกัน เพียงครู่เดียวเขาก็ซึมซับความทรงจำทั้งหมดได้เสร็จสิ้น ความเข้าใจในเคล็ดวิชาและมุทราค่ายกลทั้งสองอย่างก็เชี่ยวชาญยิ่งขึ้น ราวกับผ่านการฝึกฝนมานับพันนับหมื่นครั้ง
เมื่อหวังอี้ได้สติกลับมาและเห็นว่าแต้มอิสระเหลือเพียง 5,565 แต้ม ในใจเขาก็ลอบยิ้มขมขื่น: อุตส่าห์ประหยัดมัธยัสถ์สั่งสมมานานกว่าสองปี ไม่กล้าแม้จะนำออกมาใช้ ทว่าพอจะใช้ขึ้นมาจริงๆ กลับหมดไปรวดเร็วเพียงนี้ พริบตาเดียวก็แทบจะเกลี้ยงกระเป๋าเสียแล้ว
เมื่อมองดูตัวเลขศูนย์ที่เรียงรายอยู่หลังค่าประสบการณ์ของเคล็ดวิชาขอบเขตสร้างรากฐาน เขาก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมาทันที
“ต้องสั่งสมไปถึงเมื่อไหร่กัน จึงจะสามารถเลื่อนระดับได้” เขาคร่ำครวญออกมาเบาๆ
อันที่จริงในตอนที่หวังอี้เห็น《เคล็ดวิชาสถิตจิตเพาะพันธุ์》 ในใจของเขาก็พลันเกิดความคิดที่อาจหาญขึ้นมาอย่างหนึ่ง หลังจากบำเพ็ญ《เคล็ดวิชาแยกวิญญาณ》แล้ว จิตวิญญาณของเขาถูกแบ่งออกเป็นเก้าส่วนและแยกสมาธิได้เก้าอย่าง เคล็ดวิชานี้ต้องการการสถิตของจิตวิญญาณพอดี หากเขาใช้กลุ่มแสงจิตวิญญาณเพียงกลุ่มเดียวไปสถิตจิต แม้จะไม่สำเร็จ เขาก็จะสูญเสียเพียงจิตวิญญาณไปส่วนเดียวเท่านั้น ไม่ถึงขั้นต้องจบชีวิต หวังอี้รู้สึกว่าเรื่องนี้น่าลองเสี่ยงดูสักครั้ง
เขาเคลื่อนไหวจิตวิญญาณ นำกล่องไม้สองใบออกมาจากถุงเก็บของ ภายในบรรจุเมล็ดพันธุ์ต้นไม้รังผึ้งกลืนวิญญาณและเมล็ดพันธุ์บัวแดงเพลิงกรรมไว้ หลังจากลังเลอยู่นาน สุดท้ายเขาตัดสินใจใช้เมล็ดพันธุ์ต้นไม้รังผึ้งกลืนวิญญาณในการทดลอง
หากเทียบกับบัวแดงเพลิงกรรมแล้ว ต้นไม้รังผึ้งกลืนวิญญาณนั้นนับว่าปลอดภัยกว่าเล็กน้อย เพลิงกัมมันตภาพบัวแดงในบัวแดงเพลิงกรรมนั้นเป็นเพลิงวิญญาณที่อันตรายอย่างยิ่ง หากเกิดข้อผิดพลาดเพียงนิดเดียวอาจถึงขั้นสิ้นชีพเต๋าสลายได้ ดังนั้นก่อนจะมีพลังที่เพียงพอ เขาจึงไม่คิดจะปลูกบัวแดงเพลิงกรรม
เขานำเมล็ดพันธุ์ต้นไม้รังผึ้งกลืนวิญญาณออกมาจากกล่องไม้ เมล็ดพันธุ์ชนิดนี้มีสีดำสนิทและดูลึกลับซับซ้อน ตามที่บันทึกไว้ในแผ่นไม้ไผ่ เขาได้ร่ายมุทราค่ายกลลงไปสายหนึ่ง ในขณะเดียวกันก็เคลื่อนจิตวิญญาณเพื่อดูดซับเมล็ดพันธุ์เข้าสู่ทะเลแห่งจิตสำนึก และใช้จิตวิญญาณส่วนรองกลุ่มหนึ่งโอบอุ้มเมล็ดพันธุ์นั้นไว้
มือของเขาประสานมุทราค่ายกล อักขระยันต์มหาศาลพุ่งเข้าสู่ทะเลแห่งจิตสำนึกและประทับลงบนเมล็ดพันธุ์วิญญาณ ไม่ทราบว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด หวังอี้จึงร่ายมุทราสุดท้ายเสร็จสิ้น พลังปราณภายในตันเถียนแทบจะเหือดแห้งไปจนหมด หลังจากหยุดมือลง เขาจึงเฝ้าสังเกตเมล็ดพันธุ์ในทะเลแห่งจิตสำนึก เห็นอักขระยันต์สีทองล้อมรอบเมล็ดพันธุ์วิญญาณนั้นไว้
ตามคำแนะนำในแผ่นไม้ไผ่ เขาเพียงแค่ต้องประทับตราค่ายกลเดือนละครั้งเท่านั้น ส่วนจะสำเร็จเมื่อใดหวังอี้เองก็ไม่ล่วงรู้ ภายในบันทึกเพียงบอกว่าเมล็ดพันธุ์วิญญาณระดับหนึ่งขั้นต่ำต้องใช้เวลาถึงหนึ่งเดือนจึงจะสำเร็จ ส่วนเมล็ดพันธุ์ระดับสามขั้นสูงเช่นนี้ ย่อมต้องใช้เวลายาวนานกว่านั้นมากแน่นอน
ห้าวันต่อมา หวังอี้รีบเดินทางไปยังลานกว้างที่เป็นจุดรวมตัวของศิษย์นิกายอสูรราชันย์ ท่ามกลางผู้คนนับร้อยเขาได้พบกับเฉิงเฉียนที่จัดเตรียมสัมภาระพร้อมออกเดินทางแล้ว
“พี่ชาย ข้ามาส่งท่านแล้วขอรับ” หวังอี้กล่าวด้วยความอาลัย
“ขอบคุณน้องชายมาก มีเพียงเจ้าที่ยังจำได้ว่าข้าจะออกเดินทางในวันนี้ เจ้าต้องตั้งใจบำเพ็ญเพียรให้ดีนะ รอข้ากลับมา พวกเราพี่น้องค่อยมาดื่มฉลองกันให้เต็มที่” เฉิงเฉียนกล่าวอย่างองอาจ
“ตกลงขอรับพี่ชาย เดินทางไปข้างนอกขอให้ระวังตัวทุกฝีเก้า ข้าเองก็ไม่มีสมบัติอันใดจะมอบให้ จึงขอมอบค่ายกลป้องกันห้าธาตุชุดนี้ให้พี่ชายไว้ใช้งานยามจำเป็นระหว่างเดินทางนะขอรับ” พูดจบหวังอี้ก็ขยับจิตวิญญาณ จานค่ายกลใบหนึ่งก็ลอยออกมาจากถุงเก็บของ
“น้องชายเกรงใจเกินไปแล้ว ไม่ต้องหรอก ระดับหนึ่ง...” เฉิงเฉียนกำลังจะเอ่ยปฏิเสธ เพราะเขาคิดว่าเป็นเพียงจานค่ายกลระดับหนึ่งซึ่งไม่ช่วยอันใดเขาได้มากนัก ทว่าเมื่อเห็นว่าสิ่งที่ลอยอยู่ตรงหน้าคือจานค่ายกลระดับสอง เขาก็พลันหยุดชะงักและยืนอึ้งไปทันที
“พี่ชายไม่ต้องการรึ? เช่นนั้นก็ได้ ข้าจะเก็บกลับไปแล้วกัน” หวังอี้เห็นอีกฝ่ายยืนอึ้งจึงแกล้งหยอกล้อ พร้อมกับมีแววตาเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้น
“อย่าพึ่ง อย่าพึ่งน้องชาย ข้าเอา ข้านึกว่าเป็นค่ายกลระดับหนึ่งเสียนี่” เฉิงเฉียนรีบคว้าจานค่ายกลไว้ทันทีเมื่อเห็นหวังอี้จะเก็บคืน
“น้องชายช่างใจป้ำจริงๆ บทจะมอบให้ก็เป็นถึงค่ายกลระดับสองเลยเชียว ไปหามาจากที่ใดกัน?” เฉิงเฉียนลูบคลำจานค่ายกลระดับสองพลางเอ่ยถาม
“ข้าไปเก็บตกมาจากข้างนอกเมื่อไม่กี่วันก่อนขอรับ ตอนนี้ข้าอยู่ในย่านการค้าย่อมไม่มีความจำเป็นต้องใช้ พี่ชายเดินทางไปที่ที่อันตราย สมควรใช้ของสิ่งนี้มากกว่า”
“ขอบคุณน้องชายมาก หากมีโอกาสข้าจะหาเมล็ดพันธุ์วิญญาณหายากมาฝากเจ้าแน่นอน” เฉิงเฉียนเริ่มให้คำมั่นสัญญา
“แก๊ง!” เสียงระฆังดังขึ้นหนึ่งครั้ง ปรากฏร่างของคนหลายคนบนแท่นพิธีด้านหน้า
“น้องชาย ดูคนตรงกลางถูกต้อง ท่านคือประมุขนิกายของเรา เมิ่งชิ่งชาง มีระดับพลังขอบเขตแก่นทองคำขั้นปลาย สัตว์อสูรที่ร้ายกาจที่สุดในมือคือพยัคฆ์ขาวระดับสามขั้นปลาย พลังแข็งแกร่งอย่างยิ่ง ส่วนคนข้างๆ ล้วนเป็นผู้อาวุโสขอบเขตแก่นทองคำที่มาร่วมให้กำลังใจศิษย์” เฉิงเฉียนถ่ายทอดเสียงบอกหวังอี้
“เงียบ! การไปซากโบราณในครั้งนี้ มีทั้งโอกาสและภยันตราย ทั้งฝ่ายอธรรมและฝ่ายธรรมะต่างเข้าร่วมกันถ้วนหน้า ศิษย์นิกายห้ามต่อสู้กันเอง ศิษย์ร่วมนิกายควรจะสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เพื่อสร้างความรุ่งเรืองให้แก่นิกายอสูรราชันย์ของเรา
เหล่าศิษย์แห่งนิกายอสูรราชันย์เอ๋ย จงมีความกล้าที่จะยื้อยุดฉุดชะตากับสวรรค์ และจงมีหัวใจที่องอาจ นิกายจะมอบศาสตราวิญญาณระดับสองขั้นกลางให้แก่ศิษย์ที่เข้าร่วมทุกคนคนละหนึ่งชิ้น หวังว่าพวกเจ้าจะได้รับวาสนาครั้งใหญ่และสร้างชื่อเสียงให้แก่นิกายอสูรราชันย์ของเราให้ขจรขจายไปทั่ว” หลังจากประมุขนิกายเมิ่งชิ่งชางกล่าวจบ เขาสะบัดมือหนึ่งครั้ง ของนับร้อยชิ้นก็พุ่งไปหยุดอยู่ตรงหน้าบรรดาศิษย์ขอบเขตสร้างรากฐานที่เข้าร่วม
“ช่างใจป้ำจริงๆ! ลงมือครั้งเดียวแจกศาสตราวิญญาณระดับสองขั้นกลางนับร้อยชิ้น” หวังอี้มองดูโล่ทรงกลมระดับสองขั้นกลางที่อยู่ตรงหน้าเฉิงเฉียนแล้วถ่ายทอดเสียงบอกเขา
“ประมุขนิกายเองก็คงยอมทุ่มสุดตัวแล้วล่ะ ครั้งนี้ซากโบราณดึงดูดผู้คนจากทั้งฝ่ายธรรมะและอธรรมมาไม่น้อยเลยทีเดียว” เฉิงเฉียนตอบกลับ
“เหล่าศิษย์ทั้งหลาย ออกเดินทางได้ สร้างชื่อเสียงให้แก่นิกายเรา!” เมิ่งชิ่งชางตะโกนก้อง พร้อมกับส่งสัญญาณให้ผู้อาวุโสข้างกาย ผู้อาวุโสท่านนั้นชายตามองแวบหนึ่ง ก่อนจะสะบัดมือปล่อยงูหลามทองคำเจียวระดับสามขั้นกลางออกมาจากถุงสัตว์วิญญาณ งูหลามยักษ์พลันขยายใหญ่ขึ้นตามแรงลม เพียงไม่กี่ลมหายใจมันก็มีความยาวถึงหลายร้อยจั้ง
หวังอี้เคยเห็นในตำรามาก่อน นี่คืองูหลามทองคำเจียว มีสายเลือดของเผ่ามังกรอยู่เบาบาง เมื่อโตเต็มที่สามารถบรรลุถึงระดับสามได้
เมื่อเห็นดังนั้น บรรดาศิษย์ต่างพากันนำอาวุธวิญญาณประเภทบินออกมา โคจรพลังปราณแล้วทะยานร่างขึ้นไปบนหลังงูหลามยักษ์
“น้องชาย ข้าไปก่อนนะ รักษาตัวด้วย” เฉิงเฉียนนำกระบี่บินออกมาและทะยานร่างขึ้นไปเช่นกัน
“รักษาตัวด้วยนะขอรับ ขอให้กลับมาอย่างปลอดภัย” หวังอี่ป้องมือคารวะ
หลังจากส่งเฉิงเฉียนแล้ว หวังอี้ก็กลับเข้าสู่ชีวิตที่สงบสุขดังเดิม ทุกวันเขานั่งจิบน้ำชา ดูแลพืชวิญญาณ และมุ่งมั่นบำเพ็ญเพียร ทั้งไม่ลืมที่จะไปรับวัสดุจากสมาคมการค้าหลิงอวิ๋นทุกเดือนเพื่อสร้างค่ายกล ตอนนี้เขาทำได้เพียงเบิกวัสดุเพิ่มได้เพียงชุดเดียวเท่านั้น ผลประโยชน์ที่เคยยักยอกได้เริ่มน้อยลงเรื่อยๆ ชีวิตดำเนินไปอย่างราบเรียบยิ่งนัก
สิบเดือนต่อมา ภายในลานเรือนเล็กในย่านการค้าของหวังอี้
หวังอี้นอนอาบแดดอยู่บนเก้าอี้โยกอย่างสบายอารมณ์ ตลอดสิบเดือนมานี้ ชีวิตของเขาแทบไม่ต่างจากตอนที่ยังไม่ได้เข้าร่วมนิกายเลย ไม่มีใครมาหาเขา เขายังคงพักอยู่ที่ลานเรือนในย่านการค้า และออกไปดูการเติบโตขององุ่นจื่อจิงที่ลานเรือนในนิกายบ้างเป็นครั้งคราว
เฉิงเฉียนเดินทางไปซากโบราณแปรจิตวิญญาณได้สิบเดือนแล้ว ทว่ายังไม่มีข่าวคราวส่งกลับมาเลยแม้แต่น้อย บางครั้งในยามที่เขานั่งดื่มสุราในโรงเตี๊ยม เขามักจะได้ยินเรื่องราวความโหดร้ายที่ซากโบราณแปรจิตวิญญาณ ทุกฝ่ายต่างมาชุมนุมกันและเกิดการหมายสังหารไม่หยุดหย่อน รวมถึงได้ยินว่าสัตว์อสูรจากเทือกเขาเหิงต้วนก็เข้าร่วมด้วยเช่นกัน
จนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีข่าวว่าผู้ใดได้รับมรดกการสืบทอดระดับแปรจิตวิญญาณเลย ได้ยินเพียงว่าภายในซากโบราณนั้นกว้างใหญ่ไพศาลนัก ราวกับเป็นโลกใบเล็กอีกใบหนึ่ง หลังจากเข้าไปแล้วจะถูกเคลื่อนย้ายแบบสุ่มไปยังเขตพื้นที่ที่แตกต่างกัน ซึ่งตอนนี้ล่วงรู้ได้ว่ามีพื้นที่แปดชนิดคือ ทอง ไม้ น้ำ เพลิง ดิน น้ำแข็ง วายุ และอัสนี ภายในนั้นเต็มไปด้วยภยันตราย ทั้งข้อจำกัดที่แปลกประหลาด สัตว์อสูรที่สูญพันธุ์ไปแล้ว และวิญญาณปีศาจพืชที่หาได้ยาก ทั้งฝ่ายธรรมะ ฝ่ายอธรรม และสัตว์อสูรต่างก็สูญเสียกำลังไปมหาศาล
ทว่าก็ได้ยินมาว่ามีผู้ได้รับวาสนาครั้งใหญ่เช่นกัน มีศิษย์จากนิกายซากศพหยินของฝ่ายอธรรมคนหนึ่ง พบศพที่ไม่เน่าเปื่อยร่างหนึ่ง หลังจากส่งมอบให้แก่นิกายแล้ว เขาก็ได้เลื่อนขั้นเป็นศิษย์หลักในทันที