- หน้าแรก
- เส้นทางเซียนสายทำฟาร์ม ส่งร่างแยกและสัตว์เลี้ยงวิญญาณไปรุมสกรัมทั่วหล้า
- บทที่ 18 สวี่เจี้ยนมาเยือน
บทที่ 18 สวี่เจี้ยนมาเยือน
บทที่ 18 สวี่เจี้ยนมาเยือน
ตลอดหนึ่งเดือนต่อมา หวังอี้อาศัยป้ายคำสั่งผู้อาวุโสรับเชิญเดินทางไปยังสมาคมการค้าหลิงอวิ๋นเพื่อเบิกวัสดุสำหรับสร้างค่ายกลรวบรวมวิญญาณมาทั้งสิ้นสิบห้าชุด เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายล่วงรู้ถึงอัตราความสำเร็จที่แท้จริงของเขา เขาจึงจงใจเบิกเกินมาห้าชุด โอกาสในการยักยอกของดีเช่นนี้เขาย่อมไม่ยอมปล่อยให้หลุดมือไปแน่นอน
ชีวิตยังคงดำเนินไปอย่างเรียบง่ายทว่ายุ่งยิ่ง หวังอี้รอจนถึงสิ้นเดือนจึงนำค่ายกลรวบรวมวิญญาณระดับหนึ่งขั้นสูงสิบชุดไปส่งมอบให้แก่สมาคมการค้าหลิงอวิ๋น ได้รับส่วนแบ่งมาสองพันหนึ่งร้อยหินวิญญาณ เมื่อหักค่ากินค่าใช้และการบำเพ็ญเพียรแล้ว ในถุงเก็บของยังมีหินวิญญาณเหลืออยู่อีกเจ็ดพันแปดร้อยกว่าก้อน ในพริบตานั้นเขารู้สึกว่าการตัดสินใจร่วมมือกับสมาคมการค้าหลิงอวิ๋นช่างเป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาดเหลือเกิน ไม่เพียงแต่จะได้ยักยอกวัสดุเท่านั้น ทว่ายังมีหินวิญญาณเหลือเก็บอีกด้วย
ในช่วงแปดเดือนต่อมา หวังอี้ใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่าในทุกวัน ทั้งการบำเพ็ญเพียร ดูแลพืชวิญญาณ และสร้างจานค่ายกล บางครั้งก็ออกไปดื่มสุรากับเฉิงเฉียน ซึ่งเฉิงเฉียนก็มักจะพาสหายอีกสองสามคนมาร่วมด้วยเสมอ
หลายปีมานี้หวังอี้ได้ทำความรู้จักกับศิษย์นิกายอสูรราชันย์และผู้บำเพ็ญในย่านการค้าเสวียนคงอยู่ไม่น้อย ทว่าคนที่สนิทสนมที่สุดยังคงเป็นเฉิงเฉียน ส่วนคนอื่นๆ นั้นทำได้เพียงดื่มสุราและสนทนากัน เมื่อพบหน้ากันอีกครั้งก็เพียงแต่คุ้นเคยกว่าคนแปลกหน้าเล็กน้อยเท่านั้น
ในวันนี้ ที่หน้าลานเรือนเล็กของเขามีผู้บำเพ็ญที่เป็นบัณฑิตวัยกลางคนผู้หนึ่งมาเยือน เขามีนามว่าเจิ้งหยวน เคยร่วมดื่มสุรากับหวังอี้และเฉิงเฉียนมาแล้วหลายครั้ง มักจะมีรอยยิ้มประดับใบหน้าเสมอ หวังอี้ไม่ได้ต้องการให้อีกฝ่ายเข้ามาในลานเรือนของเขา เพราะภายในนั้นปลูกข้าววิญญาณไว้มากมาย หากถูกพบเห็นเข้าอาจจะทำให้เกิดความโลภขึ้นได้
“พี่เจิ้งมาหาข้ามีธุระอันใดหรือขอรับ?” หวังอี้และเจิ้งหยวนเดินทางมายังหอจุติเซียน หลังจากสั่งอาหารและสุราแล้ว หวังอี้จึงเอ่ยถามขึ้น
“น้องชายหวัง ที่ข้ามาหาเจ้าในวันนี้ก็เพราะอยากจะถามว่า ช่วงนี้เจ้าพอจะมีเวลาว่างหรือไม่? สหายที่ข้ารู้จักคนหนึ่งพึ่งจะค้นพบวาสนาแห่งหนึ่ง จึงอยากจะเชิญเจ้าไปร่วมเดินทางด้วยกัน” เจิ้งหยวนกล่าว
“อ้อ? วาสนาสิ่งใดกันหรือขอรับ?” หวังอี้เอ่ยถาม
“สหายผู้นั้นบอกข้าว่า น่าจะเป็นถ้ำบำเพ็ญของผู้บำเพ็ญขอบเขตสร้างรากฐานขึ้นไป มีค่ายกลพิทักษ์อยู่ ความแข็งแกร่งอย่างน้อยก็น่าจะอยู่ในระดับสอง” เจิ้งหยวนกล่าวพลางดื่มสุราไปหนึ่งอึก
“เหตุใดพี่เจิ้งจึงมาหาข้าน้อยล่ะขอรับ?” หวังอี้ถามอย่างไม่เข้าใจ
“มิใช่เพราะพวกเราสนิทสนมกันหรอกหรือ อีกทั้งเมื่อมีวาสนาเช่นนี้ ข้าย่อมต้องนึกถึงน้องชายก่อนเป็นธรรมดา” ประกายความโลภสายหนึ่งพาดผ่านดวงตาของเจิ้งหยวนอย่างแนบเนียน
“เฉิงเฉียนรู้เรื่องนี้หรือไม่ขอรับ?” หวังอี้ไม่ได้สังเกตเห็นประกายตานั้น และถามต่อ
“ไม่รู้หรอก ช่วงนี้เขาออกไปปฏิบัติภารกิจ คาดว่าคงยังไม่กลับมาในเร็วๆ นี้ น้องชายหากพอมีเวลาไปเถิด ไม่แน่ว่าอาจจะมีสมบัติล้ำค่าหรือเคล็ดวิชาบำเพ็ญระดับขอบเขตสร้างรากฐานก็ได้ ถึงตอนนั้นพวกเราคงร่ำรวยกันถ้วนหน้า” เจิ้งหยวนกล่าวโน้มน้าวต่อ
“ข้าว่าช่างมันเถิดขอรับ ข้ามุ่งมั่นแต่การบำเพ็ญเพียร ขาดแคลนเคล็ดวิชาโจมตี หากติดตามไปรังแต่จะเป็นตัวถ่วงเสียเปล่าๆ พี่เจิ้งไปเถิดขอรับ” หวังอี้ปฏิเสธ
“น้องชายไม่เป็นไรหรอก ตามข้าไปเถิด ข้ารับรองว่าจะไม่ให้น้องชายกลับมามือเปล่าแน่นอน” เจิ้งหยวนยังคงกล่าวอย่างไม่ลดละ
“ข้าว่าพอเถิดขอรับ ช่วงนี้พืชวิญญาณที่บ้านใกล้จะสุกงอมแล้ว ข้าคงปลีกตัวไปไม่ได้จริงๆ” หวังอี้ยืนกรานคำเดิม
“เป็นเช่นนี้เองหรือ เช่นนั้นไว้มีโอกาสหน้าค่อยไปสำรวจพร้อมกับน้องชายแล้วกัน” เมื่อเห็นหวังอี้ยืนกราน เจิ้งหยวนก็ไม่กล้าบีบบังคับ จากนั้นทั้งสองคนจึงเริ่มดื่มสุรากันต่อ
ในระหว่างนั้นเจิ้งหยวนยังคงพยายามชักชวนหวังอี้อยู่หลายครั้ง ซึ่งสิ่งนี้ทำให้หวังอี้เริ่มมีความระแวดระวังมากขึ้น หลังจากปฏิเสธอย่างเด็ดขาด เจิ้งหยวนจึงยอมรามือไป เมื่อดื่มกันจนได้ที่แล้วต่างคนจึงต่างแยกย้ายกลับบ้าน
เมื่อกลับถึงลานเรือนเล็ก หวังอี้ทบทวนเรื่องที่เจิ้งหยวนมาชักชวนไปค้นหาวาสนา เขารู้สึกว่าเรื่องนี้มีความผิดปกติอยู่บ้าง เพราะตัวเขากับเจิ้งหยวนไม่ได้สนิทสนมกันมากนัก อีกทั้งเขาก็แสดงออกชัดเจนว่าขาดเคล็ดวิชาโจมตี แต่อีกฝ่ายก็ยังดึงดันจะชวนเขาไป แสดงว่าต้องไม่ได้หวังดีแน่นอน ในขณะเดียวกันในใจของเขาก็เริ่มตื่นตัวขึ้น: หรือว่าเขากำลังถูกใครบางคนจับตามองเข้าให้แล้ว?
หวังอี้ขบคิดอยู่นานก็ยังไม่เข้าใจ ทว่าในใจก็แอบตัดสินใจไว้แล้วว่า การจะให้ออกไปข้างนอกย่อมไม่มีวันเป็นไปได้
ในช่วงแปดเดือนที่ผ่านมา การขัดเกลากายาและหลอมวิญญาณของหวังอี้ได้ทะลวงเข้าสู่ขั้นปลายแล้ว บัดนี้เขาสามารถแยกสมาธิทำเจ็ดอย่างได้พร้อมกัน ร่างกายสามารถขยายใหญ่ได้เกือบเจ็ดจั้ง หลังจากแปลงกายแล้ว เขารู้สึกว่าตนเองสามารถเข้าปะทะกับสัตว์อสูรได้เลยทีเดียว แน่นอนว่านั่นเป็นเพียงความรู้สึกไปเอง พละกำลังกายเนื้อของสัตว์อสูรนั้นน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง หากหวังอี้ยังคงเคี่ยวกรำต่อไปเรื่อยๆ ไม่แน่ว่าอาจจะเข้าถึงระดับการป้องกันของสัตว์อสูรได้ ทว่าในตอนนี้ยังไม่แน่นอนนัก
สามเดือนต่อมา องุ่นจื่อจิงในลานเรือนสุกงอมแล้ว เขาเก็บเกี่ยวได้ทั้งหมดห้าร้อยยี่สิบชั่ง จึงเดินทางมายังเขตการค้า เดิมทีเขาตั้งใจจะไปขายที่ตำหนักชิงเยว่ ทว่าเมื่อเดินมาถึงหอหมื่นสมบัติ เขากลับเห็นแผ่นหลังที่คุ้นตาอย่างยิ่ง เมื่อจ้องมองดูให้ดี คนผู้นั้นก็คือสวี่เจี้ยนจากย่านการค้าหนานหลีนั่นเอง เขาคิดจะเข้าไปทักทาย ทว่ากลับสัมผัสได้ว่าระดับพลังบำเพ็ญเพียรของสวี่เจี้ยนนั้นเขามองไม่ออกเสียแล้ว
“เถ้าแก่สวี่ ท่านมาที่ย่านการค้าเสวียนคงตั้งแต่เมื่อใดกันขอรับ?” หวังอี้เดินเข้าไปหาพร้อมป้องมือคารวะ
“นี่มิใช่น้องชายหวังหรอกหรือ เหตุใดไม่ได้พบกันเพียงไม่กี่ปี เจ้าดูจะห่างเหินไปมาก” เมื่อสวี่เจี้ยนได้ยินคนเรียกจึงหันกลับมามอง เมื่อเห็นว่าเป็นหวังอี้เขาก็กล่าวออกมาอย่างยินดีทันที
“เถ้าแก่สวี่ในตอนนี้ควรจะสร้างรากฐานสำเร็จแล้ว หากข้าเรียกขานมั่วซั่วจะเสียมารยาทเอาได้ขอรับ”
“จะมีมารยาทมากมายไปใย พวกเรายังคงเรียกกันเหมือนเมื่อก่อนเถิด”
“เช่นนั้นก็ได้ขอรับ พี่สวี่ ไม่ได้พบกันหลายปี ท่านกลายเป็นผู้บำเพ็ญขอบเขตสร้างรากฐานไปเสียแล้ว”
“มา มาเถิดน้องชายหวัง พวกเราเข้าไปคุยข้างในกัน” สวี่เจี้ยนนำหวังอี้เดินเข้าไปในหอหมื่นสมบัติ
หวังอี้เดินตามสวี่เจี้ยนเข้าไปในห้องส่วนตัวห้องหนึ่ง สวี่เจี้ยนรินน้ำชาให้หวังอี้หนึ่งจอก
“น้องชายหวัง หลายปีมานี้ชีวิตของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?”
“อาศัยกลิ่นอายของท่านพี่ ชีวิตของข้านับว่าพอถูไถไปได้ขอรับ ครั้งนี้ข้าออกมาเพื่อขายผลไม้วิญญาณเพื่อหาเงินมาจุนเจือการบำเพ็ญเพียรเสียหน่อย”
“น้องชายต้องการจะขายเท่าใด ข้าจะจัดการให้เอง”
“ได้เลยขอรับ องุ่นจื่อจิงทั้งหมดห้าร้อยชั่ง”
“นี่คือสี่พันหินวิญญาณ น้องชายเก็บไว้ให้ดี เคล็ดวิชาบุทธ์การเพาะปลูกของน้องชายแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ เลยนะ เมื่อก่อนขายเพียงไม่กี่สิบชั่ง ตอนนี้ถึงกับขายได้ห้าร้อยชั่งแล้ว” สวี่เจี้ยนกล่าวพร้อมรอยยิ้ม
“ท่านพี่ล้อข้าเล่นแล้ว ทั้งหมดนี้ก็เพราะความลำบากของชีวิตบังคับหรอกขอรับ แต่เป็นท่านพี่เสียอีก เพียงไม่กี่ปีก็สร้างรากฐานสำเร็จแล้ว ช่างน่าอิจฉายิ่งนัก!” หวังอี้กล่าวอย่างยกย่อง
“ด้วยพรสวรรค์ของน้องชาย การสร้างรากฐานย่อมไม่ใช่เรื่องยาก น้องชายจงเร่งบำเพ็ญเพียรจนถึงขอบเขตพลังปราณระดับขั้นสมบูรณ์เถิด ในขณะที่ยังเยาว์วัยอยู่ จงสั่งสมรากฐานให้มากไว้หลายๆ ปี ในวันหน้าย่อมไม่ธรรมดาแน่นอน” สวี่เจี้ยนแนะนำ
“ขอน้อมรับคำอวยพรของท่านพี่ ท่านพี่ดูจะไปได้สวยมากเลยนะขอรับ เพียงไม่กี่ปีก็สร้างรากฐานได้สำเร็จ ช่างน่าอิจฉาจริงๆ!”
“ข้าสั่งสมทรัพยากรไว้เพียงพอมานานแล้ว เมื่อกลับไปที่ตำหนักหลักก็ได้เชิญผู้อาวุโสมาช่วยคุ้มกัน จึงพอกระทำได้สำเร็จ อายุเกือบจะห้าสิบปีแล้วจึงสร้างรากฐานได้สำเร็จ ช่างน่าละอายนัก”
แม้สวี่เจี้ยนจะกล่าวเช่นนั้น ทว่ารอยยิ้มภาคภูมิใจบนใบหน้ากลับไม่หายไปเลย
“ท่านพี่ล้อเล่นแล้ว ผู้บำเพ็ญเพียรอิสระใช้เวลาทั้งชีวิตก็ยังไม่แน่ว่าจะถึงขอบเขตสร้างรากฐานได้ ท่านพี่ยังอยู่ในวัยฉกรรจ์แท้ๆ” หวังอี้กล่าวประจบต่อไป
หลังจากนั้นทั้งสองคนก็เล่าเรื่องราวหลังจากที่แยกย้ายกันไป การได้กลับมาพบกันอีกครั้งทำให้สนทนากันอย่างถูกคอ จนกระทั่งตะวันตกดินหวังอี้จึงขอตัวลา เขาเดินเลือกซื้อเมล็ดพันธุ์องุ่นจื่อจิงสิบเมล็ดจากแผงลอยแผงหนึ่งแล้วจึงกลับไปยังลานเรือนเล็ก
ผ่านไปอีกไม่กี่วัน เฉิงเฉียนมาหาหวังอี้เพื่อดื่มสุรา เขาจึงสั่งให้พี่น้องเซี่ยงต้าลี่ออกไปซื้อสุราและอาหารมาจัดวางไว้ที่ใต้ร้านองุ่นในลานบ้าน
“น้องชาย ที่แห่งนี้ของเจ้าช่างเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวาจริงๆ! เพียงแค่นั่งอยู่ตรงนี้ใจข้าก็ผ่อนคลายไปได้มากแล้ว” เฉิงเฉียนมองดูต้นกล้าข้าววิญญาณเต็มลานเรือนแล้วกล่าวชมออกมา
“เช่นนั้นท่านพี่ก็มาพักที่นี่บ่อยๆ สิขอรับ น้องชายผู้นี้ยินดีต้อนรับอย่างยิ่ง” หวังอี้ยิ้มแล้วกล่าวออกมา
“ข้าย่อมต้องมาบ่อยๆ แน่นอน ทว่าน้องชายพอจะได้ยินข่าวว่าช่วงนี้มีผู้บำเพ็ญมารปรากฏตัวแถวๆ ย่านการค้าเสวียนคงบ้างหรือไม่?” สีหน้าของเฉิงเฉียนพลันเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมและเอ่ยถามขึ้น
“ไม่เคยได้ยินเลยขอรับ ข้าเอาแต่หมกตัวบำเพ็ญเพียรอยู่ในย่านการค้า ไม่เคยออกไปไหนเลย มีผู้บำเพ็ญมารกล้าลงมือในย่านการค้าด้วยหรือขอรับ?” หวังอี้ใจหายวูบแล้วถามขึ้น
“น้องชายเอาแต่ปิดด่านบำเพ็ญเพียรอย่างหนัก ไม่เคยออกไปไหน ข้าได้ยินมาว่าทางทวีปตะวันออกเกิดศึกระหว่างฝ่ายธรรมะและอธรรม ฝ่ายอธรรมได้รับชัยชนะอย่างยิ่งใหญ่ และได้ยึดครองดินแดนของนิกายกายาและนิกายร้อยหลอมที่อยู่ติดกับฝ่ายอธรรมไปแล้ว บัดนี้นิกายกระบี่เสวียนเทียนกำลังเร่งระดมพลพันธมิตร ได้ยินว่าฝ่ายอธรรมจะบุกไปถึงประตูนิกายของนิกายกระบี่เสวียนเทียนในไม่ช้านี้แล้ว
นอกจากนี้ นิกายซิงหยวนซึ่งเป็นนิกายในสังกัดของนิกายว่านฝ่าที่อยู่บริเวณรอบนอกของเทือกเขาเหิงต้วนก็ถูกทำลายสิ้นแล้ว ได้ยินว่าประมุขนิกายซิงหยวนได้ลอบสังหารพยัคฆ์เพลิงชาดที่เป็นราชันอสูรตัวใหม่ที่กำลังจะขยายอาณาเขต ทว่าใครจะรู้ว่าพยัคฆ์เพลิงชาดตัวนั้นจะมีบิดาเป็นถึงจักรพรรดิอสูรขอบเขตหยวนอิง พยัคฆ์ตนนั้นจึงสั่งรวมคลื่นอสูรและบุกทำลายนิกายซิงหยวนจนราบเป็นหน้ากลอง
นิกายว่านฝ่าเมื่อเห็นดังนั้น เพื่อระงับโทสะของจักรพรรดิอสูรพยัคฆ์เพลิงชาด จึงยอมสละดินแดนของนิกายซิงหยวนทิ้งไปทันที ทว่าดูเหมือนจักรพรรดิอสูรพยัคฆ์เพลิงชาดตนนั้นจะมีความตั้งใจที่จะทำลายนิกายว่านฝ่าให้สิ้นซากไปด้วย” เฉิงเฉียนกล่าวอย่างทอดถอนใจ
“ช่างเป็นช่วงเวลาที่วุ่นวายจริงๆ! เหตุใดข้าจึงรู้สึกว่าอสูรตนนั้นตั้งใจจะก่อสงครามขึ้นมาเสียให้ได้ หวังว่าข้าคงจะคิดมากไปเองนะขอรับ ตอนนี้ฝ่ายธรรมะในทวีปตะวันออกกำลังถูกโจมตีทั้งหน้าและหลัง ทวีปตะวันตกไม่มีการส่งกำลังเสริมไปช่วยบ้างหรือขอรับ?” หวังอี้เอ่ยถาม
“จะไม่ส่งได้อย่างไร บรรดาสมัครนิกายในทวีปตะวันตกต่างก็ส่งผู้คนจำนวนมากไปช่วย เพราะหากทวีปตะวันออกล่มสลาย ทวีปตะวันตกย่อมมิอาจต้านทานการรุกรานของฝ่ายอธรรมได้แน่นอน ช่วงนี้พวกฝ่ายอธรรมกำเริบเสิบสานยิ่งนัก หลังจากได้รับชัยชนะครั้งใหญ่ในทวีปตะวันออก ในทวีปตะวันตกก็เริ่มมีพวกฝ่ายอธรรมปรากฏตัวออกมาทีละน้อย พวกมันออกปล้นชิงผู้บำเพ็ญเพียรอิสระและสังหารชิงสมบัติไปทั่ว บรรดานิกายต่างๆ ก็ส่งผู้บำเพ็ญจำนวนมากออกไปค้นหา ทว่าผลลัพธ์กลับไม่ดีนัก เพราะหาที่กบดานของพวกมันไม่พบ จนเริ่มจะเหนื่อยล้าในการรับมือแล้ว” เฉิงเฉียนกล่าว
“ดูเหมือนฝ่ายอธรรมจะมีความตั้งใจจะครอบครองทั้งทวีปเลยนะขอรับ! ช่างมักใหญ่ใฝ่สูงยิ่งนัก หากข้างหน้ากำลังสู้รบ แต่ข้างหลังกลับเกิดเรื่องขึ้น เช่นนั้นฝ่ายธรรมะคงจบสิ้นแน่” หวังอี้วิเคราะห์
“น้องชายคิดมากไปแล้ว สิบนิกายใหญ่แต่ละแห่งล้วนมีมรดกสืบทอดมานับพันปี เพียงแค่ค่ายกลพิทักษ์นิกายก็ไม่ใช่สิ่งที่ฝ่ายอธรรมจะทำลายได้ง่ายๆ
นิกายร้อยหลอมล่มสลายก็เพราะเน้นแต่เรื่องการหลอมศาสตรา พลังต่อสู้ระดับสูงในนิกายขาดแคลน ได้ยินว่ามีผู้บำเพ็ญขอบเขตหยวนอิงเพียงสองท่านเท่านั้น อีกทั้งค่ายกลพิทักษ์นิกายยังถูกไส้ศึกทำลาย นิกายกระบี่เสวียนเทียนจึงส่งกำลังเสริมไปไม่ทันการณ์ จนนำไปสู่ความพินาศ ทว่าได้ยินว่ามีนักหลอมศาสตราจำนวนมากไปเข้าร่วมกับนิกายเทวมาร คนที่ตายไปจึงมีไม่ถึงครึ่ง
ส่วนนิกายกายาก็เช่นกัน เป็นเพราะไส้ศึกทำลายค่ายกลใหญ่ อีกทั้งคนของนิกายกายานั้นหัวแข็งแต่ร่างกายแข็งแกร่ง เมื่อเห็นว่าค่ายกลพิทักษ์นิกายไร้ผล แต่ละคนก็พากันพุ่งออกไปสู้ตายด้วยตัวคนเดียวเข้าแลกกับกองทัพฝ่ายอธรรม จนกระทั่งผู้บำเพ็ญกายาขอบเขตหยวนอิงสี่ท่านต้องตายไปสองท่าน จากนั้นจึงพยายามสุดชีวิตเพื่อคุ้มครองกลุ่มคนที่เป็นดั่งกล้าอ่อนให้อพยพออกจากนิกายไป สภาพช่างน่าสมเพชยิ่งนัก ทว่าพลังต่อสู้ของนิกายกายานั้นแข็งแกร่งจริงๆ พวกเขาสังหารพวกชั่วช้าฝ่ายอธรรมไปได้ไม่น้อยเลย” เฉิงเฉียนกล่าวต่อ
“เช่นนี้ สถานการณ์ของฝ่ายธรรมะในทวีปตะวันออกก็นับว่าย่ำแย่มากนะขอรับ! ตอนนี้ฝั่งตะวันออกเหลือเพียงนิกายกระบี่เสวียนเทียน นิกายว่านฝ่า และนิกายเทียนจีแล้ว ทางทิศตะวันตกของนิกายว่านฝ่ายังถูกสัตว์อสูรหมายตาและบุกมาอย่างดุเดือดอีก ไม่ช้าก็เร็วต้องเกิดภัยพิบัติแน่นอน เรื่องนี้ต้องระวังให้จงหนัก!” เมื่อหวังอี้ได้ฟังคำของเฉิงเฉียน ในใจเขาก็เริ่มกังวลขึ้นมา ข้างหน้ามีเสือข้างหลังมีจระเข้ ดูเหมือนทวีปตะวันออกจะรักษาไว้ไม่อยู่แล้ว
“ทว่าตอนนี้น้องชายยังไม่ต้องเป็นกังวลไป ขอเพียงมีนิกายอสูรราชันย์ของข้าอยู่ พวกผู้บำเพ็ญมารย่อมไม่อาจบุกมาถึงที่นี่ได้ในเร็ววัน น้องชายยังสามารถบำเพ็ญเพียรได้อย่างสงบ อีกทั้งทวีปตะวันตกยังได้ส่งศิษย์ระดับสูงไปสนับสนุน เชื่อว่าอีกไม่นานคงจะมีข่าวดีส่งกลับมา” เฉิงเฉียนเห็นหวังอี้มีสีหน้ากังวลจึงกล่าวปลอบใจ
“หวังว่าจะเป็นเช่นนั้นขอรับ ทว่าอย่างไรก็ต้องเร่งเพิ่มระดับพลังของตนเอง เพื่อที่จะได้เอาตัวรอดในความวุ่นวายนี้ให้ได้”
หวังอี้กล่าว
“ถูกต้อง ข้าเองก็เตรียมตัวไว้เกือบพร้อมแล้ว อีกไม่กี่ปีข้าจะลองสร้างรากฐานดู” เฉิงเฉียนกล่าวอย่างภาคภูมิใจ
“ท่านพี่ต้องทำสำเร็จแน่นอนขอรับ” หวังอี้พูดจบ ทั้งสองคนก็ยกจอกสุราขึ้นดื่มพร้อมกัน
“น้องชายยังจำเจิ้งหยวนได้หรือไม่?” หลังจากดื่มไปได้พักหนึ่ง เฉิงเฉียนก็ถามขึ้นกะทันหัน
“จำได้ขอรับ เมื่อไม่นานมานี้เขายังมาหาข้าเพื่อดื่มสุราอยู่เลย เขาเป็นอันใดไปหรือขอรับ?” หวังอี้เอ่ยถามด้วยความสงสัย
“เขานั้นหรือ เมื่อไม่นานมานี้เขาออกไปล่าสัตว์อสูรและบาดเจ็บสาหัสกลับมา ผู้บำเพ็ญที่ไปร่วมทางด้วยกันสิบกว่าคน มีเพียงเขาคนเดียวที่รอดกลับมาได้ ข้าพึ่งจะไปเยี่ยมเขามา อาการบาดเจ็บรุนแรงมากทีเดียว” เฉิงเฉียนกล่าว
“อ้อ? เมื่อไม่นานมานี้เขามาหาข้า บอกว่ามีวาสนาจะไปสำรวจกับข้า ตอนนั้นข้าอ้างว่าติดภารกิจปลูกพืชวิญญาณจึงปฏิเสธไป ตอนนี้มาคิดดูแล้ว ข้านับว่าตัดสินใจถูกจริงๆ ขอรับ”
หวังอี้กล่าวอย่างทอดถอนใจ
“มีเรื่องเช่นนี้ด้วย! โชคดีที่น้องชายไม่ได้ไป มิเช่นนั้นข้าคงต้องไปดื่มสุราที่หน้าหลุมศพของเจ้าแล้ว” เฉิงเฉียนกล่าวกลั้วหัวเราะ
“ข้าไม่ไปหรอกขอรับ เคล็ดวิชาการต่อสู้ของข้ายังด้อยนัก หลายปีมานี้ข้ามัวแต่บำเพ็ญเพียรอย่างหนัก การออกไปข้างนอกก็ไม่ต่างจากการไปหาที่ตาย” หวังอี้กลอกตาพลางกล่าว
“นิสัยระมัดระวังของน้องชายเช่นนี้ ในภายหน้าย่อมต้องทำการใหญ่สำเร็จแน่นอน” เฉิงเฉียนกล่าวชม
“การใหญ่สิ่งใดกันขอรับ ข้าเพียงแต่ต้องการเอาตัวรอดเท่านั้น ทว่าท่านพี่ เหตุใดผู้บำเพ็ญที่ไปร่วมทางกันนับสิบคน จึงมีเพียงเขาคนเดียวที่รอดกลับมาได้ล่ะขอรับ?” หวังอี้ถามต่อ
“เรื่องนี้ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน ตอนนี้เขาบาดเจ็บสาหัสอยู่ จึงไม่เหมาะที่จะถาม รอให้เขาหายดีก่อนแล้วพวกเราค่อยไปเยี่ยมเขากันเถิด” เฉิงเฉียนเสนอแนะ
“ตกลงขอรับ ถึงตอนนั้นอย่าลืมเรียกข้านะขอรับ” หวังอี้ตอบกลับ
คนทั้งสองสนทนาพาทีและดื่มสุรากันจนมืดค่ำ จากนั้นจึงต่างคนต่างแยกย้ายกันกลับบ้าน
ครึ่งเดือนต่อมา แต่ละคนได้เตรียมโอสถบำรุงปราณบำรุงรากฐานไว้เล็กน้อย และเดินทางไปยังที่พักของเจิ้งหยวน เจิ้งหยวนเช่าลานเรือนเล็กขนาดหนึ่งหมู่ในเขตเช่าพักอาศัย เมื่อทั้งสองคนกระตุ้นค่ายกล ครู่หนึ่งก็เห็นเจิ้งหยวนที่มีใบหน้าซีดเซียวราวกับคนไร้เรี่ยวแรงเดินออกมา
“สหายเจิ้ง ดูท่าทางท่านจะยังพักฟื้นไม่ดีขึ้นเลยนะ ช่วงนี้รู้สึกอย่างไรบ้าง? มีสิ่งใดต้องการให้ช่วยเหลือหรือไม่?” เฉิงเฉียนเอ่ยขึ้น
“ขอบคุณท่านทั้งสองที่มาเป็นห่วง ขอเพียงพักฟื้นอีกไม่กี่เดือนก็น่าจะหายเป็นปกติแล้วขอรับ” เจิ้งหยวนกล่าวอย่างอ่อนแรง
“สหายเจิ้งไม่เป็นไรก็ดีแล้ว มิทราบว่าสหายไปพบเจอสิ่งใดมาหรือ? เหตุใดจึงบาดเจ็บรุนแรงเพียงนี้?” หวังอี้ถามขึ้น
“เฮ้อ! อย่าพูดถึงมันเลย วันนั้นพวกเราติดตามหลี่เทียนเฉิงไปยังซากโบราณที่เขาค้นพบ ทว่าเมื่อไปถึงที่นั่นกลับถูกค่ายกลขวางเอาไว้ พวกเราสิบกว่าคนต้องร่วมแรงกันถึงห้าวันห้าคืน จึงจะสามารถทำลายค่ายกลนั้นลงได้ ทว่าในขณะที่พวกเรากำลังดีใจอยู่นั้น จู่ๆ ก็มีกลุ่มผู้บำเพ็ญมารพุ่งออกมาล้อมพวกเราไว้ ข้าต้องใช้ไม้ตายรักษาชีวิตและหนีตายออกมาอย่างสุดชีวิต น่าเสียดายที่สหายผู้ฝึกตนอีกสิบกว่าท่านต้องจบชีวิตลงที่นั่น ช่างน่าแค้นใจนักที่พวกผู้บำเพ็ญมารกำเริบเสิบสานถึงเพียงนี้”
เจิ้งหยวนกล่าวสรุปสั้นๆ
“สหายโปรดทำใจให้สงบ ความเป็นตายล้วนสุดแต่โชคชะตา สหายควรมองไปข้างหน้าเถิด” เฉิงเฉียนปลอบใจ
ทว่าหวังอี้กลับรู้สึกว่าเจิ้งหยวนไม่ได้ดูโศกเศร้ามากนัก แต่เขาก็ยังหาเหตุผลมาสงสัยไม่ได้ จึงได้แต่คิดในใจว่า: หวังว่าข้าจะคิดมากไปเอง
หลังจากทักทายกันอีกสองสามประโยค ทั้งสองคนก็บอกให้เจิ้งหยวนพักผ่อนให้ดี มอบโอสถบำรุงปราณบำรุงรากฐานให้แล้วจึงจากมา
“ท่านพี่ ท่านรู้สึกหรือไม่ว่าเจิ้งหยวนดูไม่ปกติขอรับ!” หลังจากเดินออกมาไกลแล้ว หวังอี้ก็กล่าวกับเฉิงเฉียน
“อ้อ! ไม่ปกติอย่างไรหรือ?” เฉิงเฉียนเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“ข้าก็บอกไม่ถูกเหมือนกันขอรับ เพียงแต่รู้สึกว่าสหายเจิ้งไม่ได้ดูเศร้าใจเท่าใดนัก อีกทั้งยังดูสงบนิ่งจนเกินไป”
หวังอี้วิเคราะห์
“น้องชายคิดมากไปแล้ว เจิ้งหยวนเป็นคนนิสัยใช้ได้ ไม่เหมือนพวกปลิ้นปล้อน” เฉิงเฉียนกล่าว
“หืม คาดว่าข้าคงจะคิดมากไปเอง ท่านพี่โปรดอย่าเก็บไปใส่ใจเลยขอรับ”
หวังอี้เห็นเฉิงเฉียนเข้าข้างเจิ้งหยวนจึงกล่าวเช่นนั้น
“ตั้งแต่ข้ารู้จักกับเจิ้งหยวนมา เขาเป็นคนที่มีความกระตือรือร้นมาก ดูไม่เหมือนแสร้งทำเลย” เฉิงเฉียนกล่าวต่อ
“คงจะเป็นเช่นนั้นขอรับ ไม่พูดถึงแล้ว ท่านพี่ พวกเราไปดื่มกันต่อเถอะ ข้าขอเป็นเจ้ามือเอง” เมื่อเห็นท่าทีของเฉิงเฉียน หวังอี้จึงรีบเปลี่ยนเรื่องทันที