เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 20 ในที่สุดก็ได้เข้าเมืองสักที!

บทที่ 20 ในที่สุดก็ได้เข้าเมืองสักที!

บทที่ 20 ในที่สุดก็ได้เข้าเมืองสักที!


บทที่ 20 ในที่สุดก็ได้เข้าเมืองสักที!

"อันยา?"

"อยู่นี่!"

ลู่เหรินหมินเพ่งสมาธิไปที่วงเวทย์บนหลังมือพลางเรียกในใจ เสียงตอบรับอันกระฉับกระเฉงของผู้หญิงดังขึ้น ทำให้เขาใจชื้นขึ้นมาทันที ตอนนี้ต่อให้เจออันตรายเขาก็ไม่กลัวแล้ว!

แม้แม่สาวจอมกินฟรีอยู่ฟรีคนนี้จะมีพฤติกรรมดูไม่ค่อยน่าเชื่อถือไปบ้าง แต่เรื่องฝีมือการต่อสู้นั้นต้องยกให้เป็นของจริง ต่อให้เจอสิ่งมีชีวิตระดับลอร์ดอีก เธอก็น่าจะยื้อเวลาได้นานพอให้เขาเปิดประตูมิติหนีกลับโลก หรือเผลอๆ อาจจะจัดการมันได้ด้วยซ้ำ

เขาเดินมุ่งหน้าไปตามคำแนะนำในแผนที่ ม้าของแก๊งหมาป่าน้อยหายไปนานแล้ว ตอนนี้ลู่เหรินหมินคิดถึงรถ 'เพื่อนยาก' ของลุงอู๋จับใจ ไอ้รถที่ดังทุกอย่างยกเว้นแตรนั่นน่ะ

อย่างน้อยมันก็เร็วกว่าเดินเท้า... โชคดีที่จุดหมายที่ทำสัญลักษณ์ไว้ในแผนที่อยู่ไม่ไกล เดินประมาณชั่วโมงเดียวก็ถึง

แปลกแฮะ ดูจากท้องฟ้าในมิตินี้น่าจะเป็นเวลาเที่ยงวัน แต่ลู่เหรินหมินกลับไม่รู้สึกร้อนเลยสักนิด เขาเช็กพลังงานคงเหลือของระบบยังชีพ มันยังอยู่ที่ 57%

"สภาพแวดล้อมไม่เป็นอันตราย ระบบเลยไม่กินพลังงาน... สรุปแล้วฉันกินอะไรเข้าไปกันแน่เนี่ย?"

ลู่เหรินหมินลูบท้อง ตั้งแต่ความร้อนประหลาดนั้นจางหายไป เขารู้สึกว่าประสาทรับรู้เรื่องอุณหภูมิของตัวเองด้านชาไป

ไม่สิ ต้องพูดว่าความทนทานต่ออุณหภูมิของเขาเพิ่มขึ้นจนน่าตกใจเมื่อเทียบกับเมื่อก่อนต่างหาก

อุณหภูมิลบสิบองศาเซลเซียสสำหรับเขาตอนนี้แค่เย็นสบาย ส่วนคลื่นความร้อนอย่างน้อยห้าสิบองศาในมิตินี้ก็เรียกได้ว่ากำลังนุ่มนวลเลยทีเดียว

ประหยัดค่าแอร์ตอนหน้าร้อนได้เยอะเลย... ลู่เหรินหมินคิดในใจอย่างไม่สมศักดิ์ศรีฮีโร่เอาเสียเลย

ดังนั้น ระหว่างที่เขามองวิวทิวทัศน์ซ้ำซากจำเจและคิดอะไรเรื่อยเปื่อย โดยมีอันยาเล่นตลกเดี่ยวให้ฟังแก้เบื่อ ผ่านไปราวชั่วโมงครึ่ง ลู่เหรินหมินก็ค้นพบร่องรอยของมนุษย์บนพื้นดินในที่สุด

ถนนลูกรังหยาบๆ กว้างประมาณ 3 เมตรปรากฏขึ้นตรงหน้า แม้จะไม่ราบเรียบแต่ความกว้างก็ค่อนข้างสม่ำเสมอ เมื่อเดินไปตามถนนก็เห็นรอยเกือกม้าขนาดเท่าฝ่ามือและรอยล้อรถจางๆ ให้เห็นเป็นระยะ

มองไปตามถนนดิน ไกลออกไปมีบ้านเรือนที่ดูเหมือนสร้างจากไม้หลายหลัง มีควันไฟลอยออกมา

ไม่ง่ายเลยจริงๆ มาเยือนรอบที่สาม ในที่สุดก็ได้เข้าเมืองสักที... ลู่เหรินหมินสูดหายใจลึก น้ำตาแทบไหลด้วยความตื้นตัน

หลังจากเดินต่ออีกครึ่งชั่วโมง บ้านเรือนที่เห็นเมื่อครู่ก็อยู่ห่างไปแค่ร้อยเมตร ลู่เหรินหมินเก็บมีดสั้นและปืนพกกลับเข้ากระเป๋ามิติ แล้วเคาะเศษหินที่หลุดเข้าไปในรองเท้าออก

เขาพยายามสงบจิตสงบใจที่เต้นรัว จะไม่ให้ตื่นเต้นได้ยังไง ประสบการณ์สองครั้งก่อนหน้านี้ถ้าไม่เจอที่รกร้างก็เจอคนชั่ว และเขาก็ยังไม่รู้ว่าสถานะพ่อค้าที่อุปโลกน์ขึ้นมาจะใช้ได้ผลไหม

"คนใหม่เหรอ?"

เสียงผู้ชายแปลกหน้าดังมาจากด้านหลัง ทำเอาลู่เหรินหมินสะดุ้งโหยงจนเกือบจะขว้างรองเท้าในมือทิ้ง

เขาหันขวับไปเห็นชายร่างกำยำสวมหมวกสักหลาด ไว้หนวดเคราเฟิ้ม ยืนกอดอกพิงกำแพง เนื่องจากปากคาบบุหรี่มวนเองอยู่ เสียงเลยฟังดูอู้อี้เล็กน้อย

หมอนี่เดินมาเงียบกริบเลยแฮะ... ลู่เหรินหมินแอบบ่นในใจ แต่พอเห็นหน้าค่าตาชายแปลกหน้าชัดๆ เขาก็โล่งใจขึ้น อาจเพราะอีกฝ่ายไม่ได้ปิดหน้าปิดตาทำตัวลับๆ ล่อๆ ดูท่าทางน่าจะเป็นคนที่พูดคุยกันรู้เรื่อง

"อ่า ผมเป็นพ่อค้าเร่ที่ผ่านมาทางนี้น่ะครับ เห็นควันไฟเลยกะว่าจะมาขอเติมน้ำจืด แล้วก็ถือโอกาสดูด้วยว่าพอจะทำการค้ากับที่นี่ได้ไหม"

ลู่เหรินหมินโกหกคำโตด้วยความรู้สึกผิด ก็เขาไม่มีสัมภาระติดตัว ไม่มีผู้คุ้มกัน ไม่มีสัตว์บรรทุกของ ใครมันจะไปเชื่อ...

"โอ้โฮ! แขกหายากนะเนี่ย ผมเป็นนายอำเภอ นักสืบ ไกด์นำเที่ยว เจ้าหน้าที่เก็บภาษี ช่างไม้ และผู้เชี่ยวชาญการเจรจาต่อรองของที่นี่ เรียกผมว่า 'เยลไลออน' ก็ได้"

สีหน้าของชายคนนั้นเปลี่ยนเป็นยินดีปรีดาทันที เขาถุยบุหรี่ทิ้งแล้วยื่นมือมาจับมือกับลู่เหรินหมินอย่างเป็นกันเอง

เชื่อเฉยเลยเว้ย!!

บัตรประจำตัวที่ร้านค้ามิติมอบให้คงมีผลทางจิตวิทยารุนแรงเหมือนสะกดจิตแน่ๆ ลู่เหรินหมินพึมพำในใจด้วยสีหน้าประหลาด ขณะจับมือกับคุณเยลไลออน 'ผู้ทำแม่งทุกอย่าง' ฝ่ามือหยาบกร้านนั้นบีบมือเขาจนเจ็บ

"โอ้ โทษทีๆ พอดีผมช่วยชาวบ้านทำไร่ไถนาอยู่บ้าง มือน่ะเลยหนักไปหน่อย"

เมื่อเห็นยิ้มเจื่อนๆ ของลู่เหรินหมิน เยลไลออนก็เช็ดมือกับเสื้ออย่างเก้อเขิน

"นี่ก็ถึงเวลามื้ออาหารพอดี ถือเป็นการไถ่โทษ ผมเลี้ยงเหล้าคุณสักแก้วแล้วกัน"

พูดจบ ไม่รอให้ลู่เหรินหมินปฏิเสธ เยลไลออนก็กอดคอลู่เหรินหมินเดินตรงไปยังตึกที่สูงที่สุดในเมือง

ตลอดทาง พวกเขาเจมาชาวเมืองที่กำลังออกไปทำงานหรือกลับบ้านพักผ่อน ดูเหมือนเยลไลออนจะเป็นนายอำเภอที่ได้รับความเคารพรัก เพราะมีคนทักทายและส่งยิ้มให้ตลอดทาง แม้แต่ลู่เหรินหมินที่เป็นคนนอกซึ่งถูกกอดคออยู่ ก็พลอยได้รับรอยยิ้มไปด้วย

[ปลดล็อกฝ่าย: เมืองมู่เฉา (เป็นมิตร)]

ชื่อเมือง... 'มู่เฉา' (รังไม้/ทุ่งหญ้า) ฟังดูไม่ค่อยจะเข้ากับสภาพเลยแฮะ

ฝุ่นตลบจนลู่เหรินหมินแสบตา

ที่นี่ถ้าไม่เรียกว่าแห้งแล้ง ก็ต้องเรียกว่ากันดารและยากจน จะไปมีทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์สมชื่อเมืองได้ยังไง

เขาขอสาบานเลยว่าถ้าไอ้ที่ดินเฮงซวยนี่ใช้เลี้ยงสัตว์ได้ เขาจะยอมกินผงพริกลิ้นเพลิงในกระเป๋าให้ดูเดี๋ยวนี้เลยเอ้า!

ไม่นานทั้งคู่ก็มาถึงหน้าโรงเหล้า ในมุมมองของมนุษย์โลกปัจจุบันอย่างลู่เหรินหมิน โรงเหล้านี้ดูเก่าคร่ำครึ แต่ดอกไม้จะงามต้องมีใบไม้เขียวช่วยขับเน้น เมื่อเปรียบเทียบกับเพิงไม้มุงสังกะสีซอมซ่อรอบๆ ตึกสามชั้นตรงหน้านี้ดูหรูหราไฮโซขึ้นมาทันตา... แค่ยืนอยู่หน้าประตู ก็ได้ยินเสียงอึกทึกครึกโครมดังออกมา: เสียงตะโกนหยาบโลนของผู้ชาย เสียงหัวเราะยั่วยวนของผู้หญิง เสียงลูกเต๋า เสียงแก้วไม้กระทบกัน และเสียงบริกรตะโกนต้อนรับลูกค้า...

เยลไลออนดูจะชินกับบรรยากาศแบบนี้ เขาผลักประตูบานสวิงที่สีลอกร่อนเข้าไปพร้อมกับลู่เหรินหมิน เสียงอื้ออึงที่ดังขึ้นทำเอาลู่เหรินหมินหดคอโดยไม่รู้ตัว

"ยินดีต้อนรับสู่ 'โรงเหล้าเตกีล่า' สถานที่ที่สูงที่สุดและหรูหราที่สุดในเมืองมู่เฉา ที่นี่ถ้าหิวน้ำเรามีเหล้า ถ้าหิวข้าวเรามีกับแกล้ม และแน่นอน มีสิ่งที่สุภาพบุรุษทุกคนชื่นชอบ..."

เยลไลออนขยิบตาให้ลู่เหรินหมิน เป็นสายตาแบบที่รู้กันของผู้ชาย ซึ่งทำเอาเขาขนลุกซู่

"ดื่มก่อนดีกว่า ขอเตกีล่ากระบองเพชรสองแก้ว!"

เยลไลออนผายมือเชิญให้นั่งที่บาร์ แล้วหันมาถามลู่เหรินหมิน "หรือคุณอยากจะลองเมนูขึ้นชื่อของเมืองเราก่อนดี?"

ลู่เหรินหมินโบกมือปฏิเสธอย่างเกรงใจ นายอำเภอคนนี้ตีสนิทเร็วเกินไปจนเขาตั้งรับไม่ทัน แต่ลึกๆ แล้วเขาก็อยากรู้อยากเห็นเรื่องอาหารการกินของคนต่างมิติอยู่เหมือนกัน เพราะมาที่นี่ตั้งสามรอบ ที่เคยได้กินจริงๆ ก็มีแต่บาร์บีคิวที่ทำกินเองเท่านั้น

"เตกีล่ากระบองเพชรได้แล้วครับ เชิญดื่มได้เลย นี่เมนูครับผม ต้องการอะไรเรียกใช้ผมได้ตลอดนะครับ แต่ต้องตะโกนดังๆ หน่อยนะ!"

บริกรเข้ามาทักทายอย่างกระตือรือร้น วางถาดที่มีแก้วช็อตใบเล็กบรรจุของเหลวสีทองสองแก้วลงตรงหน้า พร้อมกับเมนูที่ม้วนจนงอ

เยลไลออนไม่รอช้า หยิบแก้วขึ้นมากระดกเหล้าเข้าปากรวดเดียว แล้วหลับตาพริ้มดื่มด่ำกับรสสัมผัสที่ซ่านอยู่ในคอ ก่อนจะพ่นลมหายใจกลิ่นแอลกอฮอล์ออกมาเฮือกใหญ่

ดูท่าทางจะเป็นขาประจำของจริงแฮะ ลู่เหรินหมินยิ้มกว้าง มองดูท่าทางนักเลงโตที่เปิดเผยจริงใจของเยลไลออน

จบบทที่ บทที่ 20 ในที่สุดก็ได้เข้าเมืองสักที!

คัดลอกลิงก์แล้ว