เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 2 อย่าตัดสินคนจากภายนอก

บทที่ 2 อย่าตัดสินคนจากภายนอก

บทที่ 2 อย่าตัดสินคนจากภายนอก


บทที่ 2 อย่าตัดสินคนจากภายนอก

ลู่เหรินหมินพินิจพิเคราะห์ "สัญญาจ้างงาน" ที่ยับยู่ยี่ในมือ สมองครุ่นคิดอย่างหนักว่าเขาโดนของดีเข้าตัวหรือเปล่า ไม่อย่างนั้นเขาจะเผลอเซ็นอะไรที่ดูปลอมเปลือกขนาดนี้ได้ยังไง? ระยะเวลาจ้างงานคือไม่มีกำหนด!

เนื้อหางานคือ 'แล้วแต่โชคชะตาลิขิต'?

ค่าตอบแทนคือ 'รอการพิจารณา'!?

นี่มันสัญญาประเภท 'สามไม่' ชัดๆ (ไม่รู้เรื่อง ไม่รู้ราว ไม่รู้อนาคต) สัญญาใจตอนเขาแปะโป้งค่าขนมเพื่อนสมัยเด็กยังมีความน่าเชื่อถือทางกฎหมายมากกว่านี้อีก... แต่เขาก็เซ็นมันไปแล้ว ด้วยความเวทนาสาวน้อยหน้าตาสะสวยที่ดูเหมือนสติสตางค์จะไม่ค่อยดีคนนี้ เขาคิดว่าจะเออออห่อหมกไปก่อน หาจังหวะชิ่งหนีไปหาข้าวกิน กลับบ้านนอน แล้วก็ลาขาดกันไปเลย

ใครจะไปคิดว่าแม่สาวคนนี้จะตื่นเต้นยิ่งกว่าเขาเสียอีก เธอคว้าตราประทับบนโต๊ะมากระแทกลงไปทันทีด้วยความเร็วปานสายฟ้าฟาด ลู่เหรินหมินคิดในใจ 'งานเข้าแล้ว การเบี้ยวค่าขนมเพื่อนคือบาปกรรม และตอนนี้เวรกรรมกำลังตามทัน...' แถมตราประทับนั่นก็แปลกพิสดาร ไม่มีชื่อบริษัทก็เรื่องหนึ่ง แต่ไม่มีตัวอักษรจีนเลยสักตัวนี่สิ?

เขารู้สึกว่าตราประทับรูปผักกาดหัวที่เขาแกะเล่นตอนหกขวบยังดูขลังกว่าเจ้าสิ่งนี้ตั้งเยอะ... "เอ่อ ท่านประธานครับ? ที่คุณบอกว่า 'ขอให้เปิดกิจการรุ่งเรือง' เมื่อกี้ หมายความว่าบริษัทนี้มีแค่เราสองคนเหรอครับ?" ด้วยความระมัดระวัง ลู่เหรินหมินจึงถามออกไป คิดว่าจะประคองอารมณ์แม่สาวน้อยคนนี้ไปก่อน แล้วค่อยหาทางโทรแจ้งตำรวจให้มาช่วยเคลียร์

"ใช่แล้ว! ไม่ต้องห่วง ด้วยมันสมองอันชาญฉลาดของฉัน บวกกับนายที่เป็นทรัพยากรบุคคลชั้นเลิศ ก็เหมือนเสือติดปีก! เราสองคนจะช่วยกันกอบกู้บริษัท และจากนั้นธุรกิจเล็กๆ ของเราก็จะเติบโต นำพาเราไปสู่จุดสูงสุดของชีวิต!"

ตาซ้ายของอันยาฉายแววทะเยอทะยาน ตาขวาส่อแววสู้ชีวิต ไฟแห่งอุดมการณ์ลุกโชนจนแทบจะเผาขนคิ้วของลู่เหรินหมินวอดวาย

"เอ่อ พอดีผมต้องไปรับพ่อที่โรงเรียน แล้วแม่ก็กำลังจะคลอดน้องสาว ผมต้องรีบไปดูว่าเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง ขอตัวก่อนนะครับ..."

เหงื่อกาฬของลู่เหรินหมินแตกพลั่กไหลลงไปกองที่ตาตุ่ม นาทีนี้ไม่ต้องเดินแล้ว ต้องใส่เกียร์หมาเท่านั้น!

"โอ้! ฟังดูด่วนจี๋เลย งั้นรีบไปเถอะ! ว่าแต่นายพักอยู่ที่ไหน? ฉันจะเอาของไปเก็บก่อน"

อันยาไม่ได้เอะใจกับตรรกะวิบัติในข้ออ้างของลู่เหรินหมินเลยแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำยังเริ่มเก็บข้าวของด้วยท่าทีเป็นธรรมชาติสุดๆ

??????

ลู่เหรินหมินยืนงงเป็นไก่ตาแตกอยู่ที่หน้าตึกสำนักงาน โดยมีกระเป๋าเดินทางของอันยาลากตามหลังมา

"ไปสิ รีบกลับบ้านไปกินข้าวกัน"

อันยาหอบหิ้วสัมภาระพะรุงพะรังยืนอยู่ข้างลู่เหรินหมิน มือไม้ไม่ว่างจนต้องคาบสัญญา 'สามไม่' และเรซูเม่ของลู่เหรินหมินไว้ในปาก

"บอสครับ แล้วที่นี่ล่ะ?"

ลู่เหรินหมินหันกลับไปมองตึกสำนักงานด้านหลัง แล้วหันกลับมามองสาวสวยที่กำลังทำปากจู๋อย่างน่าเอ็นดูตรงหน้า เขาถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้ ก่อนจะเอื้อมมือไปดึงกระดาษสองแผ่นออกจากปากเธอ รอยฟันเล็กๆ สองแถวประทับอยู่เด่นหรา

บอกตามตรง ฟันแม่สาวคนนี้สวยใช่ย่อย!

เขาเป็นคนประเภทที่หาความสุขได้ท่ามกลางความทุกข์จริงๆ

"เจ๊งเพราะบริหารจัดการไม่ดีน่ะสิ" อันยาตอบ ยืดอกอย่างผ่าเผยด้วยความชอบธรรม "แต่ไม่ต้องห่วง หญิงสาวผู้นี้เชี่ยวชาญเรื่องการเริ่มจากศูนย์แล้วกอบกู้สถานการณ์ที่สุด!"

ลู่เหรินหมิน: ...ถ้ามือถือแบตไม่หมดนะ ฉันจะโทรเรียกโรงพยาบาลบ้ามาลากตัวเธอไปเดี๋ยวนี้แหละ!

ในหัวของลู่เหรินหมินเต็มไปด้วยแฮชแท็กคำด่าอยากจะระบายออกมา แต่เขาก็ทำอะไรไม่ได้ภายใต้สังคมที่มีกฎหมายคุ้มครอง ได้แต่เดินคอตกมุ่งหน้าไปยังอพาร์ตเมนต์เช่าของตัวเองอย่างเงียบๆ โดยมีอันยาวิ่งเหยาะๆ ตามมาติดๆ ทุกฝีก้าว

โชคดีที่ทั้งคู่เป็นคนเดินเร็ว จึงทันรถเมล์เที่ยวสุดท้ายจากใจกลางเมืองไปยังย่านเมืองเก่าพอดี ตลอดทางปากของอันยาแทบไม่ได้หยุดพัก ลู่เหรินหมินฟังเธอพล่ามตั้งแต่แผนการในอนาคตของบริษัทไปจนถึงการจัดอันดับมหาเศรษฐีฟอร์บส แล้ววกกลับมาเรื่องราคาบ้านในเมืองไปจนถึงเมนูอาหารเย็น ลู่เหรินหมินทำได้แค่พยักหน้าหงึกๆ สองทีตอนเธอหยุดพักหายใจ เพื่อให้เธรู้สึกว่ามีคนฟังอยู่บ้าง

โชคดีที่มีแค่พวกเขาสองคนบนรถนอกจากคนขับ ไม่อย่างนั้นคงโดนเหมารวมว่าเป็นคนบ้าแหงๆ... เอาเถอะ มือถือเขาแบตหมด และถึงแม้แม่สาวคนนี้จะดูจิตไม่ปกติ แต่หน้าตาก็น่ารักเสียงก็หวาน เขาจะถือซะว่าฟังเดี่ยวไมโครโฟนแก้เบื่อก็แล้วกัน

เมื่อมาถึงห้องเช่า ฟ้ายังไม่มืดสนิท ลู่เหรินหมินเสียบชาร์จมือถือ ในหัววางแผนว่าจะไล่แม่นี่กลับไปยังไงดี

แต่อันยาไม่ได้รู้ร้อนรู้หนาวกับความคิดของเขาเลย เธอเปิดกระเป๋าเดินทางแล้วเริ่มรื้อเสื้อผ้าของใช้ส่วนตัวออกมา ยึดครองพื้นที่ส่วนตัวของลู่เหรินหมินด้วยท่วงท่าคล่องแคล่วเป็นธรรมชาติ ใครมาเห็นเข้าคงนึกว่าเธอเป็นเจ้าของห้อง

"จ๊อก~"

คุณหนูอันยาที่กำลังรื้อของชะงักกึก หน้าแดงระเรื่อเล็กน้อยขณะถามว่า "เราจะกินข้าวกันตอนไหน?"

ลู่เหรินหมินตบหน้าผากตัวเองด้วยความระอา ยัยนี่ไม่เห็นหัวเจ้าของห้องเลยสักนิด แถมยังมาบ่นหิวอีก เอาวะ มือถือยังต้องชาร์จอีกสักพัก ไหนๆ เรื่องก็มาถึงขั้นนี้แล้ว กินข้าวก่อนก็ได้ อิ่มแล้วค่อยหาวิธีไล่เธอไป

แต่พอเปิดตู้เย็น เขาก็พบว่าเสบียงอาหารมีเพียงบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปสองห่อกับไข่อีกไม่กี่ฟอง ปกติเขาอาศัยเงินพ่อแม่ประทังชีวิต หรือไม่ก็ไปชิมฟรีตามห้าง เลยไม่ได้ซื้อของตุนไว้

ถึงจะมีฝีมือทำอาหารพอตัวและทำกับข้าวพื้นๆ ได้บ้าง แต่ช่วงนี้วิ่งหางานจนหัวหมุน ผมร่วงเป็นกำๆ เขาไม่มีอารมณ์จะทำอาหารเลยสักนิด... ป่านนี้พ่อแม่คงออกไปเดินย่อยอาหารหลังมื้อเย็นแล้ว จะไปรบกวนพวกท่านตอนนี้ก็ใช่ที่

จะสั่งเดลิเวอรี่ก็หมดสิทธิ์ เพราะเขากรอบจริงๆ—ขนาดเรซูเม่แผ่นละหยวนยังหน้าด้านไปขอคืนมาเลยคิดดู

เห็นเขายืนเหม่อหน้าตู้เย็นอยู่นาน อันยาก็ชะโงกหน้าเข้ามาดูของในตู้เย็นด้วยความอยากรู้อยากเห็น แล้วหัวเราะคิกคัก "ฉันไม่เรื่องมากหรอก ต้มบะหมี่ใส่ไข่สักแปดฟองก็พอกินได้แล้ว"

คุณพระช่วย! ลู่เหรินหมินอ้าปากค้าง "งั้นผมพาคุณกลับไปกินข้าวที่บริษัทเมื่อกี้อีกรอบไหม? ผมมั่นใจว่าฝ่ายบุคคลใจดีคนนั้น เห็นคุณเป็นสาวเป็นนาง คงไม่ไล่ตะเพิดออกมาหรอก"

จะทำไงได้ ก็ต้องทำให้กินน่ะสิ... ลู่เหรินหมินถอนหายใจอย่างปลงตก เขาเทบะหมี่ทั้งสองห่อลงหม้อโดยไม่สนใจปริมาณ เหยาะน้ำมัน เกลือ ซีอิ๊ว และน้ำส้มสายชูตามมีตามเกิด

"แปดฟองเรอะ..." เขาพึมพำ แต่มือไม้ไม่หยุดขยับ

ถึงแม้จะยังไม่ได้รับสืบทอดหน้าที่พ่อครัวจากแม่ที่บ้าน แต่ประสบการณ์เป็นลูกมือในครัวเกือบสิบปีก็ฝึกฝนให้เขามีทักษะตอกไข่ด้วยมือเดียวอย่างช่ำชอง

ก่อนยกเสิร์ฟ เขาเด็ดต้นหอมสองต้นจากกระถางริมหน้าต่างโยนลงไปในหม้อ นั่นคือเครื่องโรยหน้าเพียงอย่างเดียวที่มี

ไม่นาน บะหมี่หม้อหนึ่งที่ขาดทั้งสีสัน กลิ่นหอม และรสชาติ ก็ถูกวางลงบนโต๊ะ

นี่มันเข้าตำรา 'แม่ครัวหัวป่าก์ยังจนปัญญาถ้าไร้วัตถุดิบ' ชัดๆ ของมีแค่นี้ ต่อให้เชฟกระทะเหล็กมาเองก็คงเกาหัวแกรกๆ... "เอ้านี่!" คุณหนูอันยาคงเพิ่งนึกได้ว่าเป็นแขก เลยตักบะหมี่พูนชามส่งให้ลู่เหรินหมินก่อน

ลู่เหรินหมินนึกชมในใจว่าเธอก็มีมารยาทดีเหมือนกัน เขากำลังง่วนอยู่กับการหาชามและตะเกียบสะอาดให้เธอในตู้กับข้าว พอเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นเธอ มือหนึ่งประคองก้นหม้อ อีกมือควงตะเกียบ นั่งยองๆ บนเก้าอี้โซบะหมี่เข้าปากราวกระแสน้ำวน กินไปพลางเงยหน้าขึ้นมาชมลู่เหรินหมิน "อร่อย! อร่อยมาก! เสี่ยวลู่ นายทำอาหารเก่งนะเนี่ย! เอาอีกไหม เดี๋ยวฉันแบ่งให้อีก?"

ลู่เหรินหมินยืนอึ้งกิมกี่ ยัยนี่ไม่รู้สึกร้อนปากบ้างหรือไง!?

จบบทที่ บทที่ 2 อย่าตัดสินคนจากภายนอก

คัดลอกลิงก์แล้ว