- หน้าแรก
- ระบบมหาเศรษฐีปั้นตัวประกอบ ให้เป็นซุปตาร์สาวรวยล้นฟ้า
- บทที่ 27 เช็กอินได้คาถาสัจจะสามคำ: ความจริง
บทที่ 27 เช็กอินได้คาถาสัจจะสามคำ: ความจริง
บทที่ 27 เช็กอินได้คาถาสัจจะสามคำ: ความจริง
บทที่ 27 เช็กอินได้คาถาสัจจะสามคำ: ความจริง
ฉินจื้อหมิงยังคงปิดปากเงียบ ไม่ยอมให้ความร่วมมือกับตำรวจ เจ้าหน้าที่สอบสวนรู้สึกหนักใจเล็กน้อยและเดินออกจากห้องสอบสวนด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์
ที่ด้านนอกประตู ถังเถียนหยิบลูกอมตรากระต่ายขาวออกมา แกะเปลือกกระดาษแล้วส่งลูกอมสีขาวเข้าปาก รสหวานหอมของนมแผ่ซ่านไปทั่วปาก
"ความคืบหน้าเป็นไงบ้าง? มีอะไรคืบหน้าไหม?"
จ่าเฉินตงดึงปกเสื้อด้วยความหงุดหงิด แต่พอนึกขึ้นได้ว่าเครื่องแบบตำรวจเป็นสิ่งที่ไม่ควรลบหลู่ เขาจึงจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อยอย่างพิถีพิถัน
"ฉินจื้อหมิงปากแข็งมาก ไม่ยอมปริปากพูดอะไรเลย แต่ก็ใช่ว่าจะคว้าน้ำเหลวซะทีเดียว ยิ่งเขาดิ้นรนขัดขืนมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งแสดงว่ามีชนักติดหลังมากเท่านั้น"
พวกเขาแค่ต้องการโอกาสที่จะงัดปากฉินจื้อหมิงเพื่อให้ได้เบาะแสใหม่ๆ
แต่น่าเสียดาย
การสอบสวนหลังจากนั้นก็ยังไม่ประสบผลสำเร็จ แม้จะเปลี่ยนเจ้าหน้าที่สอบสวนไปหลายคน แต่ก็งัดปากฉินจื้อหมิงที่ราวกับทากาวตราช้างไว้ไม่ได้
เวลาล่วงเลยไปทีละนาที
ในที่สุดก็ครบกำหนด 24 ชั่วโมง เนื่องจากหลักฐานไม่เพียงพอ ตำรวจจึงจำใจต้องปล่อยตัวเขาไป
ฉินจื้อหมิงไม่ปิดบังความลำพองใจบนใบหน้า แม้ท้องจะร้องจ๊อกๆ ด้วยความหิวโซ แต่เขาก็ฮัมเพลงเบาๆ อย่างอารมณ์ดี
ทันทีที่ก้าวพ้นสถานีตำรวจ ใบหน้าของเขาก็หมองลงเมื่อนึกถึงลูกสาวทรพีอย่างฉินอินที่ส่งเขาเข้ามานอนในคุก เขาขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความแค้น
"นังเด็กบ้า สักวันฉันจะถลกหนังแก แล้วทำให้แกต้องคุกเข่าอ้อนวอนขอชีวิต!"
รอให้พ้นช่วงที่ตำรวจจับตามองไปก่อนเถอะ เขาจะต้องหาทางสั่งสอนนังลูกทรพีอย่างฉินอินให้สาสม
—
ย่านที่พักอาศัยหรู
ทันทีที่ฉินจื้อหมิงออกจากสถานีตำรวจ ฉินอินก็ได้รับโทรศัพท์จากทนายสวีซุย
เธอสวมชุดลำลองสีขาว ยืนอยู่หน้าหน้าต่างกระจกบานใหญ่ มองลงมาจากมุมสูงดูทิวทัศน์ที่สวยงามเบื้องล่าง
สายตาของเธอเย็นชา ไร้ซึ่งความอบอุ่นใดๆ
"อืม ฉันเข้าใจแล้ว"
หลังจากฟังรายงานของทนายสวีซุย เธอก็วางสาย เธอหมุนสมาร์ตโฟนราคาแพงในมือเล่น หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เธอก็เดินกลับไปนั่งที่โซฟา
ฉินอินดูเวลา หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาสั่งชุดอาหารหรูสองที่จากร้านอาหารระดับห้าดาวผ่านแอปเดลิเวอรี
เมื่ออาหารมาส่ง เธอก็แบ่งส่วนหนึ่งให้ซิ่วเยว่ ทั้งสองแต่งกายเรียบร้อย นั่งทานอาหารหน้าตาน่าทานและส่งกลิ่นหอมกรุ่นอย่างไม่รีบร้อน
หลังจากอิ่มท้อง ฉินอินก็เก็บกวาดขยะและนำลงไปทิ้งที่ถังขยะรวมของชุมชน
ทันทีที่ฉินอินกลับขึ้นมาบนห้องและล้างมือ เสียงจักรกลเย็นเยียบที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นในหัว
【ติ๊ง! โฮสต์ คุณมีโอกาสเช็กอินหนึ่งครั้ง】
"เช็กอิน"
เธอสอดมือเข้าไปใต้เครื่องเป่าลมร้อน หลังจากเป่าหยดน้ำจนแห้ง เธอก็หยิบหลอดครีมทามือออกมาจากลิ้นชัก บีบโลชั่นออกมานวดที่มือ
นิ้วเรียวยาวได้รูปของเธอเนียนนุ่มและส่งกลิ่นหอมจางๆ หลังทาครีม
เสียงจักรกลของระบบอภิมหาเศรษฐีเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแฝงความรู้สึกบางอย่าง
【โฮสต์ดูเหมือนจะเต็มไปด้วยชะตาฟ้าลิขิต ทุกครั้งที่ถึงทางตัน มักจะมีจุดพลิกผันและแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์เสมอ แม้แต่ฉันที่เป็นระบบไร้ความรู้สึก ก็เริ่มจะค่อยๆ ก่อเกิดความรู้สึกที่เรียกว่าอิจฉาขึ้นมาแล้ว】
【ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ ที่สุ่มได้คาถาสัจจะสามคำ: ความจริง】
ฉินอินเก็บครีมทามือกลับเข้าลิ้นชัก
น้ำเสียงของเธอแหบพร่าเล็กน้อย "คาถาสัจจะสามคำ? ฟังดูน่าสนใจดีนี่"
ระบบอภิมหาเศรษฐีอธิบายเสริมอย่างรู้หน้าที่
【คาถาสัจจะสามคำ: 'ความจริง' สมดังชื่อของมัน มันมีพลังมหัศจรรย์และเหลือเชื่อ ไม่ว่าจิตใจของเป้าหมายจะแน่วแน่แค่ไหน ก็ไม่อาจหลุดพ้นไปได้ ตราบใดที่คุณใช้คาถาสัจจะสามคำ 'ความจริง' กับเป้าหมาย พวกเขาจะพรั่งพรูความลับที่ซ่อนลึกอยู่ในใจออกมาจนหมดสิ้น】
ฉินอินเท้าคางด้วยมือข้างหนึ่ง
ท่าทางของเธอเกียจคร้านและผ่อนคลาย แผ่เสน่ห์ออกมาตามธรรมชาติ แม้จะสวมชุดลำลองที่มิดชิด แต่กลับดึงดูดสายตาอย่างประหลาด
"อืม... มาได้จังหวะพอดีเลย"
เธอเล่นผมยาวสลวยสีดำขลับอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะสลัดความเกียจคร้านทิ้งไป แทนที่ด้วยความเย็นยะเยือกที่บาดลึกถึงกระดูก
"ระบบ ใช้คาถาสัจจะสามคำ: ความจริง กับฉินจื้อหมิง"
【ระบบได้รับคำสั่งจากโฮสต์ กำลังดำเนินการใช้คาถาสัจจะกับเป้าหมาย ฉินจื้อหมิง】
【ติ๊ง! ระบบดำเนินการเสร็จสิ้น】
ฉินอินไม่หวงคำชม
"ทำได้ดีมาก"
เธอลุกขึ้นยืนอีกครั้งแล้วเดินไปที่หน้าต่างกระจกบานใหญ่
เมื่อมองลงมาจากที่สูง ทิวทัศน์เบื้องล่างในยามนี้ดูเล็กจ้อยราวกับฝุ่นผง ฉินอินที่ยืนอยู่เบื้องบนเปรียบเสมือนยอดเขาที่มิอาจปีนป่ายข้ามไปได้
ฉินจื้อหมิงไม่มีทางหนีพ้นเงื้อมมือของฉินอินได้ เขาเป็นเพียงมดปลวกตัวจ้อย เป็นเพียงเม็ดทรายที่ไร้ค่า
—
ฉินจื้อหมิงกลับมาถึงบ้านตระกูลฉินด้วยความเหนื่อยล้าและหิวโหย
เมื่อเห็นรอยช้ำรอบดวงตา ขอบตาดำคล้ำ ใบหน้าซูบตอบ และสภาพกระเซอะกระเซิงของเขา เย่หลิงจือและฉินเจียวรุ่ยที่กำลังทานข้าวอยู่ถึงกับทำตะเกียบร่วงลงพื้น
"คุณคะ เกิดอะไรขึ้นกับคุณ?"
"พ่อคะ พ่อหายไปทั้งวัน ไปทำอะไรมาถึงได้ดูเละเทะแบบนี้? เกิดอะไรขึ้นข้างนอกคะ?"
เย่หลิงจือและฉินเจียวรุ่ยรีบเข้ามาห้อมล้อมฉินจื้อหมิง สีหน้าเต็มไปด้วยความกังวล พลางรัวคำถามใส่เขา
ฉินจื้อหมิงนั่งลงบนเก้าอี้ในห้องนั่งเล่น ดื่มน้ำอุ่นที่ภรรยาส่งให้เพื่อแก้กระหาย แล้วหยิบชามข้าวขึ้นมาโซบเข้าปากอย่างบ้าคลั่งโดยไม่พูดไม่จาสักคำ
เขากินจนเกลี้ยงชาม ไม่เหลือข้าวแม้แต่เม็ดเดียว
เมื่ออิ่มท้องและพอจะมีแรงกลับมาบ้าง ฉินจื้อหมิงก็ไล่ฉินเจียวรุ่ยออกไป แล้วเล่าเรื่องที่ฉินอินส่งเขาเข้าคุกให้เย่หลิงจือฟัง
เย่หลิงจือมีท่าทีกังวลและไม่สบายใจ "คุณคะ ฉินอินกับหวังซิ่วเยว่เริ่มสงสัยแล้ว พวกมันต้องหาทางเล่นงานเราแน่ๆ"
พอนึกถึงความเปลี่ยนแปลงของฉินอินในช่วงที่ผ่านมา ความตื่นตระหนกและความหวาดกลัวก็ผุดขึ้นในใจเย่หลิงจืออย่างบอกไม่ถูก
ฉินอินดูน่ากลัวเกินไปแล้ว
ฉินจื้อหมิงนวดขมับ "ไม่ต้องห่วง ฉันทำลายหลักฐานตอนนั้นไปจนหมดเกลี้ยง สองแม่ลูกนั่น หรือต่อให้เป็นตำรวจ ก็ไม่มีทางเจออะไรทั้งนั้น"
ฉินจื้อหมิงไม่ได้นอนมาทั้งคืน เขาเพลียและง่วงมาก หลังจากเล่าสถานการณ์ให้เย่หลิงจือฟังคร่าวๆ เขาก็ลุกขึ้น อ้าปากหาว เตรียมจะขึ้นไปนอนพักผ่อนข้างบน
ทันใดนั้น
ฝีเท้าของเขาก็หยุดชะงัก
คลื่นสมองของเขาดูเหมือนจะถูกคลื่นรบกวนบางอย่างกระแทกใส่ จนปั่นป่วนวุ่นวายไปหมด สติสัมปชัญญะเริ่มพร่าเลือน แววตาเหม่อลอย
ในหัวของฉินจื้อหมิง ภาพเหตุการณ์ที่หวังซิ่วเยว่ตกตึกจมกองเลือดฉายวนซ้ำไปซ้ำมา
ในสมองที่มึนงงของเขา มีเสียงหนึ่งดังก้องไม่หยุด: "แกนั่นแหละที่ทำร้ายหวังซิ่วเยว่ เป็นแก..."
ดวงตาที่เหม่อลอยของฉินจื้อหมิงค่อยๆ กลับมาดูปกติ ไม่ต่างจากคนทั่วไป แต่สมองของเขากลับถูกรบกวนอย่างต่อเนื่อง
"คุณคะ?"
"คุณคะ เป็นอะไรไป?"
เย่หลิงจือสังเกตเห็นอาการเหม่อลอยของฉินจื้อหมิง เธอโบกมือตรงหน้าเขาและเรียกชื่ออยู่หลายครั้ง แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบ
วินาทีต่อมา
จู่ๆ ฉินจื้อหมิงก็พุ่งตัวออกไปข้างนอก
ร่างของเขารวดเร็วปานสายฟ้า หายวับออกไปจากห้องนั่งเล่นในพริบตา ความเร็วระดับนี้ไม่เหมือนคนที่เพิ่งผ่านการสอบสวนและอดนอนมาทั้งคืนเลยสักนิด
"คุณคะ!"
เย่หลิงจือร้องเสียงหลง
เธอรีบวิ่งตามออกไป แต่ความเร็วของฉินจื้อหมิงนั้นมากเกินไป เขาหายลับไปจากสายตาแล้ว และเธอก็ไม่รู้ว่าเขาหายไปทางทิศไหน