เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 6 : เด็กหญิงขายไม้ขีดไฟ

ตอนที่ 6 : เด็กหญิงขายไม้ขีดไฟ

ตอนที่ 6 : เด็กหญิงขายไม้ขีดไฟ


“อ๊ะ หนังสือของหนู!”

เด็กหญิงวิ่งเข้าหาถังโม่ด้วยความเร็วระดับที่มนุษย์ไม่มีทางทำได้ คว้า ‘ความลับเบื้องหลังการหายตัวไปของชนเผ่ามายา’ ไปกอดแนบอก ถือไม้ขีดไฟยักษ์ไว้ในมือซ้าย และถือหนังสือไว้ในมือขวา พอแน่ใจแล้วว่าเป็นหนังสือที่ทำหายไปเธอก็วิ่งไปพิงชั้นหนังสือแล้วเริ่มเปิดอ่าน

“แม่บอกว่าจะถามเรื่องหนังสือเล่มนี้พรุ่งนี้ หนูต้องรีบอ่านแล้ว”

ในห้องสมุดกว้างล้นเหลือมีเสียงพลิกหนังสือของเด็กหญิงดังให้ได้ยินชัด

ร่างทรงหน้าซีดจนริมฝีปากกลายเป็นสีน้ำเงิน ตอนที่เขาหันไปมองเด็กน้อยโมเสกกับหนังสือในมือเขาก็ทำหน้าเหมือนเพิ่งโดนดึงขึ้นจากน้ำ ใบหน้าเขาชุ่มเหงื่อในเวลาไม่กี่นาที ส่งยิ้มขมขื่นให้ถังโม่ “หนังสือเล่มนั้นเองน่ะเหรอ นายรู้ตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย??”

ถังโม่ก้มมองข้อมือของร่างทรงที่กำแน่น ตราสัญลักษณ์รูปปีกนางฟ้าบนหลังมือขวาสีเข้มขึ้นและกลายเป็นปีกปีศาจ

เสียงของถังโม่เรียบนิ่ง “ตั้งแต่วินาทีแรกที่เห็นคุณ”

ใบหน้าอีกฝ่ายมุ่นอย่างไม่อยากเชื่อ “เป็นไปได้ยังไงน่ะ?”

เด็กหญิงที่นั่งอ่านหนังสือบนพื้นเหมือนจะไม่ได้สนใจอย่างอื่นอีก เกมจบแล้ว ถังโม่กับร่างทรงเลยเดินไปที่โซนนั่งอ่านหนังสือ ทิ้งตัวลงบนเก้าอี้

ถังโม่มองโมเสกที่อยู่ไกลออกไป ในห้องสมุดนี้เหมือนจะมีแค่เธอที่ยังมีอารมณ์นั่งอ่านหนังสือ ร่างทรงเหมือนจะดึงสติคืนมาได้แล้ว เขานั่งอยู่หน้าถังโม่ แล้วเริ่มเปิดปากพูดความจริง “ฉันดึงนายเข้ามาในเกมนี้น่ะ”

ประโยคนี้ทำให้ถังโม่เซอร์ไพรส์อยู่หน่อยๆ

“มันเป็นอุบัติเหตุน่ะ ฉันแอบย่องเข้าห้องสมุดก่อนที่นายจะมาถึง อย่างที่นายรู้ พวกคนว่างงานอย่างเราชอบมานั่งเล่นที่ห้องสมุด พอถึงเวลาปิดพวกยามก็จะไล่เราออกไป แต่บางทีพวกนั้นก็พลาด ห้องสมุดนี้อยู่ใกล้หอคอยดำมาก หลังจากเรื่อง ’โลกออนไลน์’ กลายมาเป็นปัญหา ฉันก็แอบมาสังเกตหอคอยจากที่นี่ แล้วพอวันที่สามฉันก็ได้ยินเสียงของมันตอนที่กำลังอ่านหนังสืออยู่”

ร่างเงยหน้าสบตากับถังโม่ แววตาจริงจังจนดูคลุ้มคลั่ง เหมือนไม่ได้มองถังโม่อยู่ แต่กำลังมองจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิ์อะไรสักอย่าง

“มันบอกฉันว่าเกมนี้กำลังจะเริ่มแล้ว” ร่างทรงดูเหมือนจะบ้าคลั่งไปแล้ว “ฉันคือผู้ถูกเลือก!”

ถังโม่เลือกจะไม่คุยด้วย

ลูกจ้างของห้องสมุดทุกคนรู้ดีว่าร่างทรงคนนี้บ้าคลั่งศาสนา แต่ไม่ใช่พวกโรคประสาท พอผ่านไปสักพักเขาก็เริ่มคุมตัวเองได้ “เกมที่เลือกฉันเป็นเกม 1v1 ฉันเล่นมันคนเดียวไม่ได้ ตอนแรกกำลังคิดจะออกจากห้องสมุดแล้วหาคนมาเริ่มเกมนี้ด้วยกัน แต่แล้วนายก็เข้ามา ฉันรู้จักนาย พอลองคิดดูแล้วก็เลยตัดสินใจทำเสียงเพื่อล่อนายเข้ามา พอมาย้อนคิดดูก็รู้เลยว่านั่นคือการตัดสินใจที่ผิดพลาดที่สุดที่เคยทำมาของฉัน”

“แล้วบทลงโทษของการแพ้เกมนี้คืออะไรเหรอครับ? อะไรคือการกำจัดกันแน่?”

ร่างทรงส่ายหน้า “ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน มันไม่ได้บอกไว้ นายก็ได้ยินเหมือนที่ฉันได้ยิน มันไม่เคยพูดอะไรมากกว่านั้นเลย มันแค่บอกว่าฉันจะเป็นคนเลือกคู่ต่อสู้เองในเกมนี้ ส่วนเป้าหมายของเกมจะขึ้นกับนาย ก็ยุติธรรมดีนะ ก่อนเกมจะเริ่มอย่างเป็นทางการฉันไม่รู้เลยว่ามันคือเกมล่าหนังสือ บางทีอาจจะเพราะนายเป็นบรรณารักษ์ เกมเลยเลือกให้เข้ากับนาย” หันกลับมามองถังโม่ด้วยสายตาจริงจัง “รู้ได้ยังไงว่าเป็นฉัน?”

ความจริงแล้วเรื่องนี้นั้นง่ายนิดเกียว “คุณไม่ใช่คนบ้าหรือคนโง่ เหตุผลที่คุณย่องเข้าห้องสมุดมามันฟังไม่ขึ้นเลย แล้วหลังจากนั้นคุณก็เอาแต่กลัวอยู่ตลอด ให้ตายเถอะคุณเฉิน… คุณคือคนคลั่งศาสนา คือผู้ชายที่บอกผมว่า ’หอคอยดำคือพระเจ้า’ นะ ไม่มีทางที่คนแบบนั้นจะกลัวเลยถ้าโดนโดนหอคอยเลือกให้เล่นเกม น่าจะสนุกไปกับเกมมากกว่า”

ร่างทรงปล่อยกระบองป้องกันตัวให้ไหลหลุดจากมือ “งี้นี่เอง…”

“จริงๆ แล้วตอนนั้นมันเป็นแค่ความกังขาของผมเท่านั้นแหล่ะ ผมไม่มีทางแน่ใจได้เลยว่าคุณจะตอบสนองยังไงกับเหตุการณ์นี้”

“งั้นนายแน่ใจได้ยังไง?”

“เพราะเกมมันต้องยุติธรรมไงครับ”

ร่างทรงหันมองถังโม่ด้วยความสับสน

ถังโม่ไล้มือบนปีกนางฟ้าที่หลังมือ “ผมชอบเล่นเกม เกมที่ผมชอบเล่นถูกจัดเป็นหนึ่งในการ์ดเกมที่ยุติธรรมที่สุดในโลก ในเกมบริดจ์ การใช้ความสามารถทำให้แข็งแกร่งได้มากกว่าการใช้โชคเพียงอย่างเดียว แต่ก็มีเกมอย่างไพ่สตั๊ดที่โชคจะแข็งแกร่งกว่าความสามารถได้ แต่เกมพวกนี้ก็มีสมดุลของมันที่ยุติธรรมกับผู้เล่นทั้งสองฝ่าย พอเกมเริ่มแล้ว โชคเองก็เป็นหนึ่งในความแข็งแกร่ง ถ้าทั้งสองฝ่ายมีความสามารถเสมอกัน ก็จะขึ้นกับโชคว่าใครโชคร้ายหรือโชคดี เกมมันก็แฟร์แบบนี้แหล่ะ”

เหมือนร่างทรงจะยังไม่เข้าใจที่เข้าต้องการสื่อเท่าไหร่ “แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเกมของเราล่ะ?”

“คุณไม่คิดว่าเกมนี้มันไม่ยุติธรรมเหรอครับ?”

“ห๊ะ?”

“เกมนี้มีกฎแค่สามข้อ ข้อหนึ่ง การใช้ความรุนแรงเป็นสิ่งต้องห้าม จริงๆ แล้วข้อนี้มีความหมายลึกซึ้งกว่านี้แต่ผมจะกลับมาพูดทีหลัง ข้อสอง นางฟ้าจะได้รับคำใบ้ในเวลากลางวัน ข้อสาม ปีศาจสามารถเลือกเผาชั้นหนังสือได้ในเวลากลางคืน ฟังดูเผินๆ เหมือนนางฟ้าต้องตามหาหนังสือเล่มเดียวจากเป็นหมื่นๆ เล่มจนเกมนี้ดูยากเกินไป ในขณะที่ปีศาจมีโอกาส3ใน23ที่จะชนะเกมนี้”

ร่างทรงเข้าใจทันใด “ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่าเกมนี้ไม่ยุติธรรมกับนางฟ้าเหรอ?”

“ผิดแล้ว” ถังโม่ยิ้มขณะส่ายศีรษะ “มันไม่ยุติธรรมกับปีศาจต่างหากล่ะ”

ร่างทรงนิ่งงันไป

“สำหรับนางฟ้า วิธีการเล่นคือการใช้กระบวนการแก้ปัญหา เขาก็แค่ต้องหาหนังสือจากคำใบ้พวกนั้น ในขณะที่ปีศาจทำได้แค่อย่างเดียวคือเผาหนังสือนั้นทิ้ง แต่ไม่มีคำใบ้สำหรับเขาว่าหนังสืออยู่ที่ไหน เกมนี้ก็เลยกลายเป็นว่าฝั่งนางฟ้ากำลังเล่นเกมพัซเซิล ขณะที่ฝั่งปีศาจกำลังเล่นเกมพนันล้วนๆ นางฟ้าพึ่งพาโชคและความสามารถเพื่อชนะเกมนี้ แต่ปีศาจพึ่งพาได้แค่โชคเท่านั้น”

ร่างทรงแย้ง “แต่โอกาสหาหนังสือเจอของฝั่งนางฟ้าต่ำกว่าฝั่งปีศาจมากเลยนะ”

“ก็คงพูดได้ว่าทันทีที่เกมเริ่ม โชคก็กลายเป็นความแข็งแกร่งรูปแบบหนึ่ง ปีศาจเผาไม่โดนหนังสือ โชคของเขาอยู่ที่ 0 ซึ่งไม่ต่างไปจากนางฟ้า แถมยังมีกฎ ความรุนแรงเป็นสิ่งต้องห้าม ที่หยุดทุกความเป็นไปได้ที่ฝั่งปีศาจจะใช้กำลังให้ได้มาซึ่งคำใบ้ ดังนั้นเขาต้องไปหาคำใบ้จากทางอื่นแทน”

ร่างทรงหน้าซีด พูดไม่ออกไปพักใหญ่ แล้วเขาก็ถอนหายใจแล้วหัวเราะออกมา “ฉันควรจะเล่นเกมให้เยอะกว่านี้จริงๆ เกมบริดจ์ที่นายพูดถึงฟังดูน่าสนใจดีนะถังโม่ บางทีฉันอาจจะไปหาโอกาสเล่นหลังจากนี้”

“ถ้ามีโอกาสผมก็จะพาคุณไปเล่นด้วยกันครับ”

เขายิ้มรับแล้วพนักหน้า

ถังโม่หรี่ตา “บางทีถ้าคนที่ผมเล่นเกมนี้ด้วยเป็น ‘เขา’ ผลลัพธ์อาจจะต่างไปอย่างสิ้นเชิงเลยก็ได้นะ”

“เขาที่ว่านี่ใครเหรอ?”

ถังโม่ยิ้ม “เพื่อนที่ผมเล่นเกมบริดจ์ด้วยบ่อยๆ น่ะ เขาแข็งแกร่งมากเลยนะ เขาจะต้องคิดเรื่องทั้งหมดนี้ออกแล้วหลอกผมสำเร็จแน่ๆ หรืออย่างน้อยเขาก็จะไม่พลาดอย่างคุณ”

ร่างทรงไม่ได้รู้สึกอับอายแต่อย่างใด “ฉันพลาดตรงไหนเหรอ? ฉันว่าฉันก็แสดงดีอยู่นะ แวบแรกที่เห็นนายฉันก็คิดว่านายจะต้องเห็นช่องโหว่ในคำพูดของฉันแน่ๆ เลยเลือกจะทำตัวขี้ขลาดออกไป พอหลังจากนั้นก็รีบฉวยโอกาส พูดให้น้อยที่สุดที่จะทำได้ ไม่ทำอะไรมากไป เชื่อฟังคำสั่งนายเข้าไว้”

“แต่คุณก็ยังพลาดอยู่ดี อย่างตอนที่ผมพูดว่าไม่มีใครในห้องสมุดนี้นอกจากเรา แล้วผมก็ไม่รู้ว่าปีศาจนั้นอยู่ที่ไหนกันแน่ คุณพูดออกมาว่า‘เขากำลังซ่อนตัวอยู่’ ถ้ามีผู้เล่นสองคนในทีมนางฟ้า ความคิดของคนทั่วไปก็น่าจะคิดว่ามีคนสองคนที่อีกทีมหนึ่งเหมือนกันและเลือกใช้ ‘พวกเขา’ แทน ‘เขา’”

“ฉันว่าฉันสนใจเกมบริดจ์นี่จริงๆ จังๆ แล้ว”

“ตอนแรกผมตั้งใจจะแฉคุณตั้งแต่คืนแรก แต่ไม่คิดว่าชั้นหนังสือมันจะไหม้จริงๆ ตอนแรกก็คิดว่าคุณมีเพื่อนร่วมทีม แต่แบบนั้นก็ดูจะเกินไปหน่อย ทีมปีศาจมีสองคนส่วนทีมนางฟ้ามีแค่หนึ่ง ไม่ยุติธรรมแบบเห็นๆ เลย”

นอกเสียจากว่าหอคอยจะคิดว่าคนสองคนร่วมมือกันยังเอาชนะถังโม่ไม่ได้น่ะนะ ถังโม่กระแอม เลือกจะไม่พูดออกไป “ผมคิดถึงเรื่องนั้นในวันนี้เอง ใครกันนะที่ช่วยคุณจุดไฟ? มีสองความเป็นไปได้ หนึ่งคือขอแค่คุณคิด ชั้นหนังสือก็จะติดไฟขึ้นเอง ไม่ต้องให้ใครช่วย สองคือมีใครสักคนคอยช่วยคุณจุดไฟ นอกจากเราสองคนก็มีแค่เด็กผู้หญิงคนนั้นในห้องสมุด มีแค่เธอที่จะช่วยคุณจุดไฟได้นอกเหนือจากหอคอยดำ”

“ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเด็กนั่นจะมาช่วยฉันจุดไฟ”

“แต่ผมว่ามันก็น่าจะเข้าใจได้นะ คิดดูสิ เด็กคนนั้นเกลียดการอ่านหนังสือ เธอจะต้องยิ่งกว่าเต็มใจถ้าคุณอยากจะเผาชั้นหนังสือ อีกอย่าง ดูผมเธอสิ มีปลายผมเล็กๆ ที่มีรอยไหม้ บางทีน่าจะเป็นอุบัติเหตุจากตอนจุดไฟ”

ร่างทรงทิ้งร่างลงกับเก้าอี้ “ฉันแพ้หมดรูปเลย”

จริงๆ แล้วถังโม่ยังมีอีกหลายอย่างที่อยากพูด แต่เขาก็ส่ายหัวแล้วยิ้มตอนเห็นสภาพของอีกฝ่าย

มีอีกหลายอย่างที่ร่างทรงไม่ได้สังเกต อย่างการที่ถังโม่ล่อให้อีกฝ่ายเผาชั้นหนังสือหมวด H หรือคำใบ้สามข้อของเด็กหญิงที่เปิดเผยตัวตนของร่างทรง

คำใบ้ทั้งสามอาจจะดูมีน้ำเยอะกว่าเนื้อ แต่ก็มีสามประเด็นหลักที่มองข้ามไม่ได้

ข้อแรก ปีศาจจะโกหก

ข้อนี้บอกตรงๆ กับนางฟ้าว่า: ปีศาจจะปกปิดตัวตนของตัวเองแล้วแอบซ่อนอยู่ใกลเๆ

ข้อสอง นางฟ้ารู้จักหนังสือเล่มนี้

คำใบ้นี้ดูจะไร้ประโยชน์เพราะถังโม่รู้จักหนังสือมากเกินไป ต่อให้เป็นเล่มล่าสุดที่เขาอ่านก็มีหลายร้อยเรื่อง

ข้อสาม ปีศาจรู้จักหนังสือเล่มนี้

นี่หมายความว่าหนังสือจะต้องเป็นเล่มที่ทั้งถังโม่และร่างทรงรู้จักกันทั้งคู่

แต่ขอบเขตมันก็ยังกว้างอยู่ดี

ร่างทรงอ่านหนังสือไปไม่น้อยตลอดปีที่ผ่านมา มีหนังสืออย่างน้อยก็พันเล่มที่ทั้งเขาและถังโม่รู้จัก แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ไม่ควรยากจนเป็นไปไม่ได้ ถ้าเกมนี้สร้างมาให้ไม่มีทางชนะได้ผู้เล่นทั้งสองคนก็คงต้องลงเอยที่การถูกกำจัดทั้งคู่ ดังนั้นคำตอบต้องเป็นอะไรที่ทั้งถังโม่และร่างทรงพอจะคิดถึงได้

ความคิดแรกของเขาคือ ‘ความลับเบื้องหลังการหายตัวไปของชนเผ่ามายา’

เป็นหนังสือที่ทั้งถังโม่และร่างทรงเคยพูดถึงทั้งคู่ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์หอคอยดำ ถ้าถามว่าทั้งคู่น่าจะจำหนังสือเล่มไหนได้มากที่สุด มันก็ต้องเป็นเล่มนี้แน่ๆ

ร่างทรงไม่ใช่คนโง่ ความจริงที่ว่าเขาคิดได้ถึงขึ้นที่จงใจทำตัวหวาดกลัว และการแสดงที่เข้าขั้นของเขาก็ดีมากโขแล้ว

ถังโม่แอบคิดว่าถ้าเป็นวิคเตอร์ล่ะ ความสงสัยทั้งหมดของเขาคงจะถูกเขี่ยทิ้งไปก่อนที่ทั้งคู่จะเข้ามาเล่นเกมแล้ว วิคเตอร์ไม่มีทางปล่อยให้ตัวเองอยู่ในสภาพอ่อนแอแบบนั้นแน่ๆ การแสดงของร่างทรงทำให้ถังโม่เมินเฉยเขาและทำให้ตัวเขาเองพลาดน้อยลง แต่ก็หมายความว่าเขาจะเสียโอกาสที่จะซ้อนแผน แล้วชักจูงให้ถังโม่เข้าใจผิด

ถ้าเป็นวิคเตอร์จะทำยังไงกันนะ?

ในเวลาเดียวกันนั้น ในเมืองหลวงที่ห่างไกลออกไป ชายหนุ่มร่างสูงเจ้าของใบหน้าหล่อเหล่าในชุดเครื่องแบบทหารเดินเข้ามาในห้องประชุม เขาทิ้งตัวนั่งที่หัวมุมโต๊ะ นัยน์ตาเหมือนเหยี่ยวจ้องนักวิทยาศาสตร์ที่กำลังอธิบายข้อความบนจอขนาดใหญ่

“สามวันก่อนหอคอยอยู่ในสภาวะภาพหลอน พวกเราเรียกมันว่าภาพลวงตาไทป์ A ในช่วงหกเดือนที่ผ่านมาเราได้ทำการศึกษาหลายรูปแบบเพื่อตรวจสอบหอคอย…”

ในห้องประชุมนักวิทยาศาสตร์ถกเถียงกันอย่างรุนแรง จนในที่สุดหัวหน้าฝ่ายก็แทรกขึ้นมา “วันนี้วันที่สามแล้ว ได้ข้อสรุปว่ายังไง?”

นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายเงียบไป

ฟู่เหวินตั๋วมียศต่ำที่สุดในห้อง เขาเลยหลบสายตาของทุกคนแล้วมองออกนอกหน้าต่าง

กลางท้องฟ้าสีดำมีหอคอยที่มียอดแหลมคมเหมือนมีด แขวนอยู่บนชีวิตของชาวปักกิ่งทั้ง 21.72 ล้านคน

ตอนนี้ตีสามสี่สิบสองนาทีของวันที่ 18 พฤศจิกายน 2017 เหลือเวลาอีกสี่ชั่วโมงสิบแปดนาทีก่อนที่ช่วงเวลาแห่งการกำจัดจะจบลง

ที่ห้องสมุด

ร่างทรงยังนั่งเหงื่อแตกอยู่บนเก้าอี้ ปากสั่นๆ บ่งบอกถึงความรู้สึกซับซ้อนในส่วนลึกของจิตใจ ตอนนี้ไม่มีใครรู้ว่าการกำจัดหมายถึงอะไร บางทีอาจจะแค่หมายถึงการแพ้เกมเฉยๆ หรืออาจจะมีอะไรมากกว่านั้น

เด็กหญิงโมเสกวิ่งมาหาถังโม่พร้อมหนังสือในมือ หางม้าทั้งสองแกว่งไกวอยู่กลางอากาศ ยากที่จะซุกซ่อนความปีติยินดีของเธอไว้ เธอยื่นไม้ขีดไฟอันใหญ่ให้ถังโม่

“คุณคือนางฟ้า เพราะคุณหาหนังสือของหนูเจอ หนูจะยกให้นะ”

ถังโม่ไม่รู้ว่าควรจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี เขารับไม้ขีดไฟมา แล้วก็อดถามไม่ได้ “เธอคือเด็กหญิงขายไม้ขีดไฟเหรอ?”

วินาทีถัดมาโมเสกที่ปกคลุมหน้าเด็กหญิงไว้ก็ปรากฏช่องว่างขึ้นมา ถังโม่มองโมเสกที่อยู่เหนือตาของเด็กหญิงที่กำลังหายไป เปิดเผยดวงตาคู่โตที่ดูเหมือนปลาตาย แต่ใบหน้าส่วนอื่นยังคงถูกปิดไว้

ถังโม่กลั้นหายใจ ความรู้สึกประหลาดท่วมท้นขึ้นมา

นัยน์ตาเหมือนปลาตายนั้นเปี่ยมด้วยความเหยียดหยามขณะมองถังโม่

“นี่คุณลุง คุณยังไม่โตอีกเหรอ เคยเห็นเด็กหญิงขายไม้ขีดไฟที่น่ารักขนาดนี้รึยังไง?”

ถังโม่ที่ยกสถานะจากพี่ชายเป็นคุณลุง “…”

เธอเอาโมเสกออกแค่เพื่อจะได้มองเขาด้วยสายตาเหยียดหยามน่ะนะ?!!!

จบบทที่ ตอนที่ 6 : เด็กหญิงขายไม้ขีดไฟ

คัดลอกลิงก์แล้ว