- หน้าแรก
- อย่าเรียกฉันว่าปีศาจ
- บทที่ 29 ไปพบกับสายลมแห่งโชคชะตากันเถอะ~
บทที่ 29 ไปพบกับสายลมแห่งโชคชะตากันเถอะ~
บทที่ 29 ไปพบกับสายลมแห่งโชคชะตากันเถอะ~
บทที่ 29 ไปพบกับสายลมแห่งโชคชะตากันเถอะ~
แต่ความลังเลนี้ก็หายไปอย่างรวดเร็ว
“คุณหมายถึงยากดอาการเหรอ? ไม่จำเป็นหรอก เงินผมใกล้จะเก็บครบแล้ว ต่อให้ไม่มีพวกคุณจัดหาให้ ผมก็หามาเองได้เหมือนกัน”
โบราณว่ากินของเขาปากมันสั้น รับของเขามามือมันอ่อน เหรินเจี๋ยเข้าใจสัจธรรมนี้ดี อยากจะได้อะไรมา ก็ต้องแลกด้วยการสูญเสียอะไรบางอย่างไป...
ตอนนี้เขาเป็นนักรบพันธุกรรมแล้ว เมื่อความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้น ช่องทางการหาเงินก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย เผลอๆ เขาอาจจะไปที่สมาคมดวงดาว ลงทะเบียนเป็นฮันเตอร์ หรือนักผจญภัย รับภารกิจหาเงินเอาก็ได้
เยี่ยเยว่รู้สึกหงุดหงิดนิดหน่อย แค่นี้ก็ยังไม่ได้เหรอ
เหรินเจี๋ยเปลี่ยนเรื่องคุย:
“จะว่าไป ทำไมคุณถึงพยายามจะดึงผมเข้าหน่วยปราบปีศาจนักล่ะ? งานเจ้าหน้าที่ปราบปีศาจเนี่ย สำหรับคุณแล้วมันคุ้มค่าที่จะเอาชีวิตไปแลกขนาดนั้นเลยเหรอ?”
เยี่ยเยว่ได้ยินดังนั้นก็ยิ้มออกมา: “ฉันเหรอ? ฉันชอบงานเจ้าหน้าที่ปราบปีศาจมากนะ ฉันเกิดที่เมืองจินเฉิง ที่นี่... ก็คือบ้านของฉัน”
“ฉันชอบกลิ่นอายความมีชีวิตชีวาของจินเฉิง แต่การมีอยู่ของภัยพิบัติปีศาจกลับทำให้ท้องฟ้าเหนือเมืองนี้ปกคลุมไปด้วยเมฆหมอกแห่งความตาย”
“เพื่อนสมัยประถม เพื่อนมัธยม หรือแม้แต่เพื่อนบ้านที่สนิทกัน หลายคนต้องมาตายในภัยพิบัติปีศาจ ความรู้สึกแบบนั้นมันไม่จริงเลยสักนิด ทั้งที่เคยเป็นคนที่มีชีวิตจิตใจ อยู่ใกล้ตัวเราแท้ๆ แต่กลับไม่มีวันได้ปรากฏตัวในชีวิตเราอีกแล้ว...”
“แต่ทว่า... ผู้คนดูเหมือนจะชินชากับชีวิตแบบนี้ไปแล้ว ได้แต่ภาวนาว่าเรื่องซวยๆ แบบนี้จะไม่เกิดขึ้นกับตัวเอง ตอนนั้นฉันก็คิดนะ ว่าถ้าโลกนี้ไม่มีภัยพิบัติปีศาจมันจะดีแค่ไหน?”
พูดถึงตรงนี้ แววตาของเยี่ยเยว่ก็ดูเศร้าสร้อย เธอทัดผมที่ยุ่งเหยิงไปไว้หลังหู
“รู้ไหม? สิ่งที่น่ากลัวจริงๆ ไม่ใช่การที่ภัยพิบัติปีศาจคร่าชีวิตผู้คนไปเท่าไหร่ แต่มันคือการที่ทำให้ผู้คนรู้สึกชินชากับการสูญเสียชีวิตต่างหาก โลกใบนี้ มันไม่ควรจะเป็นแบบนี้...”
“ส่วนฉัน มักจะรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนพิเศษ ฉันรู้สึกแบบนั้นจริงๆ นะ! ตอนอายุ 15 ฉันตื่นรู้กลายเป็นผู้ได้รับพรจากเทพ”
“พอฉันรู้ตัว บนบ่าย่อมมีภาระหน้าที่เพิ่มขึ้น ในเมื่อได้รับเลือกจากทวยเทพ งั้นก็ต้องทำอะไรสักอย่างไม่ใช่เหรอ?”
พูดถึงตรงนี้ เยี่ยเยว่ก็ชี้ไปที่ดวงจันทร์กลมโตอันมืดมิดบนท้องฟ้า
“ฉันชื่อเยี่ยเยว่ (จันทร์ราตรี) ดวงจันทร์ที่ส่องสว่างในยามค่ำคืน แต่น่าเศร้าที่ตั้งแต่เกิดจนถึงวันนี้ ฉันไม่เคยได้รับแสงสว่างจากดวงจันทร์เลยสักครั้ง...”
“ฉันอยากจะทวงคืนดวงจันทร์ที่เคยเป็นของมนุษย์กลับมา สักวันหนึ่ง แสงจันทร์จะสาดส่องลงมายังผืนแผ่นดินอันอุดมสมบูรณ์ของต้าเซี่ยอีกครั้ง!”
“เส้นทางนี้มันยากลำบากจริงๆ นั่นแหละ และต้องผ่านการพรากจากและความตายมานับไม่ถ้วน แต่... ทุกครั้งที่ฉันนึกถึงตอนที่ตัวเองระงับภัยพิบัติปีศาจได้ ฆ่าปีศาจได้สักตัว จะมีคนรอดชีวิตเพราะเหตุนี้ ครอบครัวจะไม่แตกแยก ญาติพี่น้องจะไม่ต้องหลั่งน้ำตา... เพียงเท่านี้ทุกอย่างมันก็คุ้มค่าแล้ว”
เยี่ยเยว่มองไปที่ท้องฟ้ายามค่ำคืนของเมืองจินเฉิง แววตาของเธอเป็นประกายระยิบระยับ
“ฉันเยี่ยเยว่ ยินดีที่จะสู้เพื่อแสงไฟนับหมื่นดวง ยินดีที่จะสู้เพื่อความงดงามทั้งหมดบนโลกใบนี้!”
“เหรินเจี๋ย เข้าหน่วยปราบปีศาจเถอะ มาสู้ไปด้วยกันกับฉัน!”
ในวินาทีนี้ เมื่อมองดูเยี่ยเยว่ที่มีแววตามุ่งมั่น หัวใจของเหรินเจี๋ยเหมือนถูกกระตุกวูบ
สำหรับเยี่ยเยว่ เหรินเจี๋ยนับถือเธอจากใจจริง ทุกคนที่ยอมสู้เพื่ออุดมการณ์และลงมือทำจริงล้วนน่าเคารพทั้งนั้น
แต่ตัวเขา... ไม่ได้มีอุดมการณ์ที่สูงส่งขนาดนั้น
เขาแค่อยากจะใช้ชีวิตในปัจจุบันให้ดีก็พอ...
“ก็ยังไม่ไปอยู่ดี!”
เยี่ยเยว่แทบกระอักเลือด พูดขนาดนี้ยังไม่หวั่นไหวอีกเรอะ!?
“ถ้าหาก... ถ้าหากหน่วยปราบปีศาจไม่ได้ให้แค่อยากดอาการ แต่มอบยาวิเศษที่สามารถถอนรอยปีศาจออกได้บางส่วนให้นายล่ะ?”
วินาทีนี้ สายตาของเหรินเจี๋ยแข็งค้างทันที
“จริงเหรอ? คุณไม่ได้หลอกผมใช่ไหม? มียาแบบนั้นอยู่จริงๆ เหรอ?”
รอยปีศาจไม่สามารถถอนออกได้ พื้นที่ก็จะไม่ลดลง มีแต่จะขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ ยากดอาการทำได้แค่ชะลอการเติบโตของมัน นี่คือความรู้ทั่วไป
เยี่ยเยว่ทำหน้าจริงจัง: “นายคิดว่าฉันจะเอาเรื่องแบบนี้มาหลอกนายเหรอ? ข้อมูลการทดลองระดับสูงบางอย่างของกองทัพ ไม่ได้เปิดเผยให้ประชาชนทั่วไปรู้นะ”
“ฉันได้ยินมาว่ามียาวิเศษชนิดหนึ่ง ชื่อว่า ‘หญ้าวิญญาณโคมไฟ’ มีฤทธิ์ในการถอนรอยปีศาจ สามารถบรรเทาอาการของโรครอยปีศาจได้”
เหรินเจี๋ยพูดอย่างจริงจัง: “ถ้าพวกคุณหาหญ้าวิญญาณโคมไฟมาให้ผมได้ ผมคิดว่าผมจะเข้าร่วมหน่วยปราบปีศาจครับ”
เยี่ยเยว่ตาเป็นประกาย ในที่สุดก็สำเร็จแล้วเหรอ?
เห็นเพียงเยี่ยเยว่ยิ้มกว้าง ถึงขั้นกระโดดขึ้นไปยืนบนราวระเบียง!
“ฮ่าๆ~ จริงนะ?”
ลมราตรีพัดมาวูบหนึ่ง เป่าผมดำของเยี่ยเยว่จนยุ่งเหยิง เธออ้าแขนออกพร้อมรอยยิ้ม
ทรงตัวอยู่บนราวระเบียงอย่างกับเด็กๆ มือเรียวสางผมเบาๆ:
“ไปกันเถอะเจ้าหนู~ ไปพบกับสายลมแห่งโชคชะตากัน~”
“ในตัวนายมีความพิเศษอยู่บ้าง ฉันคิดว่าอนาคตของนายจะต้องยอดเยี่ยมมากแน่ๆ...”
ในวินาทีนี้ ท้องฟ้ายามค่ำคืนกับเยี่ยเยว่ผสมผสานกันอย่างลงตัว สวยงามจนแทบหยุดหายใจ
เหรินเจี๋ยกลอกตา:
“สายลมบ้าบออะไรล่ะ? ลมพัดเปิดกระโปรงคุณเปิดหมดแล้ว ยังจะมายืนขำอยู่อีก? แต่คุณนี่ก็เปิดเผยดีนะ ถุงน่องดำ? ดีกว่ายัยกางเกงหัวหมานั่นเยอะเลย”
“แล้วพิเศษเนี่ย? พิเศษใส่ไข่หรือเปล่า?”
เยี่ยเยว่หน้าแดงแปร๊ด รีบตะปบกระโปรงปิด กระโดดลงมาจากราวระเบียงทันที ถลึงตามองเหรินเจี๋ยอย่างดุเดือด
“นายก็รับปากว่าจะเข้าหน่วยปราบปีศาจแล้วไม่ใช่เหรอ?”
เหรินเจี๋ยยิ้มกวนๆ:
(乛?乛〃) “คิดว่าผมเป็นเด็กเบียวเลือดร้อนที่หลอกง่ายๆ หรือไงครับ?”
“เอาหญ้าวิญญาณโคมไฟมาให้ผมก่อน ผมถึงจะเข้า แค่มาวาดฝันให้ดูมันไม่ทำให้ผมใจเต้นหรอกนะ!”
เยี่ยเยว่หน้าดำ: (???~?? ?〃)? “หน่วยปราบปีศาจเป็นองค์กรใหญ่ขนาดนี้ จะมาหลอกนายทำไม?”
เหรินเจี๋ยยักไหล่: “คุณก็ไม่ได้เป็นตัวแทนของทั้งหน่วยปราบปีศาจนี่นา?”
ทันใดนั้น เยี่ยเยว่ก็พุ่งไปขวางทางลงจากหอคอย
“ไม่ได้! หญ้าวิญญาณโคมไฟฉันจะเอามาส่งให้ถึงมือนายแน่นอน แต่นายต้องเข้าหน่วยปราบปีศาจก่อน”
“ไม่งั้น~ วันนี้นายลงไปไม่ได้หรอก บนหอคอยนี้มีทางลงแค่ทางเดียว~”
พูดจบ เยี่ยเยว่ก็มองเหรินเจี๋ยด้วยสายตาเจ้าเล่ห์!
เหรินเจี๋ยยิ้มเยาะ: “โอ้โห? งั้นเหรอครับ?”
พูดยังไม่ทันจบ ไม่รอให้เยี่ยเยว่ตั้งตัว เขาก็ปีนข้ามราวระเบียง หันมาโบกมือลาเธอ~
“บ๊ายบาย~”
แล้วกระโดดดิ่งพสุธาลงไปเลย!
เยี่ยเยว่: !!!
“เฮ้ยๆๆ? นายทำอะไรน่ะ?”
ความสูงของเสาไม้ขีดไฟนี่เกินหนึ่งพันเมตรนะ ขนาดเธอยังไม่กล้าโดดลงไปโดยไม่มีอุปกรณ์ป้องกันเลย
แล้วเขาโดดลงไปดื้อๆ แบบนี้ ไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วเหรอ?
เยี่ยเยว่รีบพุ่งไปที่ระเบียง มองลงไปข้างล่าง
เหรินเจี๋ยร่วงลงจากยอดหอคอย เสียงลมหวีดหวิวข้างหู แม้แต่ทหารยามข้างล่างยังส่งเสียงร้องตกใจ
ความเร็วในการตกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ทันใดนั้น ที่ฝ่าเท้าของเหรินเจี๋ยก็ระเบิดเปลวไฟอันรุนแรงออกมา สกิลแผดเผาสองครั้งถูกใช้งาน แรงส่งมหาศาลช่วยชะลอความเร็วของเหรินเจี๋ยอย่างบ้าคลั่ง
จากนั้นเขาก็หันฝ่ามือจักรกลเข้าหาตัวหอคอย ยิงออกไปเต็มแรง ฝ่ามือแปะติดกับตัวหอคอย เปิดโหมดปีนป่ายยึดเกาะ
ฝ่ามือลากตัวเหรินเจี๋ยไถลลงมาพร้อมประกายไฟแลบแปลบปลาบ จนถึงพื้นได้อย่างปลอดภัย
แล้วก็วิ่งเท้าเปล่าหนีไป ท่ามกลางสายตางุนงงของเหล่าทหารกองกำลังป้องกัน
เยี่ยเยว่ที่มองดูอยู่ข้างบนถึงกับมุมปากกระตุก
เด็กใหม่ระดับหนึ่งเดี๋ยวนี้ ใจกล้าบ้าบิ่นขนาดนี้เลยเหรอ?
ทำแบบนี้ก็ได้?
แต่ไม่ว่ายังไง เป้าหมายในการดึงเหรินเจี๋ยเข้าพวกก็สำเร็จแล้ว รีบรายงานหัวหน้าดีกว่า
“หัวหน้าเสิ่นคะ? ภารกิจสำเร็จแล้วค่ะ เหรินเจี๋ยตกลงเข้าร่วมหน่วยปราบปีศาจแล้ว”
“จริงเหรอ? เยี่ยมมาก! เยี่ยเยว่! สมกับเป็นแขนซ้ายขวาของผมจริงๆ!”
“แต่เขามีเงื่อนไขค่ะ เขาต้องการให้หน่วยปราบปีศาจจัดหายากดอาการและหญ้าวิญญาณโคมไฟมาให้ เพื่อรักษาน้องสาวที่เป็นโรครอยปีศาจ หน่วยเราน่าจะจัดหาให้ได้ใช่ไหมคะ?”
ปลายสายมีเสียงของหล่นกระจายดังโครม
ในห้องทำงาน เสิ่นฉือกระโดดโหยงตัวลอย
“อะไรนะ? หญ้าวิญญาณโคมไฟ? ยากดอาการน่ะไม่เท่าไหร่ แต่หญ้าวิญญาณโคมไฟ? นี่ๆๆ... เธอกล้ารับปากไปได้ยังไง หืม?”
เยี่ยเยว่เกาหัว: ?(???~??)???? “ทำไมเหรอคะ?”
เสิ่นฉือกัดฟันกรอด: “หน่วยของเธอ ไตรมาสหน้างบประมาณลดครึ่งหนึ่ง!”
เยี่ยเยว่: ???
"(o 口 o*) “หะ?”
“หัวหน้า! หนูเป็นแขนซ้ายขวาของหัวหน้านะคะ!”
“ถุย! แขนแบบนี้ ตัดทิ้งซะยังจะดีกว่า!”
เสิ่นฉือตบหน้าผากตัวเอง หญ้าวิญญาณโคมไฟเหรอ? ความหายากของมันไม่ใช่เรื่องล้อเล่นนะ ต้องระดมคนช่วยหาแล้ว ไม่อย่างนั้นต่อให้ขายตัวเองก็หามาไม่ได้หรอกมั้ง?
อีกทั้งเมื่อเสิ่นฉือมองดูกองซากปราสาทสาวน้อยหวานใจที่กระจัดกระจายเกลื่อนพื้นอีกครั้ง หน้าเขาก็ยิ่งดำคล้ำเข้าไปใหญ่...
“ฮัลโหล? ท่านหัวหน้าใหญ่เหรอครับ?”