เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 29 ไปพบกับสายลมแห่งโชคชะตากันเถอะ~

บทที่ 29 ไปพบกับสายลมแห่งโชคชะตากันเถอะ~

บทที่ 29 ไปพบกับสายลมแห่งโชคชะตากันเถอะ~


บทที่ 29 ไปพบกับสายลมแห่งโชคชะตากันเถอะ~

แต่ความลังเลนี้ก็หายไปอย่างรวดเร็ว

“คุณหมายถึงยากดอาการเหรอ? ไม่จำเป็นหรอก เงินผมใกล้จะเก็บครบแล้ว ต่อให้ไม่มีพวกคุณจัดหาให้ ผมก็หามาเองได้เหมือนกัน”

โบราณว่ากินของเขาปากมันสั้น รับของเขามามือมันอ่อน เหรินเจี๋ยเข้าใจสัจธรรมนี้ดี อยากจะได้อะไรมา ก็ต้องแลกด้วยการสูญเสียอะไรบางอย่างไป...

ตอนนี้เขาเป็นนักรบพันธุกรรมแล้ว เมื่อความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้น ช่องทางการหาเงินก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย เผลอๆ เขาอาจจะไปที่สมาคมดวงดาว ลงทะเบียนเป็นฮันเตอร์ หรือนักผจญภัย รับภารกิจหาเงินเอาก็ได้

เยี่ยเยว่รู้สึกหงุดหงิดนิดหน่อย แค่นี้ก็ยังไม่ได้เหรอ

เหรินเจี๋ยเปลี่ยนเรื่องคุย:

“จะว่าไป ทำไมคุณถึงพยายามจะดึงผมเข้าหน่วยปราบปีศาจนักล่ะ? งานเจ้าหน้าที่ปราบปีศาจเนี่ย สำหรับคุณแล้วมันคุ้มค่าที่จะเอาชีวิตไปแลกขนาดนั้นเลยเหรอ?”

เยี่ยเยว่ได้ยินดังนั้นก็ยิ้มออกมา: “ฉันเหรอ? ฉันชอบงานเจ้าหน้าที่ปราบปีศาจมากนะ ฉันเกิดที่เมืองจินเฉิง ที่นี่... ก็คือบ้านของฉัน”

“ฉันชอบกลิ่นอายความมีชีวิตชีวาของจินเฉิง แต่การมีอยู่ของภัยพิบัติปีศาจกลับทำให้ท้องฟ้าเหนือเมืองนี้ปกคลุมไปด้วยเมฆหมอกแห่งความตาย”

“เพื่อนสมัยประถม เพื่อนมัธยม หรือแม้แต่เพื่อนบ้านที่สนิทกัน หลายคนต้องมาตายในภัยพิบัติปีศาจ ความรู้สึกแบบนั้นมันไม่จริงเลยสักนิด ทั้งที่เคยเป็นคนที่มีชีวิตจิตใจ อยู่ใกล้ตัวเราแท้ๆ แต่กลับไม่มีวันได้ปรากฏตัวในชีวิตเราอีกแล้ว...”

“แต่ทว่า... ผู้คนดูเหมือนจะชินชากับชีวิตแบบนี้ไปแล้ว ได้แต่ภาวนาว่าเรื่องซวยๆ แบบนี้จะไม่เกิดขึ้นกับตัวเอง ตอนนั้นฉันก็คิดนะ ว่าถ้าโลกนี้ไม่มีภัยพิบัติปีศาจมันจะดีแค่ไหน?”

พูดถึงตรงนี้ แววตาของเยี่ยเยว่ก็ดูเศร้าสร้อย เธอทัดผมที่ยุ่งเหยิงไปไว้หลังหู

“รู้ไหม? สิ่งที่น่ากลัวจริงๆ ไม่ใช่การที่ภัยพิบัติปีศาจคร่าชีวิตผู้คนไปเท่าไหร่ แต่มันคือการที่ทำให้ผู้คนรู้สึกชินชากับการสูญเสียชีวิตต่างหาก โลกใบนี้ มันไม่ควรจะเป็นแบบนี้...”

“ส่วนฉัน มักจะรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนพิเศษ ฉันรู้สึกแบบนั้นจริงๆ นะ! ตอนอายุ 15 ฉันตื่นรู้กลายเป็นผู้ได้รับพรจากเทพ”

“พอฉันรู้ตัว บนบ่าย่อมมีภาระหน้าที่เพิ่มขึ้น ในเมื่อได้รับเลือกจากทวยเทพ งั้นก็ต้องทำอะไรสักอย่างไม่ใช่เหรอ?”

พูดถึงตรงนี้ เยี่ยเยว่ก็ชี้ไปที่ดวงจันทร์กลมโตอันมืดมิดบนท้องฟ้า

“ฉันชื่อเยี่ยเยว่ (จันทร์ราตรี) ดวงจันทร์ที่ส่องสว่างในยามค่ำคืน แต่น่าเศร้าที่ตั้งแต่เกิดจนถึงวันนี้ ฉันไม่เคยได้รับแสงสว่างจากดวงจันทร์เลยสักครั้ง...”

“ฉันอยากจะทวงคืนดวงจันทร์ที่เคยเป็นของมนุษย์กลับมา สักวันหนึ่ง แสงจันทร์จะสาดส่องลงมายังผืนแผ่นดินอันอุดมสมบูรณ์ของต้าเซี่ยอีกครั้ง!”

“เส้นทางนี้มันยากลำบากจริงๆ นั่นแหละ และต้องผ่านการพรากจากและความตายมานับไม่ถ้วน แต่... ทุกครั้งที่ฉันนึกถึงตอนที่ตัวเองระงับภัยพิบัติปีศาจได้ ฆ่าปีศาจได้สักตัว จะมีคนรอดชีวิตเพราะเหตุนี้ ครอบครัวจะไม่แตกแยก ญาติพี่น้องจะไม่ต้องหลั่งน้ำตา... เพียงเท่านี้ทุกอย่างมันก็คุ้มค่าแล้ว”

เยี่ยเยว่มองไปที่ท้องฟ้ายามค่ำคืนของเมืองจินเฉิง แววตาของเธอเป็นประกายระยิบระยับ

“ฉันเยี่ยเยว่ ยินดีที่จะสู้เพื่อแสงไฟนับหมื่นดวง ยินดีที่จะสู้เพื่อความงดงามทั้งหมดบนโลกใบนี้!”

“เหรินเจี๋ย เข้าหน่วยปราบปีศาจเถอะ มาสู้ไปด้วยกันกับฉัน!”

ในวินาทีนี้ เมื่อมองดูเยี่ยเยว่ที่มีแววตามุ่งมั่น หัวใจของเหรินเจี๋ยเหมือนถูกกระตุกวูบ

สำหรับเยี่ยเยว่ เหรินเจี๋ยนับถือเธอจากใจจริง ทุกคนที่ยอมสู้เพื่ออุดมการณ์และลงมือทำจริงล้วนน่าเคารพทั้งนั้น

แต่ตัวเขา... ไม่ได้มีอุดมการณ์ที่สูงส่งขนาดนั้น

เขาแค่อยากจะใช้ชีวิตในปัจจุบันให้ดีก็พอ...

“ก็ยังไม่ไปอยู่ดี!”

เยี่ยเยว่แทบกระอักเลือด พูดขนาดนี้ยังไม่หวั่นไหวอีกเรอะ!?

“ถ้าหาก... ถ้าหากหน่วยปราบปีศาจไม่ได้ให้แค่อยากดอาการ แต่มอบยาวิเศษที่สามารถถอนรอยปีศาจออกได้บางส่วนให้นายล่ะ?”

วินาทีนี้ สายตาของเหรินเจี๋ยแข็งค้างทันที

“จริงเหรอ? คุณไม่ได้หลอกผมใช่ไหม? มียาแบบนั้นอยู่จริงๆ เหรอ?”

รอยปีศาจไม่สามารถถอนออกได้ พื้นที่ก็จะไม่ลดลง มีแต่จะขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ ยากดอาการทำได้แค่ชะลอการเติบโตของมัน นี่คือความรู้ทั่วไป

เยี่ยเยว่ทำหน้าจริงจัง: “นายคิดว่าฉันจะเอาเรื่องแบบนี้มาหลอกนายเหรอ? ข้อมูลการทดลองระดับสูงบางอย่างของกองทัพ ไม่ได้เปิดเผยให้ประชาชนทั่วไปรู้นะ”

“ฉันได้ยินมาว่ามียาวิเศษชนิดหนึ่ง ชื่อว่า ‘หญ้าวิญญาณโคมไฟ’ มีฤทธิ์ในการถอนรอยปีศาจ สามารถบรรเทาอาการของโรครอยปีศาจได้”

เหรินเจี๋ยพูดอย่างจริงจัง: “ถ้าพวกคุณหาหญ้าวิญญาณโคมไฟมาให้ผมได้ ผมคิดว่าผมจะเข้าร่วมหน่วยปราบปีศาจครับ”

เยี่ยเยว่ตาเป็นประกาย ในที่สุดก็สำเร็จแล้วเหรอ?

เห็นเพียงเยี่ยเยว่ยิ้มกว้าง ถึงขั้นกระโดดขึ้นไปยืนบนราวระเบียง!

“ฮ่าๆ~ จริงนะ?”

ลมราตรีพัดมาวูบหนึ่ง เป่าผมดำของเยี่ยเยว่จนยุ่งเหยิง เธออ้าแขนออกพร้อมรอยยิ้ม

ทรงตัวอยู่บนราวระเบียงอย่างกับเด็กๆ มือเรียวสางผมเบาๆ:

“ไปกันเถอะเจ้าหนู~ ไปพบกับสายลมแห่งโชคชะตากัน~”

“ในตัวนายมีความพิเศษอยู่บ้าง ฉันคิดว่าอนาคตของนายจะต้องยอดเยี่ยมมากแน่ๆ...”

ในวินาทีนี้ ท้องฟ้ายามค่ำคืนกับเยี่ยเยว่ผสมผสานกันอย่างลงตัว สวยงามจนแทบหยุดหายใจ

เหรินเจี๋ยกลอกตา:

“สายลมบ้าบออะไรล่ะ? ลมพัดเปิดกระโปรงคุณเปิดหมดแล้ว ยังจะมายืนขำอยู่อีก? แต่คุณนี่ก็เปิดเผยดีนะ ถุงน่องดำ? ดีกว่ายัยกางเกงหัวหมานั่นเยอะเลย”

“แล้วพิเศษเนี่ย? พิเศษใส่ไข่หรือเปล่า?”

เยี่ยเยว่หน้าแดงแปร๊ด รีบตะปบกระโปรงปิด กระโดดลงมาจากราวระเบียงทันที ถลึงตามองเหรินเจี๋ยอย่างดุเดือด

“นายก็รับปากว่าจะเข้าหน่วยปราบปีศาจแล้วไม่ใช่เหรอ?”

เหรินเจี๋ยยิ้มกวนๆ:

(乛?乛〃) “คิดว่าผมเป็นเด็กเบียวเลือดร้อนที่หลอกง่ายๆ หรือไงครับ?”

“เอาหญ้าวิญญาณโคมไฟมาให้ผมก่อน ผมถึงจะเข้า แค่มาวาดฝันให้ดูมันไม่ทำให้ผมใจเต้นหรอกนะ!”

เยี่ยเยว่หน้าดำ: (???~?? ?〃)? “หน่วยปราบปีศาจเป็นองค์กรใหญ่ขนาดนี้ จะมาหลอกนายทำไม?”

เหรินเจี๋ยยักไหล่: “คุณก็ไม่ได้เป็นตัวแทนของทั้งหน่วยปราบปีศาจนี่นา?”

ทันใดนั้น เยี่ยเยว่ก็พุ่งไปขวางทางลงจากหอคอย

“ไม่ได้! หญ้าวิญญาณโคมไฟฉันจะเอามาส่งให้ถึงมือนายแน่นอน แต่นายต้องเข้าหน่วยปราบปีศาจก่อน”

“ไม่งั้น~ วันนี้นายลงไปไม่ได้หรอก บนหอคอยนี้มีทางลงแค่ทางเดียว~”

พูดจบ เยี่ยเยว่ก็มองเหรินเจี๋ยด้วยสายตาเจ้าเล่ห์!

เหรินเจี๋ยยิ้มเยาะ: “โอ้โห? งั้นเหรอครับ?”

พูดยังไม่ทันจบ ไม่รอให้เยี่ยเยว่ตั้งตัว เขาก็ปีนข้ามราวระเบียง หันมาโบกมือลาเธอ~

“บ๊ายบาย~”

แล้วกระโดดดิ่งพสุธาลงไปเลย!

เยี่ยเยว่: !!!

“เฮ้ยๆๆ? นายทำอะไรน่ะ?”

ความสูงของเสาไม้ขีดไฟนี่เกินหนึ่งพันเมตรนะ ขนาดเธอยังไม่กล้าโดดลงไปโดยไม่มีอุปกรณ์ป้องกันเลย

แล้วเขาโดดลงไปดื้อๆ แบบนี้ ไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วเหรอ?

เยี่ยเยว่รีบพุ่งไปที่ระเบียง มองลงไปข้างล่าง

เหรินเจี๋ยร่วงลงจากยอดหอคอย เสียงลมหวีดหวิวข้างหู แม้แต่ทหารยามข้างล่างยังส่งเสียงร้องตกใจ

ความเร็วในการตกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ทันใดนั้น ที่ฝ่าเท้าของเหรินเจี๋ยก็ระเบิดเปลวไฟอันรุนแรงออกมา สกิลแผดเผาสองครั้งถูกใช้งาน แรงส่งมหาศาลช่วยชะลอความเร็วของเหรินเจี๋ยอย่างบ้าคลั่ง

จากนั้นเขาก็หันฝ่ามือจักรกลเข้าหาตัวหอคอย ยิงออกไปเต็มแรง ฝ่ามือแปะติดกับตัวหอคอย เปิดโหมดปีนป่ายยึดเกาะ

ฝ่ามือลากตัวเหรินเจี๋ยไถลลงมาพร้อมประกายไฟแลบแปลบปลาบ จนถึงพื้นได้อย่างปลอดภัย

แล้วก็วิ่งเท้าเปล่าหนีไป ท่ามกลางสายตางุนงงของเหล่าทหารกองกำลังป้องกัน

เยี่ยเยว่ที่มองดูอยู่ข้างบนถึงกับมุมปากกระตุก

เด็กใหม่ระดับหนึ่งเดี๋ยวนี้ ใจกล้าบ้าบิ่นขนาดนี้เลยเหรอ?

ทำแบบนี้ก็ได้?

แต่ไม่ว่ายังไง เป้าหมายในการดึงเหรินเจี๋ยเข้าพวกก็สำเร็จแล้ว รีบรายงานหัวหน้าดีกว่า

“หัวหน้าเสิ่นคะ? ภารกิจสำเร็จแล้วค่ะ เหรินเจี๋ยตกลงเข้าร่วมหน่วยปราบปีศาจแล้ว”

“จริงเหรอ? เยี่ยมมาก! เยี่ยเยว่! สมกับเป็นแขนซ้ายขวาของผมจริงๆ!”

“แต่เขามีเงื่อนไขค่ะ เขาต้องการให้หน่วยปราบปีศาจจัดหายากดอาการและหญ้าวิญญาณโคมไฟมาให้ เพื่อรักษาน้องสาวที่เป็นโรครอยปีศาจ หน่วยเราน่าจะจัดหาให้ได้ใช่ไหมคะ?”

ปลายสายมีเสียงของหล่นกระจายดังโครม

ในห้องทำงาน เสิ่นฉือกระโดดโหยงตัวลอย

“อะไรนะ? หญ้าวิญญาณโคมไฟ? ยากดอาการน่ะไม่เท่าไหร่ แต่หญ้าวิญญาณโคมไฟ? นี่ๆๆ... เธอกล้ารับปากไปได้ยังไง หืม?”

เยี่ยเยว่เกาหัว: ?(???~??)???? “ทำไมเหรอคะ?”

เสิ่นฉือกัดฟันกรอด: “หน่วยของเธอ ไตรมาสหน้างบประมาณลดครึ่งหนึ่ง!”

เยี่ยเยว่: ???

"(o 口 o*) “หะ?”

“หัวหน้า! หนูเป็นแขนซ้ายขวาของหัวหน้านะคะ!”

“ถุย! แขนแบบนี้ ตัดทิ้งซะยังจะดีกว่า!”

เสิ่นฉือตบหน้าผากตัวเอง หญ้าวิญญาณโคมไฟเหรอ? ความหายากของมันไม่ใช่เรื่องล้อเล่นนะ ต้องระดมคนช่วยหาแล้ว ไม่อย่างนั้นต่อให้ขายตัวเองก็หามาไม่ได้หรอกมั้ง?

อีกทั้งเมื่อเสิ่นฉือมองดูกองซากปราสาทสาวน้อยหวานใจที่กระจัดกระจายเกลื่อนพื้นอีกครั้ง หน้าเขาก็ยิ่งดำคล้ำเข้าไปใหญ่...

“ฮัลโหล? ท่านหัวหน้าใหญ่เหรอครับ?”

จบบทที่ บทที่ 29 ไปพบกับสายลมแห่งโชคชะตากันเถอะ~

คัดลอกลิงก์แล้ว