- หน้าแรก
- สัประยุทธ์ทะลุฟ้า ข้าหลิวซี กลายร่างเป็นอีกาทองคำสามขา
- บทที่ 9 มีดีกว่าเห็น
บทที่ 9 มีดีกว่าเห็น
บทที่ 9 มีดีกว่าเห็น
บทที่ 9 – มีดีกว่าเห็น
"ปรมาจารย์กู่หนี่นี่เก่งกาจสมคำร่ำลือจริงๆ"
หลิวซีเดินออกมาจากโรงประมูลมี่เท่อด้วยความพึงพอใจอย่างที่สุด
เขามาขอเข้าพบนักปรุงยากู่หนี่เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับการปรุงโอสถระดับสอง
แม้ว่าเขาจะมีอาจารย์เป็นถึงนักปรุงยาระดับสาม แต่ท่านอาจารย์ก็ไม่ได้อยู่คอยชี้แนะ สิ่งที่ถ่ายทอดไว้มีเพียงวิถีแห่งการปรุงโอสถระดับหนึ่งและการควบคุมเพลิงเท่านั้น
ระดับหนึ่งหรือ? เขามั่นใจว่าตนเองบรรลุถึงแก่นแท้แล้ว
ส่วนระดับสองนั้นเคยได้ยินผ่านหูมาบ้างแต่ไม่เคยลงลึก
หลังจากได้สนทนากับนักปรุงยากู่หนี่อยู่นาน หลิวซีก็ได้เปิดหูเปิดตาและได้รับความรู้อันล้ำค่ากลับไปมากมาย...
ในขณะเดียวกัน ทันทีที่หลิวซีและผู้ติดตามเดินจากไป หย่าเฟยและปรมาจารย์กู่หนี่ก็เริ่มบทสนทนาขึ้น
"ท่านลุงกู่หนี่ ท่านมีความเห็นอย่างไรกับนักปรุงยาหลิวซีบ้าง?"
หย่าเฟยเอ่ยถามโดยไม่หันกลับมามอง
ทว่ากลับไร้เสียงตอบรับจากนักปรุงยากู่หนี่
ด้วยความสงสัย หย่าเฟยจึงหันกลับไปมอง พบว่านักปรุงยากู่หนี่กำลังคีบเม็ดยาระดับหนึ่งที่มีคุณภาพสมบูรณ์แบบขึ้นมาพิจารณาด้วยความหลงใหล พลางเดาะลิ้นชมเชยไม่ขาดปาก
"อัจฉริยะ! อัจฉริยะชัดๆ! เพียงแค่ระดับนักยุทธ์แต่กลับสามารถปรุงโอสถระดับหนึ่งออกมาได้สมบูรณ์แบบไร้ที่ติเช่นนี้ แม้แต่ข้าเองทั้งชีวิตยังปรุงยาคุณภาพระดับนี้ออกมาได้ไม่กี่ครั้ง หลิวซีผู้นี้คืออัจฉริยะแห่งวงการปรุงยาโดยแท้!"
กู่หนี่เป็นนักปรุงยาระดับสอง แต่พลังฝีมือของเขาอยู่ที่ระดับคุรุยุทธ์
ผ่านไปค่อนชีวิตก็ยังไม่สามารถทะลวงสู่ระดับสามได้ ทว่าเขาก็ศึกษายาระดับหนึ่งและสองมาจนปรุโปร่ง
มิเช่นนั้นคงไม่ได้เป็นนักประเมินประจำโรงประมูลมี่เท่อ
กระนั้น แม้จะทุ่มเทเวลาหลายสิบปีคลุกคลีอยู่กับยาพื้นฐาน เขาก็ไม่อาจเสกสรรปั้นแต่งโอสถระดับหนึ่งที่สมบูรณ์แบบออกมาได้ง่ายดายดั่งที่หลิวซีทำ
การจะปรุงยาให้สมบูรณ์แบบได้สักเม็ด ตัวเขาเองยังต้องพึ่งพาโชคช่วย
แต่หลิวซีกลับหยิบยาสมบูรณ์แบบออกมาได้ทีละหลายเม็ด
การกระทำที่ดูเหมือนสิ้นเปลืองและอวดมั่งมีเช่นนี้ สร้างความตกตะลึงให้แก่นักปรุงยากู่หนี่เป็นอย่างมาก
เพื่อล้วงความลับเคล็ดวิชาของหลิวซี นักปรุงยากู่หนี่จึงยอมถ่ายทอดประสบการณ์ระดับสองของตนออกมาจนหมดเปลือก
จะกั๊กไว้บ้างหรือไม่นั้นหลิวซีไม่อาจรู้ได้ รู้เพียงแต่ว่าเขาได้รับกำไรมหาศาล
"ท่านลุงกู่หนี่"
เมื่อเห็นอีกฝ่ายเมินเฉย หย่าเฟยจึงขึ้นเสียงเรียกอีกครั้ง
"หือ? หย่าเฟย เจ้าพูดกับข้าหรือ?"
กู่หนี่เงยหน้าขึ้นมองไปรอบๆ อย่างงุนงง
เพียะ!
หย่าเฟยตบหน้าผากตัวเองด้วยความระอาใจ
นักปรุงยาก็มีข้อเสียข้อนี้แหละ จดจ่อเกินไป!
ต่อให้มีคนมาพูดอยู่ข้างหูก็แทบจะไม่รู้สึกตัว
"ท่านลุงกู่หนี่ ข้าถามว่าท่านคิดอย่างไรกับหลิวซี"
หย่าเฟยจำต้องทวนคำถามอย่างจนใจ
"หลิวซีรึ? อัจฉริยะ! อัจฉริยะของจริง!"
"ข้าอยู่มาป่านนี้ ยังไม่เคยเห็นใครอายุน้อยขนาดนี้ที่ฝึกฝนทักษะการปรุงยาจนบรรลุถึงจุดสูงสุดได้ขนาดนี้มาก่อน"
"หลิวซีผู้นี้อนาคตไกล ยิ่งใหญ่แน่นอน!"
นักปรุงยากู่หนี่เอ่ยชมหลิวซีโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
น้ำเสียงที่เปี่ยมด้วยความชื่นชมนั้นราวกับจะยกย่องหลิวซีขึ้นไปเสียดฟ้า
"แล้วเมื่อเทียบกับนักปรุงยาชุดดำคนนั้นล่ะ?"
หย่าเฟยเกิดความคิดวูบหนึ่งจึงลองหยั่งเชิงถาม
"เอ่อ..."
นักปรุงยากู่หนี่ลังเล ราวกับตัดสินใจไม่ถูกชั่วขณะ
แต่เพียงไม่กี่วินาที เขาก็ตอบด้วยความมั่นใจ
"เทียบกันไม่ได้ หลิวซีกับนักปรุงยาชุดดำคนนั้นเทียบกันไม่ได้เลย!"
"โฮ่?"
หย่าเฟยเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ
"ท่านลุงกู่หนี่ ท่านคิดว่านักปรุงยาหลิวซีด้อยกว่านักปรุงยาชุดดำหรือ?"
"ไม่!"
นักปรุงยากู่หนี่ส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน
"ข้าหมายถึงหลิวซีไม่อาจเทียบชั้นได้กับยอดฝีมือที่หนุนหลังเด็กหนุ่มที่ปลอมตัวเป็นคนแก่ในชุดคลุมดำคนนั้นต่างหาก"
"แต่ถ้าให้เทียบเฉพาะตัวหลิวซีกับเจ้าเด็กที่แกล้งทำตัวแก่คนนั้น... หลิวซีมีดีกว่าเยอะ!"
คนที่แม้แต่การปลอมตัวยังไม่แนบเนียน... นักปรุงยากู่หนี่ไม่เชื่อหรอกว่าในระดับหนึ่งเท่ากัน เจ้าเด็กนั่นจะสามารถปรุงยาออกมาได้สมบูรณ์แบบเหมือนหลิวซี
คงพูดได้เพียงว่าเจ้าหนุ่มนั่นโชคดีที่ได้อาจารย์ดี
แต่ในแง่พรสวรรค์การปรุงยาที่แท้จริง น่าจะยังห่างชั้นกับนักปรุงยาระดับหนึ่งอย่างหลิวซีอยู่โข
"ขอบคุณท่านลุงกู่หนี่ ข้าเข้าใจแล้ว"
ด้วยคำชี้แนะของกู่หนี่ หย่าเฟยจับประเด็นสำคัญได้ทันที
จากการติดต่อกันหลายครั้ง นางมองออกนานแล้วว่านักปรุงยาชุดดำเป็นเพียงเด็กหนุ่มที่ยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม
นางแสร้งทำเป็นไม่รู้ก็เพื่อร่วมมือกับขุมกำลังที่อยู่เบื้องหลังเขาเท่านั้น
นักปรุงยาที่หนุนหลังเด็กหนุ่มชุดดำนั้นร้ายกาจจริง สามารถปรุงผงรวมปราณระดับสี่ได้สบายๆ
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าตัวเด็กหนุ่มชุดดำเองจะเก่งกาจ
เขาแค่โชคดีเท่านั้น
ส่วนหลิวซีนั้นต่างออกไป เขามีฝีมือที่แท้จริงและรากฐานที่มั่นคง
ในวินาทีนั้น ตาชั่งในใจของหย่าเฟยเริ่มเอนเอียงไปเล็กน้อย...
กลับมาที่ตระกูลเจียเลี่ย
หลิวซีเริ่มเก็บตัวปรุงยาและบำเพ็ญเพียรอย่างจริงจัง
เขาซื้อสมุนไพรธรรมดามาจำนวนมาก ส่วนหนึ่งเพื่อฝึกฝีมือ อีกส่วนเพื่อตุนสินค้า
เขาไม่มีระบบช่วยเหลือ ไม่มีคุณปู่ในแหวน คราวนี้เมื่อไร้อาจารย์ เขาจึงต้องพึ่งพาตนเองเท่านั้น
เขายังไม่มีความคิดที่จะปรุงยาระดับสอง เพราะมันเป็นไปไม่ได้
ในต้นฉบับระบุไว้ว่าต้องเป็นคุรุยุทธ์เสียก่อนจึงจะเป็นนักปรุงยาระดับสองได้
มิเช่นนั้นปราณยุทธ์ในร่างจะไม่เพียงพอต่อการเผาผลาญ แม้จะมียาฟื้นฟูก็ตาม
และหลิวซีก็ไม่คิดจะร่วมมือกับตระกูลเจียเลี่ยขายยาทั่วไป
ข้อแรก มันจะเรียกตีนจากตระกูลเซียวได้ง่ายๆ ในต้นฉบับพวกนั้นถึงกับวางแผนฆ่านักปรุงยาเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งตลาด
ข้อสอง กำไรจากยาทั่วไปมันน้อยนิด
มีเพียงยาระดับหนึ่งของแท้ โดยเฉพาะยาระดับหนึ่งที่สมบูรณ์แบบเท่านั้นที่จะทำกำไรได้งาม
ส่วนช่องทางการขาย หลิวซีตัดสินใจไว้แล้ว: โรงประมูลมี่เท่อ
เขาจะไปขายด้วยตัวเอง
ตระกูลเซียวคงไม่บ้าพอที่จะมาฆ่าเขาถึงที่นั่นหรอก
ส่วนตระกูลเจียเลี่ยที่คอยปรนเปรอข้าวปลาอาหารให้เขาทุกวัน ถึงเวลาค่อยโยนเศษเนื้อให้พวกมันสักหน่อยก็แล้วกัน...
ขณะที่หลิวซีซุ่มปรุงยาและฝึกฝนอย่างเงียบเชียบ
ลึกเข้าไปในถ้ำหลังภูเขาของตระกูลเซียว
"ยินดีด้วยนะเจ้าหนู เจ้าปรุงยาสำเร็จครั้งแรกแล้ว!"
เจ้าของเสียงคือร่างวิญญาณโปร่งแสง
"เฮอะ จากนี้ไปข้าคือนักปรุงยาเต็มตัวแล้ว!"
ตรงข้ามกับร่างวิญญาณ เด็กหนุ่มหน้าตาธรรมดากำลังกำขวดแก้วบรรจุของเหลวสีแดงเข้มไว้แน่น พลางยิ้มกว้างอย่างโง่งม...
"หือ? ทำไมการบำเพ็ญเพียรตอนกลางวันถึงได้ผลดีกว่าตอนกลางคืนตั้งหลายเท่า?"
หลังจากขลุกอยู่กับการปรุงยามาทั้งวัน หลิวซีสังเกตเห็นความผิดปกติ
การฝึกฝนช่วงกลางวันของเขาดีกว่าช่วงกลางคืนหลายเท่าตัว
และทุกครั้งที่ฝึกเสร็จ เขาจะรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า ราวกับได้กินยาบำรุงชั้นดี
แม้แต่วังวนปราณยุทธ์ที่เพิ่งทะลวงระดับนักยุทธ์สองดาวมาหมาดๆ ก็ขยายตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ด้วยอัตราความเร็วระดับนี้ คงอีกไม่นานเขาก็จะทะลวงสู่ระดับนักยุทธ์สามดาว
ความผิดปกตินี้ทำเอาหลิวซีมึนงงไปหมดชั่วขณะ